อดีตเด็กลิเวอร์พูลเผยตั้งใจอัดเพื่อนเพราะอยากเล่นชุดใหญ่

ทอม บรูวิตต์ อดีตแข้งในทีมเยาวชนของ ลิเวอร์พูล เปิดอก เคยตั้งใจอัด แดเนี่ยล เคลียรี่ เพราะอยากลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ "หงส์แดง" พร้อมเผย แม้ว่าจะรู้สึกแย่ที่ทำให้เพื่อนเจ็บ แต่ก็ไม่เคยละอายกับการกระทำของตัวเองเลย

ทอม บรูวิตต์ อดีตกองหลังในทีมเยาวชนของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยอมรับว่าตนเคยตั้งใจทำให้ แดเนี่ยล เคลียรี่ เพื่อนร่วมทีมเยาวชน "หงส์แดง" ได้รับบาดเจ็บในการซ้อม เพื่อที่ตนจะได้มีโอกาสลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่มากกว่าเดิมในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 3 ฤดูกาล 2015-16 ที่ ลิเวอร์พูล เจอกับ เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ เมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2016

ก่อนถึงนัดดังกล่าว เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ส่อแววว่าจะต้องเรียกใช้งานนักเตะจากอะคาเดมี่ในระดับหนึ่ง หลังจากแข้งในทีมชุดใหญ่หลายคนได้รับบาดเจ็บ ซึ่ง บรูวิตต์ อยู่ในข่ายที่อาจจะถูกดึงไปช่วยทีม แต่กองหลังชาวอังกฤษก็มี เคลียรี่ เป็นคู่แข่งโดยตรงในเรื่องนั้น

แข้งวัย 23 ปี ที่ปัจจุบันกลายเป็นนักเตะไร้สังกัด เผยในรายการพ็อดแคสต์รายการหนึ่งว่า "ไม่ว่าต้องทำอะไรก็ตามเพื่อที่จะได้ลงเล่น ผมก็ยินดีที่จะทำมัน ต่อให้มันจะเป็นการทำร้ายร่างกายบางคน หรือทำลายความสัมพันธ์ของผมกับเขา ผมก็ยินดีที่จะทำ ผมก็แค่อยากเล่นให้ ลิเวอร์พูล มากๆ ผมต้องการแค่นั้น ผมตัดสินใจขั้นเด็ดขาด มันมีแค่ผมหรือไม่ก็เขาที่น่าจะได้ลงเล่น ดังนั้นผมเลยจ้องเล่นงานเขาในการซ้อม"

"ในการซ้อมทั้งช่วงก่อนเทศกาลคริสต์มาส และในช่วงระหว่างคริสต์มาสกับปีใหม่น่ะผมตั้งใจไปยืนข้างๆ เขาทั้งในตอนซ้อมการครองบอลรวมถึงตอนที่แบ่งทีมแข่งกัน และผมก็เตะเขา ผมไม่ได้ถึงขั้นพยายามที่จะทำให้เขาเจ็บหนักอะไรหรอกนะ ผมก็แค่พยายามทำให้เขาเจ็บมากพอที่จะทำให้เขาต้องหมดสิทธิ์ลงเล่น แล้วผมจะได้มีโอกาสลงสนามก็เท่านั้น"

"มันเกิดขึ้นในช่วงก่อนเกมกับ เอ็กเซเตอร์ 1 สัปดาห์ ตอนนั้นเราซ้อมแบบแบ่งทีมฝั่งละ 7 คน ผมจับบอลแรงไปนิดหน่อย (จนทำให้บอลลั่น) แล้วเขาก็พุ่งเข้ามาเพื่อจะสกัดใส่ผม ผมกะจังหวะรอนานไปนิดๆ แล้วก็พุ่งเข้าใส่เขา มันเป็นการเข้าสกัดที่แย่ ผมรู้ดีว่ามันเป็นอย่างนั้น ผมตั้งใจเข้าสกัดแบบนั้น"

"แน่นอนว่าผมไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจกับมันเลย แต่ผมก็ไม่รู้สึกละอายใจที่ทำแบบนั้นเหมือนกัน เพราะในหัวของผมมันคิดถึงแค่เรื่องที่ว่ามีแค่ผมหรือเขาเท่านั้นที่จะได้ลงเล่น และสุดท้ายผมก็เลือกตัวเอง หลังจากนั้นมันก็มีการทะเลาะกันนิดหน่อย และผมคิดว่าเขาโดนไล่ออกจากสนามซ้อมเพราะปฏิกิริยาของเขา ซึ่งมันถือเป็นการตัดสินใจ (ของสตาฟฟ์) ที่เหมาะสมแล้วเพราะปฏิกิริยาของเขาอาจจะรุนแรงไปหน่อย ส่วนผมก็ได้ซ้อมจนจบ"

"หลังจากนั้นเขาก็ต้องใช้ไม้ค้ำช่วยเดินประมาณ 2 สัปดาห์ มันเลยไม่ได้ให้ความรู้สึกประมาณว่า -ภารกิจสำเร็จ- สักเท่าไหร่ เพราะผมคิดว่ามันเป็นอาการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่าที่คิดนิดๆ เนื่องจากเดิมทีผมไม่ได้อยากทำให้เขาบาดเจ็บเลย ผมแต่อยากให้เขาหมดสิทธิ์ลงเล่นก็เท่านั้น"

หลังจากได้ฟังการเปิดใจของอดีตเพื่อนน่วมทีมนั้น เคลียรี่ ซึ่งปัจจุบันเล่นให้ ดันดอล์ค ทีมในประเทศไอร์แลนด์ก็โพสต์ตอบโต้ไปว่า "การดับไฟบนเทียนของคนอื่นมันไม่ได้ทำให้ไฟบนเทียนของแกมันสว่างขึ้นทันที โชคดีโคตรๆ ที่วันนั้นฉันเอาตัวรอดจากการสกัดครั้งนั้นได้โดยที่ขาไม่หักเป็น 2 ท่อน" โดยในเวลาต่อมาทางเจ้าของรายการพ็อดแคสต์ได้ลบคำเปิดใจของ บรูวิตต์ ทิ้งไปจน เคลียรี่ ก็ออกมาโพสต์ตอกกลับทันที

ทั้งนี้ ท้ายที่สุดแล้ว บรูวิตต์ ก็ไม่ได้ลงเล่นในเกมกับ เอ็กเซเตอร์ อยู่ดี เพราะเขามีอาการกระทบกระเทือนทางสมองในช่วง 4 วันก่อนถึงเกมการแข่งขัน หลังจากไปโขกโดนด้านหลังของเพื่อนร่วมทีมในจังหวะที่พยายามจะขึ้นโหม่งบอล

เกมมันส์แต่..?!กล้องจับภาพแข้งลิเวอร์พูลหลับคาม้านั่งสำรอง

เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ เกมล่าสุดถือว่าความมันส์อยู่ในระดับ 5 ดาว มีประตูเกิดขึ้นถึง 4 ลูกและมีใบแดงในช่วงท้าย อย่างไรก็ตาม ในความมันส์นั้นกลับมีผู้เล่นตัวสำรองของฝั่งทีมเยือนหนึ่งรายถูกจับภาพได้ว่าหลับคาม้านั่งสำรอง

ในขณะที่สกอร์การแข่งขันอยู่ที่ ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายนำ เอฟเวอร์ตัน 2-1 ในนาทีที่ 79 ทว่ากล้องถ่ายทอดของ บีที สปอร์ต จับภาพไปทาง เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ’หงส์แดง’ แล้วดันติดภาพของ ควีวิน เคลเลเฮอร์ ผู้รักษาประตูดาวรุ่งวัย 21 ปีแอบงีบหลับอยู่ด้านหลัง

ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่นาที ‘ทอฟฟี่สีน้ำเงิน’ มาได้ประตูตีเสมอ 2-2 จากลูกโขกของ โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน ในนาทีที่ 81

โดยทาง บีที สปอร์ต ได้โพสต์ทวิตเตอร์อำนายด่านดาวรุ่ง ลิเวอร์พูล พร้อมแคปชั่นว่า "เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ หนนี้มันน่าเบื่อไปนิดๆ จน ควีวีน เคลเลเฮอร์ ทนไม่ไหว"

ลัลลาน่าเปิดบทสนทนากับคล็อปป์ก่อนลาลิเวอร์พูล

ขอบคุณบอส! อดัม ลัลลาน่า เปิดบทสนทนากับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตอนก่อนอำลา ลิเวอร์พูล มาเล่นให้ ไบรท์ตัน เผยเจ้านายเป็นคนตรงไปตรงมา และอยากให้ตัวเองได้ลงเล่นเป็นประจำ

อดัม ลัลลาน่า กองกลาง ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เปิดเผยว่า ตัวเองได้พูดคุยกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ถึงเรื่องการอำลาถิ่น แอนฟิลด์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่แล้ว ก่อนที่จะได้ย้ายมาอยู่กับ "เจ้านกนางนวล" ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ลัลลาน่า วัย 32 ปี ที่เล่นให้ "หงส์แดง" มา 6 ปี เผยผ่าน บีบีซี เรดิโอ ไฟฟ์ ไลฟ์ ว่า "ผมจะบอกข้อมูลเชิงลึกให้คุณฟังบ้างว่า ผมได้คุยกับ เจอร์เก้น เมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว เรานั่งคุยกันอย่างเปิดอก พวกเรามีความสัมพันธ์ที่ดี และผมก็แค่พูดว่า "ผมจะเป็นอย่างไรในปีหน้า? "

"ผมรู้ว่า ตัวเองกำลังจะหมดสัญญา และรู้ว่า ไม่ได้ลงสนามเป็นประจำ แม้ผมยังมีส่วนสำคัญในทีม แต่ผมต้องการความตรงไปตรงมา ขณะที่เขาก็บอกผมตรงๆ ว่า "ให้เอเยนต์ของนายเริ่มมองหาทีมใหม่ได้เลยนะ" นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีม หรือเขาจะไม่ใช้งานผม"

"จากนั้นอีก 4 วันต่อมาเขาก็ดึงผมติดทีมไปเล่นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และผมก็ทำประตูตีเสมอ ผมคิดว่า มันแสดงให้เห็นว่า เจอร์เก้น เป็นคนอย่างไร เขาเป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เขาบอกผมว่า ผมสมควรได้ลงเล่นมากกว่านี้ และสมควรมีเวลาในสนามมากขึ้น"

"เขาไม่สามารถให้สิ่งนั้นกับผมได้ จากนั้นผมก็ได้รับคำอวยพรจากเขาและสโมสรในการให้เอเยนต์ของผมไปพูดคุยเพื่อหาทีมใหม่สำหรับฤดูกาลหน้าซึ่งมันก็คือซีซั่นนี้นี่เอง" ลัลลาน่า ทิ้งท้าย

มินามิโนะ,โจนส์โชว์ออฟ!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลหลังบุกกระซวกลินคอล์น

 "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ไม่มีปัญหาในการตบเท้าเข้าสู่รอบสี่ศึก คาราบาว คัพ หลังบุกไปยำ ลินคอล์น ซิตี้ สโมสรจาก ลีก วัน ถึงบ้าน 7-2 ในเกมรอบสาม เมื่อคืนที่ผ่านมา แม้เกมนี้กุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ใช้บริการแข้งตัวสำรอง+ดาวรุ่งเป็นหลัก แต่ก็มีดีพอที่จะเก็บชัยชนะได้อย่างสบายๆ โดยเฉพาะ ทาคุมิ มินามิโนะ กับ เคอร์ติส โจนส์ ที่เล่นได้แจ่มมากๆ และนี่คือผลสอบของนักเตะ ลิเวอร์พูล แต่ละคนที่ลงเล่นแมตช์นี้  
 – อาเดรียน : 6.5
  แทบไม่ต้องทำอะไรมากช่วงครึ่งแรก แต่ครึ่งหลังเด่นทีเดียว เพราะมีโชว์เซฟสวยๆ หลายครั้ง ทว่ามาเสียท่าที่ออกมาไม่ดีในจังหวะเสียลูกที่สอง

 – เนโก วิลเลี่ยมส์ : 6.5
   เข้าถึงบอลก่อนคู่แข่งได้แทบตลอด แต่ก็มีปัญหาบางอย่างที่จะต้องปรับปรุงเรื่องเกมรับ ซึ่งก็ต้องพัฒนากันต่อไป

 – รีส วิลเลี่ยมส์ : 7
  เล่นดูมีชั้นเชิงเลยทีเดียว มีความมั่นใจ และมีส่วนร่วมกับประตู 3-0 ที่วางบอลยาวสุดแม่นให้ โอริกี้ โหม่งชงให้ โจนส์ จบสกอร์ 

 – เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ : 7
  เจองานไม่หนักมาก ช่วยคุมแนวรับได้อย่างสบายๆ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจบครึ่งแรก


 

 – คอสตาส ซิมิคาส : 7
  นี่คือเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกในสีเสื้อ "หงส์แดง" ของแบ็กซ้ายชาวกรีซ อาจไม่โดดเด่น แต่ทำได้ดีในการช่วยเติมเกมรุก แถมขยันดีเยี่ยม
 
 – มาร์โค กรูยิช : 7
  โดยรวมคุมแดนกลางได้โอเค แถมมีชื่อเป็นคนทำประตูด้วยในลูก 6-1

 – เคอร์ติส โจนส์ : 8
  ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ มีชั้นเชิงในการเล่น และทำสองประตูได้อย่างสุดสวย ดูแล้วสามารถเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมได้แบบยาวๆ

 – ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ : 7
  ไม่ได้โดดเด่นมาก แต่ก็มีส่วนช่วยให้ทีมได้สองประตู แถมมีการเล่นที่ฉลาดในหลายจังหวะ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงกลางครึ่งหลัง

 – เซอร์ดาน ชากิรี่ : 7.5
  ยิงฟรีคิกสุดสวยให้ทีมขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 9 และโดยรวมถือว่าเล่นได้โดดเด่นทีเดียวกับบทบาทมิดฟิลด์ตัวกลาง

 – ทาคุมิ มินามิโนะ : 8.5
  โดดเด่นอย่างแรงสำหรับดาวเตะชาวญี่ปุ่น เพราะนอกจากยิงสองตุงแล้ว ยังทุ่มเทสุดๆ ขยันวิ่งไล่บอล และปิดท้ายด้วยการแอสซิสต์ให้ โอริกี้ ยิงประตู 7-2

 – ดิว็อค โอริกี้ : 7
  แม้เป็นคนโหม่งแอสซิสต์ให้ โจนส์ ทำประตู 3-0 แต่โดยรวมมีเกมที่ค่อนข้างเงียบ จนกระทั่งเป็นคนจบสกอร์ 7-2 ในนาทีสุดท้าย

สำรองที่ได้ลงเล่น

 – ฟาบินโญ่ (แทน ฟาน ไดค์ น. 46) : 6
  ช่วยประคองเกมรับแทน ฟาน ไดค์ ช่วงครึ่งหลัง แทบเกือบทำประตูได้จากลูกฟรีคิก

 – ดิโอโก้ โชต้า (แทน เอลเลียตต์ น. 57) : 6
  ทำอะไรไม่ได้มาก แต่เกือบมีสกอร์เหมือนกัน

 – นาบี เกอิต้า (แทน ชากิรี่ น. 75) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้

ปืนแม่นซัดหงส์ร่วงกลางอากาศ ! ผ่า 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล พ่ายจุดโทษ อาร์เซน่อล

ลิเวอร์พูล โดน อาร์เซน่อล บุกมาถอนแค้นได้สำเร็จ โดยทัพ "เดอะ กันเนอร์ส" เอาชนะจุดโทษ "หงส์แดง" 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 0-0 ที่สนามแอนฟิลด์ ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดผู้เล่นชุดผสมผสานระหว่างนักเตะมากประสบการณ์, ดาวรุ่ง และแข้งสำรอง โดยแมตช์นี้เจ้าบ้าน และทีมเยือน สร้างโอกาสในการยิงประตูไม่ค่อยมากนัก แต่เกมก็ไม่ได้ดูน่าเบื่อจนเกินไป ที่สำคัญนักเตะดาวรุ่งหลายคนของทั้งสองทีม โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นและมีอนาคตสดใสรออยู่

ขณะที่ ดีโอโก้ โชต้า ดูเหมือนว่าจะปรับตัวเข้ากรับระบบการเล่นของ "เดอะ เร้ดส์" ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ ทาคูมิ มินามิโนะ ก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ เนโก วิลเลี่ยมส์ และ รีส วิลเลี่ยมส์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วน แบร์นด์ เลโน่ นายด่านอาร์เซน่อล ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและคู่ควรกับคำว่าโกลระดับโลกแล้ว

1. มินามิโนะ ยิ่งเล่นยิ่งพัฒนา

ต้องยอมรับว่าเกมนี้แนวทางการเล่นของ ลิเวอร์พูล ที่เป็นสไตล์เฮฟวี่ เมทัล อย่างที่คอลูกหนังได้เห็นกันเป็นประจำไม่มีให้เห็นเลย แถมจะออกแนวป็อบที่ดูแล้วไม่น่าตื่นเต้นเร้าใจเท่าไหร่ ที่สำคัญโอกาสในการสร้างความหวาดเสียวใส่ อาร์เซน่อล ก็มีน้อยนิดเหลือเกิน

อย่างไรก็ตามหากจะมองหาผู้เล่น "หงส์แดง" ที่ทำผลงานได้น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด และเต็มไปด้วยการเล่นที่มุ่งมั่นนั่นก็คงหนีไม่พ้นฟอร์มของ ทาคุมิ มินามิโนะ โดย ดาวเตะชาวญี่ปุ่น มีส่วนในการเล่นเกมรุกของทีมอย่างมาก และมักจะยืนถูกที่ถูกเวลาเสมอ

มินามิโนะเกือบมีชื่อเป็นผู้ทำประตูอีกครั้ง หลังจากที่ตามซ้ำจังหวะที่ ดีโอโก้ โชต้า โหม่งไปโดน แบร์นด์ เลโน่ ปัดออกมา แต่น่าเสียดายที่ดันแม่นคานไม่งั้นคงทำให้ ลิเวอร์พูล กุมความได้เปรียบทันที และจะช่วยให้ทีมลงมาเล่นครึ่งหลังได้สบายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม   

อย่างไรก็ตามหากมองในแง่บวกเกมนี้ มินามิโนะ สามารถประสานงานกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โชต้า ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะความคล่องตัวและความไวของเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรับ "เดอะ กันเนอร์ส" พอสมควร ฉะนั้น คล็อปป์ คงมองเห็นแล้วว่า ดาวเตะเลือดซามูไร เป็นทีเด็ดทีพร้อมลงสนามช่วยทีมในเกมพรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แน่นอน
    
2.  เลโน่ ฮีโร่ของปืน

 สำหรับเกมนี้ อาร์เซน่อล ทำผลงานได้ดีพอสมควรซึ่งฟอร์มในแมตช์นี้คงทำให้ มิเกล อาร์เตต้า ผู้จัดการทีม รู้สึกตื่นเต้นสุดๆ กับนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับโอกาสลงสนาม ขณะที่ แบร์นด์ เลโน่ นายทวารชาวเยอรมัน แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือโกลระดับโลกของจริง

เกมนี้นายด่านเลือดด๊อยท์ช ยืนตำแหน่งได้ดี มีความนิ่ง และยังรวดเร็วว่องไว โดยเซฟจังหวะสำคัญๆ ในครึ่งแรกช่วงทดเจ็บด้วยการพุ่งปัดลูกโหม่งระยะแค่ 10 หลาของ โชต้า เอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ ก่อนที่ มินามิโนะ จะตามซ้ำบอลชนคานดังสนั่น

ยังไม่หมดแค่นั้นในครึ่งหลัง เลโน่ โชว์ซูเปอร์เซฟจากจังหวะยิงระยะเผาขนของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ก่อนที่จะทำผลงานเหนียวหนึบอีกครั้งด้วยการป้องกันจังหวะยิงของ โชต้า นอกจากนี้ยังมีจังหวะโชว์นิ่งด้วยการเซฟลูกยิงของ เนโก วิลเลี่ยมส์ ได้อยู่หมัด

ขณะที่ในช่วงดวลจุดโทษตัดสิน เลโน่ ก็แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมในการอ่านทางบอลของคู่แข่ง และมีส่วนสำคัญในการนำ อาร์เซน่อล ทะลุเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อเซฟจังหวะการยิงของ ดิว็อค โอริกี้ และ แฮร์รี่ วิลสัน ได้เรียบวุธ ฉะนั้นคงไม่แปลกหากจะยกให้เขาเป็นนักเตะที่ฟอร์มเด่นที่สุดของ "ไอ้ปืนใหญ่" ในเกมนี้

3.  โชต้า ฟอร์มสดสมราคา

แม้ว่าเกมนี้ ลิเวอร์พูล จะจอดป้ายแค่รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ คล็อปป์ น่าจะยังยิ้มได้ก็คือฟอร์มการเล่นของ ดีโอโก้ โชต้า เพราะนักเตะเริ่มปรับตัวกับระบบการเล่นของ "หงส์แดง" ได้แล้ว และผลิตผลงานที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ โชต้า เพิ่งจะได้ลงเล่นเปิดตัวในเกมพรีเมียร์ลีกให้กับ ลิเวอร์พูล พร้อมกับโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นแม้จะลงสนามในช่วงท้ายเกมก็ตาม และยังยิงประตูได้ด้วย โดย กุนซือชาวเยอรมัน ตัดสินใจใช้งานเขาอีกครั้งในการเจอกับคู่ต่อกรเดิม และนักเตะก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

โชต้า เล่นได้อย่างโดดเด่นพยายามวิ่งหาตำแหน่ง และหาจังหวะยิงประตูได้พอสมควร ขณะเดียวกันก็ยังใช้ความสามารถเฉพาะตัวป่วนเกมรับของทีมเยือน ที่สำคัญเขามีโอกาสโหม่งจะๆ ในระยะ 10 หลา แต่น่าเสียดายที่ เลโน่ ปฏิกิริยาว่องไว ปัดได้ซะก่อน และยังมีโอกาสอีก 1-2 ครั้งแต่ก็ไม่ผ่านมือ โกลเลือดด๊อยท์ช

ผลงานของเขาในเกมนี้น่าจะเป็นการจุดประกายความหวังที่จะได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง แม้ในเวลานี้อาจจะยากที่จะสอดแทรก 3 แนวรุก โม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ แต่ในอนาคตหากสามคนนี้ทำผลงานไม่คงเส้นคงวา มีสิทธิ์ที่จะโดน โชต้า แย่งตำแหน่งเอาได้ง่ายๆ
   
4. ดับเบิลวิลเลี่ยมส์โชว์ฟอร์มสุดยอด

เนโก วิลเลี่ยมส์ กลับมาตั้งสติและโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในแมตช์นี้ หลังจากที่นักเตะเพิ่งจะโดนแฟนบอล "หงส์แดง" บางรายโจมตีอย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของเขาในช่วงที่ผ่านมา และแมตช์นี้เจ้าตัวพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีศักยภาพมากแค่ไหน

วิลเลี่ยมส์ ได้โอกาสลงประจำแบ็กขวาตั้งแต่ต้นเกม และทำผลงานได้โดดเด่นโดยเฉพาะจังหวะการเปิดบอลให้ โชต้า ยิงประตู แต่น่าเสียดายที่ไม่เข้า ในส่วนของเกมรับแมตช์นี้ ดาวเตะเลือดเวลส์ เล่นได้ดีไม่มีที่ติสามารถจัดการกับ บูคาโย่ ซาก้า กับ นิโกล่าส์ เปเป้ ได้อยู่หมัด

โดยจังหวะเกมรับที่โดดเด่นของ วิลเลี่ยมส์ ก็คือการวิ่งเข้ามาสกัดในเขตโทษก่อนที่ ซาก้า จะได้ง้างเท้ายิง ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดและเต็มไปด้วยความมั่นใจของนักเตะ งานนี้ถือว่า วิลเลี่ยมส์ สามารถสอบผ่านเรื่องแรงกดดันได้แล้ว

ขณะที่ รีส วิลเลี่ยมส์ บอกเลยว่าเป็นกำลังเป็นศิษย์รักคนใหม่ของ คล็อปป์ เพราะผลงานของเขาถือว่าแข็งแกร่งอย่างมากในการจับคู่กับ ฟาน ไดค์ ที่สำคัญนักเตะเล่นด้วยความเยือกเย็นทั้งๆ ที่อายุเพียง 19 ปีเท่านั้นแถมจัดการกับลูกโด่งได้ดีเยี่ยม ด้วยสถิติชนะดวลลูกกลางอากาศ 5 หน ซึ่งมากกว่าทุกคนในสนาม    

ฉะนั้น 2 ศรีวิลเลี่ยมส์ ซึ่งไม่ใช่พี่น้องกันแต่นามสกุลเหมือนกัน มีอนาคตสดใสภายใต้การปลุกปั่นของ คล็อปป์ และหากทั้งสองคนยังคงพัฒนาฝีเท้า รวมทั้งสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น มีโอกาสที่พวกเขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวหลักของทีมในอนาคตแน่นอน
 
5. ขุมกำลังเชิงรุก "หงส์แดง" น่าประทับใจ

หากตัดเรื่องความพ่ายแพ้ออกไป ต้องบอกเลยว่า ลิเวอร์พูล "ทีมสอง" ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมพอสมควร โดยเกมนี้ คล็อปป์ ตั้งใจที่จะใช้ผู้เล่นมากประสบการณ์ผสมผสานกับนักเตะดาวรุ่ง และผู้เล่นสำรอง ซึ่งทีมชุดนี้แสดงให้เห็นศักยภาพที่ใช้ได้เลยทีเดียว

โดยเฉพาะแผงกองกลาง ซึ่ง "เดอะ เร้ดส์" อุดมไปด้วยแข้งประสบการณ์ และมีศักยภาพชั้นยอด แต่งานนี้ คล็อปป์ ตัดสินใจให้โอกาส มาร์โก กรูยิช, แฮร์รี่ วิลสัน และ เคอร์ติส โจนส์ ได้ลงทำหน้าที่ประสานงานร่วมกัน ซึ่งทั้งสามคนก็โชว์ฟอร์มได้ดีไม่ทำให้นายใหญ่แดนไส้กรอกต้องผิดหวัง

ทั้งสามคนสามารถครองบอลได้นิ่ง, คุมพื้นที่ในแดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม และยังสามารถกดดันแผนหลังของอาร์เซน่อลได้ตลอด โดยเฉพาะในรายของ กรูยิช ที่พัฒนาฟอร์มการเล่นอย่างต่อเนื่อง โดยเขามีส่วนสำคัญในการเชื่อมเกม และพยายามผ่านบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้าย นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลต่อเกมสูงทั้งรับและรุก สามารถแท็กเกิ้ลชนะถึง 5 ครั้ง พร้อมทั้งมีโอกาสลุ้นทำประตูด้วย

ฉะนั้นด้วยผลงานแบบนี้คงทำให้ คล็อปป์ พร้อมที่จะให้โอกาส กรูยิช ได้พิสูจน์ศักยภาพของตัวเองอีกแน่นอน แต่จะเป็นเกมไหน พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต้องจับตาดูกันต่อไป

 

 

 

 

 

โชต้า-กรูยิชแจ่ม,ซาลาห์ดับ!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลพ่ายจุดโทษอาร์เซน่อลร่วงคาราบาวคัพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จอดป้ายในศึก คาราบาว คัพ แค่รอบสี่ เท่านั้น หลังแพ้ดวลจุดโทษ อาร์เซน่อล 4-5 (เสมอกัน 0-0 ใน 90 นาที) คารัง แอนฟิลด์ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเกมนี้ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ครองเกมได้เหนือกว่า และมีโอกาสทำประตูมากกว่า แต่ไร้ความเฉียบขาด ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับนายทวารทีมคู่แข่งด้วย กระนั้นก็มีผู้เล่นหลายคนที่ทำผลงานได้น่าประทับใจ แต่ก็มีบางคนที่น่าผิดหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และนี่คือผลสอบของนักเตะ ลิเวอร์พูล แต่ละคนในแมตช์นี้

11 ผู้เล่นตัวจริง

 – อาเดรียน : 7
  ทำได้ดีมากกับการป้องกันจังหวะที่ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ กำลังจะได้ยิงโล่งๆ ช่วงต้นเกม จากนั้นช่วงครึ่งหลังก็โชว์เซฟลูกโขกของ ร็อบ โฮลดิ้ง ก่อนที่จะเซฟได้หนึ่งหนในช่วงดวลจุดโทษ

 – เนโก วิลเลี่ยมส์ : 7
  หลังโดนวิจารณ์หนักในเกมกับ ลินคอล์น มาเกมนี้ยกระดับฟอร์มขึ้นมาได้ดี มีจังหวะสกัดสวยๆ ให้เห็น

 – รีส วิลเลี่ยมส์ : 7.5
  อาจจะมีหลุดๆ ไปบ้าง แต่โดยรวมดูมีความเยือกเย็นในการเล่น แถมจัดการกับลูกโด่งได้ดีเยี่ยม ด้วยสถิติชนะดวลลูกกลางอากาศ 5 หน ซึ่งมากกว่าทุกคนในสนาม 

 – เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ : 7
  อาจคุมแนวรับหลวมๆ ไปหน่อยในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นก็ทำหน้าที่ได้ดี แถมเกือบทำประตูได้ด้วยในช่วงต้นครึ่งหลัง ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกไปพัก

 – เจมส์ มิลเนอร์ (C) : 7.5
  ทำผลงานได้น่าประทับใจเลยทีเดียว กับการยืนเป็นแบ็กซ้ายเกมนี้ โดยเฉพาะเกมรับที่เล่นได้แข็งแกร่ง ไม่แปลกใจที่มีสถิติแท็กเกิ้ลชนะถึง 5 ครั้ง

 – มาร์โค กรูยิช : 8
  ทรงบอลดูดีเลย โดดเด่นมากในแดนกลาง มีอิทธิพลต่อเกมสูงทั้งรับและรุก แท็กเกิ้ลชนะถึง 5 หน (สูงสุดในทีมร่วมกับ มิลเนอร์ และ เนโก วิลเลี่ยมส์) แถมมีโอกาสลุ้นทำประตูได้เสียวหลายครั้ง

 – เคอร์ติส โจนส์ : 6.5
  ทำได้ไม่ดีเหมือนเกมในรอบก่อนที่เจอกับ ลินคอล์น แม้ยกระดับฟอร์มขึ้นมาได้ในช่วงครึ่งหลัง

 – แฮร์รี่ วิลสัน : 5
  ทำผลงานได้น่าผิดหวัง ไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน แถมยิงจุดโทษพลาดลูกสำคัญในการดวลเป้า ดูแล้วไม่น่าจะมีอนาคตในถิ่น แอนฟิลด์ หลงเหลือ 

 – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ : 5.5
  อาจจะสร้างอันตรายได้บ้างในช่วงครึ่งแรก แต่โดยรวมถือเป็นเกมที่ ซาลาห์ ค่อนข้างเงียบ แทบไม่มีส่วนร่วมกับเกม และไม่มีโอกาสได้ลุ้นทำประตูแม้แต่หนเดียว

– ดิโอโก้ โชต้า : 7.5
  เล่นได้อันตรายเลยทีเดียวทางฝั่งซ้าย หาโอกาสลุ้นทำประตูได้ดี แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงท้ายครึ่งหลัง

 – ทาคุมิ มินามิโนะ : 7
  โดยรวมถือว่าน่าพอใจ มีความขยันทุ่มเท และเกือบทำประตูได้ด้วยในช่วงท้ายครึ่งแรก (ยิงชนคานจากจังหวะตามซ้ำลูกโขกของ โชต้า)

 สำรองที่ได้ลงเล่น

 – ดิว็อค โอริกี้ (แทน ซาลาห์ น. 61) : 5
  นอกจากสร้างความแตกต่างในเกมไม่ได้แล้ว ยังซัดจุดโทษไม่เข้าด้วย

 – โจ โกเมซ (แทน ฟาน ไดค์ น. 61) : 7
  ลงไปทำหน้าที่แทน ฟาน ไดค์ ได้ดีเลยทีเดียว

 – จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม (แทน โชต้า น. 76) : 6
  อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มากในเกม แต่ทำได้ดีในช่วงดวลจุดโทษ

มาเน่อย่างพลิ้ว,โชต้าโชว์ยิง!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลหลังพลิกอัดอาร์เซน่อล

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล โกย 9 คะแนนเต็ม จากการลงแข่ง 3 นัดในศึก พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ หลังล่าสุดโชว์ฟอร์มแกร่ง เปิดรัง แอนฟิลด์ พลิกสอย อาร์เซน่อล 3-1 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งต้องบอกเลยว่า เป็นเกมที่ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เล่นได้เหนือกว่าและครองเกมได้แบบเบ็ดเสร็จชัดเจน แถมแข้งใหม่อย่าง ดิโอโก้ โชต้า ลงสำรองมากดประตูปิดท้ายด้วย และนี่คือผลสอบของนักเตะ "หงส์แดง" แต่ละคนในแมตช์นี้
 
11 ผู้เล่นตัวจริง

 – อลีสซง เบ็คเกอร์ : 8
แม้เก็บคลีนชีตไม่ได้ แต่ถือเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมสำหรับนายประตูเลือดแซมบ้า เพราะนอกจากป้องกันลูกยิงที่ ลากาแซ็ตต์ หลุดไปส่องเดี่ยวๆ ถึงสองครั้งแล้ว ยังมีการอ่านเกมที่เฉียบขาด ออกมาตัดบอลสวยๆ ให้เห็น  

 – เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ : 7.5
เป็นวันที่เติมเกมรุกได้ดี เปิดบอลให้ โรเบิร์ตสัน ทำประตูพลิกขึ้นนำ 2-1 แต่เกมรับยังไม่ค่อยโอเค มีเช็คล้ำหน้าพลาด

 – โจ โกเมซ : 7.5
ไม่ได้เจองานหนักมาก แต่เป็นเกมที่เจ้าตัวเล่นได้แข็งแกร่งทีเดียว เก็บได้หมดทั้งลูกภาคพื้นดินและกลางอากาศ โดยเฉพาะจังหวะตามสกัดบอลก่อนไปถึง เอ็นเคเทียห์ ช่วงท้ายเกมถือว่าเข้าตามาก

 – เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (C) : 7.5
อาจจะป้องกันไม่ดีเท่าที่ควรในจังหวะเสียประตูให้ อาร์เซน่อล แต่หลังจากนั้นคุมเกมรับได้ดีตามมาตรฐาน แถมมีวางบอลยาวสวยๆ หลายครั้ง

 – แอนดี้ โรเบิร์ตสัน : 7
พลาดแบบไม่น่าให้อภัยในจังหวะเสียประตูให้ทีมเยือน แต่หลังจากนั้นทำได้เยี่ยมแบบไร้ที่ติทั้งรับและรุก แถมเป็นคนเติมขึ้นไปทำประตูช่วยทีมพลิกนำ 2-1

 – ฟาบินโญ่ : 8
เด่นมากในแดนกลาง ช่วยตัดเกมของ อาร์เซน่อล สวยๆ หลายครั้ง และมีสถิติแท็กเกิ้ลชนะ 100% (3/3)

 – นาบี เกอิต้า : 7
มีส่วนร่วมกับเกมไม่น้อย โดยเฉพาะจังหวะได้ประตูตีเสมอ 1-1 มีความขยันและทุ่มเทดีเยี่ยม แถมมีสถิติผ่านบอลเข้าเป้าถึง 98% ซึ่งมากสุดในสนาม (นับเฉพาะผู้เล่นที่ลงตัวจริงทั้งสองฝั่ง)

 – จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม : 7
ไม่โดดเด่นมาก แต่ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี แถมมีการผ่านบอลเข้าพื้นที่สุดท้ายสวยๆ ให้เห็น

 – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ : 7
อาจจะเงียบๆ ในช่วงแรก แต่มีส่วนร่วมกับประตูตีเสมอ 1-1 ที่ลุยเข้าไปยิงติดเซฟ ก่อนที่ มาเน่ จะตามซ้ำเข้าไป หลังจากนั้นก็มีจังหวะสร้างโอกาสสวยๆ ให้เพื่อน แม้ช่วงท้ายเกมมีหนึ่งครั้งที่ไปกั๊กจังหวะกับ โชต้า อย่างน่าเสียดายก็ตาม

 – ซาดิโอ มาเน่ : 8
เด่นสุดในแนวรุก ใช้ความเร็วเล่นงานแนวรับ "ไอ้ปืนใหญ่" ได้แทบตลอด และเป็นคนช่วยดึงทีมกลับมาสู่เกมได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการทำประตูตีเสมอ 1-1  
 
 – โรเบร์โต้ ฟีร์มีโน่ : 7
แม้ยังไร้สกอร์ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวผ่านบอล เปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้ดีทีเดียว 

 

สำรองที่ได้ลงเล่น
 
 – เจมส์ มิลเนอร์ (แทน เกอิต้า น. 80) : 6
มีส่วนร่วมกับเกมไม่มาก

 – ดิโอโก้ โชต้า (แทน มาเน่ น. 80) : 7
ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามช่วง 10 นาทีสุดท้าย แต่มีส่วนร่วมกับเกมไม่น้อยเลยทีเดียว และใช้เวลาอยู่ในสนามแค่ 8 นาที ก็สามารถทำประตูแรกในสีเสื้อ "หงส์แดง" ได้สำเร็จ
 
 – ทาคุมิ มินามิโนะ (แทน ฟีร์มีโน่ น. 90+1) : –
ไม่สามารถให้คะแนนได้

“โชต้า”ลงโชว์! คาดการณ์11ตัวจริงลิเวอร์พูลฉะลินคอล์น

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มีคิวลงทำศึก คาราบาว คัพ รอบสาม คืนวันนี้ โดยจะยกพลบุกไปเยือน ลินคอล์น ซิตี้ สโมสรระดับ ลีก วัน ที่สังเวียนแข้ง ซินซิล แบงค์ ซึ่งแน่นอนว่า เกมนี้กุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเน้นส่งบรรดานักเตะสำรอง+ดาวรุ่งเป็นหลัก แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มแข้งใหม่อย่าง ดิโอโก้ โชต้า, คอสตาส ซิมิคาส และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า น่าจะได้ลงโชว์ฝีเท้าด้วย และนี่คือการคาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริง "หงส์แดง" สำหรับแมตช์นี้ จากทางเว็บไซต์ thisisanfield.com (ระบบ 4-3-3)
– ผู้รักษาประตู : อาเดรียน

        เกมบอลถ้วยแบบนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่นายประตูมือสองชาวสแปนิชวัย 33 ปี จะได้ลงโชว์ฝีมือ เพื่อเป็นการเปิดทางให้ อลีสซง เบ็คเกอร์ ได้พักแข้ง

– แนวรับ : เนโก วิลเลี่ยมส์, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, เซ็ปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, คอสตาส ซิมิคาส

        เรียกได้ว่าสำรองแบบยกชุด โดย วิลเลี่ยมส์ จะประจำการเป็นแบ็กขวา ส่วนแข้งใหม่อย่าง ซิมิคาส จะเล่นเป็นแบ็กซ้าย โดยที่มี ฟิลลิปส์ กับ ฟาน เดน เบิร์ก เป็นคู่เซนเตอร์แบ็ก

– แดนกลาง : มาร์โก กรูยิช (ติอาโก้ อัลกันตาร่า), เจมส์ มิลเนอร์, เคอร์ติส โจนส์

        สำหรับแผงมิดฟิลด์มีโอกาสสูงมากที่ โจนส์ กับ มิลเนอร์ สองแข้งต่างวัย จะได้สตาร์ทเป็นตัวจริง ขณะที่กลางรับ คล็อปป์ อาจจะเลือกใช้บริการแข้ง กรูยิช แต่ก็มีโอกาสเช่นกันที่ ติอาโก้ จะได้ลงเล่นตั้งแต่นาทีแรก หลังจากที่เจ้าตัวได้ลงโชว์เพลงแข้งช่วง 45 นาทีหลังในเกมบุกสอย เชลซี 2-0 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

– แนวรุก : เซอร์ดาน ชากิรี่, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (ดิโอโก้ โชต้า), ทาคุมิ มินามิโนะ

        เกมนี้ มินามิโนะ คงจะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงค่อนข้างแน่ และอาจจะถูกใช้งานเป็นกองหน้าตัวเป้าด้วย ขณะที่สองตัวริมเส้นนั้น ชากิรี่ มีแววที่จะได้รับโอกาสโชว์ฝีเท้าบ้าง เช่นเดียวกับเจ้าหนูวัย 17 ปี อย่าง เอลเลียตต์ แต่ต้องไม่ลืมว่า เกมนี้ คล็อปป์ อาจจะให้แข้งใหม่อย่าง โชต้า ได้ลงสัมผัสเกมตั้งแต่ออกสตาร์ท เพื่อจูนความเข้าใจกับเพื่อนๆ ด้วย

บาร์ซ่าอยากได้-หงส์ไม่อยากเสีย!เจาะผลงานเด่น ไวจ์นัลดุม เกมยุโรปซีซั่นล่าสุด

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจของ ลิเวอร์พูล ในช่วงที่ผ่านมานอกเหนือจากข่าวลือกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ที่ออกมาไม่หยุดแล้วนั้น อนาคตของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ก็ถูกพูดถึงอย่างหนักเช่นกัน หลังจากที่เขาเหลือสัญญากับทีมไม่ถึง 1 ปีเต็ม แต่ยังไม่มีการต่อสัญญากันเลย ขณะเดียวกันก็มีข่าวลือว่า บาร์เซโลน่า วางแผนที่จะดึงเขาไปร่วมทัพ เพราะ โรนัลด์ คูมัน อยากร่วมงานกับแข้งรายนี้อีกครั้ง

ทั้งนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล มองว่า ไวจ์นัลดุม เป็นคนที่มีความสำคัญกับทีมอย่างมากคนหนึ่งจนถึงขั้นลงมาคุยกับดาวเตะชาวดัตช์ด้วยตัวเองเลย ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ทั้ง 2 ทีมเปิดศึกเรื่อง ไวจ์นัลดุม อาจจะเป็นเพราะเขาพัฒนาตัวเองได้ดี โดยเฉพาะในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ฤดูกาลก่อนเขาทำผลงานได้ดีกว่าซีซั่น 2018-19 แม้ว่าซีซั่นที่แล้ว ลิเวอร์พูล จะไปถึงเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ตาม ซึ่งเรามีตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องนั้นมาให้ได้ดูกัน

ซื้อเถอะ!3จุดลิเวอร์พูลควรเสริมหากหวังแชมป์อีก

เปิด 3 ตำแหน่งที่ ลิเวอร์พูล ควรดึงนักเตะมาเสริมทัพอีก หลังจนถึงเวลานี้เพิ่งได้แค่ คอสตาส ชิมิกาส รายเดียวเท่านั้น

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล จะประเดิมนำทัพ "หงส์แดง" ป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ด้วยการเปิดรัง แอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมน้องใหม่หน้าเก่า ในเกมเปิดสนามฤดูกาล 2020/21 วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้

จนถึงเวลานี้ ลิเวอร์พูล เพิ่งได้นักเตะมาเสริมทัพแค่รายเดียวคือ คอสตาส ชิมิกาส แบ็กซ้ายทีมชาติกรีซ อย่างไรก็ตาม แฟนบอลหลายรายเชื่อว่า คงยังไม่พอหากคิดที่จะป้องกันแชมป์เอาไว้ให้ได้

สำหรับตำแหน่งที่บรรดา "เดอะ ค็อป" อยากให้ทีมรักเสริมทัพอีกมี 3 จุดดังนี้

1. เซนเตอร์แบ็ก

"หงส์แดง" ปล่อย เดยัน ลอฟเรน ไปให้ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สโมสรในรัสเซีย ทำให้เวลานี้ในทีมชุดใหญ่เหลือเซนเตอร์แบ็กแค่ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป เท่านั้น

จนถึงเวลานี้ข่าวกับเซนเตอร์แบ็กยังเงียบ แถมมีวี่แววจะไม่ซื้ออีกด้วย โดย คล็อปป์ วางแผนที่จะให้ ฟาบินโญ่ กองกลางชาวบราซิเลียน ถอยลงมาทำหน้าที่นี้หากถึงเวลาจำเป็นจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล ควรจะซื้อเซนเตอร์แบ็กเข้ามาร่วมทีมก่อนปิดตลาดนักเตะ เพราะทั้ง มาติป และ โกเมซ มีปัญหาบาดเจ็บให้เห็นอยู่บ่อยๆ หรือถ้า ฟาน ไดค์ เกิดโชคร้ายเจ็บไปด้วยก็จะมีปัญหาแน่นอน

2. กองกลางตัวสร้างสรรค์เกม

จำนวนประตูและแอสซิสต์จากกองกลาง ลิเวอร์พูล น้อยลงไปตั้งแต่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ อำลาถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 โดยเวลานี้ทีเด็ดส่วนใหญ่มาจาก เทรนท์-อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน แบ็กทั้งสองฝั่ง

นาบี เกอิต้า เป็นกองกลางที่มีคุณภาพในการสร้างสรรค์โอกาส แต่น่าเสียดายที่เขามีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ่อยๆ ทำให้ "หงส์แดง" ควรจะดึงมิดฟิลด์มาร่วมทีมอีก

ลิเวอร์พูล ควรจะไปดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลาง บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทีมให้ได้ เพราะจะทำให้ทีมแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากดาวเตะสแปนิช เป็นผู้เล่นที่ผ่านบอลได้อย่างแม่นยำ, มีสายตาเฉียบคมในการมองหาพื้นที่ว่างในสนาม และสร้างสรรค์เกมเยี่ยม

3. กองหน้า

นี่จะเข้าสู่ฤดูกาลที่ 4 ติดต่อกันแล้วกับการร่วมงานของ 3 ประสานแดนหน้าทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ซึ่งแน่นอนว่า ที่ผ่านมาทุกคนช่วยกันทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ดี ลิเวอร์พูล ควรจะดึงกองหน้าคนใหม่มาคอยสำรอง 3 เทพ เนื่องจากดูแล้ว ดิว็อค โอริกี้ ยังไว้ใจไม่ค่อยได้ ส่วน ริอาน บรูว์สเตอร์ ก็ยังเด็กเกินไป

ก่อนหน้านี้ "หงส์แดง" เคยมีข่าวกับ ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมัน ก่อนที่นักเตะจะย้ายจาก ไลป์ซิก มาอยู่กับ เชลซี ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไม่ได้ตัวมาร่วมทีม แต่ก็ยังมีอีกหลายรายที่น่าสนใจในตลาดนักเตะ