ชวดดวลเมสซี่! โรนัลโด้ผลตรวจโควิด-19ยังเป็นบวก

แฟนบอลส่อพลาดโอกาสที่จะได้เห็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลงดวลกับ ลิโอเนล เมสซี่ หลังผลกการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ของดาวเตะชาวโปรตุกีสยังมีผลเป็นบวกทำให้เขาต้องใช้เวลากักตัวเพิ่ม ซึ่งไม่ทันลงเล่นเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดต่อไปกับ บาร์เซโลน่า

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติโปรตุเกสของ ยูเวนตุส ยังมีผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นบวก ซึ่งทำให้เขากลับมาไม่ทันลงเล่นในเกมที่ทีม "ม้าลาย" จะพบ บาร์เซโลน่า ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม จี นัดสอง วันพุธที่ 28 ตุลาคมนี้ ตามรายงานจาก มาร์ก้า สื่อชื่อดังของสเปน เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา

สตาร์วัย 35 ปี ถูกตรวจพบติดเชื้อไวรัสดังกล่าวเมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างอยู่ในภารกิจรับใช้ทีมชาติโปรตุเกส ก่อนที่ล่าสุดเจ้าตัวจะเข้ารับการตรวจหาเชื้ออีกครั้งปรากฏว่ายังมีผลเป็นบวก

ซึ่งตามมาตรการของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ระบุว่า นักเตะคนใดก็ตามที่ติดเชื้อ "โควิด-19" จำเป็นต้องมีผลตรวจรอบใหม่ออกมาเป็นลบอย่างน้อย 7 วัน ถึงจะกลับมาลงเตะเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูโรปา ลีก ได้ นั่นทำให้เขาจะพลาดลงช่วยทีม "ม้าลาย" พบ บาร์เซโลน่า ของ ลิโอเนล เมสซี่ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม จี นัดสอง วันพุธที่ 28 ตุลาคมนี้แน่นอนแล้ว

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ยูเวนตุส จะขออนุญาติยูฟ่าเพื่อให้นักเตะตรวจหาเชื้ออีกครั้งภายใน 48 ชั่วโมงก่อนเกมดังกล่าวเพื่อให้เขามีโอกาสลงเล่นกับ บาร์เซโลน่า ได้ทันเวลา

เฮียร์วีโก!แมนยูสมหวังได้เตลเลสจากปอร์โต้

สื่อดังโปรตุเกส และเหยี่ยวข่าวเจ้าของสำนวน เฮียร์ วี โก รายงานตรงกัน แมนฯ ยูไนเต็ด สมหวังในการดึง อเล็กซ์ เตลเลส แบ็กจอมบุกมาจาก ปอร์โต้ เรียบร้อย และจะเข้าตรวจร่างกายคืนวันอาทิตย์นี้เลย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บรรลุข้อตกลงกับ เอฟซี ปอร์โต้ ในการคว้าตัว อเล็กซ์ เตลเลส แบ็กซ้ายชาวบราซิเลียน มาเข้าถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เรียบร้อยแล้ว ตามรายงานจาก เร็คคอร์ด สื่อโปรตุเกส และ ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวคนดังของ สกาย อิตาเลีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โรมาโน่ ทวีตข้อความว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ปอร์โต้ บรรลุข้อตกลงสำหรับ อเล็กซ์ เตลเลส แล้ว รายละเอียดสุดท้ายจะหาข้อสรุปในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ จากนั้นจะมีการเข้าตรวจร่างกาย และประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป เฮียร์ วี โก เร็วๆ นี้!

ขณะที่ เรคคอร์ด รายงานว่า ค่าตัวในการย้ายทีมครั้งนี้อยู่ที่ 20 ล้านยูโร (ประมาณ 740 ล้านบาท) และจะมีการตรวจร่างกายในคืนวันอาทิตย์นี้เลยเพื่อประกาศทางการก่อนปิดตลาดนักเตะระหว่างประเทศในวันจันทร์ที่ 5 ต.ค. นี้

ทั้งนี้ เตลเลส วัย 27 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในฤดูกาล 2019/20 โดยลงเล่นให้ ปอร์โต้ รวมทุกรายการ 49 นัด ทำได้ถึง 13 ประตู กับ 12 แอสซิสต์

ผลโหวตแฟนแมนยูอยากได้ใครกัปตัน-คะแนนแม็กไกวร์เหลือเชื่อ

เปิดผลโหวตแฟน แมนฯ ยูไนเต็ด อยากเห็นใครเป็นกัปตันทีม โดย แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้คะแนนน้อยอย่างเหลือเชื่อ
    เดอะ พีเพิลส์ เพอร์สัน เว็บไซต์แวดวงข่าวสารของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จัดทำแบบสำรวจความเห็นของแฟนบอล "ปีศาจแดง" ว่า อยากเห็นนักเตะคนไหนได้ทำหน้าที่กัปตันทีม หลังจาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เจ้าของตำแหน่งคนปัจจุบันกำลังโดนวิจารณ์อย่างหนัก

    ในเกมที่ "ปีศาจแดง" พ่าย ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-6 คารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้มีคลิปเสียงออกมาเป็นการโต้เถียงระหว่าง แม็กไกวร์ กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด หลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โดนไล่ออก โดยที่กัปตันทีมไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการปกป้องเพื่อน และทวงความยุติธรรมให้กับทีมมากพอ

    จากผลโหวตที่มีแฟนบอลกว่า 10,000 รายร่วมแสดงความเห็นออกมาว่า มีแค่ 114 คน หรือคิดเป็น 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อยากเห็น แม็กไกวร์ เป็นกัปตันทีมต่อ ส่วนคนได้มากสุดคือ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส ที่คะแนนโหวตสูงถึง 83 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ผลโหวตแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด อยากได้ใครเป็นกัปตันทีม (เปิดให้โหวตแค่ 4 คน)
1. บรูโน่ แฟร์นันด์ส    8,862 (83%)
2. มาร์คัส แรชฟอร์ด  1,022 (10%)
3. ปอล ป็อกบา  617 (6%)
4. แฮร์รี่ แม็กไกวร์  114 (1%)

โปรตุเกสแถลงโรนัลโด้ติดเชื้อโควิด-19

ซีอาร์เซเว่นต้องถอนตัวออกจากทีมชาติโปรตุเกส หลังถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19
สหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกส แถลงผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเปิดเผยเรื่องที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19

ดาวเตะวัย 35 ปี มีผลตรวจโควิด-19 ครั้งล่าสุดออกมาเป็นบวก ทำให้ต้องถอนตัวจากทีมชาติโปรตุเกสชุดเตรียมลงเล่นในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก พบกับสวีเดนในคืนวันพุธนี้ทันที

ขณะที่ผลตรวจของนักเตะโปรตุเกสรายอื่น ๆ นั้นออกมาเป็นลบทั้งหมด ทำให้สามารถลงฝึกซ้อมในวันนี้ (อังคารที่ 13 ตุลาคม) ได้ตามปกติ ส่วนทาง โรนัลโด้ ก็ถูกแยกไปกักตัวแล้ว ซึ่งเจ้าตัวนั้นก็ไม่ได้มีอาการป่วยแต่อย่างใด
ทั้งนี้ โปรตุเกส จะสามารถลงแข่งขันได้ตามปกติ ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก นัดที่ 4 ของลีก A กลุ่ม 3 ด้วยการเปิดสนามโชเซ อัลวาลาด ในเมืองหลวงกรุงลิสบอน ต้อนรับการมาเยือนของ สวีเดน คืนวันพุธที่ 14 ตุลาคม คิกออฟ 1.45 น. ตามเวลาไทย

ขอเถอะ!โซลชาวอนบอร์ดแมนยูซิวเตลเลสซัมเมอร์นี้

 

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ระบุ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด บอกกับบอร์ดบริหารว่าต้องการได้ อเล็กซ์ เตลเลส มาร่วมทัพตั้งแต่ตอนนี้เลย หลังจากคนใหญ่คนโตของทีมพร้อมรอเซ็นฟรีกับเขาในปีหน้าหาก ปอร์โต้ ไม่ยอมขาย
   

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ขอร้องบอร์ดบริหารของทีมว่าให้คว้าตัว อเล็กซ์ เตลเลส แบ็กซ้าย เอฟซี ปอร์โต้ มาร่วมทัพให้ได้ในตลาดซื้อ-ขายนักเตะรอบนี้ ตามการเปิดเผยของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

กุนซือชาวนอร์เวย์มองว่าตอนนี้ตำแหน่งแบ็กซ้ายของทีมยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร ซึ่งที่จริงก่อนหน้านี้เขาหมายตา เซร์คิโอ เรกีลอน ดาวเตะชาวสแปนิชเอาไว้ แต่สุดท้าย ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นฝ่ายที่ได้แข้งรายนั้นไปครอง ทำให้ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องหันมาทุ่มความจริงจังให้กับการล่าตัว เตลเลส

ว่ากันว่าที่จริงแข้งเลือดแซมบ้าอยากย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากๆ และตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับทีมได้แล้วด้วย แต่ "ปีศาจแดง" ยื่นข้อเสนอขอซื้อเขาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ (ประมาณ 480 ล้านบาท) ทั้งที่ ปอร์โต้ ตั้งค่าหัวเอาไว้ที่ 18 ล้านปอนด์ (ประมาณ 720 ล้านบาท) ซึ่งทีมดังของโปรตุเกสก็ไม่พอใจข้อเสนอนั้นจนไม่แม้กระทั่งที่จะติดต่อกลับมาหา แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ สาเหตุที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ค่าตัวน้อยกว่าที่ ปอร์โต้ ต้องการเป็นเพราะมองว่า เตลเลส จะหมดสัญญาในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าอยู่แล้ว ทำให้ค่าตัวของเขาไม่ควรจะถึงระดับ 18 ล้านปอนด์ โดยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังบอกกับ เตลเลส ด้วยว่าถ้าสุดท้ายแล้ว ปอร์โต้ ไม่ยอมขายในช่วงซัมเมอร์นี้แล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะกลับมาดึง เตลเลส ไปร่วมทัพแบบไร้ค่าตัวพอถึงปีหน้าแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เดอะ มิร์เรอร์ แฉว่า โซลชา บอกกับบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วว่าเขาอยากได้ เตลเลส มาร่วมทัพในตอนนี้เลย เพราะมองว่าจำเป็นต้องเสริมทัพในตำแหน่งนี้จริงๆ โดยตอนนี้มีข่าวลือด้วยว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ให้ความสนใจในตัวแข้งวัย 27 ปีเหมือนกัน

ยุติดราม่า! “รามอส” ชักภาพร่วมโด้หลังเกมอุ่นเกือก

เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมเรอัล มาดริด โพสต์ภาพที่ถ่ายร่วมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังจบเกมที่ สเปน เสมอ โปรตุเกส แบบไร้สกอร์ แมตช์อุ่นเกือกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยเป็นการยืนยันว่าความบาดหมางที่ไม่คุยกันมานาน 2 ปีไม่มีอีกต่อไปแล้ว
               เซร์คิโอ รามอส เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่ง เรอัล มาดริด โพสต์ภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเป็นการยุติประเด็นดราม่ากรณีที่มีการแฉว่าตนกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไม่ได้พูดคุยกันมานาน 2 ปี หลังจบแมตช์ที่ สเปน เสมอ โปรตุเกส 0-0 เกมอุ่นเครื่อง เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

              ก่อนหน้าแมตช์นี้มีการแฉกันสนั่นโลกว่า รามอส กับ โรนัลโด้ ซึ่งเล่นร่วมกันที่ เรอัล มาดริด ไม่คุยกันอีกเลยนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช เพลย์เมกเกอร์ชาวโครเอเชีย คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ เมื่อปี 2018 เนื่องจากไม่พอใจปฏิกิริยาที่แสนเย็นชาของ "ซีอาร์ 7" หลังจากที่เจ้าตัวพลาดได้รางวัลทรงเกียรติ

             อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการยุติข้อพิพากต่างๆ รามอส ได้เดินเข้าไปในห้องแต่งตัวทีมชาติโปรตุเกส พร้อมกับชักภาพถ่ายรูปร่วมกับ สตาร์ลูกหนัง "ม้าลาย" ยูเวนตุส ซึ่งทั้งคู่ได้โชว์เสื้อแข่งหมายเลข 7 ทีมชาติโปรตุเกสของ "เฮียโด้" โดยงานนี้ เปเป้ กองหลังฝอยทองที่เคยร่วมงานกับทั้งสองคนในทัพ "ราชันชุดขาว" ก็อยู่ในเฟรมเพื่อเป็นสักขีพยานด้วย

             กัปตันทีม "โลส บลังโกส" โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่าน "เฟซบุ๊ค" สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมว่า "เรายังอยู่ที่นี่…และสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็คือความสุขที่ได้เจอกับเพื่อนๆ ของคุณ เรายังอยู่ใกล้ๆ กัน….และยังมีอะไรอีกมากมายที่จะเข้ามา ! มันช่างมีความสุขที่ได้พบกับพวกนาย, เหล่าเพื่อนผองของผม @Cristiano Ronaldo @Pepe."

 

อดดวลเมสซี่!โรนัลโด้ส่อวืดฉะบาร์เซโลน่า

งานกร่อยเลย… คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิง ยูเวนตุส ส่อแววพลาดช่วยทีมในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เจอกับ บาร์เซโลน่า ช่วงปลายเดือนนี้ หลังล่าสุดโดนพิษ "โควิด-19" เล่นงาน 

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ของ ยูเวนตุส มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ช่วยทีมในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม จี นัดสอง ที่ทัพ "ม้าลาย" มีคิวเปิดบ้านดวลกับ บาร์เซโลน่า วันพุธที่ 28 ตุลาคม หลังเจ้าตัวได้รับการยืนยันติดเชื้อไวรัส "โควิด-19" เมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โรนัลโด้ ถูกตรวจพบติดเชื้อไวรัส "โควิด-19" เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระหว่างอยู่ในภารกิจรับใช้ทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งตามมาตรการของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ระบุว่า นักเตะคนใดก็ตามที่ติดเชื้อ "โควิด-19" จำเป็นต้องมีผลตรวจรอบใหม่ออกมาเป็นลบอย่างน้อย 7 วัน ถึงจะกลับมาลงเตะเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือ ยูโรปา ลีก ได้ 

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากการที่ โรนัลโด้ ติดเชื้อวันที่ 13 ตุลาคม และ ยูเวนตุส มีคิวดวลกับ บาร์ซ่า วันที่ 28 ตุลาคม ซึ่งมีระยะห่างแค่ 15 วันเท่านั้น จึงถือเป็นเรื่องยากมากที่ ดาวเตะวัย 35 ปี จะได้ลงประชันฝีเท้ากับ ลิโอเนล เมสซี่ ยอดกองหน้า บาร์เซโลน่า เพราะนับจากนี้ไป โรนัลโด้ จำเป็นต้องเข้ารับการกักตัวเป็นเวลา 10 วันด้วย

 ทั้งนี้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่า โรนัลโด้ จะไม่ได้ช่วย ยูเว่ ในเกมลีกที่เจอกับ โครโตเน่ วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ รวมถึงเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ดินาโม เคียฟ ช่วงกลางสัปดาห์หน้า

เต็มสิบ3ราย!สื่อดังตัดเกรด25แข้งที่”เจอร์เก้น คล็อปป์”เซ็นร่วมทัพลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดโค้ชชาวเยอรมัน ก้าวเข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ปี 2015… นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ร่วม 5 ปีแล้ว ที่ คล็อปป์ เป็นกุนซือใหญ่ในถิ่น แอนฟิลด์ โดยในทัพ "หงส์แดง" ชุดปัจจุบัน มีเพียงแค่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจมส์ มิลเนอร์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ดิว็อค โอริกี้ เท่านั้น ที่อยู่กับสโมสรก่อนที่ โค้ชเลือดเบียร์วัย 53 กะรัต จะเข้ามา
           ตลอดระยะเวลา 5 ปี มีนักเตะ 25 รายที่ถูก คล็อปป์ คว้าตัวเข้ามาร่วมทีม ลิเวอร์พูล ซึ่งก็มีหลายคนที่ไปได้สวยมากๆ แถมเป็นกำลังสำคัญของทีมจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แต่ก็มีบางรายเช่นกันที่ล้มเหลว และไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังเอาไว้ และล่าสุด เดลี่ สตาร์ สื่อดังเมืองผู้ดี ได้มีการตัดเกรด 25 ผู้เล่นที่ คล็อปป์ เซ็นสัญญาเข้าสู่ถิ่น แอนฟิลด์

 – คามิล กราบาร่า (ค่าตัว 250,000 ปอนด์, จาก รุค คอร์ซอฟ ปี 2016) : 4
  นายประตูเลือดโปล เข้ามาร่วมก๊วน ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2016 ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี แต่ยังคงก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ไม่ได้ (ปัจจุบันถูก อาร์ฮุส ยืมตัวไปใช้งาน)

 – ลอริส คาริอุส (ค่าตัว 4.7 ล้านปอนด์, จาก ไมนซ์ 05 ปี 2016) : 4
  นายด่านหน้าหล่อชาวเยอรมัน ถูกคาดหวังไว้สูงไม่น้อยตอนย้ายมาใหม่ๆ แต่สุดท้ายกลับมีประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำทั้งสำหรับ ลิเวอร์พูล และ คาริอุส ซึ่งก็อย่างที่รู้ๆ กัน เจ้าตัวไม่ได้ลงเล่นให้ "หงส์แดง" อีกเลย นับตั้งแต่เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงฯ เมื่อปี 2018 (ปัจจุบันถูก อูนิโอน เบอร์ลิน ยืมตัวไปใช้งาน)

 – มาร์โค กรูยิช (ค่าตัว 5.1 ล้านปอนด์, จาก เร้ดสตาร์ เบลเกรด ปี 2016) : 5
  ทรงบอลดีเลยทีเดียว แต่จนถึงตอนนี้ยังแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ไม่ได้ และถูกปล่อยออกไปแบบยืมตัวตลอด นับตั้งแต่ย้ายเข้าสู่ถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อปี 2016 (ปัจจุบันถูก ปอร์โต้ ยืมตัวไปใช้งาน)

 – สตีเว่น คอลเกอร์ (ยืมจาก ควีนสพาร์ค เรนเจอร์ส, ปี 2016) : 5
  ถูกเซ็นเข้ามาในฐานะเซนเตอร์แบ็กสำรอง แต่ 3 จาก 4 เกมที่ลงเล่นภายใต้ยูนิฟอร์ม "หงส์แดง" เขากลับถูกใช้งานเป็นกองหน้าจำเป็นซะงั้น (ปัจจุบันค้าแข้งในลีกตุรกีกับ อลันยาสปอร์)

 – อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ (ฟรี, ปี 2016) : 5
  โดนเซ็นสัญญาเข้ามาร่วมทีมในระยะสั้น แต่ไม่ได้ลงเฝ้าเสาให้ ลิเวอร์พูล แม้แต่นัดเดียว!!!

 – โดมินิค โซลันกี้ (ไม่มีการเปิดเผยค่าตัว, จาก เชลซี ปี 2017) : 5
  เป็นกองหน้าที่มีแววดีเลยทีเดียว ทว่าสุดท้ายแจ้งเกิดไม่ได้ และถูกขายให้กับ บอร์นมัธ เมื่อปีที่แล้ว

 – เซ็ปป์ ฟาน เดน เบิร์ก (ค่าตัว 1.3 ล้านปอนด์, จาก ซโวลล์ ปี 2019) : 5
  ปราการหลังดาวรุ่งชาวดัตช์วัย 18 ปี ถูกคว้าตัวมาร่วมทีมเมื่อปีก่อน และเพิ่งได้รับโอกาสโชว์ฝีเท้าแค่ 4 นัดเท่านั้น (เกมบอลถ้วยล้วนๆ) ส่วนอนาคตของเจ้าตัวก็ต้องลุ้นกันต่อไป

 – อาเดรียน (ฟรี, ปี 2019) : 5
  เปิดตัวได้สวยด้วยการช่วย ลิเวอร์พูล ดวลจุดโทษชนะ เชลซี คว้าแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2019 มาครอง แต่หลังจากนั้นมีชอตผิดพลาดง่ายๆ ให้เห็นตลอด ซึ่งก็รวมถึงเกมล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ที่ "หงส์แดง" บุกไปพ่ายยับต่อ แอสตัน วิลล่า 2-7 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

 – ทาคุมิ มินามิโนะ (ค่าตัว 7.25 ล้านปอนด์, จาก เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ปี 2020) : 5
  ผลงานโดยส่วนตัวของ สตาร์ทีมชาติญี่ปุ่นวัย 25 ปี ซึ่งถูกคว้าตัวเข้ามาร่วมทัพช่วงกลางซีซั่นที่แล้ว ถือว่าดีขึ้นมาอย่างชัดเจนในฤดูกาลนี้ แต่ยังคงรอคอยประตูแรกในเกม พรีเมียร์ลีก อยู่

 – ดิโอโก้ โชต้า (ค่าตัว 45 ล้านปอนด์, จาก วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ปี 2020) : 5
  ปีกทีมชาติโปรตุเกสวัย 23 ปี เพิ่งถูกเซ็นเข้ามาสดๆ ร้อนๆ ในช่วงซัมเมอร์นี้ และก็ทำได้แล้ว 1 ประตู จากการลงเล่น 4 นัด ดูทรงแล้วคะแนนน่าจะสูงขึ้นอีกในอนาคต

 – คอสตาส ซิมิคาส (ค่าตัว 11.75 ล้านปอนด์, จาก โอลิมเปียกอส ปี 2020) : 5
  เป็นอีกคนที่ถูกดึงมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ และเพิ่งลงเล่นไปแค่นัดเดียวเท่านั้น

 – รักนาร์ คลาวาน (ค่าตัว 4.2 ล้านปอนด์, จาก เอาก์สบวร์ก ปี 2016) : 6
  ผลงานและฟอร์มอาจไม่ได้โดดเด่น แต่ ปราการหลังทีมชาติเอสโตเนียวัย 34 ปี ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไปถึง 53 นัด ทำได้ 2 ประตู ตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลในถิ่น แอนฟิลด์ (ปัจจุบันค้าแข้งกับ กายารี่)

 – เซอร์ดาน ชากิรี่ (ค่าตัว 12.85 ล้านปอนด์, จาก สโต๊ค ซิตี้ ปี 2018) : 6
  ตัวรุกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์วัย 28 ปี มีผลงานที่ขึ้นๆ ลงๆ แม้มีโมเมนต์ที่น่าจดใจ แต่ก็มีช่วงเวลาที่เลวร้ายเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาบาดเจ็บที่รุมเร้า จนลงเล่นแค่ 11 นัดเท่านั้นในฤดูกาลที่แล้ว

 – ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (ไม่มีการเปิดเผยค่าตัว, จาก ฟูแล่ม ปี 2019) : 6
  เจ้าหนูวัย 17 ปี ถูกซิวตัวมาร่วมก๊วนเมื่อปีที่แล้ว แม้รวมๆ แล้วเพิ่งลงเล่นให้ทีมแค่ 9 นัด แต่ดูมีอนาคตที่ดีไม่น้อย

 – ติอาโก้ อัลกันตาร่า (ค่าตัว 25 ล้านปอนด์, จาก บาเยิร์น มิวนิค ปี 2020) : 6
  แม้เพิ่งลงเล่นให้ทีมแค่นัดเดียวก่อนติด "โควิด-19" แต่ดูทรงบอลแล้ว น่าจะไปได้สวยทีเดียวกับ ลิเวอร์พูล

 – โฌแอล มาติป (ฟรี, ปี 2016) : 7
  อาจมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนเป็นระยะๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปราการหลังร่างโย่งชาวแคเมอรูนวัย 29 ปี มีส่วนสำคัญไม่น้อยกับความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล ตลอดช่วง 2 ซีซั่นที่ผ่านมา

 – อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (ค่าตัว 35 ล้านปอนด์, จาก อาร์เซน่อล ปี 2017) : 7
  คล้ายๆ กับในรายของ มาติป ที่มีปัญหาบาดเจ็บเล่นงานเป็นระยะ แต่ก็มีความสำคัญต่อทีมไม่น้อย ซึ่งก็เชื่อเหลือเกินว่า เจ้าตัวคงจะถูก คล็อปป์ ส่งลงเล่นสม่ำเสมอกว่านี้ หากร่างกายฟิตสมบูรณ์

 – นาบี เกอิต้า (ค่าตัว 52.75 ล้านปอนด์, จาก แอร์เบ ไลป์ซิก ปี 2018) : 7
  ใช้เวลาปรับตัวอยู่นานพอสมควร แถมเจอปัญหาบาดเจ็บกวนใจ แต่ก็มีหลายเกมที่ กองกลางทีมชาติกีนีวัย 25 ปี ทำผลงานได้ดี ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งแฟนบอล ลิเวอร์พูล และ คล็อปป์ ต่างคาดหวังผลงานที่ดีกว่านี้อีกจากเจ้าตัว

 – จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม (ค่าตัว 25 ล้านปอนด์, จาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ปี 2016) : 9
  บางเกมอาจเล่นไม่โดดเด่น แต่โดยรวมแล้ว มิดฟิลด์ชาวดัตช์วัย 29 ปี ทำผลงานได้น่าประทับใจมาตลอด นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อ 4 ปีก่อน และด้วยค่าตัวแค่ 25 ล้านปอนด์ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้มสำหรับ "หงส์แดง"

 – แอนดี้ โรเบิร์ตสัน (ค่าตัว 10 ล้านปอนด์, จาก ฮัลล์ ซิตี้ ปี 2017) : 9
  น้อยคนนักที่จะรู้จักเขาตอนย้ายมาใหม่ๆ เมื่อ 3 ปีก่อน แต่ผลงานตลอดช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา กัปตันทีมชาติสกอตแลนด์วัย 26 ปี ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแบ็กซ้ายตัวท็อปๆ ของโลกเรียบร้อย

 – ฟาบินโญ่ (ค่าตัว 39.3 ล้านปอนด์, จาก อาแอส โมนาโก ปี 2018) : 9
  ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันแนวรับได้อย่างยอดเยี่ยม แถมบางเกมลงไปทำหน้าที่เป็นเซนเตอร์แบ็กด้วย และแน่นอนว่า มิดฟิลด์ตัวรับเลือดแซมบ้าวัย 26 ปีคนนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งคีย์แมนที่นำความสำเร็จกลับสู่รัง แอนฟิลด์
 
 – อลีสซง เบ็คเกอร์ (ค่าตัว 65 ล้านปอนด์, จาก อาแอส โรม่า ปี 2018) : 9
  เขาได้นำความเยือกเย็นและความเหนียวแน่นกลับสู่หน้าประตู มีชอตเซฟยากๆ ให้เห็นเป็นประจำ และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ตอนนี้ อลีสซง คือหนึ่งในผู้รักษาประตูระดับโลก 

 – ซาดิโอ มาเน่ (ค่าตัว 30 ล้านปอนด์, จาก เซาธ์แฮมป์ตัน ปี 2016) : 10
  นี่คือแข้งบิ๊กเนมรายแรกที่ ลิเวอร์พูล ดึงเข้ามาในยุค คล็อปป์ และถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่สุดคุ้มค่าสำหรับสโมสรด้วย เพราะ มาเน่ เป็นกำลังหลักในแนวรุกที่ทีมขาดไม่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งผลงานกระทุ้ง 84 ประตู จาก 174 เกม ได้สะท้อนให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของ ดาวเตะทีมชาติเซเนกัลวัย 28 ปี เป็นอย่างดี

 – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ค่าตัว 36.9 ล้านปอนด์, จาก อาแอส โรม่า ปี 2017) : 10
  อาจมีบางเกมที่เล่นขัดใจแฟนบอลไปบ้าง แต่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความสุดยอดของ ซาลาห์ เพราะผลงานทำ 99 ประตู จาก 158 เกม ได้ยืนยันให้ทุกคนเห็นว่า เขาคือดาวยิงความหวังสูงสุดของทีม
 
 – เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (ค่าตัว 75 ล้านปอนด์, จาก เซาธ์แฮมป์ตัน ปี 2018) : 10
  ตอนแรกหลายๆ คนมองว่า ดีลของ ฟาน ไดค์ เป็นการลงทุนที่ฟุ่มเฟือย แต่ผลงานตลอดช่วงที่ผ่านมา รวมถึงความสำเร็จแบบต่อเนื่องของ ลิเวอร์พูล ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นี่คือดีลที่ยอดเยี่ยมมากๆ ของสโมสร ขณะที่ ปราการหลังชาวดัตช์วัย 29 ปี ก็ได้รับการซูฮกให้เป็นสุดยอดเซนเตอร์แบ็กคนหนึ่งของโลกลูกหนังยุคนี้

พันธุกรรม, อาหาร สูตร(ไม่ลับ)เปลี่ยน อดาม่า ตราโอเร่ เป็นยอดนักเตะ

การเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพื่อยกระดับความสามารถของตนเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักฟุตบอล โดย อดาม่า ตราโอเร่ ปีกตัวเก่งชาวสแปนิช รู้สึกซึ้งเป็นอย่างดีถึงเรื่องนี้ เพราะการที่มีร่างกายกำยำย่อมจะทำให้เขามีโอกาสประสบความสำเร็จในวงการลูกหนังมากขึ้น
    คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แสดงให้เห็นแล้วว่าการพัฒนาร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่กับการพัฒนาฝีเท้า และเขาได้ปฏิบัติตามโปรแกรมในการฝึกฝนร่างกาย และทักษะลูกหนังอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับการกินอาหารที่มีประโยชน์อย่างเคร่งครัดช่วยให้เขาสามารถยืนระยะในการเล่นฟุตบอลระดับสูงได้จนถึงปัจจุบัน

    แน่นอนว่า ตราโอเร่ ได้เห็นตัวอย่างที่ดีแบบนั้นแล้ว และทำให้เขารู้ว่าการที่จะเก่งในระดับสูงจะต้องพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ โดย ปีกจากสโมสรวูลฟ์แฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ สามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างที่ผอมบางสมัยเป็นนักเตะดาวรุ่ง จนกลายเป็นนักเตะร่างบึ้กความเร็วสูงที่ทำให้คู่แข่งในวงการลูกหนังเมืองผู้ดีต้องเข็ดขยาด

    ความแข็งแกร่งของ ตราโอเร่ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพียงแค่ชั่วข้ามคืน เพราะเขาต้องใช้ความพยายาม และความอดทนอย่างมากในการออกกำลังกาย รวมทั้งการกินอาหารที่เหมาะสม ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถพัฒนาฝีเท้าจนในที่สุดก็ได้ติดทีมชาติสเปน และได้เปิดตัวในนามแข้งทัพ "กระทิงดุ" ในแมตช์อุ่นเครื่องเสมอ โปรตุเกส แม้สกอร์จะ 0-0 แต่มันคือก้าวแรกสู่ความสำเร็จในอนาคต

    ก่อนจะมาถึงวันนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ตราโอเร่ ในวัย 24 ปี เปิดเผยว่าเขามีรูปร่างแข็งแกร่งราวกับนักกล้าม (บางคนบอกนักรักบี้) ไม่ได้เกิดมาจากการยกเวท แต่มาจากการฝึกฝนร่างกายให้เหมาะสม และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
   
พันธุกรรมเปลี่ยนไม่เกี่ยวกับยกเวท

    เหตุผลสำคัญที่ทำให้ ตราโอเร่ มีรูปร่างราวกับนักเพาะกายไม่เกี่ยวกับการยกเวทเหมือนกับบุรุษเพศมากมายที่อยากหล่อเท่มีกล้าม ซิกซ์แพ็ค แต่มันเป็นเพราะพันธุกรรมของเขาที่ทำให้กล้ามเนื้อเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีสภาพร่างกายเหมือนกับ "ฮัลค์" ยักษ์เขียวในหนังฮีโร่มาร์เวล

    "เทรนเนอร์ส่วนตัวของผมแนะนำให้ผมออกกำลังกายในโรงยิม แต่ผมไม่ได้ยกเวทอะไรทั้งนั้น พันธุกรรมของผมมันเป็นแบบนั้น และมันทำให้กล้ามเนื้อของผมเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมากๆ ผมยังออกกำลังกายแบบอื่นๆ ด้วย แต่ละคนต้องปรับตัวในสิ่งที่เหมาะสมกับเขาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด"

พันธุกรรม, อาหาร สูตร(ไม่ลับ)เปลี่ยน อดาม่า ตราโอเร่ เป็นยอดนักเตะ
    "ผมเน้นการฝึกซ้อมบริเวณแกนกลางลำตัวเยอะมาก ความลับก็คือการรู้จักกับรูปร่างของตัวคุณเอง และพยายามปรับการฝึกซ้อมเพื่อให้เหมาะกับสภาพร่างกายของคุณ"

อาหารกุญแจสำคัญในการพัฒนาร่างกาย

    นอกจากการรู้จักร่างกายของตัวเองแล้ว กุญแจสำคัญที่คุณไม่ควรลืมก็คือเรื่องอาหารการกิน เพราะตามหลักความเป็นจริงแล้วอาหารมีส่วนสำคัญถึง 80 เปอร์เซนต์ ส่วนการออกกำลังกายเพียงแค่ 20 เปอร์เซนต์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ตราโอเร่ จึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของอาหาร รวมไปถึงการพักผ่อนที่เพียงพอเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟูจากการฝึกซ้อมหนัก

    "ผมสร้างกล้ามเนื้อด้วยการฝึกซ้อม, พักผ่อน และกินอาหาร แน่นอนว่าอาหารมีความจำเป็นและสำคัญมากๆ ผมพิจารณาว่ามันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของส่วนหนึ่งในการฝึกซ้อม การดื่มน้ำเปล่า แม้ว่าผมจะไม่ได้ดื่มอย่างเหมาะสมก็ตาม แต่น้ำมีความสำคัญมากๆ"

    "การรักษาระดับน้ำในร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับนักกีฬา ผมพยายามที่จะกินอาหารให้เยอะและหลากหลาย, เน้นสุขภาพ และสมดุล ผมสามารถกินข้าวผัดสเปน  และข้าวผัดมาลีนิดหน่อย พร้อมกับซอสถั่วและข้าวกล้อง เพื่อสุขภาพที่ดีเยี่ยม"

    "ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำขึ้นด้วยฝีมือของคุณแม่ผม ซึ่งท่านเป็นคนที่ทำอาหารได้อร่อยที่สุดในโลก หลังจากนั้นก็เหมือนกับนักกีฬาทุกๆ คน ผมมักจะเน้นการกินอาหารพวกพาสต้าของชาวอิตาเลียน"

การออกกำลังต้องเหมาะสมเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ

    ตราโอเร่ ซึ่งมักจะใช้ "เบบี้ออยล์" ทาที่แขนเพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งเหนี่ยวรั้งเวลาที่เขากระชากบอล ยังได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกกำลังกายในโรงยิมว่าจะต้องมีการดีไซน์วิธีการใช้กล้ามเนื้อให้เหมาะสม เพราะป้องกันอาการบาดเจ็บ

    "ทุกอย่างต้องสมดุล ร่างกายของผมเปลี่ยนแปลงไปมันเกิดขึ้นตามวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น ตอนที่ผมอายุ 15 ปี  ผมมีปัญหาหัวเข่าเนื่องจากเส้นเอ็นอักเสบซึ่งมันทำให้ผมไม่สามารถเล่นได้ตามเกมของผม หรือเร่งสปีดความเร็วได้ดั่งใจ"

    "หลังจากนั้นผมเริ่มแข็งแกร่งขึ้นจากการเข้ายิม ผมทุ่มเทอย่างเต็มที่ และต้องมีการออกกำลังกายแบบพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ การออกกำลังกายไม่ได้ทำให้ผมมีพละกำลังมากขึ้น  แต่มันยังเป็นการป้องการอาการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักกีฬากลัวที่สุด"

เหตุผลปัด มาลี เพื่อเล่นให้ สเปน

    ตราโอเร่ มีโอกาสได้เล่นให้ สเปน เพียง 28 นาทีในเกมเสมอ โปรตุเกส แบบไร้สกอร์ ที่กรุงลิสบอน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดย อดีตเด็กฝึกบาร์เซโลน่า เติบโตในดินแดนกระทิงดุ แต่ก่อนที่จะสวมเสื้อให้กับทีมชาติสเปน เขาเคยได้รับการติดต่อจาก มาลี ประเทศบ้านเกิดของบิดามารดา

    อย่างไรก็ตาม ตราโอเร่ ปฏิเสธโอกาสนั้นเพราะหัวใจของเขามีความเป็นชาวสแปนิช และยังเคยเล่นให้กับ สเปน มาตั้งแต่ระดับเยาวชนในรุ่นยู-16, 17, 19 และ 21 "มีการติดต่อมาจาก มาลี เพราะผมมีเชื้อสายชารวแอฟริกัน และผมซาบซึ้งใจที่พวกเขาจดจำผมได้"

    "แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นชาวสแปนิช เพราะผมเกิดที่โรงพยาบาลที่นี่ และผมยังลงเล่นให้กับ สเปน ตั้งแต่ระดับเยาวชนมาตลอด ผมไม่สามารถปฏิเสธเชื้อสายแอฟริกันของตัวเองได้ แต่ผมรู้สึกถึงความเป็นชาวสแปนิช และผมภูมิใจได้ที่เปิดตัวกับ สเปน"

แฉโด้,รามอสไม่คุยกันตั้งแต่โมดริชได้บอลทองคำ

สื่อดังแดนกระทิงดุ รายงาน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ เซร์คิโอ รามอส ไม่ได้พูดคุยกันเลยมานานนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช ได้บอลทองคำเมื่อปี 2018 โดยเหตุผลสำคัญเพราะ กัปตันเรอัล มาดริด ไม่พอใจปฏิกิริยาของ "เฮียโด้" ตอนที่ สตาร์ชาวโครแอต ได้บัลลง ดอร์ ไปครอบครอง
               คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ กับ เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังจอมแกร่ง ซึ่งคว้าแชมป์ร่วมกับ 15 รายการในช่วงที่เล่นให้กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ไม่ได้พูดคุยกันมานาน  2 ปีนับตั้งแต่ที่ ลูก้า โมดริช คว้ารางวัลบัลลง ดอร์ จากการเปิดเผยของ มาร์ก้า สื่อดังในประเทศสเปน
              อดีตเพื่อนร่วมสังกัด "โลส บลังโกส" มีโอกาสจะได้พบกันอีกครั้งในแมตช์ที่ โปรตุเกส ปะทะ กับ สเปน ในเกมอุ่นเครื่องวันพุธที่ 7 ตุลาคมนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยพวกเขาไม่ได้ติดต่อกันมานานนับตั้งแต่ที่ โมดริช คว้ารางวัลบอลทองคำเมื่อปี 2018

              "มาร์ก้า" รายงานว่า รามอส และเพื่อนร่วมทัพ "ราชันชุดขาว" ไม่สนใจ กัปตันทีมชาติโปรตุเกสซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับ "ม้าลาย" ยูเวนตุส อีกเลยหลังจากที่ "ซีอาร์ 7" แสดงปฏิกิริยาเย็นชาจากการที่ตนเองต้องพลาดได้รางวัลทรงเกียรติซึ่งตกเป็นของ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติโครเอเชีย

              ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน โรนัลโด้ เคยให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดที่พลาดได้บัลลง ดอร์ ในปีนั้นว่า "แน่นอน ผมผิดหวัง…เวลาอยู่ในสนามผมทำทุกอย่างเพื่อคว้าบัลลง ดอร์ แต่ผมไม่ค่อยแฮปปี้ถ้าผมไม่ได้รางวัล ผมมีเพื่อนและครอบครัวที่แสนดี ผมเล่นให้กับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ (เรอัล มาดริด)"

              "ขอแสดงความยินดีกับ โมดริช ซึ่งได้รับรางวัลนี้ แต่ในปีหน้าเราจะต้องเจอกันอีกครั้ง และผมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีเพื่อที่จะคว้ารางวัลนี้อีกครั้ง คุณคิดว่าผมจะกลับบ้านแล้วร้องไห้ไหมละ ?" อดีตดาวเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระบุ