ไขข้อข้องใจทำไมลิเวอร์พูลเสียจุดโทษเกมกับเชฟฯยูไนเต็ด

กลายเป็นประเด็นร้อนระหว่าง วีเออาร์ กับ ลิเวอร์พูล อีกครั้ง หลังเมื่อสัปดาห์ก่อน ‘หงส์แดง’ เป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในเกมกับ เอฟเวอร์ตัน และนัดล่าสุดกับลูกจุดโทษที่ ‘หงส์แดง’ เสียให้แก่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก็ทำให้แฟนบอลหลายคนสงสัยว่าจังหวะที่ ฟาบินโญ่ เข้าสกัด โอลี่ แม็คเบิร์นนี่ย์ สมควรเป็นจุดโทษจริงๆ หรือ?
    จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเกม โดยแรกเริ่ม ฟาบินโญ่ สกัดบอลไม่ดีไปติดตัว จอห์น ลุนด์สแตรม มิดฟิลด์ของ เชฟฯ ยูไนเต็ด แล้วบอลมาเข้าทางของ โอลี่ แม็คเบิร์นนี่ย์ ก่อนที่ดาวเตะแซมบ้าของ ลิเวอร์พูล เข้าสกัดบอลจังหวะสองจากทางด้านหลังตรงบริเวณเส้นกรอบเขตโทษ

    ซึ่งทันใดนั้น ไมค์ ดีน ผู้ทำหน้าที่ชี้ขาดในเกมนี้ เป่าเป็นลูกฟาวล์ของ ฟาบินโญ่ และให้เป็นฟรีคิกแก่ ทีมดาบคู่ อย่างไรก็ตาม วีเออาร์ ที่ควบคุมโดย อันเดร มาร์ริเนอร์ นำจังหวะนี้มาตรวจสอบใหม่อีกครั้ง และส่งสัญญาณบอก ดีน ว่าช็อตนี้เป็นจุดโทษของ เชฟฯ ยูไนเต็ด แล้วก็เป็น ซานเดอร์ เบิร์ก สังหารไม่พลาดพาทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะตามตีเสมอ 1-1 จาก โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ในช่วงท้ายครึ่งแรก และมาได้ประตูชัยจากลูกโขกของ ดีโอโก้ โชต้า ในช่วงครึ่งหลัง

    อย่างไรก็ดี การทำหน้าที่ของ วีเออาร์ เกิดเป็นคำถามของแฟนบอลหลายคนที่มองว่า เทคโนโลยีตัวช่วยการตัดสินนี้เกิดข้อผิดพลาดหรือไม่ และเมื่อกางกฎกติกาออกมาแล้ว สามารถยืนยันได้ว่าจังหวะนี้สมควรแก่เป็นลูกจุดโทษของ เชฟฯ ยูไนเต็ด เนื่องจากเป็นการฟาวล์บนเส้นกรอบเขตโทษ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรอบเขตโทษ ฉะนั้นต่อให้ไม่ได้ทำฟาวล์ข้างในกรอบ แต่หากเกิดขึ้นตรงเส้นเขตโทษ ก็จะกลายเป็นลูกจุดโทษทันที

    แล้วทีนี้ ข้อสงสัยอีกหนึ่งอย่างคือมันสมควรเป็นลูกฟาวล์หรือไม่ เพราะจะเห็นว่า ฟาบินโญ่ ก็เข้าสกัดโดนลูกฟุตบอล ซึ่งในจุดนี้เอง วีเออาร์ ไม่ได้เช็กได้ว่าเป็นการฟาวล์หรือไม่ เพราะยืนยันตามที่กรรมการตัดสินแล้วว่าเป็นลูกฟาวล์ จึงทำให้ วีเออาร์ ทำหน้าที่เช็กเพียงว่าการฟาวล์นี้เกิดขึ้นในเขตโทษ หรือว่านอกเขตโทษเท่านั้น

โชต้าลงประเดิม! ลิเวอร์พูลปรับทัพบุกลินคอล์นขอลิ่วคาราบาว คัพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มีภารกิจสำคัญบอลถ้วยในประเทศ เกมนี้สตาร์หน้าใหม่ทั้ง "ดีโอโก้ โชต้า-คอสคาส ซิมิกาส" นำทีมบุกถิ่น ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ในการแข่งขันฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบ 3 คืนวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2563
ปรีวิวคาราบาว คัพ รอบ 3
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2563
ลินคอล์น ซิตี้ (ลีกวัน) – ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก)
เวลา : 01.45 น.
สนาม : แอลเอ็นอีอาร์ สเตเดี้ยม

    ”ดิ อิมพ์ส” ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ของกุนซือ ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน เข้ารอบมาด้วยการบุกถล่ม แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ 5-0 จากประตูของ แอนโทนี่ สกัลลี่, ลูอิส ม็อตส์ม่า, เจมส์ โจนส์ และ คัลลั่ม มอร์ตัน บวกกับอีกลูกจากเจ้าถิ่น แต่นัดนี้ ลินคอล์น อาจปรับทัพเนื่องจากโปรแกรมชุก

 

 แต่คนหนึ่งที่อยากลงเล่นคือ โจนส์ มิดฟิลด์ซึ่งเป็นแฟนลิเวอร์พูล ส่วน เลียม บริดคัตต์ กัปตันและมิดฟิลด์ตัวเก่งที่กลับมาสู่ทีมอีกครั้งหลังหายบาดเจ็บ ขณะที่ แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน มิดฟิลด์อีกรายต้องรอเช็กอาการเจ็บน่อง ส่วนกองหน้า ทอม ฮ็อปเปอร์ แย่งกับ คัลลั่ม มอร์ตัน

    ด้าน ”หงส์แดง” แชมป์พรีเมียร์ลีก มีปัญหาบาดเจ็บของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ต้นขา) ไปจนถึงสองเซนเตอร์ โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป พร้อมส่ง เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก กองหลังดาวรุ่งลงเล่นคู่ บิลลี่ คูเมติโอ กองหลังจากทีมเยาวชน และพร้อมส่ง คอสตาส ซิมิกาส แบ็กซ้ายใหม่ลงสนามกับ เนโก วิลเลี่ยมส์ ทางฝั่งขวา

ด่านสุดท้ายเป็น อาเดรียน เฝ้าเสา ตำแหน่งอื่นๆ เจมส์ มิลเนอร์ มิดฟิลด์จอมเก๋าจะนำทีมที่มี เคอร์ติส โจนส์, ทาคูมิ มินามิโนะ และ ดีโอโก้ โชต้า ตัวรุกหน้าใหม่ที่เพิ่งย้ายจากวูล์ฟแฮมป์ตัน เมื่อกลางสัปดาห์

รายชื่อนักเตะที่คาด

ลินคอล์น : อเล็กซ์ พาลเมอร์, ทิโมธี อีโยม่า, ลูอิส มอนส์ม่า, อดัม แจ็กสัน, ฌอน โรน, เลียม บริดคัตต์, คอเนอร์ แม็คแกรนเดิลส์, เจมส์ โจนส์, แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน, จอร์ช กรานท์, ทอม ฮ็อปเปอร์

ลิเวอร์พูล : อาเดรียน, เนโก วิลเลี่ยมส์, บิลลี่ คูเมติโอ, เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, คอสคาส ซิมิกาส, เคอร์ติส โจนส์, เจมส์ มิลเนอร์, นาบี เกอิต้า, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์, ทาคูมิ มินามิโนะ, ดีโอโก้ โชต้า

ผู้ตัดสิน : โทนี่ แฮร์ริงตัน

 

เกปาพาลงเหว! ตัดเกรดแข้งเชลซีเกมพ่ายลิเวอร์พูลคาบ้าน

เกมแรกของ เชลซี ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในฤดูกาลนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้หลัง "หงส์แดง" บุกมาสอยคารังสองประตู เป็นเกมที่ "สิงห์บลูส์" ตั้งรับเป็นส่วนใหญ่และกำลังไปได้สวยแต่ดันมาเหลือ 10 คนทำให้กลายเป็นงานยากขึ้นมาทันที มีหนึ่งแข้งที่ได้คะแนนแค่ 4 แต้มเท่านั้นหลังก่อความผิดพลาดจนเสียประตู มาเช็กผลสอบของนักเตะเชลซีกันที่นี่เลย

เชลซี

เกปา อาร์รีซาบาลาก้า 4

ตัดสินใจหลายอย่างผิดพลาดไปหมด ครึ่งแรกมีจังหวะที่จะออกมาตัดบอลแต่โดน ซาลาห์ ตัดหน้ายังดีที่ไม่เสียประตู แต่ครึ่งหลังต้องรับเต็มๆกับการจ่ายบอลพลาดจน มาเน่ ฉกไปยิงประตู แต่ยังพอทีเซฟสวยๆอยู่บ้างในเกมนี้

รีซ เจมส์ 5.5

ไม่ได้เติมเกมรุกเท่าไหร่นักเพราะต้องปะทะกับ มาเน่ ตลอด พอเหลือ 10 คนในครึ่งหลังยิ่งต้องเล่นเกมรับเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายตามประกบ มาเน่ พลาดจนโดนลงโทษเสียประตูแรก

อันเดรียส คริสเตนเซ่น 5 (ใบแดง)

มีบล็อกสำคัญคือลูกเปิดของ ซาล่าห์ ในจังหวะที่ เกปา ออกไปตัดบอลพลาด ความจริงเขาคุมเกมรับได้ดีทีเดียวจนกระทั่งมารวบ มาเน่ จนโดนใบแดง

เคิร์ต ซูม่า 6

พยายามสุดความสามารถในการป้องกันเกมบุกหงส์แดง ซ้อน อลอนโซ่ ได้ดีหลายครั้งรวมถึงเคลียร์ลูกเซ็ตพีซและลูกครอส แต่จ่ายบอลพลาดบ่อยจากการโดนผู้เล่นหงส์เพราสซิ่งในขณะที่ เชลซี พยายามสร้างเกมรุกมาจากแดนหลัง

มาร์กอส อลอนโซ่ 5.5

เป็นฝั่งที่ต้องเจองานยากอยู่แล้วกับการสู้กับ ซาลาห์ และ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่งก็ทำได้โอเคระดับหนึ่ง กระทั่งมาเจอลูกชิ่งหนึ่งสองของ ซาลาห์,ฟีร์มีโน่ จนเสียประตู

จอร์จินโญ่ 5

ไม่สามารถช่วยให้ทีมครองบอลแดนกลางได้ ยิ่งตอนเหลือ 10 คนและลิเวอร์พูล นำ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ลงสนามมาทำให้สู้แทบไม่ได้ พลาดจุดโทษกับเชลซีเป็นครั้งแรก

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ 6.5

ครึ่งแรกโดดเด่นมากทั้งการไล่เพรสซิ่งมิดฟิลด์คู่แข่ง การแย่งบอล รวมถึงการพาบอลขึ้นแดนหน้า มีโอกาสทองที่จะง้างยิงในเขตโทษแต่เลือกมองหาตัวจ่าย

มาเตโอ โควาซิช 6

เป็นคนที่ไว้ใจได้ในการเก็บบอลกับตัว จ่ายบอลสวยๆให้ แวร์เนอร์ แต่ไม่ได้จบสกอร์ ทว่าด้วยการที่เชลซีปล่อยให้ หงส์แดง ครองบอลเลยทำให้มิดฟิลด์เชลซีไม่ได้ช่วยเกมรุกมากนัก

ไค ฮาแวร์ตซ์ 5

มีจังหวะจับบอลสวยๆอยู่บ้าง แต่มีส่วนร่วมกับเกมรุกน้อยมาก เป็นนักเตะเชลซีที่สัมผัสบอลน้อยที่สุดในครึ่งแรก ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงพักครึ่ง

ติโม แวร์เนอร์ 7

พยายามเลี้ยงผ่าน ฟาบินโญ่ อยู่หลายครั้งแต่ล้มเหลว มีจังหวะง้างยิงน้อยเพราะขาดการสนับสนุน แต่เป้นเรียกจุดโทษให้กับทีมในครึ่งหลัง

เมสัน เมาท์ 6

ชยันวิ่งช่วยเกมรับอยู่ตลอดโดยเฉพาะการตาม โรเบิร์ตสัน แต่เชื่อมเกมรุกกับเพื่อนร่วมทีมได้น้อยมาก

ตัวสำรองที่ลงสนาม

ฟิคาโย่ โทโมรี่ 6 (ลงมาแทน ไค ฮาแวร์ตซ์ น.46)

พยายามสุดความสามารถในป้องกันเกมรับ มีบล็อกสำคัญอยู่บ้าง

รอสส์ บาร์คลี่ย์ – (ลงมาแทน มาเตโอ โควาซิช น.79)

ลงมาท้ายเกมแล้ว

แทมมี่ อับราฮัม – (ลงมาแทน จอร์จินโญ่ น.79)

ลงมาท้ายเกมแล้ว

 

มาเน่เจ๋ง-ติอาโก้แจ่ม! ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกเชือดเชลซี

ลิเวอร์พูล บุกมาคว้าชัยชนะที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้เป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกัน ผลการแข่งขันนี้ทำให้ "หงส์แดง" เก็บ 6 แต้มเต็มกับ 2 นัดแรกของฤดูกาล 2020/21 ต้องบอกว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญเลยคือการโดนใบแดงของ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ทำให้ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ บดขยี้ในครึ่งหลังจนได้ประตูตามที่ต้องการ นอกจากเรื่องชัยชนะแล้วยังมีการเดบิวต์นักเตะใหม่ของลิเวอร์พูลด้วย เรามาเช็กผลสอบแข้งลิเวอร์พูลเกมนี้กัน

ลิเวอร์พูล

อลีสซง เบ็คเกอร์ 8

ครึ่งแรกไม่ได้มีโอกาสเซฟเลยเพราะเชลซียิงไม่ตรงกรอบสักครั้ง แต่ครึ่งหลังมาโชว์เซฟจุดโทษครั้งแรกในการเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ก่อนท้ายเกมปัดลูกยิงของ แทมมี่ อบราฮัม แบบสุดยอด

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ 6.5

ผ่านบอลขวางสนามให้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน สุดแม่นยำ พยายามซัพพอร์ต ซาลาห์ ด้วยการจ่ายบอลให้ในพื้นที่สุดท้าย ลูกเซ็ตพีซเกมนี้ยังไม่แม่นมากนัก แต่ลงมาช่วยเกมรับไม่ทันบ้างแต่เป็นเรื่องปกติเมื่อเติมเกมสูงตลอด

ฟาบินโญ่ 8

ขยับลงมายืนเซนเตอร์แบ็กแทน โกเมส ที่บาดเจ็บแต่โชว์ฟอร์มดูดีกว่าเจ้าของตำแหน่งเสียอีก แวร์เนอร์ พยายามเลี้ยงผ่านหลายรอบแต่ติดบล็อกเขาตลอด แท็กเกิ้ลสำเร็จ 3 จาก 4 ครั้ง ตัดบอลอีก 4 ครั้ง

เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ 7

ไม่ได้โดดเด่นเหมือน ฟาบินโญ่ มากนักแต่ยังคงบัญชาการเกมรับยอดเยี่ยม ไม่มีความผิดพลาดให้เห็นและก็ไม่ได้เจองานยากจากเกมรุกเชลซีเท่าไหร่

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน 7

ยังคงเติมเกมรุกเมามันส์และสร้างปัญหาให้กับเชลซีได้ตลอดทั้งเกม บทบาทมาเด่นขึ้นในช่วงครึ่งหลัง ประสานงานกับ มาเน่ ได้ดี

นาบี เกอิต้า 6

ทำได้ดีในเรื่องการพาบอลขึ้นหน้ากับต่อบอลสร้างเกมรุก แต่ ก็องเต้ และ จอร์จินโญ่ ตามบีบแดนกลางเลยทำอะไรไม่ถนัด โดยรวมยังไม่ได้โดดเด่นมากนัก

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 6

คุมเกมแดนกลางได้อยู่หมัดช่วยให้ทีมครองบอลบุกใส่ฝั่งเชลซีเป็นส่วนใหญ่ เป็นคนวางบอลยาวสุดสวยให้ มาเน่ หลุดเดี่ยวจนเรียกใบแดงได้สำเร็จ น่าเสียดายที่บาดเจ็บจนถูกเปลี่ยนตัวตอนพักครึ่ง

จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม 6

ค่อนข้างเล่นเพลย์เซฟเมื่อได้ครองบอลซึ่งบางครั้งทีมอาจจะต้องการเกมบุกมากขึ้น แต่เรื่องการยืนตำแหน่งและช่วยเกมรับในแดนกลางยังคงทำได้ดี

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 7

หลังจากเปิดตัวอย่างสวยงามด้วยการแฮตทริกเมื่อนัดที่แล้ว เกมนี้บทบาทส่วนใหญ่เน้นไปที่การพยายามวิ่งสร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม ไม่ได้มีประตูฝากแฟนเดอะ ค็อปแต่ยังมีส่วนในการชิ่งบอลกับ ฟีร์มีโน่ จนได้ประตูแรก

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ 7   

ใช้เวลาอยู่สักพักในการมีส่วนกับเกม จัดแอสซิสต์งามๆให้ มาเน่ โขกประตูขึ้นนำ เป็นฟอร์มปกติของเขาที่ไม่ได้โดดเด่นแต่คอยลงมาล้วงบอลและวิ่งเปิดพื้นที่ในแนวรับคู่แข่ง

ซาดิโอ มาเน่ 9

ค่อนข้างเงียบในเกมเจอกับ ลีดส์ แต่มาฉายแสงในเกมนี้ เป็นคนเรียกใบแดงซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของเกม ก่อนโขกประตูปลดล็อกให้กับทีมและยังโชว์ความขยันวิ่งฉกบอลจาก เกปา ทำประตูที่สอง การเคลื่อนที่ของเขาสร้างความปั่นป่วนในแนวรับคู่แข่งเหลือเกิน

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม

ติอาโก้ อัลกันตาร่า 7 (ลงมาแทน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน น.46)

ประเดิมสนามอย่างรวดเร็วให้กับ “หงส์แดง” จ่ายบอลได้เนียนตา คุมจังหวะเกมสร้างความสมดุลให้แดนกลาง อย่างไรก็ตามเขาดันมาทำเสียจุดโทษแต่ยังดีที่เพื่อนร่วมทีมเซฟได้

เจมส์ มิลเนอร์ 6 (ลงมาแทน นาบี เกอิต้า น.64)

เพิ่มตัวมีประสบการณ์ให้แดนกลาง คอยสั่งเพื่อนร่วมทีมตลอด

ทาคูมิ มินามิโนะ – (ลงมาแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ น.86)

ลงมาท้ายเกมแล้ว

ประจวบฯเล่นในรังหวังปลดล็อกเฮดวลเดือดชลบุรี

"ต่อพิฆาต" พีที ประจวบ ต้องการปลดล็อกชัยรับมือ ชลบุรี เอฟซี ที่ลุ้น เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ คัมแบ็ก ในศึกฟุตบอลไทยลีก นัดที่ 6 ประจำวันอาทิตย์ ที่ 20 ก.ย. 2563

พีที ประจวบ เอฟซี – ชลบุรี เอฟซี

     การแข่งขันฟุตบอล  ไทยลีก 1 เกมนัดที่ 6 วันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. 63   ที่สนามสามอ่าว สเตเดี้ยม จ.ประจวบคีรีขันธ์ เวลา 19.00 น. พีที ประจวบ เอฟซี ที่มี 1 แต้ม จาก 5 นัด ยังไม่ชนะใคร เปิดบ้านรับมือ ชลบุรี เอฟซี ที่มี 9 แต้ม จาก 5 นัด ถ่ายทอดสดช่อง ทรูสปอร์ต 2

ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล กุนซือใหญ่พีที ประจวบ เกมล่าสุดบุกพ่าย สิงห์ เชียงราย 0-1 เกมนี้ยังต้องเช็กฟิต ภานุวัฒน์ จินตะ มิดฟิลด์ตัวหลักที่ถูกเปลี่ยนตัวออกในต้นครึ่งหลังของเกมที่แล้ว คาดว่าน่าจะยังไม่พร้อม โดยเกมนี้ทีเด็ดยังคงอยู่ที่ 4 แข้งต่างชาติ อย่าง ยู จุน-ซู ปราการหลังเกาหลีใต้, เอียน แรมซี่ย์, วิลเลี่ยม เอ็นริเก้ และหน้าเป้า วิลเลี่ยม โมต้า 

      ด้าน สะสม พบประเสริฐ กุนซือใหญ่ชลบุรี เอฟซี ลุ้นเช็กฟิตแค่ตำแหน่งเดียวคือ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ริมเส้นทีมชาติไทยที่ใกล้คืนความฟิต ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ไม่น่ามีปัญหา ทั้ง จูเนียร์ โลเปซ, ภานุพงศ์ พลซา, ดราแกน บอสโควิช รวมถึง แฮร์ลิสัน ไคออน 
 
       สถิติการพบกันของทั้งสองทีมในศึกไทยลีกซีซั่นที่แล้ว เป็นทางฝั่ง ชลบุรี เอฟซี ที่คว้าชัยได้ 2 เกมรวด เลกแรก ชลบุรี เอฟซี ชนะ 3-2 ส่วนเลกสอง พีที ประจวบ แพ้ 0-2 

หงส์,สิงห์,จิ้งจอก,ทอฟฟี่,สาลิกา! เจาะทีมดังพรีเมียร์ลีก เปิดม่านฤดูกาล 2020/21 ภาคแรก

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 เตรียมเปิดฉากขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งแต่ละทีมจะมีความพร้อมอย่างไร ได้ผู้เล่นคนไหนเข้าสู่ทีมบ้าง ในสกู๊ปนี้เราจะพาแฟนๆ ไปเช็กข้อมูลกัน เพื่อเรียกความพร้อมก่อนศึกใหญ่ปีนี้จะเริ่มขึ้น

 ลิเวอร์พูล : ภารกิจป้องกันแชมป์!

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน สวมบทมหาบุรุษผู้ปลดแอกแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" เฝ้ารอคอยมานานถึง 30 ปีได้สำเร็จ หลังจากนำทีมระเบิดฟอร์มสุดยอดเมื่อฤดูกาล 2019/2020 พร้อมทำแต้มทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 แบบไม่เห็นฝุ่นถึง 18 คะแนน

คล็อปป์ สร้างผลงานสุดอลังการด้วยการนำทัพ "หงส์แดง" สะกดคำว่าแพ้ในแอนฟิลด์ ไม่เป็นในเกมลีก นับตั้งแต่เกมที่พ่ายให้ คริสตัล พาเลซ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2017 ขณะเดียวกันเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ไร้พ่ายไปถึง 27 เกมก่อนจะโดน "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด ต่อยตาปูดด้วยสกอร์ 0-3 ทำให้พวกเขาต้องพบกับคำว่าแพ้เป็นเกมแรกของฤดูกาล พร้อมทั้งหยุดสถิติไร้พ่ายเอาไว้ที่ 44 นัดติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ผลงานของ ลิเวอร์พูล เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ เพราะพวกเขาสามารถเก็บแต้มได้ถึง 99 คะแนนทุบสถิติเดิม 97 คะแนนในซีซั่น 2018/2019 และเป็นสถิติเก็บแต้มได้สูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนจะนำโทรฟี่แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี มาประดับเอาไว้ในตู้โชว์ที่สนามแอนฟิลด์ได้สำเร็จ

สำหรับภารกิจประจำฤดูกาล 2020/2021 นั่นก็คือการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก เอาไว้ให้ได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ แมนฯ ซิตี้ ยังคงเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์ในซีซั่นใหม่นี้ ขณะที่ เชลซี ทุ่มเงินไม่อั้นในการเสริมทัพ สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนนี้กำลังเข้ารูปเข้ารอยตามแบบที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องการ

ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน ก็พร้อมสู้เต็มสูบหลังมีการเสริมแกร่งต่อเนื่อง ด้าน อาร์เซน่อล ดูเหมือนว่านักเตะเริ่มเข้าใจปรัชญาการทำทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า แถมพวกเขายังได้แชมป์มาแล้ว 2 รายการ (เอฟเอ คัพ กับ คอมมิวนิตี้ ชิลด์) ยิ่งเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น และยังมีอีกหลายทีมที่พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ในฤดูกาลใหม่นี้

– การเสริมทัพ

 "หงส์แดง" คว้าตัว คอสตาส ซิมิคาส แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติกรีซ มาจาก โอลิมเปียกอส ด้วยค่าตัว 11.75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 481.75 ล้านบาท) เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่ช่วงต้นฤดูกาลใหม่นักเตะอาจจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมเนื่องจากถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะเดียวกันพวกเขามีข่าวสนใจ ติอาโก้ อัลกันตาร่า จอมทัพ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค แต่ตอนนี้ยังติดปัญหาเรื่องค่าตัวของนักเตะ อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ "เดอะ เร้ดส์" ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวในเรื่องการเสริมทัพ แต่ดูเหมือน คล็อปป์ อาจจะเลือกให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่ง โดยเฉพาะในช่วงอุ่นเครื่องที่ผ่านมามีแข้งสายเลือดใหม่ได้รับโอกาสลงสนามหลายคนเลยทีเดียว

– ดาวเด่นที่น่าจับตามอง

ด้วยการที่ ลิเวอร์พูล เพิ่งจะได้ตัว ซิมิคาส มาเสริมแกร่งแค่คนเดียวเท่านั้น ขณะที่ในรายของ ติอาโก้ ก็ยังเป็นเพียงแค่ข่าวลือ ฉะนั้นดาวเด่นที่น่าจับตามองของพวกเขาคงหนีไม่พ้นบรรดานักเตะยังบลัด ที่ คล็อปป์ เตรียมดันขึ้นมาจากทีมเยาวชนมาเล่นทีมชุดใหญ่มากขึ้นได้แก่ เคอร์ติส โจนส์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์, เนโก วิลเลี่ยมส์, เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, คี-ยาน่า ฮูแฟร์, บิลลี่ คูเมติโอ และ ริอาน บรูว์สเตอร์ ซึ่งรายหลังนี้ถูกส่งไปฝึกปรือฝีเท้าแบบยืมตัวกับ สวอนซี ซิตี้ แล้วก็ทำผลงานได้ดีในเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมา ขณะที่ ทาคุมิ มินามิโนะ ยิ่งเล่นยิ่งพัฒนา คาดว่าในฤดูกาลใหม่ เขาจะได้รับโอกาสจะ คล็อปป์ มากขึ้น

– คีย์แมน

สำหรับฤดูกาล 2020/2021 ผู้เล่นสำคัญของ ลิเวอร์พูล ยังคงหนีไม่พ้น 3 ประสาน "หิน เหล็ก ไฟ" ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ที่จะคอยทำหน้าที่ไล่ล่าตาข่ายคู่แข่งเช่นเดิม ในขณะที่แดนกลาง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ยังคงเป็นหัวใจในแผงมิดฟิลด์ ส่วนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ 2 ฟูลแบ็กซ้ายขวา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ซึ่งทั้งสองคนมีส่วนสำคัญกับความสำเร็จของทีมในช่วง 2 ซีซั่นที่ผ่านมา จากความสามารถในการแอสซิสต์ที่เฉียบคม ส่วน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ หัวใจในเกมรับและอันตรายทุกครั้งในจังหวะเล่นลูกฟรีคิก สุดท้ายตำแหน่งผู้รักษาประตู อลีสซง เบ็คเกอร์ มือ 1 ของทีม จะทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายเพื่อให้แนวรับของ "เดอะ เร้ดส์" มีความสมบูรณ์แบบ

เชลซี : ช็อปไม่ยั้ง หวังลุ้นสู้หงส์-เรือใบ

 แม้ปราชัยให้กับ อาร์เซน่อล 1-2 ในเกมรอบชิงฯ เอฟเอ คัพ ฤดูกาลก่อน แต่ผลงานของ เชลซี ภายใต้การนำทัพครั้งแรกของตำนานสโมสรอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พาทีมจบอันดับสี่ในลีก ถือว่าไม่เลวเลย เพราะต่อให้เสียประตูเยอะ (54 ลูก ซึ่งมากสุดในกลุ่ม 10 อันดับแรก) แต่ก็ยิงคู่แข่งได้แยะเช่นกัน (69 ลูก ซึ่งเป็นรองแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล เท่านั้น) ถือเป็นทีมที่เอนเตอร์เทนแฟนบอลได้เป็นอย่างดี แต่ซีซั่น 2020/21 ที่กำลังจะมาถึง พวกเขาไม่ได้มาแบบขำๆ อีกต่อไป แถมอาจจะคิดการใหญ่ถึงขั้นหวังเบียดลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก เลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเกินเลยอะไรนัก หากพิจารณาถึงการเดินหน้าเสริมทัพชนิดบ้าคลั่งตามสไตล์เศรษฐีโมโหในช่วงซัมเมอร์นี้ของพวกเขา

– การเสริมทัพ

หลังจากที่ไม่สามารถซื้อใครได้ในช่วงถูกแบน พอพ้นโทษ เชลซี เลยจัดหนักในช่วงซัมเมอร์นี้ ด้วยการดึงแข้งสตาร์ดังอย่าง ฮาคิม ซิเยค (36 ล้านปอนด์, จาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), ติโม แวร์เนอร์ (47.7 ล้านปอนด์, จาก แอร์เบ ไลป์ซิก), เบน ชิลเวลล์ (45.18 ล้านปอนด์, จาก เลสเตอร์ ซิตี้) และ ไค ฮาแวร์ตซ์ (72 ล้านปอนด์, จาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น) มาเสริมทัพ ซึ่งสี่คนนี้มีมูลค่ารวมกันทะลุ 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,200 ล้านบาท)

แถมยังได้ของฟรีคุณภาพสูงอย่าง ติอาโก้ ซิลวา เซนเตอร์แบ็กจอมเก๋าชาวบราซิเลียน และสองกองหลังดาวรุ่งอย่าง มาล็อง ซาร์ และ ซาเวียร์ เอ็มบูยัมบ้า อีกด้วย ถือเป็นซัมเมอร์ที่ "สิงห์บลูส์" เสริมทัพได้โหดสะใจแฟนบอลดีแท้ และไม่น่าจะหยุดอยู่เพียงแค่นี้ โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้รักษาประตูที่น่าจะมีตัวใหม่เข้ามาเสริมในอีกไม่ช้า ดังนั้นการเสียแข้งตัวรุกเก๋าประสบการณ์อย่าง วิลเลี่ยน และ เปโดร จึงไม่น่าส่งผลกระทบอะไรมาก แต่แน่นอนว่า หลังจากนี้ เชลซี คงต้องมีการปล่อยหรือขายผู้เล่นบางคนออกไปด้วย 

– ดาราใหม่น่าจับตา

เชลซี มีนักเตะหน้าใหม่ที่น่าจับตามองเพียบ แต่คนที่ถูกโฟกัสมากเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้น ฮาแวร์ตซ์ ที่ก่อนหน้านี้แทบจะได้รับความสนใจจากทุกสโมสรระดับท็อป ก่อนที่จะเป็น "สิงห์บลูส์" ที่สอยตัวมาร่วมก๊วนได้สำเร็จ การมาของ ฮาแวร์ตซ์ ทำให้ แลมพาร์ด มีทางเลือกหลากหลายในการเล่นเกมรุก เพราะ ดาวเตะทีมชาติเยอรมนีวัย 21 ปีคนนี้ เป็นตัวรุกโดยธรรมชาติ เล่นได้ทั่วในแดนหน้า ทั้งมิดฟิลด์ตัวรุก, ปีก, หน้าเป้า, หน้าต่ำ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับ "แลมพ์ส" ว่า จะสามารถใช้งานและดึงศักยภาพที่แท้จริงของ ฮาแวร์ตซ์ ออกมาได้มากน้อยเพียงใด

– คีย์แมน

ถึงแม้มีปัญหาบาดเจ็บรบกวนเป็นระยะ แต่ซีซั่นแรกของ พูลิซิช ในเวที พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถือว่ามีผลงานที่น่าพอใจเลยทีเดียว (ลงเล่น 25 นัด, ทำได้ 9 ประตู) ดังนั้นฤดูกาล 2020/21 ที่กำลังจะถึงนี้ จึงถือเป็นฤดูกาลสำคัญของ ดาวเตะชาวอเมริกันวัย 21 ปี ที่จะได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่า เขาพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีมและเป็นตัวความหวังของทีม เหมือนกับที่ เอแด็น อาซาร์ เคยสร้างความยิ่งใหญ่เอาไว้ภายใต้สีเสื้อตัวนี้ เพราะหากมองถึงศักยภาพโดยรวมแล้ว พูลิซิช ก็มีดีไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า อาซาร์ เลย

เลสเตอร์ ซิตี้ : จิ้งจอกยังบลัด

น่าเสียดายแทนสาวก ‘เดอะ ฟ็อกซ์’ เสียเหลือเกินที่ซีซั่นก่อนพลาดโควตาตั๋ว แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมสุดท้าย หลังหลุดฟอร์มตอนช่วงท้ายฤดูกาล

เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทัพของ แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ออกสตาร์ทฤดูกาล 2019/20 ดีเกินความคาดหมาย ทำคะแนนเกาะกลุ่มหัวตารางมาโดยตลอด ทว่ามาเจอปัญหาตัวผู้เล่นหลักมีอาการบาดเจ็บหลายคน ทั้ง เบน ชิลเวลล์, ริคาร์โด้ เปเรยร่า และ เจมส์ แมดดิสัน ทำให้การจัดการไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม การที่พวกเขาติดท็อป 5 ของ พรีเมียร์ลีก นับว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม และดาวรุ่งหลายคนที่ได้โอกาสช่วงท้ายซีซั่น กลับส่งผลดีในเวลาต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น ‘จิ้งจอกสีน้ำเงิน’ ก็ยังเป็นทีมที่น่าจับตามองที่บรรดายักษ์ใหญ่ในลีกประมาทไม่ได้

– การเสริมทัพ

ขุมกำลังของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในปีนี้ แม้พวกเขาเสีย ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติอังกฤษให้แก่ เชลซี ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ แต่ก็ได้ ทิโมธี กาสตานเย่ ฟูลแบ็กทีมชาติเบลเยียมจาก อตาลันต้า เข้ามาเป็นกำลังเสริมด้วยค่าตัว 21.5 ล้านปอนด์

– ดาราน่าจับตา

ฮาวี่ย์ บาร์นส์ ตัวรุกริมเส้นวัย 22 ปีที่แจ้งเกิดเต็มตัว และมักถูก ร็อดเจอร์ส ใช้งานอยู่เป็นประจำ รวมถึง วิลฟรีด เอ็นดีดี้ ตัวตัดเกมฝีเท้าดีที่ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระชะลอเกมรุกฝั่งตรงข้าม ซึ่งสถิติบ่งชี้ว่า 8 นัดที่ เอ็นดีดี้ ลงสนามน้อยกว่า 30 นาที หรือไม่ได้ลงเลย เลสเตอร์ คว้าชัยชนะแค่ 2 เกมเท่านั้น ส่วนอีก 4 เกมแบ่งเป็น เสมอ 3 และ แพ้ 3

คีย์แมน

แม้ เจมี่ วาร์ดี้ จะอายุเข้าสู่วัย 33 ปี แต่ผลงานกลับสุดปังคว้าดาวซัลโวของ พรีเมียร์ลีก เมื่อซีซั่นที่แล้ว ซึ่งตลอดการเล่นบนเวทีสูงสุดอังกฤษ 5 ปีหลังสุด เจ้าตัวการันตีซัดประตูได้อย่างน้อย 10 ลูกทุกปี แน่นอนว่ายังไงเขาก็ยังเป็นหัวหอกเบอร์ 1 ของทีม เพราะตัวเลือกที่เหลือยังไม่มีใครดีพอที่จะขึ้นมาทดแทนเขาได้

เอฟเวอร์ตัน : มาเงียบๆ แต่ซื้อเพียบนะ

เอฟเวอร์ตัน กลายเป็นอีกหนึ่งทีมที่ได้รับการจับตามองก่อนที่ฤดูกาล 2019/20 จะเปิดฉากขึ้น หลังจากพวกเขาเสริมผู้เล่นใหม่มาใน่ชวงซัมเมอร์ได้น่าสนใจทั้ง อังเดร โกเมส มิดฟิลด์ที่ดึงมาจาก บาร์เซโลน่า, มอยเซ่ เคน กองหน้าจาก ยูเวนตุส และ อเล็กซ์ อิโวบี้ ปีกจาก อาร์เซน่อล มาเสริมทัพ ทำให้แฟนๆต่างคาดหวังกับผลงานของทีมไว้สูงลิบ

อย่างไรก็ตามผลงานของ "ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน" ภายใต้การคุมทีมของ มาร์โก ซิลวา กลับย่ำแย่สุดๆ โดยถึงขั้นเคยพาทีมแพ้ 4 เกมรวดในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว ก่อนที่สุดท้ายจะกระเด็นตกเก้าอี้ไปตามคาด หลังจากเกมที่แพ้ ลิเวอร์พูล 2-5 เมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ก่อนที่ เอฟเวอร์ตัน จะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการดึง คาร์โล อันเชล็อตติ นายใหญ่จอมเก๋าเข้ามากุมบังเหียนแทน และพาทีมกลับมาทำผลงานดีขึ้นแต่สุดท้ายก็พาทีมประคองตัวจบด้วยการรั้งที่ 12 ของตารางเท่านั้น ซึ่่งในฤดูกาลหน้าน่าติดตามต่อไปว่าเมื่อ อันเช่ ได้เสริมผู้เล่นหน้าใหม่ตามที่ต้องการจะสามารถพาทีมบินสูงได้ถึงไหนกับซีซั่นที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น

– การเสริมทัพ

ช่วงตลาดซัมเมอร์นี้ เอฟเวอร์ตัน สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเมื่อได้ตัว อัลลัน มิดฟิลด์จาก นาโปลี ด้วยค่าตัว 22 ล้านปอนด์ (ประมาณ 902 ล้านบาท) ต่อด้วย ฮาเมส โรดิเกซ จอมทัพชาวโคลอมเบีย จาก เรอัล มาดริด ในราคา 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 820 ล้านบาท) และล่าสุดอย่าง อับดูลาย ดูคูเร่ มิดฟิลด์จาก วัตฟอร์ด อยู่ที่ราว 20 ล้านปอนด์

– ดาราใหม่น่าจับตา

หากดูจากชื่อชั้นแล้วคงจะต้องยกให้กับดีลของ ฮาเมส โรดิเกซ แม้ว่าดาวเตะชาวโคลอมเบียจะแทบไม่ได้ลงเล่นกับ เรอัล มาดริด ในซีซั่นที่ผ่านมาเลย แต่หากพูดถึงเรื่องประสบการณ์ และเรื่องฝีเท้าต้องยอมรับว่าเขาก็ยังอยู่ในระดับหัวแถวของยุโรป ยิ่งไปกว่านั้นการได้กลับมาร่วมงานกับ อันเชล็อตติ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมาถึง 2 สโมสรทั้ง เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค น่าจะทำให้เขาปรับตัวได้ง่ายขึ้น

– คีย์แมน

สำหรับคีย์แมนคนสำคัญนั้นยังต้องยกให้กับคู่หูกองหน้าอย่าง ริชาร์ลิซอน และ โดมินิค คัลเวิร์ต เลวิน ที่ซัดไปคนละ 15 ประตูรวมทุกรายการในซีซั่นที่ผ่านมา ซึ่งการได้ตัวจ่ายบอลอย่าง ฮาเมส มาร่วมทีมก็อาจทำให้ทั้งคู่ผลิตสกอร์ได้มากขึ้น

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด : ยักษ์หลับที่ยังรอวันตื่น

ความฝันของเหล่าแฟนบอล นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่จะได้เห็นทีมหลุดพ้นจากการครอบครองของ ไมค์ แอชลี่ย์ เจ้าของทีมที่พวกเขามองว่าบริหารทีมได้อย่างย่ำแย่ยังไม่สามารถเป็นความจริงได้สักที

ที่จริงก่อนหน้านี้มันเหมือนจะมีความหวังจากการที่กลุ่มทุนซาอุดิอาระเบียซึ่งนำโดย เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งประเทศซาอุดิอาระเบีย พร้อมเข้าเทคโอเวอร์ทีมด้วยข้อเสนอสูงถึง 300 ล้านปอนด์ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท) แต่สุดท้ายมันก็ล่มลงเป็นที่เรียบร้อย และเหล่าสาวก "ทูน อาร์มี่" ก็ต้องทนกับ แอชลี่ย์ ต่อไปอีก 1 ซีซั่น และหวังว่าสถานการณ์มันจะต่างจากฤดูกาลก่อนบ้าง

ซีซั่นที่แล้ว บรูซ เข้ามาคุม นิวคาสเซิ่ล เป็นซีซั่นแรก แต่เขาก็เหมือนกับหลายคนก่อนหน้านี้ที่ยังไม่สามารถพาทีมกลับขึ้นไปติดกลุ่มท็อปของตารางคะแนนได้ นิวคาสเซิ่ล ได้เพียงอันดับที่ 13 ของตารางคะแนน เท่ากับซีซั่น 2018-19 ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ เป๊ะ แถมที่จริงทีมของ บรูซ ยังชนะในลีกเพียง 11 นัดเท่านั้น แม้ว่าในศึก เอฟเอ คัพ นิวคาสเซิ่ล จะไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ จนเป็นการชดเชยการที่จอดป้ายตั้งแต่รอบ 2 ของศึก คาราบาว คัพ ได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลงานโดยรวมก็ถือว่าน่าผิดหวังอยู่ดี

ในฤดูกาลที่แล้วถือว่า นิวคาสเซิ่ล ทำได้แย่ทั้งเกมรับและเกมรุก พวกเขายิงในลีกได้เพียง 38 ประตู ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2006-07 ที่เคยทำได้ 38 ประตูเหมือนกัน นอกจากนี้พวกเขาก็เสียประตูถึง 58 ลูก เยอะที่สุดนับตั้งแต่ที่เคยเสียไป 65 ประตูในฤดูกาล 2015-16 ด้วย

ถ้าเกิด บรูซ ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้แล้วล่ะก็ มันก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงโอกาสที่จะติด 10 อันดับแรกของตารางคะแนนเลย แค่การอยู่รอดปลอดภัยใน พรีเมียร์ลีก ต่อไปก็ดูเป็นงานยากสุดๆ ด้วยซ้ำ

– การเสริมทัพ

มาร์ค จิลเลสพี, ไนออล บรู๊คเวลล์, เจฟฟ์ เฮนดริค, ไรอัน เฟรเซอร์, คัลลั่ม วิลสัน และ จามาล ลูอิส คือบรรดานักเตะที่ นิวคาสเซิ่ล ได้มาร่วมทัพ ซึ่งนอกจาก บรู๊คเวลล์ แล้วนั้น ที่เหลือเป็นประเภทที่พร้อมเป็นขุมกำลังให้ทีมชุดใหญ่ทันทีทั้งหมด แถมมีเพียง 2 คนที่พวกเขาต้องเสียค่าตัวในการดึงมาอยู่กับทีม นั่นคือ วิลสัน และ ลูอิส

อย่างไรก็ตาม แค่ 2 คนนั้นก็มีค่าตัวรวมกัน 35 ล้านปอนด์เข้าไปแล้ว แบ่งเป็น 20 ล้านปอนด์ในดีลของ วิลสัน และ 15 ล้านปอนด์ที่เสียไปกับการเอา ลูอิส มาร่วมทีม ซึ่งมันดูเป็นค่าตัวที่สูงในระดับหนึ่งสำหรับการเอานักเตะจากทีมที่เพิ่งตกชั้นไปเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ มาร่วมทัพ

สำหรับส่วนที่ปล่อยออกไปนั้น มีแค่ แจ็ค โคลแบ็ค, ร็อบ เอลเลียตต์ และ เจมี่ สเตอร์รี่ ที่เคยถูกใส่ชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ นั่นหมายความว่าการเสียทั้ง 3 คนไม่น่าจะส่งผลเสียกับขุมกำลังของ นิวคาสเซิ่ล มากนัก

– ดาราใหม่น่าจับตา

ถ้าจะบอกว่า วิลสัน คือหนึ่งในคนที่อาจจะมีส่วนสำคัญที่สุดในการชี้ชะตา นิวคาสเซิ่ล ในฤดูกาลนี้ก็คงไม่ผิดนัก ในฤดูกาล 2018-19 เขาเคยทำได้ 14 ประตู จากการลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก 30 นัดให้กับ บอร์นมัธ แต่พอถึงซีซั่นก่อนทำได้เพียง 7 ประตูจากการลงสนาม 35 เกม เรียกได้ว่าถ้าเกิดเขาโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้ นิวคาสเซิ่ล ก็น่าจะมีผลงานโดยรวมที่ดี แต่ถ้าทำไม่ได้มันก็จะกลายเป็นการเสียเงิน 20 ล้านปอนด์แบบไม่คุ้มค่าสุดๆ

– คีย์แมน

อัลแล็ง แซงต์-มักซิแม็ง คือคนที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดของ นิวคาสเซิ่ล เมื่อฤดูกาลก่อน เขามีค่าเฉลี่ยการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งในลีกถึง 4.7 ครั้งต่อนัด และยังมีจังหวะผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญเฉลี่ย 1.3 ครั้งต่อเกมด้วย จนส่งผลให้ซีซั่นก่อนเขาทำไป 3 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 26 เกม ถ้าเกิด แซงต์-มักซิแม็ง ทำผลงานได้ดีแบบคงเส้นคงวาแล้วล่ะก็ เขาก็จะทำให้เกมรุกของ นิวคาสเซิ่ล ไหลลื่นได้ดีเลยทีเดียว

ตัดเกรดสตาร์ใหม่พรีเมียร์ฯประเดิมสนามมีทั้งปัง-ตก

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020/21 เปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แน่นอนนอกจากผลงการแข่งขันของแต่ละทีมแล้ว อีกไฮไลท์สำคัญที่แฟนๆต่างจับตามองคือฟอร์มของบรรดานักเตะใหม่ของแต่ละสโมสร

ช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้มีหลายทีมที่ใช้เงินซื้อนักเตะระดับท็อปเข้ามาเสริมทัพ โดยมีทั้งย้ายมาจากลีกใหญ่ในยุโรป และคู่แข่งร่วมลีก ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้ลงเล่นประเดิมให้ต้นสังกัดใหม่เป็นที่เรียบร้อย และมีทั้งโชว์ฟอร์มโดดเด่น รวมถึงเริ่มต้นไม่น่าประทับใจ ส่วนใครจะมีผลงานเป็นอย่างไรไปเช็กกันเลย   

อาร์เซน่อล

วิลเลียน – 8/10

ปีกชาวบราซิลย้ายข้ามฟากจาก เชลซี มาอยู่กับ อาร์เซน่อล แบบไร้ค่าาตัว ก่อนจะได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงทันทีในนัดแรก และเปิดตัวได้อย่างสุดปังด้วยการมีส่วนร่วมกับทั้งสามประตูที่เกิดขึ้น โดยทำไป 2 แอสซิสต์ ช่วยทีมบุกถล่ม ฟูแล่ม 3-0 และน่าจะกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมได้ในซีซั่นนี้

กาเบรียล มากัลเญส – 8/10 

แม้จะเพิ่งย้ายมาจาก ลีลล์ ในลีก เอิง ฝรั่งเศส แต่ปราการหลังชาวบราซิลก็สามารถปรับตัวในพรีเมียร์ลีกได้อย่างรวดเร็ว ลงประเดิมเป็นตัวจริงเกมแรกก็สามารถทำประตูได้ทันทีจากลูกโหม่ง นอกจากนี้ยังช่วยทีมเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย

เชลซี

ติโม แวร์เนอร์ – 8/10

ดาวยิงทีมชาติเยอรมันได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงให้ เชลซี ทันที โดยมีส่วนร่วมกับเกมค่อนข้างมาก พร้อมกับเรียกจุดโทษให้ทีมช่วยให้ "สิงห์บลูส์" บุกชนะ ไบรท์ตัน 3-1

ไค ฮาแวร์ทซ์ – 6/10

ถือเป็นสตาร์ใหม่ที่เริ่มต้นได้ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่นัก หลังจากมิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมันได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงให้ "สิงห์บลูส์" โดยได้ประจำการในตำแหน่งริมเส้นฝั่งขวา แต่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเกม และทำบอลเสียหลายครั้ง ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกไปในช่วงท้ายเกม

เอฟเวอร์ตัน

ฮาเมส โรดริเกซ – 7/10

 เป็นอีกหนึ่งสตาร์ดังที่ย้ายมาแล้วทำผลงานน่าประทับใจ โดยดาวเตะชาวโคลอมเบียมีส่วนร่วมกับเกมอย่างมาก โดยเฉพาะการวางบอลยาวได้อย่างแม่นยำ แล สร้างโอกาสยิงได้ถึง 5 ครั้งจนคว้า "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" ช่วยให้ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" บุกไปชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-0

อัลลัน – 8/10

 เป็นแข้งใหม่อีกหนึ่งรายที่เปิดตัวด้วยผลงานน่าประทับใจกับ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ลงประจำการเป็นมิดฟิลด์ตัวรับเล่นได้อย่างแข็งแกร่ง คอยทำหน้าที่ตัดเกมจนทำให้นักเตะจาก สเปอร์ส โชว์ฟอร์มกันไม่ออก

อับดูลาย ดูกูเร่ – 7/10

มิดฟิลด์เลือดน้ำหอมช่วยกันเล่นเกมรับร่วมกับ อัลลัน ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการเล่นลูกกลางอากาศ และเข้าปะทะได้อย่างยอดเยี่ยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด

โรดริโก้ – 5/10

กองหน้าทีมชาติสเปนถือเป็นสตาร์ความหวังใหม่ของทัพ "ยูงทอง" เลยก็ว่าได้ หลังย้ายจาก บาเลนเซีย มาด้วยค่าตัวสถิติใหม่สโมสร 30 ล้านปอนด์ อย่างไรก็ตามดาวเตะวัย 29 ปี เปิดตัวได้น่าผิดหวังลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลัง ก่อนจะทำให้ทีมเสียจุดโทษ และทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด บุกไปแพ้ ลิเวอร์พูล ไแบบหวุดหวิด 3-4

เลสเตอร์ ซิตี้

ติโมธี คาสตานเญ่ – 8/10

 เลสเตอร์ ซิตี้ จัดการคว้าแบ๊กซ้ายชาวเบลเยียมมาจาก อตาลันต้า เพื่อมาแทน เบน ชิลเวลล์ ที่ย้ายไป เชลซี ก่อนที่ คาสตานเญ่ จะทำผลงานโดดเด่นโดยได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ๊กขวา และทำประตูแรกได้ทันทีจากลูกโหม่ง ช่วยให้ทีม "จิ้งจอก" บุกชนะ เวสต์ บรอมวิช 3-0

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

คัลลั่ม วิลสัน – 8/10

 ดูเหมือน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จะได้ดาวยิงคุณภาพที่ตามหามานาน หลังจาก กองหน้าดีกรีทีมชาติอังกฤษเปิดตัวได้อย่างยอดเยี่ยมทำได้หนึ่งประตูช่วยให้ทัพ "สาลิกาดง" บุกชนะ เวสต์ แฮม 2-0 ซึ่งถือเป็นการเสริมทัพได้ตรงจุดเนื่องจาก โชเอลินตอน กองหน้าชาวบราซิลทำผลงานน่าผิดหวังจากการย้ายมาด้วยค่าตัวสถิติสโมสรในฤดูกาลที่แล้ว แต่กลับยิงได้เพียง 2 ประตูในลีกเท่านั้น

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก – 6

กองกลางทีมชาติเดนมาร์กได้ลงเป็น 11 ตัวแรกให้กับ "ไก่เดือยทอง" ทันที หลังย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน แต่ก็ไม่สามารถช่วยทีมสู้กับแดนกลางของ เอฟเวอร์ตัน ได้เลย

แมตต์ โดเฮอร์ตี้ – 6

 ฟูลแบ๊กชาวไอริชทำผลงานสุดโหดกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ฤดูกาลที่แล้วทำประตู และแอสซิสต์ได้เป้นกอบเป็นกำ ก่อนจะย้ายมาเล่นให้ สเปอร์ส โดยเกมดวล เอฟเวอร์ตัน เขาได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงทันที และมีโอกาสที่จะทำประตูได้จากจังหวะหลุดเดี่ยวไปยิงแต่โดน จอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟไปได้หวุดหวิด และโดนเปลี่ยนตัวออกในช่วงครึ่งหลัง 

เด็กมันขอสู้! “เช็ก” ยัน “เกปา” ยังมีอนาคตในถ้ำสิงห์

ปีเตอร์ เช็ก ตำนานผู้รักษาประตูของเชลซี วัย 38 ปี ออกมายืนยันว่านายด่านค่าตัวแพงอย่าง เกปา อาร์ริซาบาลากา ยังคงมีอนาคตกับทีม

เชลซี ทุ่มเงินมหาศาลถึง 71.6 ล้านปอนด์คว้า เกปา มาจาก แอธเลติก บิลเบา เมื่อปี 2018 ซึ่งถือว่าเป็นค่าตัวสถิติโลกในตำแหน่งผู้รักษาประตู

อย่างไรก็ตาม นายด่านชาวสแปนิชวัย 25 ปี กลับทำผลงานได้สวนทางกับค่าตัวอันแสนแพง จนมีข่าวว่าเขาหมดอนาคตในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ และเตรียมถูกขายทิ้งในซัมเมอร์นี้

ล่าสุด เช็ก ที่ปัจจุบันรับหน้าที่ผู้อำนวยการด้านเทคนิคให้สิงห์บลูส์ ยืนยันว่า "สโมสรลงทุนหนักและมอบสัญญาระยะยาวให้เขา (เกปา) เพราะเราเชื่อว่าเขามีคุณภาพและจะประสบความสำเร็จ"

"ไม่มีใครหมดหวังในตัวเขาหรอก เขาก็พร้อมพิสูจน์ตัวเองต่อเช่นกัน ซึ่งทุกคนก็หวังว่าเขาจะมีอนาคตที่ยอดเยี่ยมต่อไป"

ปิดดีล!เลเวอร์คูเซ่นเซ็น “ชิค” จากโรม่าเรียบร้อย

"ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ปิดดีลคว้าตัว พาทริค ชิค หัวหอกเลือดเช็ก มาจาก อาแอส โรม่า เรียบร้อย ด้วยค่าตัวเฉียดพันล้านบาท

ไบเออร์ เลวอร์คูเซ่น สโมสรดังแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน ประกาศคว้าตัว พาทริค ชิค กองหน้าทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก มาจาก อาแอส โรม่า สโมสรชั้นนำในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเซ็นสัญญาร่วมงานกันยาวถึงปี 2025

สำหรับค่าตัวของ ชิค ในการย้ายทีมครั้งนี้อยู่ที่ 26.5 ล้านยูโร (ประมาณ 980.5 ล้านบาท) โดยในดีลนี้ โรม่า จะได้เงิน 10% จากค่าตัวการย้ายทีมครั้งต่อไปของ อดีตหัวหอก ซามพ์โดเรีย วัย 24 ปี ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา ชิค ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจระหว่างเล่นให้ แอร์เบ ไลป์ซิก แบบยืมตัว โดยลงเล่นให้ ไลป์ซิก รวมทุกรายการ 27 นัด ทำได้ 10 ประตู

จ่อลาแมนยู! โรม่าเร่งเครื่องซิวสมอลลิ่งร่วมก๊วน

คริส สมอลลิ่ง ปราการหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใกล้ที่จะได้ลงเอยกับ อาแอส โรม่า เพราะล่าสุดมีข่าว "หมาป่าเหลือง-แดง" เตรียมยื่นข้อเสนอชิ้นใหม่ที่ "ปีศาจแดง" น่าจะพอใจ

อาแอส โรม่า สโมสรดังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อิตาลี พร้อมยกระดับข้อเสนอในการซื้อตัว คริส สมอลลิ่ง เซนเตอร์แบ็กร่างใหญ่เลือดผู้ดีของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ตามรายงานจาก สกาย สปอร์ต อิตาเลีย สื่อกีฬาชั้นนำแดนมะกะโรนี เมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา

สมอลลิ่ง ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมระหว่างเล่นให้ทีม "จัลโล่รอสซี่" แบบสัญญายืมตัวเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้เจ้าตัวต้องการที่จะอยู่เล่นในถิ่น สตาดิโอ โอลิมปิโก ต่อ แต่ ณ ขณะนั้น โรม่า ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อขาด

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สกาย สปอร์ต อิตาเลีย ระบุว่า การเจรจาระหว่างสองสโมสรตอนนี้คืบหน้าไปมาก โดย โรม่า เตรียมเพิ่มข้อเสนอเป็น 20 ล้านยูโร (ประมาณ 740 ล้านบาท) + โบนัส ซึ่งน่าจะเป็นที่พอใจสำหรับ "ปีศาจแดง" ที่ตั้งค่าหัว ปราการหลังวัย 30 ปี ไว้ที่ 25 ล้านยูโร (ประมาณ 925 ล้านบาท)
 
ทั้งนี้ โรม่า มีกำลังเงินในการเสริมทัพมากขึ้น หลังการเข้าเทคโอเวอร์สโมสรของ แดน ฟรีดกิ้น เศรษฐีพันล้านชาวอเมริกัน เมื่อเดือนก่อน รวมถึงการจะได้เงินก้อนหนึ่งจากการขาย พาทริค ชิค หัวหอกเลือดเช็ก ให้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น