เต็มสิบ3ราย!สื่อดังตัดเกรด25แข้งที่”เจอร์เก้น คล็อปป์”เซ็นร่วมทัพลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดโค้ชชาวเยอรมัน ก้าวเข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ปี 2015… นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ร่วม 5 ปีแล้ว ที่ คล็อปป์ เป็นกุนซือใหญ่ในถิ่น แอนฟิลด์ โดยในทัพ "หงส์แดง" ชุดปัจจุบัน มีเพียงแค่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจมส์ มิลเนอร์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ดิว็อค โอริกี้ เท่านั้น ที่อยู่กับสโมสรก่อนที่ โค้ชเลือดเบียร์วัย 53 กะรัต จะเข้ามา
           ตลอดระยะเวลา 5 ปี มีนักเตะ 25 รายที่ถูก คล็อปป์ คว้าตัวเข้ามาร่วมทีม ลิเวอร์พูล ซึ่งก็มีหลายคนที่ไปได้สวยมากๆ แถมเป็นกำลังสำคัญของทีมจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แต่ก็มีบางรายเช่นกันที่ล้มเหลว และไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังเอาไว้ และล่าสุด เดลี่ สตาร์ สื่อดังเมืองผู้ดี ได้มีการตัดเกรด 25 ผู้เล่นที่ คล็อปป์ เซ็นสัญญาเข้าสู่ถิ่น แอนฟิลด์

 – คามิล กราบาร่า (ค่าตัว 250,000 ปอนด์, จาก รุค คอร์ซอฟ ปี 2016) : 4
  นายประตูเลือดโปล เข้ามาร่วมก๊วน ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2016 ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี แต่ยังคงก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ไม่ได้ (ปัจจุบันถูก อาร์ฮุส ยืมตัวไปใช้งาน)

 – ลอริส คาริอุส (ค่าตัว 4.7 ล้านปอนด์, จาก ไมนซ์ 05 ปี 2016) : 4
  นายด่านหน้าหล่อชาวเยอรมัน ถูกคาดหวังไว้สูงไม่น้อยตอนย้ายมาใหม่ๆ แต่สุดท้ายกลับมีประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำทั้งสำหรับ ลิเวอร์พูล และ คาริอุส ซึ่งก็อย่างที่รู้ๆ กัน เจ้าตัวไม่ได้ลงเล่นให้ "หงส์แดง" อีกเลย นับตั้งแต่เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงฯ เมื่อปี 2018 (ปัจจุบันถูก อูนิโอน เบอร์ลิน ยืมตัวไปใช้งาน)

 – มาร์โค กรูยิช (ค่าตัว 5.1 ล้านปอนด์, จาก เร้ดสตาร์ เบลเกรด ปี 2016) : 5
  ทรงบอลดีเลยทีเดียว แต่จนถึงตอนนี้ยังแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ไม่ได้ และถูกปล่อยออกไปแบบยืมตัวตลอด นับตั้งแต่ย้ายเข้าสู่ถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อปี 2016 (ปัจจุบันถูก ปอร์โต้ ยืมตัวไปใช้งาน)

 – สตีเว่น คอลเกอร์ (ยืมจาก ควีนสพาร์ค เรนเจอร์ส, ปี 2016) : 5
  ถูกเซ็นเข้ามาในฐานะเซนเตอร์แบ็กสำรอง แต่ 3 จาก 4 เกมที่ลงเล่นภายใต้ยูนิฟอร์ม "หงส์แดง" เขากลับถูกใช้งานเป็นกองหน้าจำเป็นซะงั้น (ปัจจุบันค้าแข้งในลีกตุรกีกับ อลันยาสปอร์)

 – อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ (ฟรี, ปี 2016) : 5
  โดนเซ็นสัญญาเข้ามาร่วมทีมในระยะสั้น แต่ไม่ได้ลงเฝ้าเสาให้ ลิเวอร์พูล แม้แต่นัดเดียว!!!

 – โดมินิค โซลันกี้ (ไม่มีการเปิดเผยค่าตัว, จาก เชลซี ปี 2017) : 5
  เป็นกองหน้าที่มีแววดีเลยทีเดียว ทว่าสุดท้ายแจ้งเกิดไม่ได้ และถูกขายให้กับ บอร์นมัธ เมื่อปีที่แล้ว

 – เซ็ปป์ ฟาน เดน เบิร์ก (ค่าตัว 1.3 ล้านปอนด์, จาก ซโวลล์ ปี 2019) : 5
  ปราการหลังดาวรุ่งชาวดัตช์วัย 18 ปี ถูกคว้าตัวมาร่วมทีมเมื่อปีก่อน และเพิ่งได้รับโอกาสโชว์ฝีเท้าแค่ 4 นัดเท่านั้น (เกมบอลถ้วยล้วนๆ) ส่วนอนาคตของเจ้าตัวก็ต้องลุ้นกันต่อไป

 – อาเดรียน (ฟรี, ปี 2019) : 5
  เปิดตัวได้สวยด้วยการช่วย ลิเวอร์พูล ดวลจุดโทษชนะ เชลซี คว้าแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2019 มาครอง แต่หลังจากนั้นมีชอตผิดพลาดง่ายๆ ให้เห็นตลอด ซึ่งก็รวมถึงเกมล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ที่ "หงส์แดง" บุกไปพ่ายยับต่อ แอสตัน วิลล่า 2-7 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

 – ทาคุมิ มินามิโนะ (ค่าตัว 7.25 ล้านปอนด์, จาก เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ปี 2020) : 5
  ผลงานโดยส่วนตัวของ สตาร์ทีมชาติญี่ปุ่นวัย 25 ปี ซึ่งถูกคว้าตัวเข้ามาร่วมทัพช่วงกลางซีซั่นที่แล้ว ถือว่าดีขึ้นมาอย่างชัดเจนในฤดูกาลนี้ แต่ยังคงรอคอยประตูแรกในเกม พรีเมียร์ลีก อยู่

 – ดิโอโก้ โชต้า (ค่าตัว 45 ล้านปอนด์, จาก วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ปี 2020) : 5
  ปีกทีมชาติโปรตุเกสวัย 23 ปี เพิ่งถูกเซ็นเข้ามาสดๆ ร้อนๆ ในช่วงซัมเมอร์นี้ และก็ทำได้แล้ว 1 ประตู จากการลงเล่น 4 นัด ดูทรงแล้วคะแนนน่าจะสูงขึ้นอีกในอนาคต

 – คอสตาส ซิมิคาส (ค่าตัว 11.75 ล้านปอนด์, จาก โอลิมเปียกอส ปี 2020) : 5
  เป็นอีกคนที่ถูกดึงมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ และเพิ่งลงเล่นไปแค่นัดเดียวเท่านั้น

 – รักนาร์ คลาวาน (ค่าตัว 4.2 ล้านปอนด์, จาก เอาก์สบวร์ก ปี 2016) : 6
  ผลงานและฟอร์มอาจไม่ได้โดดเด่น แต่ ปราการหลังทีมชาติเอสโตเนียวัย 34 ปี ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไปถึง 53 นัด ทำได้ 2 ประตู ตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลในถิ่น แอนฟิลด์ (ปัจจุบันค้าแข้งกับ กายารี่)

 – เซอร์ดาน ชากิรี่ (ค่าตัว 12.85 ล้านปอนด์, จาก สโต๊ค ซิตี้ ปี 2018) : 6
  ตัวรุกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์วัย 28 ปี มีผลงานที่ขึ้นๆ ลงๆ แม้มีโมเมนต์ที่น่าจดใจ แต่ก็มีช่วงเวลาที่เลวร้ายเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาบาดเจ็บที่รุมเร้า จนลงเล่นแค่ 11 นัดเท่านั้นในฤดูกาลที่แล้ว

 – ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (ไม่มีการเปิดเผยค่าตัว, จาก ฟูแล่ม ปี 2019) : 6
  เจ้าหนูวัย 17 ปี ถูกซิวตัวมาร่วมก๊วนเมื่อปีที่แล้ว แม้รวมๆ แล้วเพิ่งลงเล่นให้ทีมแค่ 9 นัด แต่ดูมีอนาคตที่ดีไม่น้อย

 – ติอาโก้ อัลกันตาร่า (ค่าตัว 25 ล้านปอนด์, จาก บาเยิร์น มิวนิค ปี 2020) : 6
  แม้เพิ่งลงเล่นให้ทีมแค่นัดเดียวก่อนติด "โควิด-19" แต่ดูทรงบอลแล้ว น่าจะไปได้สวยทีเดียวกับ ลิเวอร์พูล

 – โฌแอล มาติป (ฟรี, ปี 2016) : 7
  อาจมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนเป็นระยะๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปราการหลังร่างโย่งชาวแคเมอรูนวัย 29 ปี มีส่วนสำคัญไม่น้อยกับความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล ตลอดช่วง 2 ซีซั่นที่ผ่านมา

 – อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (ค่าตัว 35 ล้านปอนด์, จาก อาร์เซน่อล ปี 2017) : 7
  คล้ายๆ กับในรายของ มาติป ที่มีปัญหาบาดเจ็บเล่นงานเป็นระยะ แต่ก็มีความสำคัญต่อทีมไม่น้อย ซึ่งก็เชื่อเหลือเกินว่า เจ้าตัวคงจะถูก คล็อปป์ ส่งลงเล่นสม่ำเสมอกว่านี้ หากร่างกายฟิตสมบูรณ์

 – นาบี เกอิต้า (ค่าตัว 52.75 ล้านปอนด์, จาก แอร์เบ ไลป์ซิก ปี 2018) : 7
  ใช้เวลาปรับตัวอยู่นานพอสมควร แถมเจอปัญหาบาดเจ็บกวนใจ แต่ก็มีหลายเกมที่ กองกลางทีมชาติกีนีวัย 25 ปี ทำผลงานได้ดี ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งแฟนบอล ลิเวอร์พูล และ คล็อปป์ ต่างคาดหวังผลงานที่ดีกว่านี้อีกจากเจ้าตัว

 – จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม (ค่าตัว 25 ล้านปอนด์, จาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ปี 2016) : 9
  บางเกมอาจเล่นไม่โดดเด่น แต่โดยรวมแล้ว มิดฟิลด์ชาวดัตช์วัย 29 ปี ทำผลงานได้น่าประทับใจมาตลอด นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อ 4 ปีก่อน และด้วยค่าตัวแค่ 25 ล้านปอนด์ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้มสำหรับ "หงส์แดง"

 – แอนดี้ โรเบิร์ตสัน (ค่าตัว 10 ล้านปอนด์, จาก ฮัลล์ ซิตี้ ปี 2017) : 9
  น้อยคนนักที่จะรู้จักเขาตอนย้ายมาใหม่ๆ เมื่อ 3 ปีก่อน แต่ผลงานตลอดช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา กัปตันทีมชาติสกอตแลนด์วัย 26 ปี ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแบ็กซ้ายตัวท็อปๆ ของโลกเรียบร้อย

 – ฟาบินโญ่ (ค่าตัว 39.3 ล้านปอนด์, จาก อาแอส โมนาโก ปี 2018) : 9
  ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันแนวรับได้อย่างยอดเยี่ยม แถมบางเกมลงไปทำหน้าที่เป็นเซนเตอร์แบ็กด้วย และแน่นอนว่า มิดฟิลด์ตัวรับเลือดแซมบ้าวัย 26 ปีคนนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งคีย์แมนที่นำความสำเร็จกลับสู่รัง แอนฟิลด์
 
 – อลีสซง เบ็คเกอร์ (ค่าตัว 65 ล้านปอนด์, จาก อาแอส โรม่า ปี 2018) : 9
  เขาได้นำความเยือกเย็นและความเหนียวแน่นกลับสู่หน้าประตู มีชอตเซฟยากๆ ให้เห็นเป็นประจำ และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ตอนนี้ อลีสซง คือหนึ่งในผู้รักษาประตูระดับโลก 

 – ซาดิโอ มาเน่ (ค่าตัว 30 ล้านปอนด์, จาก เซาธ์แฮมป์ตัน ปี 2016) : 10
  นี่คือแข้งบิ๊กเนมรายแรกที่ ลิเวอร์พูล ดึงเข้ามาในยุค คล็อปป์ และถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่สุดคุ้มค่าสำหรับสโมสรด้วย เพราะ มาเน่ เป็นกำลังหลักในแนวรุกที่ทีมขาดไม่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งผลงานกระทุ้ง 84 ประตู จาก 174 เกม ได้สะท้อนให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของ ดาวเตะทีมชาติเซเนกัลวัย 28 ปี เป็นอย่างดี

 – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ค่าตัว 36.9 ล้านปอนด์, จาก อาแอส โรม่า ปี 2017) : 10
  อาจมีบางเกมที่เล่นขัดใจแฟนบอลไปบ้าง แต่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความสุดยอดของ ซาลาห์ เพราะผลงานทำ 99 ประตู จาก 158 เกม ได้ยืนยันให้ทุกคนเห็นว่า เขาคือดาวยิงความหวังสูงสุดของทีม
 
 – เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (ค่าตัว 75 ล้านปอนด์, จาก เซาธ์แฮมป์ตัน ปี 2018) : 10
  ตอนแรกหลายๆ คนมองว่า ดีลของ ฟาน ไดค์ เป็นการลงทุนที่ฟุ่มเฟือย แต่ผลงานตลอดช่วงที่ผ่านมา รวมถึงความสำเร็จแบบต่อเนื่องของ ลิเวอร์พูล ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นี่คือดีลที่ยอดเยี่ยมมากๆ ของสโมสร ขณะที่ ปราการหลังชาวดัตช์วัย 29 ปี ก็ได้รับการซูฮกให้เป็นสุดยอดเซนเตอร์แบ็กคนหนึ่งของโลกลูกหนังยุคนี้

ไลป์ซิกเล็งเฮ! เฝ้าบ้านรอซัดไมนซ์เริ่มบุนเดสPPTVถ่ายสด

แอร์เบ ไลป์ซิก อันดับสามซีซั่นก่อน มีคิวประเดิมลีกเมืองเบียร์ ช่วงที่ผ่านมาเสีย ติโม่ แวร์เนอร์ ไป แต่ยังมีความหวังใหม่ "ฮวาง ฮี-ชาน" หัวหอกกิมจิรอซัดทีมเยือน ไมนซ์ ที่ขอเริ่มฤดูกาลแบบมีคะแนน ในการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน (เกมแรก) คืนวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563 พีพีทีวี ถ่ายทอดสดเวลา : 20.30 น.

ปรีวิวฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน (เกมแรก)
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563
แอร์เบ ไลป์ซิก – ไมนซ์
เวลา : 20.30 น. ถ่ายทอดสด : พีพีทีวี

สนาม : เร้ดบูลล์ อารีน่า 

    ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์หนุ่มวัย 33 ปี ของแอร์เบ ไลป์ซิก พาทีมจบอันดับสามในลีกและเข้าถึงรอบตัดเชือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2019/20 ประเดิมเกมเป็นทางการฤดูกาลใหม่ด้วยการบุกถล่มเนิร์นแบร์ก 3-0 ศึกเดเอฟเบ โพคาล วันเสาร์ที่แล้ว

 ความพร้อมเกมนี้พร้อมทีเดียวเพราะแข้งเจ็บอย่าง อิบราฮิม่า โกนาเต้ (ฟื้นฟูความฟิต) และ คอนราด ไลเมอร์ (เข่า) ปกติไม่ใช่แกนหลัก ส่วนที่ต้องรอเช็กความฟิต มาร์เซล ซาบิตเซอร์ คาดว่าจะมีชื่อเริ่มต้นเป็นสำรอง การจัดทัพปรับมิดฟิลด์คู่กลางส่ง ไทเลอร์ อดัมส์ ลงคุมเกมร่วมกับ เควิน คัมเพิ่ล และดัน ดานี โอลโม่ ขึ้นมาประสานงานรวมกับ ฮวาง ฮี-ชาน และ ยุสซุฟ โพลเซ่น แผงหลังปรับถอย ลูคัส โคลสเตอร์มันน์ ลงมาดูแลเกมรับร่วมกับ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ และ วิลลี่ ออร์บาน

   ฝั่งไมนซ์ภายใต้การคุมทีมของ อาชิม ไบเออร์ลอร์เซอร์ ที่อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดได้สำเร็จ สัปดาห์ก่อนฟอร์มแจ่มบุกถล่มฮาเฟลเซ่ 5-1 ศึกเดเอฟเบ โพคาล รอบแรก ซึ่งสภาพทีมมีปัญหาขาด สเตฟาน เบลล์ (ป่วย) กับ เอดิมิลซอน แฟร์นานเดส (ฟื้นฟูความฟิต)  

    การจัดทัพปรับใช้ 4-2-3-1 ถอด ไอซาห์ เอบาส ออก วาง ฌอง ฟิลิปป์ มาเตต้า รับบทหน้าเป้า โดยมี โยนาธาน แบร์คาร์ดท์, ฌอง โบเตอุส และ โรบิน ไควซอน แผงหลังยึดชุดเดิมใช้ รีเดิ้ล บาคู ยืนแบ็กขวา อีกฟากเป็น ดาเนียล โบรซินสกี้ คู่เซนเตอร์แบ็กให้ เยเรเมียห์ ยุสเต้ ยืนคู่ มุสซ่า เนียห์กาเต้ 

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    แอร์เบ ไลป์ซิก (3-4-2-1) : ปีเตอร์ กูลาชซี่ – ลูคัส โคลสเตอร์มันน์, ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, วิลลี่ ออร์บาน – นอร์ดี้ มูกีเล่, ไทเลอร์ อดัมส์, เควิน คัมเพิ่ล, อังเคลินโญ่ – ดานี่ โอลโม่, ฮวาง ฮี-ชาน – ยุสซุฟ โพลเซ่น

    เทรนเนอร์ : ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์

    ไมน์ซ (4-2-3-1) : ฟาเบียน มุลเลอร์ – รีเดิ้ล บาคู, เยเรเมียห์ ยุสเต้, มุสซ่า เนียห์กาเต้, ดาเนียล โบรซินสกี้ – เลอันโดร บาร์เรยโร่, ดานนี่ ลัตซ่า – โยนาธาน แบร์คาร์ดท์, ฌอง โบเตอุส, โรบิน ไควซอน – ฌอง ฟิลิปป์ มาเตต้า 

    เทรนเนอร์ :  อาชิม ไบเออร์ลอร์เซอร์  

 

พีพีทีวีผนึกบุนเดสลีกายิงสดยาว 5 ปี ประเดิมเสาร์ที่ 19 ก.ย.นี้!

พีพีทีวีจับมือบุนเดสลีกาอินเตอร์เนชันแนลเซ็นสัญญาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในไทยยาวห้าปี ประเดิมนัดเปิดฤดูกาล เบรเมน พบ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เสาร์ที่ 19 ก.ย. นี้!
  
ประกาศการลงนามในสัญญาฉบับใหม่กับ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดิน ช่อง PPTV HD 36 ซึ่งภายใต้สัญญาฉบับนี้ จะทำให้สถานี ฯ ซึ่งออกอากาศแบบฟรีทีวีสามารถถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกาให้ผู้ชมสามารถรับชมได้ทั่วประเทศเป็นระยะเวลาถึง 5 ปี โดยจะเริ่มถ่ายทอดสดนัดแรกในวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. นี้

พีพีทีวี จะถ่ายทอดสดฟุตบอลบุนเดสลีกาอย่างน้อยสองนัดต่อสัปดาห์ รวมไปถึงเยอรมันซุปเปอร์คัพ และแมตช์เพล์ยออฟหนีการตกชั้นทั้งแมตช์เหย้าและเยือนด้วย นอกจากนี้ แฟนบอลชาวไทยก็จะสามารถรับชมรายการต่าง ๆ จากบุนเดสลีกาได้ตลอดทั้งฤดูกาล รวมทั้งภาพไฮไลต์ของบุนเดสลีกา นอกจากนี้ บุนเดสลีกา อินเตอร์เนชันแนล และ พีพีทีวี ก็จะร่วมกันผลิตรายการกีฬา พร้อมจัดกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับแฟนบอลชาวไทย

โรเบิร์ต ไคล์น หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของบุนเดสลีกา อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า "เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จับมือกับพีพีทีวีในฐานะสถานีโทรทัศน์พันธมิตรในประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปี ด้วยความเป็นผู้นำด้านคอนเทนท์กีฬาของสถานี ฯ เรามั่นใจว่าทางพีพีทีวีจะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ของบุนเดสลีกาให้แก่แฟนบอลไทย เพื่อนำไปสู่การเติบโตของความนิยมฟุตบอลเยอรมันในประเทศไทยต่อไป"

 พลากร สมสุวรรณ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด กล่าวว่า "เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงนามในสัญญาครั้งนี้กับทางบุนเดสลีกา ทั้งนี้ ทางสถานี ฯ ได้ร่วมงานกับบุนเดสลีกามาตั้งแต่ฤดูกาล 2015/16 แล้ว ซึ่งในปีนั้น สถานี ฯ เริ่มถ่ายทอดสดฟุตบอลบุนเดสลีกาเป็นปีแรกบนช่องดิจิตอลฟรีทีวี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ได้สร้างให้เกิดแฟนบอลบุนเดสลีกาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตลอดมา ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเพิ่มความนิยมของลีกยิ่งขึ้นไปอีก"

 
สำหรับฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลบุนเดสลีกาในเดือนกันยายนนี้ พีพีทีวี เตรียมถ่ายทอดสดถึง 4 คู่ ประเดิมด้วยนัดเปิดฤดูกาล ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. เวลา 20.30 น. เบรเมน พบ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน และวันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. เวลา 20.30 น. ไลป์ซิก พบ ไมนซ์ 05 สำหรับแมตช์ส่งท้ายเดือนในสัปดาห์ถัดไป วันเสาร์ที่ 26 ก.ย. เวลา 20.30 น. เอาก์สบวร์ก พบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต่อด้วยเวลา 23.30 น. ชาลเก้ 04 พบกับ เบรเมน 

 
พลาดไม่ได้กับการแข่งขันสุดมันส์กับการเปิดฤดูกาลของฟุตบอลลีกสุดแกร่ง บุนเดสลีกา ติดตามได้ทาง พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 หรือชมสดออนไลน์ที่ https://www.pptvhd36.com

11แข้งยอดเยี่ยมตลอดกาลของ เจอร์เก้น คล็อปป์

จัดมาให้ทีมยอดเยี่ยมตลอดกาลของ เจอร์เก้น คล็อปป์ โดยมีนักเตะ ลิเวอร์พูล ติดโผ 8 คน ส่วนอีก 3 รายมาจาก ดอร์ทมุนด์
     เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมฝีมือเยี่ยม นับตั้งแต่เข้ามาคุม ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2015 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเคยฝากผลงานให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (2008-2015) และ ไมนซ์ (2001-2008)

    กุนซือชาวเยอรมัน ได้ร่วมงานกับนักเตะมาแล้วมากมาย และนี่คือทีมรวม 11 นักเตะที่น่าจะดีที่สุดของเขา

    ผู้รักษาประตู: อลีสซง เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล)

    ตอนเข้ามาคุม ลิเวอร์พูล ใหม่ๆ นั้น คล็อปป์ ต้องปวดหัวกับตำแหน่งผู้รักษาประตู และถึงขีดสุดเมื่อ ลอริส คาริอุส ทำพลาดมหันต์ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พ่ายให้กับ เรอัล มาดริด

    อย่างไรก็ตาม หลังจากไปดึง อลีสซง มาจาก โรม่า เมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัว 66.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,605 ล้านบาท) แล้วนั้น ตำแหน่งนี้ก็ทำให้ทุกคนอุ่นใจ

    นายทวารวัย 27 ปี ได้รางวัลถุงมือทองทำ พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่มาเล่นซีซั่นแรก ทำให้เขาเอาชนะ โรมัน ไวเดนเฟลเลอร์ โกลคู่ใจ คล็อปป์ ตอนคุม ดอร์ทมุนด์

    แบ็กขวา: เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล)

    อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เป็นเด็กปั้นของ ลิเวอร์พูล ก่อนก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และเวลานี้ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแบ็กขวาที่เก่งที่สุดของโลกไปแล้ว

    เจ้าหนูเทรนท์มีทีเด็ดในการเติมเกมรุก และสามารถทำแอสซิสต์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยฤดูกาลก่อนทำไป 16 แอสซิสต์จากการลงเล่นในทุกรายการ 40 นัด ขณะที่ซีซั่นนี้ก็ยังรักษามาตรฐานทำได้ 14 แอสซิสต์ รวมทั้งมีทีเด็ดในการยิงฟรีคิกด้วย

    เซนเตอร์แบ็ก: มัทส์ ฮุมเมิลส์ (ดอร์ทมุนด์)

    ฮุมเมิลส์ เป็นเซนเตอร์แบ็กคู่ใจของ คล็อปป์ ตอนคุม ดอร์ทมุนด์ โดยลงสนามไปถึง 242 เกมภายใต้การกุมบังเหียนของเทรนเนอร์ชาวเยอรมัน และส่วนใหญ่จะจับคู่กับ เนเวน ซูโบติช 

    ฮุมเมิลส์ เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ "เสือเหลือง" คว้าแชมป์ บุนเดสลีกา 2 สมัยติดในฤดูกาล 2010/11และ 2011/12 จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่ดีที่สุดของวงการฟุตบอลเยอรมัน

    เซนเตอร์แบ็ก: เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (ลิเวอร์พูล)

    นี่อาจเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมสุดในอาชีพการคุมทีมของ คล็อปป์ เลยก็ว่าได้ หลังไปดึงมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,925 ล้านบาท)

    ฟาน ไดค์ ทำผลงานได้เยี่ยมทันทีที่มาร่วมทีม โดยเป็นหัวใจในแนวรับ และเล่นได้อย่างแข็งแกร่ง ทำให้กวาดรางวัลส่วนตัวอย่างนักเตะยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

    แบ็กซ้าย: แอนดี้ โรเบิร์ตสัน (ลิเวอร์พูล)

     โรเบิร์ตสัน ย้ายจาก ฮัลล์ ซิตี้ มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัวแค่ 8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 312 ล้านบาท) โดยที่ตอนนั้นเขายังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก แต่หลังจากนั้นก็พัฒนาฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมจนกลายเป็นยอดแบ็กซ้ายคนหนึ่งของ พรีเมียร์ลีก ในเวลานี้

    แบ็กซ้ายชาวสกอตต์ เล่นได้เหนียวแน่นในเกมรับ และเติมเกมรุกได้สุดยอด ทำไป 19 แอสซิสต์ในลีกตลอด 2 ซีซั่น จนเป็นกำลังสำคัญช่วยให้ "หงส์แดง" ได้ทั้งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ พรีเมียร์ลีก

    กองกลาง: ฟาบินโญ่ (ลิเวอร์พูล)

    ฟาบินโญ่ กลายเป็นกองกลางตัวตัดเกมชั้นยอดของ พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว หลัง ลิเวอร์พูล ไปดึงมาจาก โมนาโก เมื่อปี 2018 แถมยังมีทีเด็ดลูกยิงไกลสวยๆ ให้เห็นด้วย

    ดาวเตะชาวบราซิเลียน เริ่มต้นไม่ค่อยดีนักกับการเล่นให้ ลิเวอร์พูล เมื่อฤดูกาลที่แล้ว จากนั้นเจ้าตัวก็ค่อยๆ ปรับตัวกับการเล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี จนกลายเป็นตัวหลักของทีมไปแล้ว

    กองกลาง: อิลคาย กุนโดกัน (ดอร์ทมุนด์)

 

    กุนโดกัน เป็นมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดของ คล็อปป์ ตอนคุม ดอร์ทมุนด์ โดยเป็นคนคอยคุมเกมทั้งหมดได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนที่เวลานี้เจ้าตัวจะย้ายมาเล่นให้กับ แมนฯ ซิตี้

    กุนโดกัน เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ "เสือเหลือง" คว้าแชมป์ บุนเดสลีกา 2 สมัยติดในฤดูกาล 2010/11 และ 2011/12 โดยที่ คล็อปป์ เคยยกย่องเขาไว้เป็นอย่างมาก

    กองกลาง: จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ลิเวอร์พูล)

 

    จากนักเตะที่แฟนบอลหลายคนวิจารณ์ว่าฝีเท้างั้นๆ แต่เวลานี้ เฮนเดอร์สัน กลายเป็นหัวใจในแดนกลางและเป็นกัปตัน ลิเวอร์พูล ที่จะได้ชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก

    จากสถิติที่ออกมาเห็นได้ชัดว่า ลิเวอร์พูล มักจะมีปัญหา และเก็บชัยชนะยากลำบากเวลาที่ เฮนเดอร์สัน ไม่ได้ลงสนาม เพราะขาดลูกหนัก และจินตนาการ ทำให้แผงมิดฟิลด์คู่แข่งสามารถเล่นได้ง่ายขึ้น

    ปีกขวา: โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล) 

    ปีกทีมชาติอียิปต์ ย้ายจาก โรม่า มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2017 ก่อนระเบิดฟอร์มทำผลงานเยี่ยมยิงกระจาย และได้รับเลือกให้คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ

    ซาลาห์ ทำผลงานได้โดดเด่นในฤดูกาล 2017-18 หลังจากทำไปถึง 44 ประตู จากการลงเล่น 52 นัดในทุกรายการ ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นการทำไป 32 ประตูในลีก จนทำให้เป็นดาวซัลโวสูงสุดของ พรีเมียร์ลีก ด้วย

    ดาวเตะอียิปต์ ยังคงโชว์ฟอร์มเยี่ยมมาจนถึงเวลานี้ โดยมีส่วนสำคัญให้ทีมได้ทั้งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ พรีเมียร์ลีก รวมทั้งยังมีลุ้นดาวซัลโวหลังซีซั่นนี้ยิงไปแล้ว 19 ประตู

    ปีกซ้าย: ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล) 

    ซาเน่ เป็นหนึ่งใน 3 ประสานสุดยอดแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ร่วมกับ ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลังย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อปี 2016

    ดาวเตะทีมชาติเซเนกัล ทำไปแล้ว 79 ประตูจากการลงสนาม 165 นัดให้กับ "หงส์แดง" และเคยได้รางวัลดาวซัลโว พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018/19 ร่วมกับ ซาลาห์ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้า อาร์เซน่อล หลังทำเท่ากันที่ 22 ประตู

    กองหน้า: โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (ดอร์ทมุนด์)

    สูสีกันอย่างมากสำหรับกองหน้าของ คล็อปป์ ระหว่าง เลวานดอฟสกี้ กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งนี้ต้องขอยกให้กับดาวยิงทีมชาติโปแลนด์

    เลวานดอฟสกี้ ทำผลงานเยี่ยมตั้งแต่มาเล่นในลีกเยอรมัน เมื่อปี 2010 โดยอยู่กับ ดอร์ทมุนด์ 4 ปี ก่อนย้ายไปเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค ในปี 2014

    หัวหอกโปล ยิงไป 103 ประตูจากการลงสนามให้ ดอร์ทมุนด์ 187 นัด และคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา 2 สมัยติดในฤดูกาล 2010/11และ 2011/12

คุมต่อหรือไม่?คล็อปป์เผยเรื่องอนาคตหลังหมดสัญญากับลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ระบุ จะบอกลาทีมหลังหมดสัญญาฉบับปัจจุบัน โดยเสริมว่าจะพักจากการคุมทีมไป 1 ปี แล้วจากนั้นค่อยดูว่าจะเอายังไงต่อ
    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้สัมภาษณ์ว่าจะอยู่กับทีมจนครบสัญญาฉบับปัจจุบัน หรือก็คืออีก 4 ปีเท่านั้น โดยหลังจากนั้นจะกลับไปพักผ่อนที่ประเทศเยอรมนี

    หลังจากเข้ามาคุมทีมเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ปี 2015 คล็อปป์ ก็พัฒนาทีมได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งสุดๆ โดยฤดูกาลก่อนเขาพา "หงส์แดง" ได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครอง ขณะที่ซีซั่นนี้ก็ทำให้ทีมได้แชมป์ลีกด้วย ซึ่งเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเขาก็ต่อสัญญากับทีมจนจะทำให้ได้อยู่คุมทีมไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2024 เลย

    ทั้งนี้ ไม่นานมานี้ คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์กับ เอสดับเบิ้ลยูอาร์ สปอร์ต สื่อในเมืองเบียร์ โดยช่วงหนึ่งเขาโดนถามว่าจะกลับไปที่เยอรมนีเมื่อไหร่ และเจ้าตัวก็ตอบว่า "ผมจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นแน่นอนหลังจากที่ผมหยุดคุมทีมแล้ว มันมีโอกาสสูงด้วยที่ผมจะไปอยู่ที่เมืองไมนซ์"

    พอโดนถามเพิ่มว่าเขาจะอยู่คุม ลิเวอร์พูล อีกนานแค่ไหนแล้วนั้น คล็อปป์ ก็บอกว่า "ผมจะอยู่ที่ ลิเวอร์พูล อีก 4 ปี หลังจากนั้นผมจะไม่คุมทีมไหนอีกเลยเป็นเวลา 1 ปี มันจะทำให้ผมมีโอกาสทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นผมอาจจะไปทำงานในระดับสโมสร, กับทีมชาติ หรือไม่คุมทีมไหนเลยก็ได้ แต่ในอีก 5 ปีต่อจากนี้น่ะโลกมันจะแตกต่างไปจากเดิมอีกครั้ง (สื่อว่าพอผ่านไป 5 ปีหลังจากนี้มันอาจจะมีอะไรใหม่ๆ จนทำให้ตนรู้สึกสนุกและทำงานกุนซืออีก)"

เดวิสทำสถิติความเร็ว! 6 ประเด็นหลังบาเยิร์นเชือดเบรเมนสอยแชมป์บุนเดสฯ

 "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค การันตีตำแหน่งแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมัน ประจำฤดูกาล 2019/20 ได้ตามคาด หลังบุกไปเอาชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน 1-0 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา จากประตูชัยช่วงท้ายครึ่งแรกของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำให้ตอนนี้พวกเขาทำคะแนนทิ้งห่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมอันดับสอง     ขาดลอยเรียบร้อย ด้วยช่องว่าง 10 แต้ม ดังนั้นต่อให้ ดอร์ทมุนด์ คว้าชัยรวดใน 3 เกมที่เหลือ ก็ไล่ไม่ทันอยู่ดี และนี่คือ 6 ประเด็นที่น่าสนใจหลังจบเกมที่ เวเซอร์สตาดิโอน
 – แชมป์ บุนเดสฯ สมัยที่ 29!!!

    ไม่มีใครปฏิเสธว่า บาเยิร์น มิวนิค คือสโมสรมหาอำนาจแห่งวงการฟุตบอลเมืองเบียร์ในทุกยุคทุกสมัย และนี่คือแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 29 ของพวกเขา…. ใช่แล้ว นี่คือแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 29 แต่ถือเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองเบียร์สมัยที่ 30 เมื่อนับรวมกับแชมป์ 1 สมัย (ซีซั่น 1931/32) ก่อนเข้าสู่ยุค บุนเดสลีกา ในฤดูกาล 1963/64 และยิ่งไปกว่านั้น นี่คือแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 8 ติดต่อกันของพวกเขา เรียกได้ว่า ตลอดช่วงทศวรรษนี้ (ปี 2010-2020) ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของ "เสือใต้" ถึง 80% เลยทีเดียว (แชมป์ตั้งแต่ซีซั่น 2012/13 ถึง ปัจจุบัน)
 

 – นอยเออร์ เซฟพาแชมป์

    ถึงแม้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เป็นคนทำประตูชัยให้ทีม และตลอดเกือบทั้งเกมเป็น บาเยิร์น ที่ครองเกมบุกใส่ เบรเมน แต่ต้องบอกเลยว่า มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูกัปตันทีมคนเก่ง ถือเป็นอีกหนึ่งฮีโร่ที่นำชัยชนะและแชมป์มาให้กับทีม กับจังหวะโชว์ซูเปอร์เซฟลูกโหม่งของ ยูยะ โอซาโกะ ช่วงนาทีสุดท้าย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของแมตช์นี้เลยทีเดียว

 – เลวานดอฟสกี้ เดินหน้าทำสถิติต่อไป  

    แน่นอนว่า นี่คือฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพพ่อค้าแข้งของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยอดหัวหอกเลือดโปล เพราะหนึ่งตุงที่ทำได้ในเกมนี้ ทำให้ฤดูกาลนี้เจ้าตัวกดไปแล้วถึง 46 ประตู จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 40 นัด ดังนั้นถือว่าน่าสนใจเหลือเกินว่า จำนวนประตูของ เลวานดอฟสกี้ ในฤดูกาลนี้ จะไปจบลงที่ตัวเลขอะไร เพราะอย่าลืมว่า บาเยิร์น ยังเหลือเกมในลีกอีก 2 นัด แถมยังต้องแข่งในถ้วย เดเอฟเบ-โพคาล (รอเตะรอบชิงฯ กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น) และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (กำลังอยู่ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย) ด้วย… ดูๆ แล้ว 50 ประตู ไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อม 
 
 – แชมป์แรกของ ฟลิค

    ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์คนเก่งของ บาเยิร์น เคยได้แชมป์ เวิลด์ คัพ เมื่อปี 2014 ในฐานะผู้ช่วยโค้ชทีมชาติเยอรมนี แต่ในฐานะกุนซือใหญ่นั้น เจ้าตัวยังไม่เคยสัมผัสกับแชมป์ ดังนั้นนี่คือแชมป์แรกของเจ้าตัวในฐานะเฮดโค้ช และฤดูกาลนี้มีลุ้นซิว "ทริปเปิ้ลแชมป์" ด้วย ทั้งๆ ที่อยู่ในตำแหน่งไม่ครบซีซั่นเลย

 – เดวิส สร้างสถิติบุนเดสฯ!!!

    แม้เกมนี้ถูกไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 79 (รับใบเหลืองที่สอง) แต่ อัลฟอนโซ่ เดวิส แบ็กซ้ายดาวรุ่ง บาเยิร์น ได้สร้างชื่อให้กับตัวเองอีกครั้งในเรื่องของความเร็ว เพราะช่วงครึ่งแรกมีจังหวะหนึ่งที่เจ้าตัวโชว์สปีดความเร็วที่วัดได้ถึง 36.51 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของศึก บุนเดสลีกา นับตั้งแต่มีการจดบันทึกสถิติด้านนี้ในฤดูกาล 2013/14

 – เบรเมน กำลังจะตกชั้น?

    "เจ้านกนางนวล" แวร์เดอร์ เบรเมน ถือเป็นอีกหนึ่งสโมสรดังของวงการลูกหนังเมืองเบียร์ แต่การปราชัยคารัง เวเซอร์สตาดิโอน นัดนี้ ทำให้พวกเขามีแนวโน้มสูงเหลือเกินที่จะตกชั้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1979/80 เพราะตอนนี้รั้งอันดับ 17 (รองบ๊วย) ในตารางคะแนน เหลือเกมลงเตะอีก 2 นัด แต่ตามหลัง ไมนซ์ 05 ทีมอันดับ 15 ที่ลงเตะน้อยกว่าหนึ่งเกม 3 แต้ม (ไมนซ์ มีคิวเยือน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คืนนี้) ซึ่งดูแล้ว เบรเมน รอดยากมาก และคงจะต้องตกชั้นตามทีมอันดับสุดท้ายอย่าง พาเดอร์บอร์น ไป แต่ถึงกระนั้น เบรเมน ยังมีหวังที่จะจบอันดับ 16 ให้ได้เป็นอย่างน้อย เพื่อที่จะได้เตะเพลย์ออฟ (หาทีมเลื่อนชั้น-ตกชั้นกับทีมอันดับสามใน ลีกา 2)

7เรื่องน่ารู้ ติโม แวร์เนอร์ ดาวยิงคนใหม่เชลซี

เปิด 7 เรื่องน่ารู้ของ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกทีมชาติเยอรมัน หลังตกลงย้ายจาก ไลป์ซิก ไปอยู่กับ เชลซี เรียบร้อย

    เชลซี ประกาศคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ กองหน้า แอร์เบ ไลป์ซิก มาเข้าถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเซ็นสัญญายาว 5 ปี ขณะที่ค่าตัวอยู่ที่ราว 47.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) และจะย้ายมาร่วมทีมหลัง บุนเดสลีกา ปิดฤดูกาล

    ก่อนหน้านี้ ดาวยิงทีมชาติเยอรมัน มีข่าวกับ ลิเวอร์พูล หนาหูที่สุด แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น "สิงห์บลูส์" ที่มาแรงปาดหน้าแซงทางโค้งคว้าลายเซ็นไปครองได้สำเร็จ

    เชื่อว่า แฟนบอลคงอยากเห็นเต็มทีแล้วว่า หัวหอกวัย 24 ปี จะมาทำผลงานใน พรีเมียร์ลีก ได้ดีขนาดไหน และนี่คือ 7 เรื่องราวที่น่าสนใจของเขา

    1. ฉายแสงตั้งแต่เด็ก
    แวร์เนอร์ ไปอยู่กับสถาบันฝึกสอนฟุตบอลชองสโมสร สตุ๊ตการ์ท ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ก่อนสร้างชื่อเป็นนักเตะอายุน้อยสุดและทำประตูให้กับทีมได้

    นอกจากนั้น แวร์เนอร์ ยังทำได้ถึง 24 ประตู สมัยเล่นให้ทีม "ม้าขาว" รุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี ในฤดูกาล 2012/13 อีกด้วย

    2. สถิติทำประตูสุดยอด
    แวร์เนอร์ มีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมใน บุนเดสลีกา ตั้งแต่ย้ายมาจาก สตุ๊ตการ์ท เมื่อปี 2016 โดยซัดให้ ไลป์ซิก ไปแล้ว 76 ประตูจากการลงสนาม 123 เกม

    ขณะที่ในฤดูกาลนี้ ก็ยังยิงได้อย่างต่อเนื่องซัดไปแล้ว 26 ประตู ส่วนกับทีมชาติเยอรมัน ลงเล่นไปแล้ว 29 นัดตั้งแต่ปี 2017 ทำได้ 29 ประตู

    3. สปีดไวกว่านรก
    แวร์เนอร์ ทำสถิติวิ่งระยะ 100 เมตรได้ในเวลาแค่ 11.1 วินาทีเท่านั้น ทำให้บรรดากองหลังใน พรีเมียร์ลีก คงจะต้องเจองานหนักแน่ในการดวลกับเขา

    4. มีทักษะกีฬาหลายประเภท
    นอกจากทำได้เยี่ยมในการเป็นนักฟุตบอลแล้วนั้น แวร์เนอร์ ยังเล่นกีฬาอีกหลายอย่างได้ดีด้วย อาทิ ตีกอล์ฟ และเรือพาย เป็นต้น

    5. จอมสร้างสถิติ
    แวร์เนอร์ กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในรอบ 21 ปีของศึก บุนเดสลีกาที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งหน้าเดิมภายในฤดูกาลเดียว หลังกระทุ้ง 3 ประตูช่วย ไลป์ซิก บุกไปถล่ม ไมนซ์ 5-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา

    เกมแรกที่ทั้งสองทีมเจอกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีก่อน แวร์เนอร์ ก็กด 3 ตุง ช่วย ไลป์ซิก เปิดบ้านยำใหญ่ ไมนซ์ 8-0 ทำให้ถือเป็นคนแรกที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งทีมเดิมภายในฤดูกาลเดียวกัน นับตั้งแต่ที่ อูล์ฟ เคียร์สเท่น ตำนานดาวยิง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทำใส่ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค เมื่อฤดูกาล 1998/99

    นอกจากนั้น แวร์เนอร์ ยังเคยทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยสุดที่ยิงสองลูกใส่ ไฟร์บวร์ก สองนัดติด ตอนเล่นอยู่กับ สตุ๊ตการ์ท ด้วยวัย 17 ปี

    6. สร้างพลังจากภูเขา
ตอนที่ยังเป็นเด็กนั้น คุณพ่อของ แวร์เนอร์ มักจะพาลูกชายวิ่งขึ้นเขาอยู่เป็นประจำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการนำไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และตอนนี้มันก็ออกดอกออกผลแล้ว

    7. มี มาริโอ โกเมซ เป็นไอดอล
    ตอนที่ยังเป็นเด็กนั้น แวร์เนอร์ มี มาริโอ โกเมซ อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมัน และสตุ๊ตการ์ท เป็นนักเตะขวัญใจของตัวเอง

    "ตอนที่ผมอายุ 11-12 ขวบ ผมมีโปสเตอร์ของ มาริโอ ติดอยู่บนผนัง จากนั้นผมก็มีโอกาสแตะมือกับ มาริโอ และเขาก็อวยพรให้ผมโชคดีกับการมาเล่นให้เยอรมันแทนที่เขา" แวร์เนอร์ เผย

“มาโกโตะ ฮาเซเบะ” เจ้าของสถิติแข้งเอเชียที่ยังโบยบินกับ “อินทรีแดง-ดำ”

มาโกโตะ ฮาเซเบะ คือหนึ่งในนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้คงเส้นคงวาที่สุดในบุนเดสลีกาจากการลงเล่นกว่าสิบปี เขาเคยประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเยอรมนีกับทีมโวล์ฟสบวร์ก และกำลังนั่งแท่นสถิติเป็นนักเตะเอเชียที่ได้ลงเล่นในบุนเดสลีกาสูงสุดตลอดกาล ซึ่งตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงในเร็ววันนี้…

      อดีตกัปตันทีมชาติญี่ปุ่นวัย 36 ปีเพิ่งลงเล่นในบุนเดสลีกาครบ 309 นัดในเกมที่แพ้ไมนซ์ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง ชา บุมคุน แข้งชาวเกาหลีใต้ที่ลงเล่นไป 308 เกม

    "ผมภูมิใจมากที่ได้ลงเล่นในบุนเดสลีกามากกว่านักเตะเอเชียคนอื่นๆ แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่ทีมจะคว้าชัยชนะได้" ฮาเซเบะกล่าวหลังเกมที่เจ้าตัวสร้างสถิติใหม่แต่กลับต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ "วันนี้เราเล่นได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น เรายังเล่นขาดๆ เกินๆ ไปในทุกตำแหน่ง"

    หลังย้ายจากทีมอุราว่า เร้ด ไดม่อนส์ มาร่วมทีมโวล์ฟสบวร์กในปี 2008 ฮาเซเบะก็ได้ลงประเดิมสนามนัดแรกพบกับอาร์มิเนีย บีเลเฟลด์ ในฐานะมิดฟิลด์ หลังจากนั้นเขาก็ได้สลับตำแหน่งไปเล่นทั้งกองกลางและกองหลังตลอด 135 นัดที่ลงเล่นให้กับทีม "หมาป่าเมืองเบียร์" โดยแข้งชาวญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในห้องเครื่องของโวล์ฟสบวร์กชุดที่คว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ในฤดูกาล 2008/09 สร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรอย่างยิ่งใหญ่

    ไม่เพียงเท่านั้น ฮาเซเบะยังมีอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงในบุนเดสลีกา เรื่องนี้เกิดขึ้นในเกมพบกับทีมฮอฟเฟนไฮม์ในฤดูกาล 2011/12 เมื่อมาร์วิน ฮิตซ์ ผู้รักษาประตูมาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามแถมโควต้าเปลี่ยนตัวผู้เล่น 3 คนก็ถูกใช้จนหมดแล้ว ฮาเซเบะจึงต้องรับบทผู้รักษาประตูจำเป็น ทำให้เขากลายเป็นผู้รักษาประตูชาวญี่ปุ่นคนแรกในบุนเดสลีกาที่ต้องเฝ้าเสาเป็นเวลา 15 นาทีก่อนเกมจะจบลง โชคร้ายที่ทีมของเขาเป็นฝ่ายพ่ายไป 2-1 จากประตูชัยของโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน ที่ค้าแข้งอยู่กับฮอฟเฟนไฮม์ในตอนนั้น อย่างไรก็ตามเฟลิกซ์ มากัท กุนซือของโวล์ฟสบวร์กก็ออกมากล่าวยกย่องแข้งชาวญี่ปุ่นคนนี้ว่าเป็นนักเตะที่มีระเบียบวินัยสูงมากและสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่ง

    ฮาเซเบะได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘The Order of the Soul – 56 habits to win’ ซึ่งเป็นหนังสือที่สอนเกี่ยวกับทัศนคติ การเสียสละ ความอดทน รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงสามารถกลายเป็นคนสำคัญของแต่ละสโมสรที่ย้ายไปเล่นทั้งโวล์ฟสบวร์ก เนือร์นแบร์ก และไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต ต้นสังกัดปัจจุบัน

    สำหรับในทีมชาติญี่ปุ่น ฮาเซเบะได้ลงสนามถึง 114 นัดโดยที่ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งโบกมืออำลาทีมชาติหลังจากที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้กับเบลเยี่ยมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกฟุตบอลโลก 2018 อย่างดราม่าสุดๆ

 

    ฤดูกาลนี้ฮาเซเบะลงเล่นในบุนเดสลีกาไปแล้ว 21 นัด รวมถึงเกมยูโรปาลีกที่พลาดลงสนามไปเพียง 2 เกม อาดี้ ฮึทเทอร์ นายใหญ่แห่งทีมแฟรงค์เฟิร์ตได้พูดถึงแข้งชาวญี่ปุ่นว่า "เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นตัวรับที่ฉลาดที่สุดในบุนเดสลีกา เขาหัวไวมาก แม้ร่างกายอาจจะไม่สามารถวิ่งแซงนักเตะบางคนได้ แต่เขาก็อ่านเกมได้ดี รู้ว่าบอลจะมาทางไหนอย่างไร นั่นทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้นเยอะ ผู้เล่นสไตล์นี้ยากที่จะหาใครเหมือนได้"

    และล่าสุดกุนซือใหญ่ก็แฮปปี้ที่ฮาเซเบะตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญากับสโมสรเพิ่มอีก 1 ปีไปเรียบร้อยแล้ว

 

    ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่ฮาเซเบะจะเตรียมตัวสำหรับตำแหน่งโค้ชในทีมแฟรงค์เฟิร์ต ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่ามีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเนื่องจากเขายังต้องการโฟกัสกับการเป็นนักเตะเพียงอย่างเดียวก่อน

    "สิ่งสำคัญก็คือผมยังมีความกระหายอยู่ ไม่ดีหรอกที่จะรู้สึกพอใจแล้ว เพราะมันจะเป็นการฉุดตัวเองเอาไว้ ผมคิดว่าผมยังสามารถเล่นได้ดีขึ้นกว่านี้อีกและยังช่วยทีมได้อีกมาก"

    เป็นทัศนคติของนักเตะชาวญี่ปุ่นวัย 36 ปีที่น่ายกย่องจริงๆ…

ส่องไลน์อัพลิเวอร์พูลหากได้แวร์เนอร์แต่ต้องเสียมาเน่

สื่ออังกฤษ คาด 11 ตัวจริง ลิเวอร์พูล ในซีซั่นหน้า ถ้าได้ ทิโม แวร์เนอร์ แต่ต้องเสีย ซาดิโอ มาเน่ ไปให้กับ เรอัล มาดริด
    ลิเวอร์พูล เป็นทีมเต็งที่จะคว้า ทิโม แวร์เนอร์ กองหน้าคนเก่ง แอร์เบ ไลป์ซิก มาเสริมทัพในฤดูกาลหน้า หลัง "หงส์แดง" พร้อมจ่ายค่าฉีกสัญญาที่ราว 51 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,989 ล้านบาท)

    หัวหอกทีมชาติเยอรมัน วัย 24 ปี ทำไปแล้ว 31 ประตูจากการลงเล่นให้ต้นสังกัดและทีมชาติในฤดูกาลนี้ โดยล่าสุดก็เพิ่งกดแฮตทริกให้ ไลป์ซิก บุกไปถล่ม ไมนซ์ 5-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม หาก ลิเวอร์พูล ได้ แวร์เนอร์ มาเสริมทัพ อาจต้องเสีย ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวเก่ง หลังจากที่ เรอัล มาดริด พร้อมทุ่มเงินก้อนโตดึงไปเข้าถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว

    ขณะที่ สื่ออังกฤษได้คาดการณ์ 11 ตัวจริงของ "หงส์แดง" ถ้าได้ แวร์เนอร์ แต่ต้องเสีย มาเน่ คงมีหน้าตาออกมาเป็นแผนดังนี้

ผู้รักษาประตู

แน่นอนว่า มือ 1 ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังเป็น อลีสซง เบ็คเกอร์ จอมหนึบทีมชาติบราซิลเหมือนเดิม

กองหลัง

แผงแบ็กโฟร์เป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน โดย โกเมซ น่าจะได้ยืนตัวจริงหากฟิตเต็มร้อย

กองกลาง

แผงมิดฟิลด์ 3 คนจะให้ ฟาบินโญ่ ยืนต่ำคอยตัดเกมอยู่หน้าแผงกองหลัง ขณะที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมยืนทางขวา และ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ยืนด้านซ้าย

กองหน้า

จากการที่ 3 ประสานแดนหน้าเปลี่ยนไปทำให้ คล็อปป์ อาจปรับแท็กติกให้ แวร์เนอร์ ยืนหน้าคู่กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รับบทอิสระคอยทำเกมหลังคู่หัวหอก

 

ลิเวอร์พูลต้องสอยแล้ว!แวร์เนอร์ทำสถิติน่าสนใจหลังกดแฮตทริกใส่ไมนซ์

 นี่มันระเบิดฟอร์มโหดยั่ว ลิเวอร์พูล ชัดๆ… ติโม่ แวร์เนอร์ หัวหอกดาวดัง แอร์เบ ไลป์ซิก ได้ทำสถิติน่าสนใจในศึก บุนเดสลีกา หลังกดแฮตทริกช่วยทีมบุกกระซวก ไมนซ์ 05 5-0 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
    ติโม่ แวร์เนอร์ กองหน้าตัวเก่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในรอบ 21 ปีของศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งหน้าเดิมภายในฤดูกาลเดียว หลังล่าสุดกระทุ้ง 3 ประตูช่วยต้นสังกัดบุกไปถล่ม ไมนซ์ 05 5-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

    เกมแรกที่ทั้งสองทีมเจอกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีก่อน แวร์เนอร์ ซึ่งกำลังมีข่าวได้รับความสนใจจาก ลิเวอร์พูล กด 3 ตุง ช่วย ไลป์ซิก เปิดบ้านยำใหญ่ ไมนซ์ 05 8-0 และล่าสุดเมื่อคืนวันอาทิตย์ เจ้าตัวก็ทำแฮตทริกได้อีกครั้งในการเจอกับ ไมนซ์ ซึ่งถือเป็นคนแรกที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งทีมเดิมภายในฤดูกาลเดียวกัน นับตั้งแต่ที่ อูล์ฟ เคียร์สเท่น ตำนานดาวยิง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทำใส่ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค เมื่อฤดูกาล 1998/99

    สำหรับฤดูกาลนี้ แวร์เนอร์ ทำประตูในเกมลีกไปแล้ว 24 ลูก จากการลงแข่ง 27 นัด และถ้านับรวมทุกรายการ เจ้าตัวกดไปแล้ว 30 ลูก จาก 38 นัด