มอยส์เผยเคยกาหัวเบลเป้าหมายเบอร์1สมัยคุมแมนยู

เดวิด มอยส์ กุนซือ เวสต์แฮม ระบุ ตอนคุม แมนฯ ยูไนเต็ด ตนเคยอยากได้ แกเร็ธ เบล จนถึงขั้นกาหัวเขาเป็นเป้าหมายเบอร์ 1 พร้อมบอกว่าที่จริงตอนนั้น "ปีศาจแดง" ทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะปิดดีลกับ เบล ให้ได้ แต่ตัวนักเตะมีใจให้กับ เรอัล มาดริด ไปก่อนแล้ว

เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ยืนยันว่าตนเคยอยากได้ แกเร็ธ เบล ไปร่วมทัพในตอนที่คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จริงๆ แถมถึงขั้นกาหัวปีกชาวเวลส์เป็นเป้าหมายการเสริมทัพรายแรกด้วยซ้ำ

ในช่วงแรกๆ ที่ มอยส์ เข้าไปกุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2013 เขาตกเป็นข่าวกับนักเตะชื่อดังหลายราย อย่างเช่น เบล, เชส ฟาเบรกาส และ โทนี่ โครส เป็นต้น แต่สุดท้ายในตอนนั้นก็ได้เพียง มารูยาน เฟลไลนี่ มาร่วมทัพแค่คนเดียว โดยที่หลายคนตำหนิบอร์ดบริหารของ "ปีศาจแดง" ด้วยว่าไม่ทุ่มเทกับการล่าแข้งที่เป็นเป้าหมายของ มอยส์ มากเท่าที่ควร

มอยส์ ซึ่งอาจต้องเจอกับ เบล ในเกมลีกที่ เวสต์แฮม มีคิวดวลกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมนี้ เผยว่า "แกเร็ธ เบล อาจจะเป็นชื่อแรกที่ผมิคดถึงในตอนที่ผมเข้าไปรับงานกับที่นั่น ผมคิดว่า แกเร็ธ เบล เป็นนักเตะตามแบบฉบับของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาคือคนที่เหมาะสม ยูไนเต็ด เคยมีปีกเก่งๆ หลายราย ไล่ตั้งแต่ จอร์จ เบสต์ ไปจนถึง ไรอัน กิ๊กส์ ระหว่างยุคของ 2 คนนั้นพวกเขาก็มีปีกชั้นยอดอีกหลายคน"

"ผมอยากได้ แกเร็ธ เบล ไปเสริมทัพเป็นรายแรกในตอนที่คุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ตอนนั้นมันเหมือนกับว่าเขาก้าวขาไปทาง เรอัล มาดริด นิดๆ แล้ว ผมพยายามที่จะปาดหน้าพวกเขาให้ได้ ผมพยายามที่จะดึงเขามาร่วมทีมให้ได้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้เงินมากกว่าที่ เรอัล มาดริด ยื่นให้เขา พวกเขายอมให้เงินมากกว่าแล้ว เราทำทุกทางเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะพยายามเอาเขาไปร่วมทีมให้ได้ เราถึงขั้นเตรียมเฮลิคอปเตอร์เอาไว้ที่สนามซ้อมเพื่อที่จะไปรับเขากลับมาด้วยซ้ำ เราเคยคิดว่าเรามีโอกาสที่จะได้เขาไปร่วมทีม แต่แล้วเขาก็เลือก เรอัล มาดริด ซึ่งมันก็เป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม เพราะเขาได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 4 สมัยกับที่นั่น เขามีอาชีพการค้าแข้งที่ยอดเยี่ยมสุดๆ"

หลุดตัวจริง! โค้ชบาเยิร์นรับ’เดวิส’ฟอร์มตกลงจากซีซันก่อน

นายใหญ่ทีมเสือใต้ยอมรับดาวเตะชาวแคนาเดี้ยนฟอร์มตกลงจากซีซันก่อน หลังจากเสียตำแหน่งตัวจริงในฤดูกาลนี้

ฮันซิ ฟลิค กุนซือของ บาเยิร์น มิวนิค เผย อัลฟอนโซ เดวิส ฟอร์มตกลงไป ก่อนเกม ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กับ แอตเลติโก้ มาดริด ในวันพุธ

ดาวเตะตัวจี๊ดวัย 19 คือหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยทีมเสือใต้คว้าเทรเบิลแชมป์ในซีซันที่ผ่านมา แต่ล่าสุดเขาถูก ลูกาส์ แอร์กน็องเดซ เบียดแย่งตำแหน่งแบ็คซ้ายตัวจริงไปแล้วในฤดูกาลนี้

"ฟอร์มของอัลฟอนโซดร็อปลง แต่เรายังสนับสนุนเขาเต็มที่ เราได้รับประโยชน์จากความเร็วและพละกำลังของเขา มันสำคัญที่เขากลับมาสู่เส้นทางอีกครั้ง" ฟลิค กล่าว

"มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นนักเตะดาวรุ่งผ่านช่วงเวลาแบบนี้ หลังจากมีฤดูกาลที่เหลือเชื่อ เราจะให้กำลังใจและช่วยเขา"

ทั้งนี้ เดวิสมีชื่อเป็น 1 ใน 20 ผู้เข้าชิงรางวัล’โกลเด้น บอย’ประจำปี 2020

งูใหญ่ระส่ำ! อินเตอร์ยันอเล็กซิสเจ็บกล้ามเนื้อจากเกมเจ๊ากลัดบัค

อินเตอร์ มิลาน ได้รับข่าวร้ายเพิ่มเติมเมื่อ อเล็กซิส ซานเชซ มีอาการบาดเจ็บจากเกมที่ "งูใหญ่" เปิดรังเสมอ โบรุสเซีย มึนเช่น กลัดบัค 2-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี แต่ไม่ได้มีการระบุว่าต้องพักนานเท่าไหร่

อินเตอร์ มิลาน ประกาศยืนยันว่า อเล็กซิส ซานเชซ กองหน้าทีมชาติชิลี มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาระหว่างเกมที่ "งูใหญ่" เปิดรังเสมอ โบรุสเซีย มึนเช่น กลัดบัค 2-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี เมื่อคืนวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา

เกมดังกล่าวดาวเตะวัย 31 ปี ถูกส่งลงเล่นเป็นตัวจริง แต่มีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว และโดนเปลี่ยนตัวออกไปในช่วงพักครึ่งแล้วเป็น เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ที่ถูกส่งลงเล่นแทน

กระทั่งล่าสุดมีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากสโมสรแล้วว่า อเล็กซิส มีอาการเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อ โดยระบุว่า "อเล็กซิส ต้องถูกเปลี่ยนตัวในช่วงพักครึ่งคืนนี้เนื่องจากเขามีปัญหาบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านขวา"

ทั้งนี้ อินเตอร์ กำลังประสบปัญหาขาดแคลนนักเตะตัวหลักหลายรายที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้ง อัชราฟ ฮาคิมี่, รัดย่า นาอิงโกลัน, อเลสซานโดร บาสโตนี่, มิลาน สคริเนียร์, แอชลี่ย์ ยัง, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ และ โลนุต ราดู

สำหรับ อเล็กซิส เพิ่งจะย้ายจาก แมนฯ ยูไนเต็ด มาอยู่กับ "งูใหญ่" ด้วยสัญญาถาวรเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจากทำผลงานได้น่าประทับใจระหว่างยืมตัวในซีซั่น 2019/20 และทำผลงานได้ดีพอตัวด้วยการทำไป 4 ประตู กับ 8 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 22 นัด

ก็ได้อยู่! “คล็อปป์” โอเคลิเวอร์พูลเล่นดีพอคว้าชัย

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ชี้ลูกทีมเล่นได้ดีพอกับการเป็นฝ่ายชนะ หลังบุกเชือด อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 พร้อมตำหนิสภาพสนามที่ทำทั้งสองทีมเล่นกันยาก
               เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เชื่อว่า ทีมตนสามารถทำผลงานได้ดีกว่านี้ แต่อย่างน้อยก็ยังดีพอกับการเป็นฝ่ายชนะ หลัง "หงส์แดง" บุกเชือด อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี นัดแรก เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา

               เป็นเกมที่ทั้งสองทีมต่างเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน และสุดท้ายเป็น ลิเวอร์พูล ที่เก็บ 3 แต้มกลับบ้าน จากประตูชัยในนาทีที่ 35 ซึ่งมาจากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นแนวรับเจ้าถิ่นอย่าง นิโกลัส ตายาฟิโก้

             "ถือเป็นฟอร์มที่ดีพอในการคว้าชัยชนะ นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องการ แน่นอน ผมคิดว่า ทั้งสองทีมสามารถเล่นได้ดีกว่านี้ แต่สภาพพื้นสนามมันก็ดูแปลกๆ นะ ทั้งลึกและเต็มไปด้วยโคลน มันทำให้นักเตะเหนื่อยกันเร็ว" คล็อปป์ เปิดใจหลังเกม

คล็อปป์เป่าปาก! อาแจ็กซ์ยิงตัวเอง-ลิเวอร์พูลบุกเฉือนหวิว เปิดหัวชปล.

"หงส์แดง" ฟอร์มเหนียวแน่นทั้งที่มีปัญหาแนวรับ แต่ยังบุกไปคว้าชัยเหนือ อาแจ็กซ์ หวุดหวิด 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ นิโกลัส ตายาฟิโก้ ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ประเดิมสามแต้มแรก ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม :  โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า

    เอริค เทน ฮาก เกมนี้ไม่มีปัญหาเท่าไหร่จัดตัวเก่งทั้ง ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส และดูซาน ทาดิช ส่วนทางฝั่ง "หงส์แดง" มาในสภาพทีมไม่สมบูรณ์หลังแนวรับมีปัญหาลงไม่ได้ทั้ง เฟอร์กิล ฟานไดค์ และโฌแอล มาติป ทำให้ ฟาบินโญ่ ต้องยืนเซ็นเตอร์แบ็กคู่กับ โจ โกเมซ แทนส่วนแนวรุกยังเป็น 3 ประสานทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่

    ครึ่งแรกเริ่มมาได้แค่ 9 นาที เจ้าบ้าน อาแจ็กซ์ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง โมฮัมเหม็ด คูดาส เล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง ควินซี่ โพรเมส ลงมาเล่นแทน

    นาที 15 อาเดรียน นายด่านของ "หงส์แดง" เกือบทำพลาดหลังออกบอลด้วยเท้าหน้าประตูตัวเองไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่น แต่ดีที่บอลกระเด้งไปตรงกรอบ

    ก่อนเจ้าถิ่นจะได้เตะมุมในนาทีถัดมา บอลต่อเนื่องจาก ดูซาน ทาดิช เปิดยาวไปเสาไกลให้ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เซ็นเตอร์แบ็กเทกตัวขึ้นโขกแต่บอลยังไปตรงตัว อาเดรียน

    "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง นาที 19 เจมส์ มิลเนอร์ ซัดนอกกรอบแต่บอลก็ไม่ได้ลุ้น อีกนาทีถัดมา เคอร์ติส โจนส์ ยิงด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลก็เบาไปเข้ามือ โอนาน่า อีก

    นาที 32 อาแจ็กซ์ พลาดโอกาสลุ้นขึ้นนำ หลัง ดาวิด เนเรส  เปิดบอลให้  ควินซี่ โพรเมส หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงติดเซฟของ อาเดรียน

    นาที 35 ประตูแรกของเกมเป็นทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่บุกมานำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ มิลเนอร์ ทุ่มบอลเข้ามาให้ ซาดิโอ มาเน่ พลิกบอลหลบเข้าปในกรอบก่อนหวดด้วยขวา บอลพุ่งไปโดนขา นิโกลัส ตายาฟิโก้ กลายเป็นเปลี่ยนทางเสียบเสาสองเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 40 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน สปีดพาบอลจากแดนตัวเองขึ้นมาถึงหน้ากรอบก่อนไหลออกขวาให้ ซาลาห์ เลี้ยงตัดเข้าซ้ายข้างถนัดแต่จังหวะสุดท้ายดันยิงไปติดบล็อคอย่างน่าเสียดาย

    นาที 44 "หงส์แดง" เกือบพลาดเสียประตู หลัง ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน กำลังจะเข้าประตูไปแล้ว แต่ ฟาบินโญ่ ยังวิ่งตามไปสกัดบอลบนเส้นอย่างหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา โรเบิร์ตสัน กระชากบอลก่อนเปิดไปให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โขกแต่บอลยังไปติดเซฟของ อ็องเดร โอนาน่า

    จบครึ่งแรก อาแจ็กซ์ ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1

    ครึ่งหลังกลับมาบู๊กันแค่ นาที 46 เจ้าบ้านเกือบได้ลูกตีเสมอหลัง ดาวี่ คลาสเซ่น ซัดบอลนอกกรอบผ่านมือ อาเดรียน ไปแล้วแต่ยังไปแม่นเสาอย่างน่าเสียดาย

     เกมแลกกันสนุก นาที 57 ทัพหงส์ได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดมาเข้าหัว ฟาบินโญ่ โหม่งเน้นๆแต่บอลไปติดผู้เล่นเจ้าถิ่นออกหลังหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่วันนี้โดดเด่นสุดๆ ครอสบอลไปหน้ากรอบให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไป

    ทว่าหงส์บุกเพลินๆ เกือบโดน อาแจ็กซ์ ตีเสมอ นาที 58 บอลสวนกลับของ นูส์แซร์ มาซราอูย แบ็กขวาครอสมาให้ ควินซี่ โพรเมส ยิงเน้นๆแต่ยังไปติดเซฟของ อาเดรียน ปัดออกหลัง

    นาที 60 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนรวดเดียว 3 คน ถอดสามแนวรุกทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ออกแล้วส่ง เซอร์ดาน ชากิรี่, ทาคูมิ มินามิโนะ และดีโอโก้ โชต้า ลงไปเล่นแทน

    อีก 10 นาทีถัดมา ทาคูมิ มินามิโนะ เกือบใส่สกอร์ที่สองให้ลิเวอร์พูล หลังรับลูกจาก ชากิรี่ ก่อนตั้งป้อมตะบันไกลเต็มแรงบอลพุ่งจน อ็องเดร โอนาน่า ต้องปัดออกไป

    ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นไม่สามารถทวงประตูคืนได้ จบเกม อาแจ็กซ์ พ่ายคาบ้านให้ ลิเวอร์พูล 0-1

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

         อาแจ็กซ์ (4-3-3) : อ็องเดร โอนาน่า – นูส์แซร์ มาซราอูย, แปร์ ชูร์ส์,  ลิซานโดร มาร์ติเนซ, นิโกลัส ตายาฟิโก้ –  ไรอัน กราเวนเบิร์ค, ดาเล่ย์ บลินด์, ดาวี่ คลาสเซ่น – ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส (ควินซี่ โพรเมส น.9), ดูซาน ทาดิช

         ผู้จัดการทีม : เอริค เทน ฮาก

         ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – เคอร์ติส โจนส์, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
 
       ผู้จัดการทีม :  เจอร์เก้น คล็อปป์

         ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

เล่นดีขนาดนี้!โซลชาโวแมนยูสมควรโค่นเปแอสเช

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลั่น "ปีศาจแดง" คู่ควรกับชัยชนะ หลังบุกสอย ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ถึงบ้าน 2-1 พร้อมชูสองแข้งที่ฟอร์มแจ่มมากๆ ในเกมนี้
     โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่า ทีมตนเล่นได้ดีมากๆ และสมควรเป็นฝ่ายได้ชัยชนะแล้ว หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" บุกไปพิชิต ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอดทีมเมืองน้ำหอม 2-1 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช นัดแรก เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา

     แม้ก่อนเกมถูกมองเป็นรอง แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถทำประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส (ยิงพลาดครั้งแรก แต่ผู้ตัดสินให้ยิงรอบสอง เพราะ เกย์ลอร์ นาวาส นายทวาร เปแอสเช กระโดดออกมานอกเส้นก่อน)

     อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 55 เปแอสเช ตามตีเสมอได้จากการโหม่งเข้าประตูตัวเองของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ซึ่งเกมทำท่าจะจบลงด้วยการแบ่งคะแนนกันไป แต่นาทีที่ 87 "ปีศาจแดง" มาได้ประตูชัย 2-1 จากการยิงสุดเฉียบของ มาร์คัส แรชฟอร์ด

     "มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งก่อนที่เรามาคว้าชัยชนะที่นี่ (แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกสอง เมื่อซีซั่น 2018/19) เพราะเกมนี้คือเกมนัดแรกของรองแบ่งกลุ่ม แต่เราก็ยังสามารถเอาชนะทีมที่ยอดเยี่ยมมากๆ ได้"

     "ครั้งก่อนเป็นเกมรอบน็อกเอาต์ และมันเป็นชัยชนะที่สะใจมาก ส่วนครั้งนี้จืดๆ ไปหน่อย เพราะไม่มีแฟนบอล แต่มันก็ยังเป็นชัยชนะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเราก็คู่ควรแล้วกับชัยชนะครั้งนี้ เมื่อคุณออกมาเจอกับทีมที่มีนักเตะอย่าง เนย์มาร์ และ (คีลิยัน) เอ็มบัปเป้ คุณจำเป็นต้องเล่นเกมรับให้ดี และผู้รักษาประตูของคุณก็ต้องเซฟเยอะด้วย"

     "อักเซล ตวนเซเบ้ เป็นกองหลังที่เก่งมากๆ และนี่คือการลงเล่นครั้งแรกของเขาในรอบ 10 เดือน ซึ่งถือเป็นการทดสอบคุณภาพของเขาได้เป็นอย่างดี ส่วน บรูโน่ ยิงจุดโทษพลาดมาสองเกมติด (รวมถึงเกมลีกที่บุกต้อน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา) แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะรับหน้าที่เป็นคนยิงต่อ ซึ่งมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงสมาธิและแคแรคเตอร์ที่สุดยอดของเขา" โซลชา เปิดใจหลังเกม

แก่กว่าเช็กก็มี! 10 แข้งอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล2020-21

เชลซี เพิ่งจะทำเซอร์ไพรส์ใส่ชื่อของ ปีเตอร์ เช็ก ตำนานนายทวารชื่อดังเข้ามาอยู่ในขุนพลฟาดแข้งพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2020/21 อย่างไรก็ตาม เช็ก ไม่ใช่นักเตะที่มีอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ยังมีนักเตะที่มีอายุมากกว่าเขาด้วย เราไปหาคำตอบกัน
    เชลซี มีปัญหาอย่างจริงจังในตำแหน่งผู้รักษาประตูตลอดสองฤดูกาลที่ผ่านมา เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายทวารเจ้าของค่าตัวแพงที่สุดในโลก 71.6 ล้านปอนด์ ทำผลงานย่ำแย่และก่อความผิดพลาดหลายหนจนโดนวิจารณ์อย่างหนัก

    ด้าน วิลลี่ กาบาเยโร่ นายด่านวัยเก๋ารับบทบาทเป็นมือสองของทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มองเห็นว่าตำแหน่งนี้ยังเป็นจุดอ่อนจึงต้องมีการเสริมทัพ เอดูอาร์ เมนดี้ จากแรนส์เข้ามาในทีม และด้วยฟอร์มตอนนี้กุนซือ “สิงห์บลูส์” ยืนยันแล้วว่านายทวารชาวเซเนกัลเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมแล้ว

    อย่างไรก็ตาม เชลซี มองว่าวิกฤตโควิด-19ตอนนี้ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ในปัจจุบัน พวกเขาจึงใส่ชื่อของ ปีเตอร์ เช็ก ตำนานผู้รักษาประตูที่ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคให้กับ เชลซี เข้ามาอยู่ใน 25 ขุนพล "สิงโตน้ำเงินคราม" ด้วย

    เช็ก ลงเล่นให้กับ เชลซี ทั้งหมด 494 นัดในช่วงระหว่างปี 2004-2015  คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 4 สมัย, แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และแชมป์ยูโรปา ลีก

    หลังจากเดินออกจาสแตมฟอร์ด บริดจ์ เช็ก ก็ย้ายมาค้าแข้งที่ อาร์เซน่อล ระยะหนึ่งก่อนจะประกาศแขวนถุงมือเมื่อปีที่แล้ว แต่ในวัย 38 ปีเขากลับมามีชื่อลุยพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตามสิ่งน่าเหลือเชื่อคือ เช็ก มีอายุน้อยกว่าเพื่อนร่วมทีมอย่าง วิลลี่ กาบาเยโร่ เสียอีก โดยนายทวารอาร์เจนไตน์มีอายุ 39 ปี แก่กว่า เช็ก อยู่ 8 เดือน ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ นั่นหมายความว่า เชลซี มีสองผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อยู่ในทีม

    นอกจากนี้ ติอาโก้ ซิลวา ปราการหลังวัยเก๋าที่ย้ายมาอยู่กับ “สิงห์บลูส์” ฤดูกาลนี้ก็ติดโผนักเตะอายุมากที่สุดในวัย 36 ปี

    ขณะที่กองหลังมากประสบการณ์ ฟิล จากีลก้า (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด) และ เวส มอร์แกน (เลสเตอร์ ซิตี้) รั้งอันดับ 3 และ 4 ในวัย 38 ปีทั้งคู่

    แต่หากนับเฉพาะผู้เล่นเอ๊าฟิลด์ ฟิล จากีลก้า อดีตกองหลังเอฟเวอร์ตันถือเป็นนักเตะที่มีอายุมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ทว่าเขายังไม่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เลย แต่ลงเล่นใน คาราบาว คัพ ไป 1 นัด

    ด้าน บรานิสลาฟ อิวาโนวิช อดีตปราการหลังจอมแกร่ง เชลซี ที่คัมแบ็กสู่ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีในรอบ 3 ปี ด้วยการโยกซบ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน แบบไร้ค่าตัวก็มีชื่อติดโผในอันดับ 5 ด้วยวัย 36 ปี

    ส่วนอันดับที่ 7-10 เป็นนักเตะในวัย 35 ปีทั้งหมด ประกอบไปด้วย ปาโบล เอร์นานเดซ (ลีดส์ ยูไนเต็ด), ลูคัส ฟาเบียนสกี้ (เวสต์แฮม), แฟร์นานดินโญ่ (แมนฯ ซิตี้) และ ฟิล บาร์ดสลี่ย์ (เบิร์นลี่ย์)

สรุปนักเตะพรีเมียร์ลีกที่อายุมากที่สุดในฤดูกาล 2020/21

1.วิลลี่ กาบาเยโร่ (เชลซี) อายุ 39 ปี / เกิด 28 กันยายน 1981

2.ปีเตอร์ เช็ก (เชลซี) อายุ 38 ปี / เกิด 20 พฤษภาคม 1982

3.ฟิล จากีลก้า (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด) อายุ 38 ปี / เกิด 17 สิงหาคม 1982

4.เวส มอร์แกน (เลสเตอร์ ซิตี้) อายุ 36 ปี / เกิด 21 มกราคม 1984

5.บรานิสลาฟ อิวาโนวิช (เวสต์บรอมฯ) อายุ 36 ปี / เกิด 22 กุมภาพันธ์ 1984

6.ติอาโก้ ซิลวา (เชลซี) อายุ 36 ปี / เกิด 22 กันยายน 1984

7.ปาโบล เอร์นานเดซ (ลีดส์ ยูไนเต็ด) อายุ 35 ปี / เกิด 11 เมษายน 1985

8.ลูคัส ฟาเบียนสกี้ (เวสต์แฮม) อายุ 35 ปี / เกิด 18 เมษายน 1985

9.แฟร์นานดินโญ่ (แมนฯ ซิตี้) อายุ 35 ปี / เกิด 4 พฤษภาคม 1985

10.ฟิล บาร์ดสลี่ย์ (เบิร์นลี่ย์) อายุ 35 ปี / เกิด 28 มิถุนายน 1985

จอมพลังโรเบิร์ตสัน ! ผ่า 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เปิดหัวเบาๆ บุกเฉือน อาแจ็กซ์

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล คงเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาเซนเตอร์แบ็กหลัง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ต้องพักยาวจากอาการเจ็บเข่า เพราะตอนนี้ "หงส์แดง" มี ฟาบินโญ่ ที่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีไม่มีที่ติ ในเกมล่าสุดที่บุกชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา
    ฟาบินโญ่ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถทำผลงานในตำแหน่งกองกลางได้ดี และยังเล่นเป็นกองหลังได้อย่างสุขุม โดยในเกมเยือน อาแจ็กซ์ นั้น ดาวเตะชาวบราซิเลียน จับคู่กับ โจ โกเมซ ได้อย่างโดดเด่น และจัดการเกมรุกของเจ้าบ้านได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญยังมีชอตเด็ดเคลียร์บอลจากเส้นประตูช่วงท้ายครึ่งแรก ซึ่งถือเป็นชอตไฮไลท์ของเจ้าตัวเลยทีเดียว

    ในขณะเดียวกัน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ดูเหมือนจะกลายเป็นนักเตะที่ คล็อปป์ ฝากผีฝากไข้ได้ในการทำหน้าที่เติมเกมบุกให้กับทีม เพราะ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แทบจะไม่มีบทบาทในการวิ่งขึ้นไปกดดันแนวรับอาแจ็กซ์ ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดวิสกี้ ยังเล่นเกมรับได้ดี และสามารถวิ่งขึ้นลงได้แบบไม่มีหมดพลัง จนทำให้หลายคนสงสัยว่าเจ้าตัวมีเคล็ดลับอะไรที่ได้ฟิตเปรี๊ยะขนาดนี้

    สำหรับ อาเดรียน แมตช์นี้ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเขา แม้ว่าในช่วงต้นเกมจะมีจังหวะไม่เข้าใจกับ โกเมซ แต่ที่เหลือ นายด่านชาวสแปนิช ทำผลงานได้ดีเยี่ยม มีจังหวะการเซฟสวยๆ หลายคน ต้องยอมรับว่า คล็อปป์ ใจเด็ดมากๆ ที่กล้าใช้งานเขา และสิ่งนี้คือรางวัลที่นักเตะตอบแทนให้กับเจ้านายได้ดีเยี่ยม

1.  อาเดรียน ยังพอไว้วางใจได้บ้าง

    หลายคนอาจจะยังคลางแคลงใจในฝีมือของ อาเดรียน แต่ในเมื่อทีมไม่มี อลีสซง เบ็คเกอร์ ฉะนั้น คล็อปป์ จึงไม่มีทางเลือกที่จะไว้วางใจ นายทวารชาวสแปนิช ให้ทำหน้าที่เป็นมือ 1 แม้ว่าเขาจะทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจโดยเฉพาะการพลาดจังหวะง่ายๆ หลายครั้งก็ตาม

    อย่างไรก็ตามในเกมเยือน อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เจ้าตัวทำผลงานที่ทำให้การตัดสินใจของ คล็อปป์ ถูกต้อง เมื่อโชว์จังหวะการป้องกันประตูได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่เซฟระยะเผาขนจากการยิงของ ควินซี่ โพรเมส ได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ยังมีจังหวะป้องกันประตูจากการยิงของ โพรเมส เจ้าเดิม ในนาทที่ 58

    ขณะเดียวกัน อาเดรียน ยังมีจังหวะในการออกมาตัดบอลได้อย่างแม่นยำ ทำให้แนวรับของ "หงส์แดง" ไม่รู้สึกกดดัน อย่างไรก็ตามในช่วงต้นเกมอาจจะมีจังหวะหวาดเสียวที่ไม่เข้าใจกับ โจ โกเมซ จนเกือบเป็นต้นเหตุให้เสียประตู รวมไปถึงการจับบอลที่ไม่ค่อยนิ่ง นอกเหนือจากนั้นฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าน่าประทับใจ

    สำหรับผลงานในแมตช์นี้ยังแสดงให้เห็นว่า อาเดรียน เป็นนักฟุตบอลที่มีจิตใจที่ค่อนข้างนิ่ง ไม่มีอาการประหม่า แม้ว่าเขาจะโดนเสียงวิจารณ์เยอะก็ตาม แต่ผลงานในเกมนี้ที่สามารถเก็บคลีนชีตได้ น่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจในการเฝ้าเสาให้กับเจ้าตัว และเพื่อนร่วมทีมมากยิ่งขึ้น
   
2. ฟาบินโญ่-โกเมส คู่ขวัญเซนเตอร์แบ็ก

    การที่ "หงส์แดง" ไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ อีกหลายเดือนเนื่องจากนักเตะต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ็นไขว้หัวเข่า ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" หวั่นไหวอย่างมาก เพราะเซนเตอร์แบ็กอาชีพที่มีประสบการณ์เหลือแค่ โจ โกเมซ กับ โฌแอล มาติป เท่านั้น ซึ่งทั้งสองคนฟอร์มก็ออกแนวผีเข้าผีออกไว้วางใจไม่ได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ ยังพอมีออปชั่นพิเศษในตำแหน่งกองหลัง นั่นก็คือการจับ ฟาบินโญ่ ลงมาทำหน้าที่เซนเตอร์แบ็กชั่วคราว และเจ้าตัวก็ทำได้ดีไม่มีที่ติ โดยคอยคุมเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น แถมยังมีจังหวะในการตัดบอลและเล่นสวนกลับเร็วจนทำให้ "หงส์แดง" กดดันเกมรับเจ้าบ้านได้ตลอด

    นอกจากนี้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน ยังมีชอตแห่งชีวิตที่ทำให้ ลิเวอร์พูล รอดจากการเสียประตูไปได้อย่างเหลือเชื่อ โดยเกิดขึ้นในนาทีที่ 44 เมื่อ ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน แต่ ฟาบินโญ่ วิ่งมาเตะบอลออกจากเส้นประตูได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันเขามักจะยืนถูกที่ถูกเวลา และยังมีจังหวะที่ขึ้นไปโหม่งลุ้นทำประตูตอนเตะมุมด้วย

    ขณะที่ โจ โกเมซ ก็เล่นได้โดดเด่นเช่นกัน หากไม่นับจังหวะต้นเกมที่ไม่เข้าใจกับ อาเดรียน นอกเหนือจากนั้นเขาสามารถคุมพื้นที่กองหลังได้ดีเยี่ยม แทบไม่มีจังหวะพลาดไม่เห็น ขณะที่ลูกกลางอากาศก็เก็บกินเรียบวุธ ฉะนั้น คล็อปป์ น่าจะพอฝากความหวังเอาไว้กับ กองหลังทีมชาติอังกฤษ ในการเป็นตัวตายตัวแทนของ ฟาน ไดค์

     ฉะนั้นมีความเป็นได้สูงที่ กุนซือชาวด๊อยท์ช จะตัดสินใจใช้งาน ฟาบินโญ่ ยืนคู่กับ โกเมซ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กอีกแมตช์ในเกมลีกพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่สำคัญสำหรับ ดาวเตะเลือดแซมบ้า อาจมีความเป็นได้ที่เขาจะได้ยืนกองหลังไปอีกหลายเกม เพราะผลงานที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเจ้าตัวทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมจริงๆ

3. ไวจ์นัลดุม ผู้ปิดทองหลังพระ

    หนึ่งในนักเตะที่มักจะทำผลงานได้ดีเยี่ยม แต่ไม่ค่อยได้รับคำชมมากนักนั่นก็คือ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เพราะหลายๆ แมตช์ที่เขาลงสนามคอยทำหน้าที่ในแดนกลาง เจ้าตัวเล่นได้ดี มีความคงเส้นคงวา และยังสามารถเชื่อมเกมจากรับเป็นรุกได้อย่างดีไม่มีที่ติ

    ฟอร์มในสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า ของ ไวจ์นัลดุม ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะนักเตะต้องคุมเกมอย่างหนักในแผงมิดฟิลด์ และจัดการกับเกมแดนกลางของ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ได้อยู่หมัด ในขณะเดียวกันก็ยังคอยคุมจังหวะเกมเพื่อสร้างโอกาสให้กับทีมในช่วงที่เปิดเกมบุก

    โดยเฉพาะในช่วงท้ายครึ่งหลัง ไวจ์นัลดุม มีโอกาสปั้นเกมให้กับทีมได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้ "หงส์แดง" เกือบได้ประตูที่สองหลายครั้ง แถมยังคอยตัดบอลในแดนกลางจังหวะที่ อาแจ็กซ์ พยายามจะเติมเกมบุกสวนกลับ ซึ่งทำให้เจ้าบ้านต้องเสียจังหวะหลายครั้ง

    สำหรับตอนนี้แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" คงอยากสะกิด คล็อปป์ ให้รีบเปิดการเจรจาขยายสัญญาฉบับใหม่กับ ไวจ์นัลดุม เป็นการด่วน เพราะการที่ทีมมี ดาวเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนาม จะช่วยทำให้แผงมิดฟิลด์มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าได้จับคู่กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยิ่งทำให้แดนกลางแข็งแกร่งมาขึ้นเป็นทวีคูณ
 
4. สามประสามสำรองทดแทน "หินเหล็กไฟ"

    หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลใจว่า คล็อปป์ ใช้งาน ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มากเกินไปจนอาจส่งผลต่อสภาพร่างกายได้ แต่สำหรับในฤดูกาลนี้ "หงส์แดง" มีขุมกำลังสำรองในเกมรุกที่สามารถลงมาทดแทนทั้ง 3 คน และประสิทธิภาพก็ไม่ลดทอนลงไปด้วย

    สามประสาน "เอสเอ็มเอฟ" ลงสนามเป็นตัวจริงมาตลอดในเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ บางแมตช์พวกเขาต้องเล่นจนจบเกม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีอาการเหนื่อยล้า อย่างไรก็ตามในแมตช์ แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่าทีมยังมีสามแนวรุกที่พร้อมลงไปทดแทน มาเน่, ฟีร์มีโน่ และ "บังโม" ได้ทันที

    คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยนตัวแนวรุก "หินเหล็กไฟ" ออกหลังเกมผ่านไปเกือบชั่วโมง โดยเลือก เซอร์ดาน ชากีรี่, ทาคุมิ มินามิโนะ และ ดีโอโก โชต้า ลงสนามพร้อมกัน โดยพวกเขาเล่นได้ดีเยี่ยมสามารถไล่กดดันเกมรับของ อาแจ็กซ์ ได้ตลอด โดยเฉพาะการวิ่งเพรสซิ่ง จนทำให้พวกเขาตั้งเกมไม่ได้

    นอกจากนี้ยังมีหลายจังหวะในช่วงท้ายเกมที่ทั้งสามคนพยายามสร้างโอกาสยิงประตู อย่างเช่นจังหวะที่ มินามิโนะ มีโอกาสสับไกลบริเวณกรอบเขตโทษแต่โดน อ็องเดร โอนาน่า นายด่านอาแจ็กซ์ ปัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด และยังมีครั้งที่เจ้าตัว ประสานงานกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดเข้าไปในเขตโทษ แต่ยิงไปติดโกลเจ้าบ้านอีกครั้ง

    ในส่วนของ โชต้า ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการเล่น การครองบอลที่เหนียวแน่ และยังมีจังหวะส่งบอลให้ ไวจ์นัลดุม เกือบทำประตูได้ในนาทีที่ 90 สำหรับ ชากีรี่ นอกจากจังหวะที่ส่งบอล ให้ มินามิโนะ ได้ซัดไกลแล้วที่เหลือเจ้าตัวทำผลงานได้ตามมาตรฐาน

    ฉะนั้นหากมองภาพรวมต้องบอกว่าทั้งสามแนวรุกสำรอง พร้อมที่จะลงมาทดแทน มาเน่, ซาล่าห์ และ ฟีร์มีโน่ ได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

5. จอมพลังโรเบิร์ตสัน
    ต้องยอมรับว่าแมตช์นี้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำหน้าที่แบ็กซ้ายได้ดีเยี่ยม โดยวิ่งเติมเกมรุกอย่างต่อเนื่อง และยังเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น สวนทางกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เกมนี้แทบไม่มีบทบาทในเกมรุกมากนัก ส่วนเกมรับก็ยังพอประคับประคองตัวเองไปได้

    การมาเยือน อาแจ็กซ์ ต้องบอกว่า "หงส์แดง" เน้นขึ้นเกมรุกทางฝั่งซ้ายแทบตลอดทั้งเกม โดย โรเบิร์ตสัน ไม่ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" ต้องผิดหวัง เพราะเขาสามารถวิ่งทะลุทะลวงเข้าไปในพื้นที่คู่แข่ง และยังมีโอกาสเปิดบอลสร้างความหวาดเสียวในพื้นที่สุดท้ายได้บ่อยๆ

    หนึ่งในจุดเด่นของฟูลแบ็กชาวสกอตติช ก็คือพละกำลังที่มีเหลือเฟือ วิ่งแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จะว่าไปแล้วต้องบอกว่า โรเบิร์ตสัน เป็นนักเตะที่ฟิตมากกว่าเดิมหลายเท่าด้วยซ้ำ โดยตั้งแต่เสียงนกหวีดดังจนกระทั่งเสียงนกหวีดยาวหมดเวลา นักเตะรายนี้วิ่งแบบไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้เห็น

    ก่อนหน้านี้จะเห็นว่า โรเบิร์ตสัน กับ "เจ้าหนูเทรนต์" จะค่อยช่วยเหลือกันวิ่งเติมเกมรุกทางริมเส้น แต่สำหรับในเกมล่าสุด แบ็กซ้ายทีมชาติสกอตแลนด์ ต้องรับหน้าที่เติมเกมรุกมากกว่าเดิม และยังต้องคอยทำหน้าที่เล่นลูกตั้งเตะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" จะยกย่องแข้งเลือดวิสกี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของทีม

“อิมโมบิเล่” นำทัพลาซิโอรับมือดอร์ทมุนด์ที่มี “ฮาแลนด์” ตะบัน ศึกชปล.

 "อินทรีฟ้า-ขาว" ลาซิโอ แม้ผลงานในลีกจะไม่ดีเท่าไหร่นักแต่เกมแรกในการคัมแบ็กเวที แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ยอมแน่แม้จะเจอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สามแต้มประเดิมสนามจะเป็นของฝั่งไหน ติดตามได้ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอฟ นัดแรก คืนวันอังคารนี้

ปรีวิวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม เอฟ
ลาซิโอ (อิตาลี) – ดอร์ทมุนด์ (เยอรมัน)
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม  2563  เวลา : 02.00 น.
สนาม : โอลิมปิโก 

สภาพทีมโดยทั่วไป 

    ลาซิโอ

    ซิโมเน่ อินซากี้ เทรนเนอร์ลาซิโอ พาทีมแพ้ซามพ์โดเรียยับ 0-3 ในเกมลีกล่าสุด ทำให้ไม่ชนะมา 3 เกมแล้ว 

    ความพร้อมเกมนี้ อินซากี้ จะไม่มีทั้ง เซนัด ลูลิช, อันเดรียส เปเรยร่า, ซิลวิโอ โปรโต้ และ สเตฟาน ราดู ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนทั้งหมด 

    ส่วน บาสโตส, ลุยซ์ เฟลิเป้ และ มานูเอล ลาซซารี่ ที่ไม่สมบูรณ์ ยังต้องรอทดสอบความฟิต แต่ข่าวดีคือจะได้ ชิโร่ อิมโมบิเล่ ดาวยิงกัปตันทีมคนสำคัญ พ้นโทษแบนในลีกกลับมา 

    ขณะที่แกนหลักรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟรานเชสโก้ อแชร์บี้, เวสลี่ย์ ฮูดท์, เซอร์เกจ์ มิลินโควิช-ซาวิช, ลูคัส เลวา, หลุยส์ อัลเบร์โต้ และ ฮัวกิน กอร์เรอา ต่างพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม 

    ดอร์ทมุนด์   

    ลูเซียง ฟาฟร์ เทรนเนอร์ดอร์ทมุนด์ พาทีมชนะฮอฟเฟ่นไฮม์ 1-0 ในเกมลีกล่าสุด เป็นการคว้าชัย 2 นัดติด 

    สภาพทีมล่าสุด ฟาฟร์ ยังไม่มี มาร์เซล ชเมลเซอร์, นิโก้ ชูลซ์ และ ดาน-อักเซล ซากาดู ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้วทั้งหมด

    ส่วน ลูคัสซ์ พิซเซ็ค ที่เดี้ยงเพิ่มมาจากเกมล่าสุด ต้องรอทดสอบความฟิต เช่นเดียวกับ ธอร์กกาน อาซาร์ ที่มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อรบกวน 

    บรรดาแกนหลักหลายรายที่ได้พักเมื่อสุดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นโรมัน บือร์กี้, มานูเอล อคานจี, จู๊ด เบลลิงแฮม, ราฟาแอล เกร์เรยโร่ และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ก็พร้อมคัมแบ็กทั้งหมด

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม    

    ลาซิโอ (3-5-2) : โธมัส สตราโคช่า – ปาตริก, ฟรานเชสโก้ อแชร์บี้, เวสลี่ย์ ฮูดท์ – มาร์โก ปาโรโล่, เซอร์เกจ์ มิลินโควิช-ซาวิช, ลูคัส เลวา, หลุยส์ อัลเบร์โต้, อดัม มูราซิช – ชิโร่ อิมโมบิเล่, ฮัวกิน กอร์เรอา

    เทรนเนอร์ : ซิโมเน่ อิซากี้ 

    ดอร์ทมุนด์ (3-4-2-1) : โรมัน บือร์กี้ – เอ็มเร่ ชาน, มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์, มานูเอล อคานจี – โธมัส เมอนิเย่ร์, จู๊ด เบลลิงแฮม, อักเซล วิตเซล, ราฟาแอล เกร์เรยโร่ – เจดอน ซานโช่, โจวานนี่ เรย์น่า – เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์

    เทรนเนอร์ : ลูเซียง ฟาฟร์     

    ผู้ตัดสิน : กเลมงต์ ตูร์กแป็ง (ฝรั่งเศส) 

ผลการพบกันที่ผ่านมา 
วันเดือน/ปี รายการ ผลการแข่งขัน

12/08/18    กระชับมิตร (สนามกลาง)     ดอร์ทมุนด์ 1-0 ลาซิโอ 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลาซิโอ

17/10/20 แพ้ ซามพ์โดเรีย 0-3 (เยือน) เซเรีย อา 
04/10/20 เสมอ อินเตอร์ มิลาน 1-1 (เหย้า) เซเรีย อา
01/10/20 แพ้ อตาลันต้า 1-4 (เหย้า) เซเรีย อา
26/09/20 ชนะ กายารี่ 2-0 (เยือน) เซเรีย อา
19/09/20 เสมอ เบเนเวนโต้ 0-0 (เหย้า) กระชับมิตร


    ดอร์ทมุนด์
17/10/20 ชนะ ฮอฟเฟ่นไฮม์ 1-0 (เยือน) บุนเดสลีกา
03/10/20    ชนะ ไฟร์บวร์ก 4-0 (เหย้า) บุนเดสลีกา
01/10/20    แพ้ บาเยิร์น 2-3 (เยือน) ซูเปอร์ คัพ
26/09/20    แพ้ เอาก์สบวร์ก 0-2 (เยือน) บุนเดสลีกา
19/09/20    ชนะ มึนเช่นกลัดบัค 3-0 (เหย้า) บุนเดสลีกา

ฮาแลนด์ชูลิเวอร์พูลทีมดีสุดโลก

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ หัวหอก ดอร์ทมุนด์ เคยยกย่อง ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของโลก แถมยังบอกว่าการได้เล่นที่ แอนฟิลด์ เหมือนฝันที่เป็นจริงสำหรับตน

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอดสโมสรแห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน เคยกล่าวชม ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมของปีก่อนซึ่งเป็นตอนที่ ฮาแลนด์ ยังอยู่กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก นั้น หัวหอกชาวนอร์เวย์ได้ไปเยือน แอนฟิลด์ จากการที่ ซัลซ์บวร์ก มีคิวลงเล่นเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี กับ ลิเวอร์พูล โดยในเกมนั้นเขาทำประตูได้ด้วยก่อนที่ ซัลซ์บวร์ก จะแพ้ไปแบบหวุดหวิด 3-4

ทั้งนี้ ซัลซ์บวร์ก เพิ่งฉายสารคดีเกี่ยวกับผลงานของพวกเขาเมื่อฤดูกาลก่อน โดยในช่วงหนึ่งของสารคดีมันมีการกล่าวถึงตอนไปเยือน แอนฟิลด์ ด้วย ซึ่งในตอนที่ ฮาแลนด์ ได้ลงซ้อมที่ แอนฟิลด์ ก่อนถึงวันแข่งขันนั้น เขาก็มองไปรอบๆ สนามด้วยสายตาสุดประทับใจ พร้อมกับบอกว่า "พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก พวกเขามีแฟนบอลที่ดีมากๆ รวมถึงมีสนามกับบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม พวกเขามีทุกอย่างที่ดี การได้มาเล่นที่นี่คือฝันที่เป็นจริงเลย"