จ่อลาแมนยู! โรม่าเร่งเครื่องซิวสมอลลิ่งร่วมก๊วน

คริส สมอลลิ่ง ปราการหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใกล้ที่จะได้ลงเอยกับ อาแอส โรม่า เพราะล่าสุดมีข่าว "หมาป่าเหลือง-แดง" เตรียมยื่นข้อเสนอชิ้นใหม่ที่ "ปีศาจแดง" น่าจะพอใจ

อาแอส โรม่า สโมสรดังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อิตาลี พร้อมยกระดับข้อเสนอในการซื้อตัว คริส สมอลลิ่ง เซนเตอร์แบ็กร่างใหญ่เลือดผู้ดีของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ตามรายงานจาก สกาย สปอร์ต อิตาเลีย สื่อกีฬาชั้นนำแดนมะกะโรนี เมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา

สมอลลิ่ง ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมระหว่างเล่นให้ทีม "จัลโล่รอสซี่" แบบสัญญายืมตัวเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้เจ้าตัวต้องการที่จะอยู่เล่นในถิ่น สตาดิโอ โอลิมปิโก ต่อ แต่ ณ ขณะนั้น โรม่า ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อขาด

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สกาย สปอร์ต อิตาเลีย ระบุว่า การเจรจาระหว่างสองสโมสรตอนนี้คืบหน้าไปมาก โดย โรม่า เตรียมเพิ่มข้อเสนอเป็น 20 ล้านยูโร (ประมาณ 740 ล้านบาท) + โบนัส ซึ่งน่าจะเป็นที่พอใจสำหรับ "ปีศาจแดง" ที่ตั้งค่าหัว ปราการหลังวัย 30 ปี ไว้ที่ 25 ล้านยูโร (ประมาณ 925 ล้านบาท)
 
ทั้งนี้ โรม่า มีกำลังเงินในการเสริมทัพมากขึ้น หลังการเข้าเทคโอเวอร์สโมสรของ แดน ฟรีดกิ้น เศรษฐีพันล้านชาวอเมริกัน เมื่อเดือนก่อน รวมถึงการจะได้เงินก้อนหนึ่งจากการขาย พาทริค ชิค หัวหอกเลือดเช็ก ให้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

จัดหนัก!ส่อง3แผนเชลซีลุ้นแชมป์หลังได้ฮาแวร์ทซ์

เปิด 3 แผนการเล่นของ เชลซี หลังเสริมดุได้ทั้ง ไค ฮาแวร์ทซ์, ฮาคิม ซิเย็ค, ติโม แวร์เนอร์, ติอาโก้ ซิลวา และ เบน ชิลเวลล์ จนหลายคนมองมีลุ้นถึงแชมป์ได้เลย

เชลซี จัดการคว้าตัว ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางทีมชาติเยอรมัน มาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเซ็นสัญญาร่วมงานกันยาว 5 ปี ส่วนค่าตัวอยู่ที่ราว 71 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,911 ล้านบาท)

 "สิงห์บลูส์" เสริมทัพอย่างหนักหลังได้ทั้ง ฮาแวร์ทซ์, ฮาคิม ซิเย็ค, ติโม แวร์เนอร์, ติอาโก้ ซิลวา และ เบน ชิลเวลล์ รวมทั้ง มาล็อง ซาร์ ปราการหลังดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส ทำให้หลายคนมองว่า มีโอกาสลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เลยทีเดียว

แน่นอนว่า การย้ายเข้ามาของนักเตะหลายรายจะส่งผลให้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนหนุ่ม ต้องปรับเปลี่ยนทีมหลายจุดสำหรับฤดูกาลหน้า และนี่คือ 3 แท็กติกที่ เดอะ ซัน สื่ออังกฤษ คาดว่า เชลซี จะนำมาใช้

1. ระบบ 4-3-3

แลมพาร์ด ชอบระบบ 4-3-3 อยู่แล้ว โดย 11 ตัวจริงมี เกปา อาร์ริซาบาลาก้า เฝ้าเสา หลังน่าจะได้รับโอกาสให้พิสูจน์ฝีมือต่อไปในฤดูกาลหน้า

ส่วนแผงแบ็กโฟร์ให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ยืนแบ็กขวา ขณะที่คู่เซนเตอร์แบ็กใช้ ซิลวา กับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ โดยมี คูร์ท ซูม่า, อันเดรส คริสเตนเซ่น และ ฟิกาโย่ โทโมริ รับบทสำรอง ด้าน ชิลเวลล์ รับหน้าที่แบ็กซ้าย

ขณะที่กองกลาง 3 คนให้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ทำหน้าที่ตัวรับ ส่วนอีก 2 คนเป็น ฮาแวร์ทซ์ กับ เมสัน เมาท์ โดยที่ มาเตโอ โควาซิช พร้อมสลับสับเปลี่ยนลงสนาม

ด้าน 3 แนวรุกให้ ซิเย็ค ประจำการทางฝั่งขวา ขณะที่ คริสเตียน พูลิซิช เล่นด้านซ้าย โดยมี แวร์เนอร์ ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า

2. ระบบ 4-2-3-1

 แท็กติกนี้ ผู้รักษาประตู และ 4 กองหลังยังเหมือนเดิม ขณะที่ 2 กองกลางที่เล่นต่ำใช้ ก็องเต้ จับคู่กับ โควาซิช โดยมี จอร์จินโญ่ พร้อมสอดแทรกลงมาเป็นตัวจริง

แผนนี้จะให้ ฮาแวร์ทซ์ เป็นตัวทำเกมในบทบาทหมายเลข 10 ขนาบข้างด้วย ซิเย็ค กับ แวร์เนอร์ แล้วใช้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ยืนเป็นหอกตัวเป้า

3. ระบบ 3-4-3

หาก แลมพาร์ด ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบหลัง 3 คนก็จะเป็นหน้าที่ของ อัซปิลิกวยต้า, ซิลวา และ รือดิเกอร์ ขณะที่ ชิลเวลล์ กับ ซิเย็ค รับบทวิงแบ็ก

ส่วนมิดฟิลด์คู่กลางใช้ ก็องเต้ กับ ฮาแวร์ทซ์ ขณะที่ 3 แดนหน้าให้ พูลิซิช กับ แวร์เนอร์ ยืนอยู่หลัง แทมมี่ อับราฮัม

ไคพยศซ้อมห้างยาบีบขายสิงห์เร็ววัน

ไค ฮาแวร์ตซ์ กองกลางเนื้อหอมของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทำผู้บริหารปวดหัวต่อเนื่องเมื่อปฏิเสธรายงานตัวซ้อมกับต้นสังกัด เพื่อบีบให้ยอมขายออกไปซบ เชลซี ตลาดซัมเมอร์ด้วยมูลค่ารวม 90 ล้านปอนด์

 รายงานจาก ‘สปอร์ต บิลด์’ ว่า มิดฟิลด์ดีกรีทีมชาติเยอรมันกดดัน ‘ห้างขายยา’ ต่อเนื่องจากแสดงจุดยืนต้องการย้ายออก ล่าสุดปัดร่วมซ้อมปรี-ซีซั่น 2020 ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ก.ค.นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงบาดเจ็บ

 "ความคืบหน้าเกี่ยวกับสโมสร เชลซี และ ไค ฮาแวร์ตซ์ : เมื่อการนัดซ้อมเริ่มอีกครั้งพฤหัสบดีนี้ ทางนักเตะอยากเปิดใจคุยกับต้นสังกัด โดยข้อเรียกร้องของเขาคือย้ายซบ เชลซี" ทวิตเตอร์บัญชี @cfbayern ของ คริสเตียน โฟล์ค บรรณาธิการอาวุโส ‘สปอร์ต บิลด์’ ว่าไว้

คาดว่า เลเวอร์คูเซ่น เรียกร้องค่าหัวดาวเตะวัย 21 ปีที่ 63 ล้านปอนด์ ส่วนอีก 27 ล้านปอนด์ เป็นเงื่อนไขตามผลงานลงสนามและความสำเร็จในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ทำให้มูลค่ารวม 90 ล้านปอนด์

 นักเตะมีโอกาสพูดคุยแผนงานกับผจก.ทีม แฟร้งค์ แลมพาร์ด เรียบร้อย ส่วนเรื่องสัญญาส่วนตัวไม่น่ามีปัญหา ซึ่งหากลุล่วงเท่ากับ ฮาแวร์ตซ์ คือหน้าใหม่ลำดับสามทีมต่อจาก ฮาคิม ซิเย็ค และ ติโม แวร์เนอร์

“เอร์นานเดซ” เผยมอยส์เมินคำแนะนำป๋าเหตุดับกับแมนยู

ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ กองหน้ามากประสบการณ์ชาวเม็กซิกัน เผย เดวิด มอยส์ กุนซือชาวสกอตแลนด์ เพิกเฉยต่อคำแนะนำของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จนเป็นเหตุให้ชีวิตการทำงานกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบลงในเวลาไม่นาน

         เอร์นานเดซ ซึ่งถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ เรอัล มาดริด ในปี 2014 ก่อนจะโดนขายขาดให้กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เผยเหตุผลที่ มอยส์ อยู่กับ แมนฯ ยูฯ ได้ไม่นานเป็นเพราะความหัวรั้นที่ปฏิเสธคำแนะนำของ "ป๋า"

            "ผมได้คุยกับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพราะเขารู้ว่าผมรู้สึกแย่ เขารู้ว่าผมกำลังจะโดนขาย ไม่ใช่แค่ยืมตัวกับ เรอัล มาดริด และเราพูดคุยกันเรื่องนี้ เขาบอกผมหลายๆ อย่าง ส่วนผมคิดว่า…-นี่มัน เรอัล มาดริด ….- และสำหรับชาวเม็กซิกันแล้ว มันสุดยอดมากๆ"

            "อาชีพของผมในช่วงหลายๆ ปีที่่ผ่านมา กับอาชีพของผมที่เรอัล มาดริด เพียง 1 ปีมันน่าเหลือเชื่อ พวกเขาเคยมีนักเตะอย่าง (รุด) ฟาน นิสเตลรอย, (เดวิด) เบ็คแฮม, ไมเคิ่ล โอเว่น ผมเคยเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และจากนั้นก็ เรอัล มาดริด มันน่าเหลือเชื่อที่สุด มันยากที่จะเชื่อได้จริงๆ"

            "ผมยอมรับการเป็นตัวสำรองที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เซอร์อเล็กซ์บอกผมว่าหนึ่งในเรื่องที่เขาเสียใจก็คือการไม่ได้ส่งผมลงเล่นมากนัก และเขาบอกกับผมว่าเขาจะคุยกับ มอยส์ เพื่อที่จะบอกเขาว่า ผมจำเป็นต้องได้ลงเล่นบ่อยๆ"

            "เขาบอกว่าผมเป็นนักเตะสำคัญสำหรับแมน ยูไนเต็ด ผมสมควรได้โอกาสลงเล่นเยอะๆ และจากนั้น เดวิด มอยส์ กับ (รองประธานบริหาร) เอ็ด วู้ดเวิร์ด ไม่ทำตามคำแนะนำ พวกเขาไม่ให้ผมลงเล่น และพวกเขาก็ไม่ปล่อยให้ผมย้ายทีมด้วย"

            "ในช่วงฤดูหนาว มีโอกาสที่ผมจะได้ย้ายทีม แต่เขา (เดวิด มอยส์) ไม่ยอมปล่อยผมไป เพราะเขาเป็นคนหัวรั้น และนั่นคือเหตุผลที่เขาอยู่กับทีมเพียงแค่ 7 เดือนเท่านั้น เพราะเขาไม่รู้จักถ่อมตัว เขาจึงไม่มีโอกาสได้เติบโตกับ ยูไนเต็ด" เอร์นานเดซ ระบุ

เข้าห้องรมแก๊ส, แบกอุปกรณ์ 40 กิโลกรัม ! 3 สัปดาห์โหดฝึกทหาร ซน ฮึง-มิน

การรับใช้ชาติถือเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของผู้ชายทุกคน แม้แต่ ซน ฮึง-มิน ที่ใช้เวลาในการกักตัวหนีเชื้อไวรัสโควิด-19 ตัดสินใจกลับเกาหลีใต้เพื่อไปทำหน้าที่ลูกผู้ชายที่สมบูรณ์แบบสำหรับชาว "โสมขาว"

           สำหรับการรับใช้กองทัพบ้านเกิดของ "อาซน" จริงๆ แล้ว ได้รับการยกเว้นจากการเข้ารับการฝึกทหารเป็นเวลา 21 เดือนหลังจากที่นำบ้านเกิดคว้าเหรียญทองฟุตบอลชาย เอเชียน เกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนิเซีย ซึ่งกรณีนี้เป็นหนี่งในกฎการได้รับการยกเว้นฝึกทหาร

          – แม้ได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหาร 2 ปี แต่ตามกฎหมายชายเกาหลีที่ได้รับการละเว้น ยังจะต้องมาฝึก 3 สัปดาห์ รวมทั้งบําเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณชนเป็นเวลา 500 ชั่วโมง ซึ่งตามแผนเดิม ซน ฮึง-มิน จะกลับมาฝึกทหารหลังจบฤดูกาล แต่ด้วยสถานการณ์โรคระบาดทำให้เขาเลือกใช้ช่วงเดือนเมษายนี้ ปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเกิด

 

          ในช่วงระหว่างที่เข้ารับการฝึกทหาร อดีตดาวเตะ "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ต้องฝึกเหมือนกับทหารเกณฑ์คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิพิเศษอะไรทั้งนั้น โดยเรื่องการฝึกหนักไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับ ซน ฮึง-มิน เพราะร่างกายของเขาต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้วในการซ้อมฟุตบอล

          กระนั้นยังมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฝึกทหารในเกาหลีใต้ ไม่ใช่แค่การฝึกร่างกายเท่านั้น แต่ยังฝึกเรื่องจิตใจและความกล้าหาญ โดย ดาวเตะวัย 27 ปี จะต้องหายใจในห้องรมแก๊สน้ำตา, เรียนรู้การใช้ปืนไรเฟิ่ล, การฝึกเข้าระเบียบแถว

 

         ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ หัวหอก "ไก่เดือยทอง" ยังต้องฝึกการต่อสู้ระยะประชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเขาสู้ได้อย่างเหมาะสม, เคลื่อนที่ในรูปแบบต่างๆ และเดินสวนสนาม 30 กิโลเมตร พร้อมแบกของหนัก 40 กิโลกรัม

        นอกจากนี้ สตาร์ลูกหนังทีมชาติเกาหลีใต้ ยังต้องเรียนรู้ในการรับมือกับปัญหาการนำวัตถุอันตรายด้านเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ ไปใช้เป็นอาวุธ รวมทั้งยังต้องศึกษาเรื่องระเบียบวินัยทหารอย่างเคร่งครัดด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโปรแกรมที่ถือว่าหนักพอสมควรสำหรับ "อาซน" ที่ทั้งชีวิตอยู่กับการฝึกแค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น

 

           หนึ่งในเจ้าหน้าที่นาวิกโยธิน ได้ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับโปรแกรมที่สุดโหดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกทหารของชาวเกาหลีใต้ "โดยปกติแล้วการฝึกด้าน ซีบีอาร์เอ็น (การรับมือกับปัญหาการนำวัตถุอันตรายด้านเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ ไปใช้เป็นอาวุธ) เป็นส่วนที่ยากที่สุดในแคมป์ทหาร"

           "ทันทีที่คุณเข้ามาอยู่ในค่ายทหาร คุณจะต้องสามารถยิงปืนไรเฟิ่ลได้, หายใจในแก๊สได้ และการต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ, การม้วนตัว และการคลานเวลาที่อยู่ในสนามรบ ในช่วงระหว่างเดินสวนสนาม นาวิกโยธินของเราจะต้องแบกอุปกรณ์ที่หนักกว่า 40 กิโลกรัม แต่อาจจะเบากว่านั้นสำหรับทหารใหม่ มันขึ้นอยู่กับโปรแกรมการฝึกในช่วงเวลานั้นๆ"

 

           ขณะที่ คิม ยีม นักเขียน, นักวิจัย และผู้ก่อตั้งไอที เรโวลูชั่น ซึ่งเคยเข้ารับการฝึกทหารตั้งแต่ปี 2009-2011 เผยเกี่ยวการเรื่องที่สุดท้าทายที่สุดตลอด 2 ปีที่เข้ากรมทหาร "ส่วนที่ยากที่สุดตอนที่ผมกับกลุ่มของผมต้องเข้าไปในห้องรมแก๊ส"

           "คุณต้องเข้าไปในห้องพร้อมกับใส่หน้ากากกันแก๊ส และมีครูฝึกที่ใส่หน้ากากกันแก๊สด้วย สุดท้ายเขาก็สั่งให้คุณถอดหน้ากากกันแก๊สออก และเมื่อคุณสูดแก๊สพวกนี้เข้าไปมันไม่ได้มีผลในระยะยาวกับคุณ แต่มันทรมานราวกับอยู่ในนรก"

 

          "มันรู้สึกเหมือนกับมีเข็มเป็นพันๆ เล่มทิ่มแทงอยู่ในตัวคุณ  และเมื่อคุณหายใจเอาแก๊สเข้าไป มันแทบหายใจไม่ออก คุณไม่สามารถหายใจได้เลย ห้องเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยความโกลาหล ทุกๆ คนต่างคว้าตัวกันไปทั่ว ทุกๆ คนนอนกลิ้งอยู่กับพื้น มีอยู่คนนึงเขาวิ่งไปที่ประตูเพื่อพยายามจะออกมา แต่มีการ์ดกันไม่ให้ออก และทั้งหมดมันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย"

      ในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน นักเตะหลายคนฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย เมื่อต้องกลับมาลงเล่นฟุตบอลอีกครั้ง แต่สำหรับ "อาซน" เขาจะ กลับมาเล่นฟุตบอลด้วยร่างกาย และจิตใจที่แข็งแกร่งเฉกเช่นชายชาติทหาร