เซ้นต์ ศุภพงษ์ แจงดราม่า เหตุไม่ได้เล่น บังเอิญรัก 2

เซ้นต์ ศุภพงษ์ แจงดราม่า เหตุไม่ได้เล่น บังเอิญรัก 2

หายหน้าหายตาไปนาน จนแฟนๆ หลายคนบ่นคิดถึง สำหรับหนุ่มหน้าหวาน เซ้นต์ ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา พระเอกสายวายชื่อดัง ล่าสุดวันที่ 24 ส.ค. เจอดาราหนุ่มในงานบวงสรวงภาพยนตร์เรื่อง "วอน(เธอ)" ที่ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน เลยอัพเดตชีวิตและผลงาน

รวมถึงผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้แพลนแฟนมีตติ้งต่างประเทศต้องเลื่อนออกไปทั้งหมด พร้อมแจงเหตุที่ตนเองไม่ได้กลับมาเล่นซีรีส์ บังเอิญรัก 2 ร่วมกับเพื่อนนักแสดงชุดเก่า จนกลายเป็นดราม่าเบาๆ

ก่อนหน้านี้หายหน้าหายตาไปเลย?
"ถ่ายละครครับ ใกล้ปิดกล้องแล้วเรื่อง Let’s Fight Ghost ทุ่มเทมากเพราะว่าเป็นละครบู๊ ต้องซ้อมคิวบู๊หรือว่าเรียนมวยต่างๆ เรียกว่าทุ่มเทให้กับเรื่องนี้เต็มที่ ด้วยความที่ช่วงนั้นปิดกล้องเรื่อง Why R U The Series พอดี ซึ่งสิ้นเดือนนี้ก็จะกล้องแล้ว แล้วเดี๋ยวก็จะมาเต็มที่กับหนังเรื่อง วอน(เธอ)"

รับทีละเรื่องเหรอ?
"ตอนนี้เรื่อยๆ ครับ แล้วแต่ว่าจะมีทางภาพยนตร์หรือว่าละครติดต่อมา ถ้าสามารถรับได้หลายเรื่องก็อยากรับเหมือนกัน"

เล่นคิวบู๊เป็นยังไงบ้าง?
"สนุกมากครับ แรกๆ บอกเลยว่าล้มลุกคลุกคลานมาก ด้วยความใหม่ด้วยก็มีต้องไปเรียนทั้งบู๊ทั้งมวย เพราะตัวละครที่รับเป็นมวยไทย ต้องผนวกทั้งบู๊และมวยไทย เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนเลย แรกๆ อาจจะยังไม่เก่งมากรู้สึกว่ายังต้องฝึกฝน แต่พอได้ฝึกฝนอยู่กับมันมาประมาณปีนึงก็ชอบ มีละครบู๊มาก็ติดต่อได้นะครับ ชอบมากเลย"

มีผิดคิวบ้างไหม?
"มีครับ อย่างตอนนี้ถ้าเห็นก็จะมีรอยแดงๆ เพราะว่าใส่ซับบางทีต่อสู้แล้วแบบกระแทกจนเป็นรอย แรงสุดที่โดนคือเขียวเป็นแถบเพราะว่าเราต้องแอ๊กชั่นเตะแล้วลอยจริงเลย ส่วนใหญ่จะเล่นฉากบู๊เองทั้งหมด มีแค่คิวที่ต้องเข้าไปใกล้ๆ เป็นมีดแหลมก็จะมีพี่สตั๊นต์ช่วยเล่นให้ เรียกว่ามีรอยช้ำกลับบ้านทุกวันที่มีคิวบู๊"

รอยช้ำตามตัวกระทบต่อการทำงานไหม?
"ตอนนี้เรามีนวัตกรรมคือรองพื้นและคอนซีลเลอร์ครับ คือต้องใช้ตัวช่วย บางทีมันเป็นรอยแล้วเราต้องทำงานก็อาจจะต้องปกปิดหน่อย จริงๆ ที่ตั้งใจปิดเพราะเป็นห่วงแฟนคลับว่าเดี๋ยวเขาเห็นแล้วจะเป็นห่วงกัน"

เจ็บเนื้อเจ็บตัวขนาดนี้ก็ยังชอบเล่นบู๊เหรอ?
"ชอบครับ เหมือนเด็กผู้ชายเนอะเราก็ชอบเล่นอะไรที่มันใช้แรงมากๆ พิเรนทร์ๆ อยู่แล้ว พอมาเจอคิวบู๊ก็ถูกใจเลยครับ นี่ยังคุยอยู่เลยว่าเดี๋ยวถ้าจบเรื่องนี้ก็อยากจะไปเรียนมวยจริงจัง หรือว่าเรียนยิงปืน"

แอบคาดหวังบ้างไหมเพราะก่อนหน้านี้บทเราค่อนข้างใสๆ?
"คาดหวังครับ คาดหวังให้ออกมาดีที่สุด ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็จะดีใจมาก"

ถามถึงประเด็นที่หลายคนจับตาว่าเราไม่ได้อยู่ในซีรีส์ บังเอิญรัก 2 แล้ว?
"อย่างที่บอกไปตั้งแต่ครั้งก่อนๆ ว่าด้วยเรื่องเวลา คิวงานเอง หรือว่าในหลายๆ เรื่อง เพราะการที่จะรับซีรีส์หรือละครเรื่องหนึ่งมันต้องมีความพร้อมด้วยทั้งเวลาถ่ายทำ อย่างที่เห็นว่า บังเอิญรัก กำลังถ่ายทำกันอยู่และใกล้จะจบแล้ว ส่วนผมก็ถ่าย Let’s Fight Ghost ซึ่งเต็มที่กับเรื่องคิวบู๊ในการถ่ายทำเรื่องนี้อย่างมาก เลยมีหลายเรื่องไม่ลงตัวทำให้ไม่ได้เล่น"

เสียดายไหม?
"ผมเชื่อว่าเมื่อเราเลือกอะไรแล้วเราจะไม่เสียดายในสิ่งที่เราตัดสินใจ แต่ถามว่าเรารักในตัวละครรักซีรีส์มั้ย แน่นอนครับ เราเกิดและโตมากับเขา ยิ่งตัวละครที่ได้รับเลือกผมจะรักมากเพราะเปรียบเสมือนเราสร้างงานศิลปะ สิ่งที่เราทำเราทำด้วยความรักอยู่แล้ว"

แฟนคลับค่อนข้างเสียใจที่ไม่มีเรา?
"เซ้นต์ก็อยากให้ทุกคนเข้าใจ อย่างที่บอกว่ามันเป็นหลายๆ เรื่องด้วย"

แอบเห็นดราม่าไหม?
"แอบอ่านอยู่ครับ แต่ว่าอย่างที่บอกคือมองให้เป็นความเข้าใจแหละ เหมือนกับความสัมพันธ์เวลาเรามีแฟนเราก็อยากให้แฟนเข้าใจเราที่สุด ผมก็เชื่อว่าหลายๆ คนอยากให้ผมเข้าใจในมุมมองของเขา ซึ่งผมก็เข้าใจนะ สำหรับผมก็อยากอธิบายทุกคนฟังในมุมมองของผม"

ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากับทีมงานเก่าหรือว่าเพื่อนๆ นักแสดง?
"ไม่ได้มีปัญหากันครับ ยังเล่นยังคุยกับมีน(พีรวิชญ์)อยู่เลย อย่างที่เห็นกันว่ามีนก็เป็นนักแสดงนำของบังเอิญรักเหมือนกัน ฉะนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรกันกับทางเพื่อนๆ ครับ"

ถามถึงแพลนงานที่ต่างประเทศ อย่างก่อนหน้านี้ก็จะมีแฟนมีตติ้งที่ต่างประเทศตลอด หลังจากเกิดโควิด-19 มันกระทบกับงานเราเยอะไหม?
"พอสมควรครับ จริงๆ ช่วงหลังจากที่จบซีรีส์ Why R U The Series วางไว้ว่าก็จะมีแฟนมีตของ Why R U The Series และแฟนมีตเดี่ยวของผมประมาณ 7-8 ประเทศ ตอนนี้ก็เหมือนกับว่าต้องพักไว้ก่อน แต่ว่ายังไม่ได้ยกเลิกนะครับ แค่พักคิวไว้ก่อนเฉยๆ รอว่าถ้าได้คิวแล้วบินไปได้จริงๆ สถานการณ์ดีขึ้นก็ค่อยไป"

เกิดความเสียหายกับตัวเรามากน้อยแค่ไหน?
"สำหรับผมการไปแฟนมีตคือความรักที่เราอยากจะไปมอบให้กับแฟนคลับ แล้วเราก็ไปรับพลังความรักจากแฟนคลับด้วย ผมเลยมองว่ามันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่า ในเรื่องของเงินทองสำหรับผมมันเป็นของที่ไม่ได้ซีเรียส แต่เป็นความรักมากกว่าเพราะหลายคนคาดหวังที่อยากจะเจอเรา แต่ว่าเขาไม่ได้เจอ"

ซัพพอร์ตยังไงกับการที่เขาผิดหวัง?
"หลายคนจะเห็นว่าสมัยก่อนผมไม่ค่อยเล่นโซเชี่ยลขนาดนั้น หลังๆ ผมก็จะเริ่มฝึกมากขึ้น เล่นโซเชี่ยลมากขึ้น มีไลฟ์มากขึ้น อย่างน้อยที่ว่าเราไม่ได้เจอกัน ไปต่างประเทศ หรือว่าอีเวนต์ ก็ยังได้เจอกันผ่านโซเชี่ยลส่งความรู้สึกส่งความรักถึงกันและกันได้"

กังวลไหมว่าพอไม่ได้ไปเจอเขาบ่อยๆ หรือว่าห่างหายไป แล้วฐานแฟนคลับจะลดลง?
"ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับความรักแหละครับ ถ้าเราเติมเต็มซึ่งกันและกันความรักที่มันหอมหวานมันก็จะหอมหวานอย่างนั้น ผมว่าความหอมหวานของมันมีเสน่ห์ยิ่งกว่าถึงแม้ว่าเราไม่อยู่ใกล้กันหรือเจอกัน แม้ไม่ได้เจอกันมันก็เป็นบททดสอบนะว่าเรายังคิดถึงเขา และเขาก็ยังคิดถึงเรา"

เปรียบแฟนคลับเหมือนแฟนเลยเนอะ?
"ผมมองว่าแฟนหรือคนในครอบครัว คือคนที่เราต้องการจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา เช่นเดียวกันผมอยู่กับแฟนคลับเป้าหมายของผมอย่างหนึ่ง คือผมก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับแฟนคลับเหมือนกันครับ"

ยิ่งกว่าละคร มาวิน เด็ดดอกฟ้า ตู่ ฝ่าฟันความจนพิสูจน์รักแท้ 8ปีถึงได้เข้าบ้าน

17 ส.ค. 2563-07:59 น.

ชีวิตรักจากเจ้านาย-ลูกน้อง – ไม่เคยมีดารามาจีบแฟนมีแต่นอกวงการ ตู่ ปิยวดี ทายาทตระกูลดัง มาลีนนท์ บิ๊กช่อง3 ควงคู่ มาวิน ทวีผล นักแสดงหนุ่ม มาเผยความรักยิ่งกว่าละคร ในรายการ แฉ เจอครั้งแรก เดินสวนกัน ฝ่ายชายบอกจำได้แม่น แต่ฝ่ายหญิงบอก จำไม่ได้

โดยหลัง มาวิน มาจีบ ก็มีดาราเข้ามาอีก ฮอตมากเลย มาวิน เผยจุดเริ่มต้น จากการขอแลกพินบีบี เพราะเขาบอกว่าเดี๋ยวจะติดต่อเรื่องแคสต์งานไป ทั้งมีการขอถ่ายรูปคู่ด้วย หนุ่มมาวิน เลยขอให้ส่งรูปคู่มาให้ด้วย จากนั้นก็มีแชทคุยกัน ก่อนจะมีดารามาจีบ ตู่ ปิยวดี อีก แถมเป็นเพื่อนมาวินด้วย ทำมาวินยังงงเลย

ดาราหลายคนเข้ามาจีบ ตู่ เผยว่า ก็คุยเหมือนเป็นเพื่อนพี่น้องในวงการ เพราะเราก็ไม่ได้มีแฟน แต่ที่งงคือเป็นเพื่อนมาวินเป็นดาราในช่องด้วย

จากผู้ชายที่มีความเฟี้ยวฟ้าว ฮอต นายแบบฮอตก่อนมาเป็นดารา ลูกเศรษฐีหลายๆตระกูลมาชอบเยอะ มดดำ คชาภา พิธีกร แฉย้ำหนัก จน มาวินถึงกับต้องลูบเข่า โดย มดดำ ถามต่อว่าทำไมถึงมายอมแพ้ผู้หญิงคนนี้

มาวิน ยอมรับ “พอรู้จักตัวจริงฝ่ายหญิงน่ารักมาก เขาเติมเต็มเราได้ เราเข้าหาคนอื่นเหมือนเราต้องไป push เขา แต่ คุณตู่ push เราเยอะมาก คอยให้กำลังใจเราเยอะมาก ซึ่งเราไม่เคยได้จากใคร”
กว่าจะฝ่าด่านครอบครัวฝ่ายหญิง คบ8ปีถึงจะได้เข้าบ้าน ไปงานตรุษจีนที่บ้านเขา เกร็งหมด พูดยังมือเย็นอยู่เลย

ว่าที่เจ้าสาว ตู่ ปิยวดี เผยว่า ที่บ้านบอกให้พาเขามา เห็นคบนานแล้ว เขาก็ใช้ความตลก แม่ชอบมาก บนโต๊ะอาหารก็ไม่เงียบ เขาคุยได้ทุกเรื่องกับคนทุกวัย มาวิน เผยเราก็ใช้ความจริงใจ ถามมาวินว่ามีความมั่นใจอะไรถึงคิดจะจีบ ตู่ เป็นแฟน มาวิน เผยว่า เขาก็คุยกับเราดี เราโชคดี เขาลุย เขาแมนมาก เขาเป็นเจ้านายในกองถ่ายอยากเรียนรู้ชีวิตคน เขาลดตัวเองลงมาต่ำสุด กองฯ กินอะไรเขาก็กินตาม สอนเขากินปลาร้า กินทุกอย่าง เขาก็สนุกตาม

ตู่ เผยว่า ช่วงแรกเขายังไม่มีเงิน ถึงขั้นคิดให้เขาเลยว่า แต่ละมื้อต้องกินเท่าไหร่
จากชีวิตคุณหนูมาก ปรับตัวอย่างไร ตู่ เผยว่า ช่วง 2 ปีแรก เราไม่ได้ไปกินข้าวกับเพื่อนเลย เพื่อนกินมื้อหนึ่ง 2-4 พัน เราบอกไม่ได้หรอก

เราไม่เคยออกเงินให้เขาเลย แฟนไม่มีเงิน เราก็กินของถูกๆก็ได้ ก็อร่อย มีความสุขดี หลัง 3 ปี แทบไม่มีทะเลาะกันแล้ว ทะเลาะกัน แล้วเราไม่คิดจะเลิกกัน จะทะเลาะทำไม เขามาเปลี่ยนชีวิตเรามาก เปลี่ยนความคิด ให้เราเข้าได้กับคนทุกแบบ ทำงานง่าย

 

“ลูกบาส กนกพร” จากพยาบาล สู่เส้นทางสายนางแบบ

‘ลูกบาส-กนกพร คำวันสา’ เรียนจบคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทนที่เธอจะเลือกอาชีพพยาบาล ซึ่งครอบครัวอยากให้เป็นและเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่หลังสวมชุดพยาบาลอยู่ราวสองปี เธอตัดสินใจเดินขึ้นเวทีประกวดนางแบบ การคว้าตำแหน่งจากการประกวดครั้งนั้น ทำให้เธอยิ่งมั่นใจในเส้นทางสายนางแบบที่เธอเลือก และเต็มที่กับงานถ่ายแบบ …นี่เป็นหนึ่งในการตัดสินใจเลือก ที่สร้างความแปลกใจให้กับทีมงาน mars ระหว่างพักการถ่ายแฟชั่นเพื่อพูดคุยกับเธอ ยังมีอีกหลายเรื่องที่รอสร้างความแปลกใจ ทั้งเรื่องความรัก จากหญิงรักชาย สู่หญิงรักหญิง ลองไปพูดคุยกับเธอพร้อมๆ กัน

เรียนจบพยาบาล แต่ทำไมถึงเลือกเดินสู่เส้นทางสายนางแบบ

จบปีสองปีแรกลูกบาสก็เป็นพยาบาลอยู่นะคะ หลังจากนั้นรู้สึกว่าชีวิตมันต้องมีอะไรมากกว่านี้ เลยลองไปประกวดเป็นนางแบบดู ปรากฏว่าได้ตำแหน่งมา ก็เลยลองมาเป็นนางแบบดู ปีกว่าๆ เริ่มเบื่ออีกแล้ว จากนั้นผันตัวเองมาเป็นเซลขายยา และรับงานถ่ายแบบบ้างบางครั้ง

ตอนเรียนพยาบาลได้รับทุนเรียนฟรีด้วยใช่ไหม

หนูเป็นนักเรียนเรียนดี ได้ที่สองของโรงเรียน เลยได้รับทุนเรียนฟรีค่ะ เป็นทุนของธนาคารแห่งหนึ่งให้เรียนจนจบ แต่จบมาแล้วไม่ต้องใช้ทุนคืน ไม่ต้องมีหนี้มีสินค่ะ

อาชีพพยาบาลกับนางแบบ ดูเหมือนภาพลักษณ์จะต่างกันอย่างมาก

ด้วยภาพลักษณ์ที่ต่างกัน อาชีพพยาบาลจะต้องดูเรียบร้อย อยู่ในกฎในเกณฑ์ ผิดกับอาชีพนางแบบที่ต้องมีอะไรวับๆ แวมๆ ก็เลยมีผลกระทบบ้าง

 

ตอนเป็นพยาบาลมีหนุ่มๆ มาจีบเยอะไหม มีเคสอะไรแปลกๆ ที่อยากเล่าให้ฟังบ้าง

มีค่ะ อย่างมีคนไข้จีบ หายป่วยเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์แล้วไม่ยอมกลับบ้าน ยังมาขอถ่ายเซลฟี่ด้วย เราต้องบอกคนไข้กลับบ้านได้แล้วค่ะ ให้คนอื่นเขาเข้ามาบ้าง (หัวเราะ)

นาทีที่ตัดสินใจเลิกเป็นพยาบาล ครอบครัวว่ายังไง

ครอบครัวอยากให้เป็นพยาบาล เพราะอาชีพนี้ค่อนข้างมั่นคง แต่เรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เชื่อในความคิดของตัวเองว่าเราจะเลือกเส้นทางนี้นะ เราอยากเป็นนางแบบนี่แหละ เราก็ต้องไปให้เต็มที่ และอีกอย่างวิชาชีพพยาบาลมันติดตัวเราไปตลอดชีวิต เรามีใบประกอบวิชาชีพอยู่แล้ว จะกลับมาทำตอนไหนก็ได้ ฉะนั้นพอเลือกจะมาเป็นนางแบบก็เลยต้องเต็มที่กับตรงนี้ก่อนค่ะ

 

ความต่างระหว่างการเป็นพยาบาลกับการเป็นเซลขายยา

อาชีพพยาบาลต้องมีตารางเวลาและหน้าที่รับผิดชอบแบบค่อนข้างตายตัวเป๊ะๆ แต่ด้วยความที่เราอยากมีเวลาเป็นของตัวเอง อยากไปทำนู่นนี่บ้าง ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นตัวแทนจำหน่ายยา ซึ่งสามารถกำหนดเวลาให้ตัวเองในการที่จะทำอะไรต่างๆ ที่อยากทำได้ ขอให้เราทำงานของเราเสร็จตรงตามที่บริษัทตั้งไว้ แล้วเราก็ไปทำอย่างอื่นได้

ชอบและคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จกับการเป็นเซลขายยาขนาดไหน

รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จและชอบอาชีพนี้มากๆ เพราะเราสามารถแบ่งเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวได้ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ขอเพียงเราทำงานของเราให้เสร็จเท่านั้น

 

คุยเรื่องความรักบ้าง ได้ข่าวว่าเป็นหญิงรักหญิง ก่อนหน้าเคยรักชายมาก่อนหรือเปล่า

บาสเคยคบกับผู้ชายมาก่อน แต่รู้สึกว่าผู้ชายยังดีไม่พอ ยังไม่ใช่สำหรับเรา ก็เลยลองมาคบหญิงดูบ้าง ซึ่งผู้หญิงเขามีความเข้าใจเรามากกว่า ใส่ใจเรามากกว่า เช่นเวลาที่มีปัญหาเขาจะรู้ว่าจุดนี้จะแก้ไขยังไง รู้ว่าเราต้องการอะไร เราจะมีความสุขกับเขามากกว่าค่ะ

ทางครอบครัวว่ายังไง

มีถามบ้างว่าทำไมถึงคบผู้หญิง ก็บอกเหตุผลไปว่าคบแล้วมีความสุขมากกว่าคบผู้ชาย ทางครอบครัวก็เข้าใจ แต่ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง เพราะทางครอบครัวตั้งความหวังไว้เหมือนกันว่าในอนาคตจะมีครอบครัว มีลูกอย่างไร ซึ่งเราก็คุยกับแฟนเหมือนกัน แฟนมีน้องชาย อาจจะทำกิฟต์ไหม หรือจะรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยงดู หรือถ้าอยู่กันสองคนโดยไม่มีลูกไปจนบั้นปลายชีวิตได้ ก็ไม่ต้องมี อาจจะใช้เวลาไปท่องเที่ยวรอบโลกด้วยกัน