ตัดไปหนึ่ง! บอร์ดบาเยิร์นยอมรับเซ็นเมสซีไม่ไหว

บอร์ดบริหารแชมป์ยุโรปทีมล่าสุด ยอมรับ พวกเขาไม่มีเงินทุนมากพอคว้า ลิโอเนล เมสซี ที่ต้องการย้ายออกจากบาร์เซโลนา
คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ประธานบอร์ดบริหารของ บาเยิร์น มิวนิค ยอมรับ สโมสรไม่มีกำลังเงินมากพอคว้า ลิโอเนล เมสซี สตาร์ของบาร์เซโลนา

กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาทำช็อคโลก หลังแจ้งขอฉีกสัญญากับเจ้าบุญทุ่ม ทั้งที่อยู่กับสโมสรมาอย่างยาวนานร่วม 20 ปี ท่ามกลางความสนใจจากทีมเงินถุงเงินถังอย่าง แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูฯ, เปแอสเช และอินเตอร์ มิลาน

"ไม่" รุมเมนิกเก้ กล่าวผ่าน Tuttosport หลังถูกถามว่าจะร่วมวงล่าเมสซีหรือไม่?

"เราไม่สามารถจ่ายเงินให้กับนักเตะระดับนั้นได้ มันไม่ได้อยู่ในนโยบายและปรัชญาการทำทีมของเรา"

"บอกตามตรง การได้ยินว่าเมสซีจะย้ายออกจากบาร์เซโลนา ทำให้ผมเสียใจนิด ๆ นะ ลีโอเขียนประวัติศาสตร์กับสโมสร และในความคิดของผม เขาควรจบอาชีพอาชีพกับบาร์เซโลนา"

"มันมีเรื่องเกิดภายในสโมสร และผมไม่รู้ว่าคืออะไร นั่นคือเหตุผลที่ผมจะไม่เข้าไปก้าวก่าย"

ฟูลแบ็กอาการหนัก, แนวรุกไม่คม ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู พ่าย เซบีย่า อดชิงยูโรปา ลีก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่สุดท้ายสู้ความช่ำชองของ เซบีย่า ไม่ได้ส่งผลให้ทีมแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ "ปีศาจแดง" ต้องเจ็บช้ำกับการตกรอบตัดเชือก 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้
    "ผีแดง" มีโอกาสที่จะได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ หลังจากที่พวกเขาได้ประตูขึ้นนำจากจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แต่น่าเสียดายที่ทีมมาโดนตีเสมอ จากซูโซ่ และถูก ลุค เดอ ยอง ซัดประตูชัยในครึ่งหลัง ส่งให้ เซบีย่า ได้เข้าชิงถ้วยใบเล็กยุโรปครั้งที่ 6

    ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องกลับไปเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า โดยมีความเป็นไปได้ที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะต้องเสริมแกร่งทั้งในเกมรับ และเกมรุก ซึ่งในแมตช์นี้ขาดความเฉียบคมไปพอสมควร

1. ยิงทิ้งยิงขว้าง


    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คงแทบอยากจะเปลี่ยนตัวเองลงไปเล่นแทน เพื่อเป็นการแสดงให้บรรดาลูกทีมได้เห็นว่าการจบสกอร์ที่เด็ดขาดและเฉียบคมเป็นยังไง หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" สามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากมายโดยเฉพาะในครึ่งหลัง แต่ดันไม่เด็ดขาด

    แมตช์นี้ "เร้ด เดวิลส์" สร้างโอกาสบริเวณหน้าประตูได้ถึง 20 ครั้ง แต่พวกเขาไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้เลย ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการยิงประตูของเหล่ากองหน้าตัวความหวังทั้ง อองโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เมสัน กรีนวู้ด

    โดยเฉพาะในกรณีของ มาร์กซิยาล ที่หลุดเข้าไปในเขตโทษ 2-3 ครั้งแต่ดันยิงไปติดผู้รักษาประตู และยิงแบบไม่มีลุ้น ซึ่งหาก หัวหอกชาวฝรั่งเศส เปลี่ยนจังหวะเหล่านั้นให้เป็นประตู รูปเกมคงจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ฉะนั้นนี่คือสิ่งที่นักเตะต้องกลับไปแก้ไข หากต้องการยึดตำแหน่ง "หน้าเป้า" ถาวร

    จะว่าไปแล้วโอกาสที่ แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างขึ้นมา และยิงไม่ได้ส่วนหนึ่งก็มาจากความเหนียวหนึบของ ยาสซีน บูนู ที่สามารถป้องกันจังหวะเหล่านั้นได้หมด โดยเฉพาะในต้นครึ่งหลังเจ้าตัวเซฟเป็นพัลวัน ทำให้ทีมยังคงรักษาสกอร์เสมอ 1-1 เอาไว้ได้
 
2. มหัศจรรย์ แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือหัวใจของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง เพราะเขาเป็นคนที่คอยปั้นเกมรุกให้กับทีม และยังสามารถปั่นเกมคู่แข่งได้ตลอดเวลา ที่สำคัญการยิงจุดโทษของนักเตะก็สุดฉมัง จนทำให้ทีมยกให้เป็นมือ 1 ในการสังหารจุดโทษไปแล้ว

    สำหรับประตูที่ทำให้ทีมขึ้นนำมาจากจังหวะจุดโทษซึ่งเป็นครั้งที่ 22 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ โดยตอนนี้เขามีส่วนกับการที่ทีมได้ประตูถึง 20 ลูก โดยเป็นการตะบันเอง 12 ประตู กับอีก 8 แอสซิสต์ ซึ่งมีแค่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่มีสถิติเหลือกว่าเขาจาก 5 ลีกชั้นนำในยุโรป

     จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส เป็นจุดศูนย์รวมในการเล่นเกมบุกของ "ปีศาจแดง" โดยมีหลายจังหวะที่ แฟร์นันด์ส ผ่านบอลสวยๆ ให้เพื่อนร่วมทีมได้ยิงประตู โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่ผ่านบอลให้ เมสัน กรีนวู้ด ได้ซัดจ่อๆ แต่ไปติดเซฟของ ยาสซีน บูนู

    อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็เปิดบอลสุดฉมังให้ มาร์กซิยาล ได้ซัด แต่ยังไม่ผ่านมือ บูนู อีกตามเคย ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดฝอยทอง ได้บอลจาก มาร์กซิยาล บริเวณเขตโทษ และซัดเต็มเหนี่ยว แต่น่าเสียดายที่แนวรับของ เซบีย่า วิ่งเข้ามาป้องกันได้ทัน

    ต้องยอมรับเลยว่าเกมนี้ เซบีย่า ไม่าสมารถจัดการกับ แฟร์นันด์ส ได้ เขาแสดงให้เห็นถึงพลังกำลังในการเล่น และเทคนิคชั้นยอดในการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม แต่น่าเสียดายวันนี้ไม่ใช่วันของ แมนฯ ยูฯ เพราะแนวรุกขาดความเฉียบคมอย่างน่าเหลือเชื่อ

3. ฟูลแบ็กไร้ประสิทธิภาพ

    ปกติแล้วฟูลแบ็กของแมนฯ ยูไนเต็ด จะทำผลงานได้ดีแต่ในแมตช์นี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า กับ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ โดยพวกเขาไม่สามารถเติมเกมบุกขึ้นมาสร้างความอันตรายให้เกมรับ เซบีย่า ได้เลย แถมเกมรับยังหลวมโคกอีกต่างหาก

    ในจังหวะที่ทีมเสียประตูตีเสมอเริ่มต้นจาก ลูกัส โอกัมโปส ตัดหลังให้ เซร์คิโอ เรกีลอน ขณะที่ วาน-บิสซาก้า วิ่งตามไม่ทัน ก่อนที่จะผ่านไปให้ ซูโซ่ ซึ่งได้ยืนโล่งๆ สบายๆ เพราะ วิลเลี่ยมส์ ดันหลุดตำแหน่ง ทำให้เขาจัดการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย ชนิดที่ ดาบิด เด เคอา หมดปัญญาป้องกันจริงๆ

    ต้องบอกเลยว่า วาน-บิสซาก้า ค่อนข้างจะเล่นแบบตื่นๆ ไม่เหมือนกันช่วงที่ผ่านมา ที่เขาจะมีอาการนิ่งมากกว่านี้ โดยเฉพาะในจังหวะเสียประตูที่สองหากจะโทษว่าเป็นการประกบที่ผิดพลาดของ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ก็ได้ แต่ แบ็กขวาดาวรุ่งเลือดผู้ดี ก็ต้องรับผิดชอบด้วย ที่ไม่วิ่งเข้ามากดดัน ลุค เดอ ยอง ทำให้เขาซัดประตูได้สบายอุรา

    สำหรับ วิลเลี่ยมส์ ต้องบอกเลยว่านี่คือแมตช์ที่จะทำให้เขาจดจำไปอีกนาน เพราะเกมนี้เจ้าตัวเล่นไม่ออก และยังเป็นบ่อน้ำมันชั้นดีให้ เซบีย่า บุกเข้าไปลุ้นทำประตู ที่สำคัญนักเตะยังเล่นออกแนวตื่นสนามทำให้งานนี้ก็เลยโดนแข้งประสบการณ์ของทีมดังจากสเปน จัดการปั่นป่วนจนเสียขบวน

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทั้งประตูตีเสมอ และประตูชัยของ เซบีย่า เริ่มต้นจากบริเวณฟูลแบ็กทั้งสองฝั่ง ซึ่งงาน โซลชา คงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการแก้ไขปัญหานี้ หากไม่อยากที่จะต้องเจ็บช้ำในการลุ้นความสำเร็จในฤดูกาล 2020/2021

4.  ลินเดอเลิฟ VS แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับเลยว่านี่คือค่ำคืนที่แสนน่าผิดหวังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะคู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ในแมตช์นี้ โดยเฉพาะในรายของ ลินเดอเลิฟ มีกรณีให้ต้องพูดถึงอย่างมาก

    จังหวะที่ "ปีศาจแดง" เสียประตูที่สอง หลายคนมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ลินเดอเลิฟ ยืนผิดตำแหน่ง ทำให้ ลุค เดอ ยอง มีโอกาสซัดโล่งๆ ขณะที่ วาน-บิสซาก้า ก็ไม่ทำอะไรปล่อยให้คู่แข่งได้เล่นสบายๆ และแน่นอนว่าเมื่อเสียประตูอารมณ์ก็ถาโถมเข้าใส่นักเตะทุกคน

    ด้วยความที่ แฟร์นันด์ส พยายามชี้ให้เห็นถึงการเล่นที่ผิดพลาดจนทำให้ทีมเสียประตู แต่ด้วยอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล ทำให้ ลินเดอเลิฟ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิดพลาดแถมยังจัดการด่ากลับด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนกลายเป็นภาพที่แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นกันไปแล้ว

    แม้ว่าหลังจบเกม โซลชา จะไม่ได้ตำหนิ ลินเดอเลิฟ ที่ทำพลาดในจังหวะนั้น แต่ก็ยอมรับว่าทีมควรมีการป้องกันจังหวะการเปิดบอลจากบริเวณด้านข้างให้ดีกว่า ซึ่งการพูดแบบนี้ดูเหมือนว่า "น้าลูกอม" จะบอกเป็นนัยๆ ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องหาคู่หูคนใหม่มาเล่นกับ แม็กไกวร์ ซะแล้ว

5. พลาดเข้าชิง 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้

    โซลา ต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างมาในฤดูกาลนี้เมื่อเขาค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมาและทะลุเข้าไปลุ้นความสำเร็จถึง 3 รายการได้แก่ คาราบาว คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูโรปา ลีก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝันทั้ง 3 ทัวร์นาเมนต์ เพราะต้องโบกมือลารอบตัดเชือกเรียบวุธ

    สำหรับในเกม คาราบาว คัพ ต้องพ่ายให้กับ แมนฯ ซิตี้ แบบเหย้า-เยือน ในขณะที่การดวลเกมฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก็ต้องเจอทีเด็ดของ "สิงโตน้ำเงินคราม" ส่วนในการชิงชัยถ้วยใบเล็กยุโรป ต้องพ่ายให้กับเจ้าพ่อของโทรฟี่รายการนี้

    อย่างไรก็ตามในเกมยูโรปา ลีก รอบตัดเชือก สิ่งหนึ่งน่าจะทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" พอจะมีรอยยิ้มอยู่บ้างก็คือสไตล์การเล่นที่สนุกเร้าใจ และสามารถไล่กดบดขยี้ เซบีย่า จนแทบอยู่หมัด แต่น่าเสียดายที่ทีมขาดความเฉียบคมทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ไปหลายครั้ง ซึ่งเป็นจุดที่ต้องแก้ไขเป็นการด่วน

ลูกที่ 21! แมนฯ ยูฯ ได้จุดโทษเยอะสุด 5 ลีกใหญ่ยุโรป

Opta หน่วยงานเก็บสถิติชื่อดังเปิดเผยว่าทีมปีศาจแดงคือทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป หากนับรวมทุกรายการ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป หากนับสถิติรวมจากการแข่งขันทุกรายการ ตามรายงานจาก OPTA

ทีมปีศาจแดงเพิ่งได้ประตูชัยจากการยิงจุดโทษของบรูโน แฟร์นันด์ส หลัง อันเดรียส เบลลันด์ ผู้เล่นของเอฟซี โคเปนเฮเก้นไปทำฟาวล์ อ็องโตนี มาร์กซิยาล ในนาทีที่ 95 ของการแข่งขันยูโรป้าลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ ส่งผลให้พวกเขาเป็นฝ่ายชนะไป 1-0 และผ่านเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

ประตูดังกล่าวถือเป็นจุดโทษลูกที่ 21 ของแมนฯ ยูฯ รวมทุกรายการในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นทีมที่ได้จุดโทษเยอะที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรปเวลานี้ หากนับรวมทุกรายการ

ทั้งนี้ แมนฯ ยูฯ จะต้องโคจรไปพบผู้ชนะระหว่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส และเซบีญา ซึ่งจะแข่งขันกันในคืนวันอังคารที่ 11 สิงหาคมนี้

3 ตัวเลือกเด็ดกรณี แมนยู พลาด ซานโช

สถานการณ์ในการคว้าตัว เจดอน ซานโช ปีกฟอร์มฮอต "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยังไม่มีอะไรชัดเจนมากไปกว่าการรายงานของสื่อหลายๆ สำนัก ดังนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องมีแผนสำรองหากพวกเขาพลาดคว้าตัวเป้าหมายหลักในช่วงซัมเมอร์นี้
    "เร้ด เดวิลส์" ล็อกเป้า ซานโช เป็นตัวเลือกแรกในการสร้างทีมเพื่อก้าวขึ้นมาชิงชัยความยิ่งใหญ่กับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยในช่วงที่ผ่านมา มีรายงานว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กับ ดอร์ทมุนด์ ใกล้จะตกลงเรื่อง ปีกทีมชาติอังกฤษ ได้แล้ว โดยค่าตัวประมาณ 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) พร้อมกับมีการแบ่งจ่าย 3 งวด

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ต่างๆ อาจจะเปลี่ยนไปหลังจากที่ เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหาร "ผีแดง" มองว่านักเตะน่าจะมีค่าตัวเพียง 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,040 ล้านบาท) เท่านั้น และไม่น่าจะสูงไปกว่านี้อีกแล้ว ในขณะที่ต้นสังกัดของ ซานโช ยืนกรานหากไม่ได้ค่าตัวตามที่ต้องการ ก็ไม่มีทางปล่อยนักเตะออกไป

    ดังนั้นหากการเจรจาเกิดถึงทางตัน งานนี้บอร์ดบริหารแมนฯ ยูไนเต็ด  ต้องเตรียมแผนอื่นรองรับทันที โดยมีรายงานว่าพวกเขาได้ล็อก 3 เป้าหมายเอาไว้ในใจแล้ว โดยถ้าพวกเขาไม่ตัว ซานโช ก็อาจจะต้องเบนเข็มไปยังสามเป้าหมายสำรองทันที

    รายแรกก็คือ แจ็ค กรีลิช กองกลางกัปตันทีม "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า ซึ่งเป็นผู้เล่นที่มีข่าวกับ แมนฯ ยูฯ มาตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และที่สำคัญฟอร์มการเล่นของนักเตะก็ถือว่ายอดเยี่ยมเมื่อมีส่วนสำคัญช่วยให้ต้นสังกัดรอดการตกชั้นได้อย่างหวุดหวิด

    ผลงาน 10 ประตูกับ 8 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ ทำให้เขาถือเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมในการทำหน้าที่คอยเป็นกองหนุนให้กับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส หรือ ปอล ป็อกบา ในกรณีที่พวกเขาเกิดต้องประสบปัญหาบาดเจ็บ หรืออาจจะไม่สามารถลงสนามได้เนื่องจากติดโทษแบน

    ในช่วงที่ผ่านมา 3 ประสานเกมรุกทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล และเมสัน กรีนวู้ด ซึ่งช่วยกันยิงประตูรวมกันได้ถึง 61 ลูกในซีซั่นล่าสุด อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของพวกเขาอาจจะเปลี่ยนไปหาก แมนฯ ยูฯ สามารถคว้าตัว แฮร์รี่ เคน มาร่วมทีมแทน ซานโช ได้

    กองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษ ซัดไป 24 ประตูในฤดูกาลนี้แม้ต้องประสบปัญหาบาดเจ็บก็ตาม โดยเขาซัดไปถึง 188 ประตูจาก 11 ซีซั่นที่อยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ โดยงานนี้ หาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อยากได้ เคน จริงๆ พวกเขาคงต้องกล้าทุ่มเงินมหาศาลถึง 200 ล้านปอนด์ (ราว 7,600 ล้านบาท)เพื่อง้างใจ แดเนี่ยล เลวี่ ประธาน "ไก่เดือยทอง" ให้ยอมปล่อยนักเตะไปสวมชุด "ปีศาจแดง"

    ขณะที่ทางเลือกที่สามนั่นก็คือ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กองกลางอนาคตไกล อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ซึ่งโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในลีกดัตช์ โดยนักเตะกลายเป็นผู้เล่นเนื้อหอมมากๆ หลังจาก 1 ปีที่ช่วย อาแจ็กซ์ ทะลุรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตอนนี้แข้งวัย 23 ปี ซัดไปแล้ว 10 ประตูกับ 11 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้


    ช่วงที่ผ่านมา ฟาน เดอ เบ็ค ดูเหมือนจะสนใจไปเล่นในลา ลีกา โดยมี "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด เป็นทีมเต็งที่จะได้ตัวไปเสริมทัพ อย่างไรก็ตาม แมนฯ ยูฯ ก็สนใจ ดาวเตะเลือดดัตช์รายนี้เช่นกัน เนื่องจากมีฝีเท้าฉกาจฉกรรจ์ และได้รับการเชิดชูว่าเป็นอนาคตของทีมชาติฮอลแลนด์

“วู้ดเวิร์ด” เตรียมคุยเอเจนต์คว้าแนวรับลีลล์เสริม

สื่อเมืองน้ำหอมตีข่าว เอ็ด วู้ดเวิร์ด ผู้บริหารคนดังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมพูดคุยกับเอเจนต์ของ กาเบรียล แนวรับเนื้อหอมจากลีลล์ โดยหลังจะกระชากตัวมาเสริมเกมรับให้แข็งแกร่ง โดยงานนี้ต้นสังกัดนักเตะขอค่าตัวอย่างน้อย 27 ล้านปอนด์ ถึงจะยอมปล่อยออกจากทีม
    เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมเปิดการเจรจากับเอเจนต์ของ กาเบรียล เซนเตอร์แบ็กชาวบราซิเลียนจาก ลีลล์ สโมสรดังแห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส เพื่อคว้าตัวมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ จากการเปิดเผยของ "อาร์เอ็มซี สปอร์ต" สื่อดังในเมืองน้ำหอม

    ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา พยายามที่จะเซ็นสัญญากับเซนเตอร์แบ็กที่สามารถเล่นเท้าซ้ายได้ โดยในเวลานี้แนวรับทัพ "ปีศาจแดง" ทั้ง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ถนัดแต่เท้าขวามเท่านั้น ซึ่งในบางครั้งมักทำให้ทีมต้องประสบปัญหา

    ด้วยเหตุนี้ "น้าลูกอม" จึงอยากได้แนวรับมาเพิ่มอีกซัก 1 คนโดยตอนแรกพวกเขาสนใจอยากได้ตัว  นาธาน อาเก้ กองหลังจากบอร์นมัธ แต่สุดท้ายโดน "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กระชากตัวไปร่วมสังกัดด้วยค่าตัวจำนวน 41 ล้านปอนด์ (ราว 1,558 ล้านบาท)

 


 

    สำหรับตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ด เบนเข็มไปเล็ง กาเบรียล ซึ่งทำให้ผลงานได้อย่างโดดเด่นกับลีลล์ และได้รับความสนใจจาก "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ด้วย อย่างไรก็ตามโอกาสที่ "ผีแดง" จะคว้าตัวไปร่วมทัพมีค่อนข้างสูง หลังมีรายงานว่าเอเจนต์ของนักเตะเดินทางมาที่อังกฤษแล้ว

    "เอเจนต์ของ#กาเบรียล ได้เดินทางมาพบกับผู้บริหารของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงประเทศอังกฤษแล้ว สำหรับช่วงเวลานี้ยังไม่มีข้อเสนอจริงจังที่ลีลล์ แต่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เอฟเวอร์ตัน และโดยเฉพาะทีมจากเมืองเนเปิ้ลส์ ก็สนใจด้วย มี 4 สโมสรที่ยื่นเรื่องเข้ามา นักเตะ/เอเจนต์กำลังไตร่ตรองเรื่องนี้" โมฮาเหม็ด บูฮาฟซี่ นักข่าวของ อาร์เอ็มซี สปอร์ต ระบุ

    ทั้งนี้ ลีลล์ พร้อมที่จะปล่อย กาเบรียล ออกไปเช่นกันแต่ต้องได้ค่าตัวอย่างน้อย 27 ล้านปอนด์ (ราว 1,026 ล้านบาท) โดยนักเตะต้องบอกว่าเหมาะกับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้เล่นที่ถนัดเท้าซ้าย และยังมักจะขึ้นไปช่วยเติมเกมรุกได้ดี โดยนอกจาก เอฟเวอร์ตัน กับ แมนฯ ยูฯ แล้ว ยังมี นาโปลี และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่พยายามล่าตัวด้วยเช่นกัน

ใครจะอกหัก?! ส่องเงื่อนไขนัดสุดท้ายศึกชิงท็อปโฟร์ของ “ผี, สิงห์, จิ้งจอก”

เข้าสู่โปรแกรมนัดสุดท้ายอย่างเป็นทางการ สำหรับศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/20 ที่ตำแหน่งแชมป์และรองแชมป์ถูกการันตีไปก่อนหน้านี้แล้วแรมเดือนว่าตกเป็นของ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามลำดับ

ล่าสุด เมื่อคืนนี้ ในนัดที่ 37 ของซีซั่น จากผลงานที่ทัพหงส์แดงเปิดบ้านอัดเชลซี 5-3 ก่อนชูถ้วยฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกไปอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้สถานการณ์ลุ้นท็อปโฟร์ของ 3 ทีม อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ ต้องอีรุงตุงนัง ลุ้นกันจนถึงนัดสุดท้าย

สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 3 มี 63 คะแนน ผลต่างประตู +28, อันดับ 4 เชลซี มี 63 คะแนน ผลต่างประตู +13 และ เลสเตอร์ ซิตี้ อยู่ที่ 5 มี 62 คะแนน ผลต่างประตู +28 โดยนัดปิดซีซั่นราวกับถูกเขียนบทไว้ล่วงหน้า เมื่อ จิ้งจอกสยาม มีโปรแกรมต้องเปิดบ้านดวลกับ ปีศาจแดง ด้วยนั่นเอง

ส่วนทางด้าน เชลซี มีคิวเฝ้ารังพบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ทีมอันดับ 6 ที่ก็ต้องการชัยชนะเพื่อการันตีการจบท็อปซิกซ์เช่นกัน ทำให้ไม่ใช่งานง่ายแน่นอนสำหรับพลพรรคสิงห์บลูส์

และนี่คือ เงื่อนไขตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี, เลสเตอร์ ซิตี้ ในนัดสุดท้ายวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมนี้

– แมนฯ ยูฯ
ถ้าชนะ การันตีอันดับ 3 ทันที
ถ้าเสมอ การันตีติดท็อปโฟร์ทันที
ถ้าแพ้ ต้องลุ้นให้ เชลซี แพ้ วูล์ฟส์ ด้วยเช่นกัน

– เชลซี
ถ้าชนะ การันตีติดท็อปโฟร์ทันที
ถ้าเสมอ การันตีติดท็อปโฟร์ทันที
ถ้าแพ้ ต้องลุ้นให้ แมนฯ ยูฯ ชนะ เลสเตอร์ ให้ได้

– เลสเตอร์ ซิตี้
ถ้าชนะ การันตีติดท็อปโฟร์ทันที
ถ้าเสมอ ต้องลุ้นให้ เชลซี แพ้ วูล์ฟส์ สถานเดียว
ถ้าแพ้ จะได้อันดับ 5

ชะตาแชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ในมือ ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู เปิดรังเสมอ เวสต์แฮม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสที่จะติดท็อปโฟร์ หลังจากที่พวกเขาเก็บ 1 คะแนนในแมตช์เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสถิติไร้พ่ายในลีก 13 เกมติดต่อกันของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา
    บรรดาสาวก "เร้ด อาร์มี่" มีอาการหวาดหวั่นหัวใจหลังโดน มิคาอิล อันโตนิโอ ซัดจุดโทษในช่วงทดเจ็บครึ่งแรก แต่ต้นครึ่งหลัง เมสัน กรีนวู้ด ซัดตีเสมอให้ทีม หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายมีโอกาสที่จะบวกสกอร์เพิ่ม แต่สุดท้ายทำอะไรกันไม่ได้จบเกมแบ่งคะแนนกันไป

    สำหรับ 1 แต้มในแมตช์นี้ถือว่ามีค่ามากๆ เพราะทำให้ "ปีศาจแดง" ขยับขึ้นไปอยู่ในอันดับ 3 และในเกมสุดท้ายที่เยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะพวกเขากุมชะตาชีวิตเอาไว้ในมือ และหากทุกอย่างไม่มีอะไรผิดพลาด คอลูกหนังอาจจะได้เห็น แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไปผงาดในเกมถ้วยใบโตยุโรปอีกครั้ง

 

1. เจ้าหนูกรีนวู้ดกับสถิติสุดเหลือเชื่อ

    ใครจะไปเชื่อว่า เมสัน กรีนวู้ด เพิ่งจะอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น เพราะผลงานของนักเตะในเวลานี้ต้องบอกเลยว่าโดดเด่นสุดๆ และก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทัพ "ปีศาจแดง" ในเวลานี้ ที่สำคัญฟอร์มของเขายังคงร้อนแรงจนเป็นหัวหอกตัวความหวังของทีม

    สำหรับประตูที่ซัดเต็มข้อช่วยตีเสมอให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงต้นครึ่งหลัง ส่งผลให้ตอนนี้ กรีนวู้ด ตะบันไปแล้ว 17 ประตูจากการแข่งขันทุกรายการ นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุด (18 ปี กับ 295 วัน) นับตั้งแต่ ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานปีก "พ่อมด" ที่ลงสนามครบ 50 เกมในนามทัพ "เร้ด เดวิลส์" เมื่อปี 1992

    นอกจากนี้ กรีนวู้ด ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งคนแรก  ที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีก ครบ 10 ลูกในฤดูกาลนี้ นับตั้งแต่ที่ โรเมลู ลูกากู เคยทำได้ในฤดูกาล 2012/2013 (14 ประตู) และยังเป็นผู้เล่นชาวอังกฤษที่ทำได้นับตั้งแต่ที่ เวย์น รูนี่ย์ เคยทำในซีซั่น 2004/2005 (11 ประตู)

    ทั้งนี้ยังไม่มีนักเตะดาวรุ่ง (อายุไม่ถึง 20 ปี)  ของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิงประตูได้ 17 ประตูจากทุกรายการในฤดูกาลเดียว โดยก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ จอร์จ เบสต์ ฤดูกาล 1965/1966, ไบรอัน คิดด์ ฤดูกาล 1967/1968 และ รูนี่ย์ ในฤดูกาล 2004/2005 เท่านั้นที่ทำได้เท่ากัน
   
2. บรูโน่ ก็มนุษย์ไม่ได้แกร่งตลอดเวลา

    บรูโน่ แฟร์นันด์ส ทำผลงานได้อย่างสุดยอดนับตั้งแต่ที่ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอล มาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา และกลายเป็นผู้เล่นสำคัญที่ช่วยพลิกฟอร์มของ "ผีแดง" จากที่ย่ำแย่ไม่มีลุ้นอะไรเลย แต่ตอนนี้มีลุ้นท็อปโฟร์ และยูฟ่า ยูโรปา ลีก
 
    อย่างไรก็ตามในเกมรับมือ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ต้องบอกว่า แฟร์นันด์ส งัดฟอร์มเก่งออกมาไม่ได้เลย ที่สำคัญเจ้าตัวยังทำหมูหกอย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด เปิดบอลงามหยดย้อยให้กับเขาในกรอบเขตโทษ แต่ สตาร์ชาวโปรตุกีส ดันจับบอลทะลักออกหลังไปซะงั้น

    หากเกมไหนที่ แฟร์นันด์ส เล่นไม่ออกแน่นอนว่าการเชื่อมเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ค่อนข้างจะไม่ไหลลื่น ขณะเดียวกับการประสานงานกับ ปอล ป็อกบา และ เนมานย่า มาติช ก็ไม่ค่อยลงตัวในแมตช์นี้ ยิ่งส่งผลให้เกมรุกของทีมค่อนข้างจะไม่มีความหลากหลาย

    ฉะนั้นนี่คือการบ้านข้อใหญ่สำหรับ โซลชา หากเกมไหนที่ แฟร์นันด์ส เล่นไม่ออก ทีมต้องมีแผนสำรอง ไม่งั้นอาจจะไม่ดวงดีในกรณีที่ต้องพบกับทีมใหญ่
   
3. โซลชา สร้างสถิติให้กับตัวเอง

    โซลชา ค่อยๆ ทำผลงานดีมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เหล่าสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต่างเชื่อมั่นแล้วว่านี่คือทายาทของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างแท้จริง หลังจากที่นำทัพ "ปีศาจแดง" โกยคะแนนเป็นว่าเล่นทำให้ทีมมีโอกาสซิวโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก

    แมตช์ที่นำ "ปีศาจแดง" เสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ทำให้ตอนนี้ ยอดทีมแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นในพรีเมียร์ลีก 13 แมตช์ติดต่อกัน ซึ่งกลายเป็นสถิติใหม่ของ นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ นับตั้งแต่ที่ได้เข้ามากุมบังเหียนสโมสรอันเป็นที่รัก

    ก่อนหน้านี้ โซลชา เคยนำ "เร้ด เดวิลส์" ไม่แพ้ในลีกจำนวน 12 เกม (ชนะ 8 เสมอ 4) ตอนที่คุมทัพครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2018 แต่จากนั้นผลงานก็ไม่ค่อยโสภาสถาพร ล้มลุกคลุกคลานอยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งทุกอย่างค่อยๆ ลงตัว และเล่นได้สุดยอดในปัจจุบัน

    ทั้งนี้มีเพียง โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือจอมแท็คติกเท่านั้นที่คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไร้พ่ายในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดียาวนานที่สุด 25 แมตช์ นับตั้งแต่ที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยทำเอาไว้ 24 เกม 

4. เด เคอา ยังมีอนาคตกับทีมแน่นอน

    สำหรับเกมนี้หลายคนจับตามองว่า ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน หลังจากที่ โซลชา ยังคงไว้วางใจให้เขาทำหน้าที่เฝ้าเสาต่อไป แม้จะโดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับฟอร์มที่ไม่ค่อยดีนักในช่วงที่ผ่านมา

    ก่อนเกมนี้มีกระแสเรียกร้องให้ "น้าลูกอม" ดร็อปนายด่านเลือดกระทิงดุ ซะที หลังทำพลาดหลายครั้ง โดยฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นในแมตช์ที่พวกเขาแพ้ เชลซี ร่วงตกรอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และให้โอกาส เซร์คิโอ โรเมโร่ ได้ลงทำหน้าที่บ้าง

    อย่างไรก็ตาม โซลชา ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของ เด เคอา และงานนี้โกลเครางามไม่ทำให้นายใหญ่หน้าทารกต้องผิดหวัง เพราะมีหลายจังหวะที่เขาโชว์ซูเปอร์เซฟในเกมนี้ เพราะหากไม่ได้ความเหนียวหนึบของ เด เคอา ยังไม่แน่ว่าเกมนี้ แมนฯ ยูฯ จะได้ 1 คะแนนหรือเปล่า

    ดังนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเห็น เด เคอา นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง เพราะฟอร์มของเขายังคงน่าเชื่อถือได้เสมอ แม้อาจจะมีฟอร์มหลุดบ้างในบางเกม อย่างไรก็ตามในแมตช์สุดท้ายเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ สาวก "ผีแดง" คงภาวนาให้เจ้าตัวยังรักษาฟอร์มหนึบเอาไว้เหมือนเดิม !!
 
5. โควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ในกำมือ

    หากย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี 2020 คงไม่มีใครจะคิดว่า แมนฯยูไนเต็ด จะมีโอกาสได้ลุ้นติดท็อปโฟร์ เพราะฟอร์มในเวลานั้นพวกเขาไม่มีราศีที่จะได้ตั๋วไปลุยถ้วยใบโตยุโรปเลย แต่ในเวลานี้ทัพ "ปีศาจแดง" ผงาดขึ้นมารั้งอันดับ 3 เรียบร้อยแล้ว

    สำหรับตอนนี้ สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ผงาดขึ้นมาอยู่ในพื้นที่ท็อปโฟร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยตอนนี้เหลือเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้นและพวกเขาต้องเยือน เลสเตอร์ ซึ่งในเวลานี้หล่นไปอยู่อันดับ 5 แล้ว เป็นแมตช์ที่สำคัญมากๆ

    ด้วยฟอร์มในเวลานี้ ผสมกับความมั่นใจ ต้องยอมรับว่า แมนฯ ยูฯ ค่อนข้างจะได้เปรียบในทุกๆ ด้าน ที่สำคัญพวกเขาเป็นฝ่ายกุมชะตาชีวิตในการไปกลับคืนสู่แชมเปี้ยนส์ ลีก หากไม่สะดุดขาตัวเอง นี่น่าจะเป็นซีซั่นที่ทำให้บรรดาแฟนผีแดง ยิ้มได้บ้าง

ผี, สิงห์, สุนัขจิ้งจอก ! สิ่งที่ 3 ทีมต้องทำในเกมสุดท้ายเพื่อยึดท็อปโฟร์

ความเข้มข้นของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังไม่จบแม้ว่า ลิเวอร์พูล จะผงาดคว้าแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว และมีการมอบโทรฟี่แชมป์อย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะการลุ้นอันดับท็อปโฟร์เพื่อโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังต้องวัดกันในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2019/2020

    สำหรับตอนนี้ 3 ทีมที่ลุ้นโควตาสำคัญได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยในแมตช์สุดท้ายมีความหมายอย่างมาก เพราะหากทีมใดทีมหนึ่งพลาดพลั้ง นั่นหมายความว่าโอกาสที่พวกเขาจะได้ลงไปโชว์เพลงแข้งในเกมถ้วยใบโตยุโรป ต้องรอไปอีก 1 ซีซั่นเลยทีเดียว

    ในเวลานี้ "หงส์แดง" กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จองโควตาไปแล้ว 2 ที่นั่น ฉะนั้นเหลืออีกแค่ 2 ที่นั่น แน่นอนว่าจะต้องมี 1 ทีมที่ต้องอกหัก ซึ่งจะต้องหล่นไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก แทน โดยในเกมนัดรองสุดท้ายต้องยอมรับว่าทั้ง 3 ทีมทำแต้มหลุดมือกันหมด   

    ทัพ "ปีศาจแดง" ทำได้เพียงแค่เสมอกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่ง 1 คะแนนในเกมนี้คุ้มค่าอย่างมากกับทีมของกุนซือเดวิด มอยส์ เพราะเป็นการันตีว่า "เดอะ แฮมเมอร์ส" อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ทำให้ต้องมาลุ้นเหนื่อยในเกมสุดท้าย

    ขณะที่ เชลซี ของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด บุกไปโดน "เดอะ เร้ดส์" สอยมันสกอร์ 3-5 พร้อมกับชมการฉลองแชมป์อย่างมีความสุขของทัพ "หงส์แดง" ที่สนามแอนฟิลด์ แต่ที่น่าเจ็บปวดก็คือการแพ้ในแมตช์นี้ทำให้ "สิงห์บลูส์" ต้องหล่นมาอยู่ในอันดับ 4

 

    สำหรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะเกมล่าสุดพวกเขาแพ้ต่อ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-3 ทำให้สถานการณ์ค่อนข้างเป็นรองทั้ง 2 สโมสร เพราะ "สุนัขจิ้งจอก" หลุดมาอยูที่ 5 และที่สำคัญเกมสุดท้ายพวกเขาต้องรับมือ แมนฯ ยูไนเต็ด ซะด้วย

    ฉะนั้นในเวลานี้สิ่งที่ทั้ง 3 สโมสรจำเป็นต้องทำในเกมสุดท้าย เพื่อที่จะคว้าอันดับไปเล่นฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปคืออะไร ? ต้องมาพิจารณาดูกัน……

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS เลสเตอร์ ซิตี้ (เยือน)

    สำหรับตอนนี้ต้องบอกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อนข้างถือไฟ่เหนือกว่าอีก 2 ทีมเพราะพวกเขาอยู่อันดับ 3 โดยมี 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" โดยในแมตช์สุดท้าย "ผีแดง" ต้องเดินทางไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้

    ในแมตช์นี้เป็นเกมที่จะพิสูจน์ฝีมือของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในการวางหมากเพื่อรับมือกับ "เดอะ ฟ็อกซ์" โดยในเวลานี้ "ปีศาจแดง" มีคะแนนเหนือทีมของกุนซือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส เพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น กระนั้นหากพวกเขาบุกไปแบ่งแต้มที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก็เพียงพอที่จะรั้งอันดับท็อปโฟร์เพื่อไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/2021

    อย่างไรก็ตามหากเกิดฟ้าถล่มดินทลาย เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย โดน เลสเตอร์ สอย งานนี้พวกเขาก็อาจจะยังมีลุ้นคว้าโควตาลุยเกม "บิ๊กเอียร์" แต่มีข้อแม้ว่าต้องลุ้นให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ชนะ เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะแต้มก็ยังคงเท่าเดิม แต่ "เร้ด เดวิลส์" ได้เปรียบเรื่องผลต่างประตูได้เสีย
 
เชลซี VS วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ (เหย้า)

 

    สถานการณ์ของทัพ "สิงโตน้ำเงินคราม" ดูเหมือนจะดี เพราะพวกเขารั้งอันดับ 4 มีแต้มเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ 1 คะแนน แต่หากมององค์ประกอบอื่นๆ ที่มีความสำคัญมากๆ นั่นก็คือประตูได้เสีย ทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด เป็นรองทั้งสองทีม เพราะพวกเขา +13 ขณะที่ "ผีแดง" กับ "เดอะ ฟ็อกซ์" +28 เท่ากัน

    หลังจากที่โดน "เดอะ เร้ดส์" ถลุงยับไม่นับญาติงานนี้ "แลมพ์ส" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระตุ้นลูกทีมในการเล่นเกมสุดท้ายของซีซั่นที่บ้านตัวเอง เพราะการรับมือ วูล์ฟส์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจาก "หมาป่า" ยังคั่วอันดับไปเล่นยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฉะนั้นพวกเขาต้องพยายามชนะเจ้าบ้านเพื่อยึดอันดับ 6 ให้มั่น

 

    ในกรณีที่ เชลซี ทำได้เพียงแค่เสมอ วูล์ฟส์ ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขายึดท็อปโฟร์ หาก เลสเตอร์ ไม่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่หากเกิดกรณีที่พวกเขาแพ้ผู้มาเยือน แต่ก็อาจจะได้ไปลุย แชมเปี้ยนส์ ลีก ในกรณีที่ "ปีศาจแดง" ชนะ "เดอะ ฟ็อกซ์"
   
เลสเตอร์ ซิตี้ VS แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)

 

    แมตช์นี้ "เดอะ ฟ็อกซ์" เปิดรังรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมสุดท้าย ซึ่งเป้าหมายเดียวที่พวกเขาคิดในเวลานี้ก็คือการต้องคว้าชัยชนะให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปสนใจเกมระหว่าง เชลซี พบ วูล์ฟส์ เพราะพวกเขาจะซิวโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที

    แน่นอนว่า 3 คะแนนจะเป็นการการันตีท็อปโฟร์ให้กับ "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ แต่หากในกรณีที่ทำได้เพียงแค่เสมอทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์โซลชา ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาได้โอกาสกลับไปลุยฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปเช่นเดียวกัน

 

    หาก เลสเตอร์ ได้ 1 คะแนนจาก แมนฯ ยูฯ และ เชลซี โดน วูล์ฟส์ บุกมาสอยถึง "เดอะ บริดจ์" นั่นจะทำให้ เลสเตอร์ ยึดอันดับ 4 ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่เหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เพราะทั้งสองทีมยิงประตูได้เท่ากันที่จำนวน 67 ลูก แต่ "เดอะ ฟ็อกซ์" เสียประตูน้อยกว่า ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาได้เปรียบตรงจุดนี้

    ฉะนั้นในเกมสุดท้ายของซีซั่น สาวก "เร้ด อาร์มี่", "สิงห์บลูส์" และ "เดอะ ฟ็อกซ์" ยังคงได้มีเรื่องให้ลุ้นหัวใจระส่ำ ส่วนผลจะออกมาเป็นยังไง เดี๋ยวก็ได้รู้กันในสุดสัปดาห์นี้

ชไนเดอร์ลินโทษตัวเองล้มเหลวกับแมนยู

มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน มิดฟิลด์สโมสรนีซ ยันตนทำผิดพลาดที่ไม่รู้จักอดทนช่วงที่เล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ระบุไม่เคยเสียใจที่ย้ายไปร่วมชุด "เร้ด เดวิลส์" เพราะได้รับประสบการณ์ที่แสนวิเศษมากมาย

    มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน กองกลางเลือดเฟร้นช์ของ นีซ สโมสรดังแห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส ไม่โทษใครนอกจากตัวเองกับความล้มเหลวตอนที่ย้ายไปเล่นให้กับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมระบุไม่เสียใจที่ย้ายไปที่นั่น เพราะได้รับประสบการณ์ที่ดีๆ มากมาย

    หลุยส์ ฟาน กัล ที่ในเวลานั้นยังนั่งกุมบังเหียน "เร้ด เดวิลส์" จัดการดึงตัว ดาวเตะดีกรีทีมชาติฝรั่งเศส มาจาก "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (ราว 950 ล้านบาท) เมื่อปี 2015 แต่ตลอดช่วง 2 ฤดูกาลในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้เลย จนสุดท้ายโดน โชเซ่ มูรินโญ่ ขายทิ้งไปให้กับ เอฟเวอร์ตัน

    แม้ว่าจะล้มเหลวในฐานะนักเตะ "ผีแดง" ก็ตาม แต่ ชไนเดอร์ลิน ยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องเสียใจที่ย้ายไปเล่นให้สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ที่สำคัญยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด "มันเป็นความภาคภูมิใจสำหรับผม (ที่ได้เล่นกับแมนฯ ยูฯ) มันเป็นเกียรติอย่างยิ่ง"

        "ผมอยากมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ที่นั่นนานๆ ซึ่งมันคงทำให้เส้นทางของผมแตกต่างไปจากนี้ แต่แน่นอนว่าผมต้องตำหนิตัวเอง ผมควรจะมีความอดทนมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามผมไม่เคยเสียใจอะไรทั้งนั้น มันเป็นประสบการณ์ที่แสนวิเศษสำหรับผม" ชไนเดอร์ลิน ระบุ

แมนยูกู้หน้า-ลุ้นขึ้นที่3! “มาร์กซิยาล-แรชฟอร์ด” ผนึกหลอนรับเวสต์แฮม

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมจัดทัพที่ดีที่สุดหวังทวงชัยชนะกลับคืนมาอีกครั้งโดยมี มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ประสานคมแดนหน้าล่าตาข่าย เกมเปิดบ้านรับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันพุธที่ 22 ก.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 00.00 น.)

ปรีวิว ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2563
แมนฯ ยูไนเต็ด (5)   –   เวสต์แฮม (16)
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 00.00 น.)

 

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พาทีม ”ปีศาจแดง” แพ้ เชลซี 1-3 ในเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศเมื่อวันอาทิตย์เกมนี้ในลีกต้องการชนะ เวสต์แฮม ให้มากที่สุด เพื่อจะครองความได้เปรียบที่เพิ่มขึ้นในการเจอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ นัดสุดท้าย
   
    สภาพทีมของ แมนฯ ยูฯ ไม่ต่างอะไรจากเดิม ลุค ชอว์ กับ อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ยังเจ็บไม่น่าจะมีชื่อในเกมนี้

    เอริก ไบยี่ ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะในวันแพ้ เชลซี ก็ไม่น่าจะลงสนามได้เช่นกัน

    ส่วน ปอล ป็อกบา, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ เมสัน กรีนวู้ด ที่เป็นตัวสำรองในวันดังกล่าวก็จะกลับมาเป็นตัวจริงทั้งหมดในนัดนี้

    ในรายของ ดาบิด เด เคอา ที่เกิดความผิดพลาดต่อเนื่องต้องลุ้นว่า โซลชา จะยังไว้ใจให้เฝ้าเสาประตูหรือเปลี่ยนไปเป็น เซร์คิโอ โรเมโร่ กันดี

    เดวิด มอยส์ พาทีม ขุนค้อน ชนะ 2 เกมรวดเหนือ นอริช 4-0 (เยือน) และ วัตฟอร์ด 3-1 (เหย้า) ทำให้ในทางปฏิบัติโอกาสตกชั้นแทบไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคืนวันอังคาร แอสตัน วิลล่า ไม่ชนะ อาร์เซน่อล ทาง เดอะ แฮมเมอร์ส จะรอดตกชั้น 100 เปอร์เซ็นต์ด้วย

    ทีมเยือนจะต้องเช็กความฟิตของ ไรอัน เฟรเดอริกส์ แบ็กขวาที่ถูกใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง ถ้าลงเล่นไม่ได้ เบน จอห์นสัน จะได้ทำหน้าที่แทนต่อไป

    เวสต์แฮม จะนำมาโดย มิคาอิล อันโตนิโอ ที่ 2 นัดล่าสุดซัดไป 5 ประตู และนับตั้งแต่รีสตาร์ตมาเขากดไป 7 ประตูแล้ว

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา (เซร์คิโอ โรเมโร่) – แอรอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกว์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    เวสต์แฮม (4-2-3-1-) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – เบน จอห์นสัน, อิสซ่า ดิย็อป, อันเจโล อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์ – เดแคลน ไรซ์, โทมัส ซูเช็ค – จาร์ร็อด โบเว่น, มาร์ค โนเบิล, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ
    ผู้จัดการทีม : เดวิด มอยส์

    ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
 22/09/19        พรีเมียร์ลีก        เวสต์แฮม ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-0
13/04/19        พรีเมียร์ลีก         แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ เวสต์แฮม  2-1
29/09/18        พรีเมียร์ลีก        เวสต์แฮม ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด  3-1
11/05/18        พรีเมียร์ลีก        เวสต์แฮม  เสมอ  แมนฯ ยูไนเต็ด 0-0
13/08/17        พรีเมียร์ลีก         แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ เวสต์แฮม  4-0

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
แมนฯ ยูไนเต็ด
19/07/20  แพ้ เชลซี  1-3  (สนามกลาง)     เอฟเอ คัพ
16/07/20  ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 (เยือน)     พรีเมียร์ลีก
13/07/20  เสมอเซาธ์แฮมป์ตัน 2-2  (เหย้า)      พรีเมียร์ลีก
09/07/20   ชนะ แอสตัน วิลล่า 3-0 (เยือน)     พรีเมียร์ลีก
04/07/20  ชนะ บอร์นมัธ  5-2 (เหย้า)      พรีเมียร์ลีก

เวสต์แฮม   
17/07/20  ชนะ วัตฟอร์ด 3-1 (เหย้า)     พรีเมียร์ลีก
11/07/20  ชนะ นอริช 4-0 (เยือน)         พรีเมียร์ลีก
08/07/20  แพ้ เบิร์นลี่ย์ 0-1 (เหย้า)         พรีเมียร์ลีก
05/07/20   เสมอ นิวคาสเซิ่ล 2-2 (เยือน)     พรีเมียร์ลีก
02/07/20 ชนะ เชลซี 3-2 (เหย้า)         พรีเมียร์ลีก