ไลป์ซิกเล็งเฮ! เฝ้าบ้านรอซัดไมนซ์เริ่มบุนเดสPPTVถ่ายสด

แอร์เบ ไลป์ซิก อันดับสามซีซั่นก่อน มีคิวประเดิมลีกเมืองเบียร์ ช่วงที่ผ่านมาเสีย ติโม่ แวร์เนอร์ ไป แต่ยังมีความหวังใหม่ "ฮวาง ฮี-ชาน" หัวหอกกิมจิรอซัดทีมเยือน ไมนซ์ ที่ขอเริ่มฤดูกาลแบบมีคะแนน ในการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน (เกมแรก) คืนวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563 พีพีทีวี ถ่ายทอดสดเวลา : 20.30 น.

ปรีวิวฟุตบอลบุนเดสลีกา เยอรมัน (เกมแรก)
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563
แอร์เบ ไลป์ซิก – ไมนซ์
เวลา : 20.30 น. ถ่ายทอดสด : พีพีทีวี

สนาม : เร้ดบูลล์ อารีน่า 

    ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์หนุ่มวัย 33 ปี ของแอร์เบ ไลป์ซิก พาทีมจบอันดับสามในลีกและเข้าถึงรอบตัดเชือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2019/20 ประเดิมเกมเป็นทางการฤดูกาลใหม่ด้วยการบุกถล่มเนิร์นแบร์ก 3-0 ศึกเดเอฟเบ โพคาล วันเสาร์ที่แล้ว

 ความพร้อมเกมนี้พร้อมทีเดียวเพราะแข้งเจ็บอย่าง อิบราฮิม่า โกนาเต้ (ฟื้นฟูความฟิต) และ คอนราด ไลเมอร์ (เข่า) ปกติไม่ใช่แกนหลัก ส่วนที่ต้องรอเช็กความฟิต มาร์เซล ซาบิตเซอร์ คาดว่าจะมีชื่อเริ่มต้นเป็นสำรอง การจัดทัพปรับมิดฟิลด์คู่กลางส่ง ไทเลอร์ อดัมส์ ลงคุมเกมร่วมกับ เควิน คัมเพิ่ล และดัน ดานี โอลโม่ ขึ้นมาประสานงานรวมกับ ฮวาง ฮี-ชาน และ ยุสซุฟ โพลเซ่น แผงหลังปรับถอย ลูคัส โคลสเตอร์มันน์ ลงมาดูแลเกมรับร่วมกับ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ และ วิลลี่ ออร์บาน

   ฝั่งไมนซ์ภายใต้การคุมทีมของ อาชิม ไบเออร์ลอร์เซอร์ ที่อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดได้สำเร็จ สัปดาห์ก่อนฟอร์มแจ่มบุกถล่มฮาเฟลเซ่ 5-1 ศึกเดเอฟเบ โพคาล รอบแรก ซึ่งสภาพทีมมีปัญหาขาด สเตฟาน เบลล์ (ป่วย) กับ เอดิมิลซอน แฟร์นานเดส (ฟื้นฟูความฟิต)  

    การจัดทัพปรับใช้ 4-2-3-1 ถอด ไอซาห์ เอบาส ออก วาง ฌอง ฟิลิปป์ มาเตต้า รับบทหน้าเป้า โดยมี โยนาธาน แบร์คาร์ดท์, ฌอง โบเตอุส และ โรบิน ไควซอน แผงหลังยึดชุดเดิมใช้ รีเดิ้ล บาคู ยืนแบ็กขวา อีกฟากเป็น ดาเนียล โบรซินสกี้ คู่เซนเตอร์แบ็กให้ เยเรเมียห์ ยุสเต้ ยืนคู่ มุสซ่า เนียห์กาเต้ 

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    แอร์เบ ไลป์ซิก (3-4-2-1) : ปีเตอร์ กูลาชซี่ – ลูคัส โคลสเตอร์มันน์, ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, วิลลี่ ออร์บาน – นอร์ดี้ มูกีเล่, ไทเลอร์ อดัมส์, เควิน คัมเพิ่ล, อังเคลินโญ่ – ดานี่ โอลโม่, ฮวาง ฮี-ชาน – ยุสซุฟ โพลเซ่น

    เทรนเนอร์ : ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์

    ไมน์ซ (4-2-3-1) : ฟาเบียน มุลเลอร์ – รีเดิ้ล บาคู, เยเรเมียห์ ยุสเต้, มุสซ่า เนียห์กาเต้, ดาเนียล โบรซินสกี้ – เลอันโดร บาร์เรยโร่, ดานนี่ ลัตซ่า – โยนาธาน แบร์คาร์ดท์, ฌอง โบเตอุส, โรบิน ไควซอน – ฌอง ฟิลิปป์ มาเตต้า 

    เทรนเนอร์ :  อาชิม ไบเออร์ลอร์เซอร์  

 

เบนจามิน ซลาตัน! 3 เกร็ดผลงานน่าสนใจของยอดแข้งยิ่งแก่ยิ่งแกร่ง “อิบราฮิโมวิช”

"ผมน่ะก็เหมือน เบนจามิน บัตตัน นั่นแหละ ผมแก่มาตั้งแต่เกิดและตายในสภาพที่เป็นคนอายุน้อย" คือสิ่งที่พักหลังมานี้ อิบราฮิโมวิช จะพูดถึงอยู่บ่อยๆ โดยมันเป็นการสื่อว่าถึงแม้เขาจะอายุ 38 ปีเข้าไปแล้ว แต่เขาก็ยังมีฝีเท้าที่เก่งกาจเหมือนเดิม โดยเฉพาะด้านการทำประตู อย่างเช่นล่าสุดที่เหมา 2 ลูกจนช่วยให้ต้นสังกัดเปิดรัง ซาน ซิโร่ เอาชนะ โบโลญญ่า 2-0 ในเกม กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เมื่อวันจันทร์ที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา
    สำหรับ เบนจามิน บัตตัน นั้น เป็นตัวละครในภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ที่มีอายุสวนทางกับคนปกติ กล่าวคือตัวเอกนั้นเกิดมามีสภาพเหมือนคนแก่ และพอผ่านไปเรื่อยๆ เขากลับดูเหมือนคนที่มีอายุน้อยลง ซึ่งมันก็ต้องยอมรับว่า อิบราฮิโมวิช เป็นนักเตะที่ยังมีฝีเท้าดีแม้ว่าจะมีอายุเยอะแล้วจริงๆ โดยตลอดอาชีพของเขานั้นเจ้าตัวสามารถทำผลงานที่ยอดเยี่ยมได้หลายอย่าง และ 3 กรณีนี้ก็เป็นตัวอย่างของเรื่องนั้น

    – ประตูเป็นกอบเป็นกำตลอดอาชีพการเล่น
    อิบราฮิโมวิช สามารถทำประตูในลีกสูงสุเได้แล้ว 23 ซีซั่นติดต่อกัน หลังจากที่ประเดิมสนามในเกมระดับทีมชุดใหญากับ มัลโม่ เมื่อปี 1999 ซึ่งบางคนอาจจะมองว่ามันไม่ใช่ผลงานที่น่าทึ่งอะไรนัก เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าเจ้าตัวเป็นกองหน้าอยู่แล้ว และนักเตะในตำแหน่งนี้ก็ควรจะต้องทำประตูได้เป็นธรรมดา

    อย่างไรก็ตาม ถ้านับเป็นค่าเฉลี่ยแล้วนั้นมันก็ต้องบอกเลยว่าผลงานการทำประตูของเขาน่าทึ่งสุดๆ เพราะตลอดอาชีพการเล่นของเขานั้นดาวเตะชาวสวีดิชจะทำได้ 1 ประตูในทุกๆ 127.7 นาที หลังจากเขาทำไปแล้วถึง 470 ลูก จากการลงเล่น 763 นัดในทุกรายการ ส่วนถ้านับเฉพาะผลงานกับสโมสรใดสโมสรหนึ่งนั้น ตอนที่อยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ถือเป็นตอนที่เขามีค่าเฉลี่ยการใช้เวลาต่อการทำ 1 ประตูดีที่สุด เพราะอยู่ที่ 1 ลูกต่อทุกๆ 91 นาที

    นอกจากนี้ ถ้านับระหว่างปี 2006-2017 เขาก็มีค่าเฉลี่ยการทำประตูในลีกได้ 10 ลูกต่อ 1 ฤดูกาลเลยทีเดียว ส่วนถ้าไม่นับแบบค่าเฉลี่ยแล้วนั้น ช่วงที่เขาจบสกอร์ได้เฉียบคมที่สุดคือตอนอยู่กับ ลอสแองเจลิส แกแล็กซี่ เพราะทำได้ถึง 52 ประตู จากการลงเล่น 56 นัด

    – ยอดกองหน้าแห่ง เซเรีย อา
    ปกติแล้วลีกอิตาลีจะขึ้นชื่อลือชาเรื่องเกมรับจนทำให้กองหน้าของคู่แข่งทำประตูได้ยาก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับ อิบราฮิโมวิช ที่ในอิตาลีผ่านการเล่นให้ทั้ง เอซี มิลาน, ยูเวนตุส และ อินเตอร์ มิลาน โดย 2 ประตูที่ทำได้ในนัดล่าสุดทำให้ตอนนี้เขายิงใน เซเรีย อา ไปแล้ว 132 ประตู สูงเป็นอันดับ 39 ของชาร์ตดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ เซเรีย อา


 

    ถึงกระนั้น แม้ว่าถ้านับจำนวนระตูแล้วเขาจะเป็นอันดับ 39 แต่ในด้านค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อ 1 นัดนั้น อิบราฮิโมวิช อยู่ในอันดับที่ 11 หากนับเฉพาะพวกที่ทำประตูใน เซเรีย อา อย่างน้อย 100 ลูก หลังมีค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อ 1 นัดหากนับเฉพาะใน เซเรีย อา อยู่ที่ 0.56 ลูกต่อ 1 เกม


 

    นอกจากนี้ อิบราฮิโมวิช ก็เป็นอันดับ 16 ร่วม ในชาร์ตดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ มิลาน แล้วด้วย หลังจากทำไป 70 ประตู จากการลงเล่น 107 นัดในทุกรายการ โดยเขาตามหลัง มาร์โก ซิโมเน่ ที่อยู่อันดับ 15 อยู่เพียง 5 ประตูเท่านั้น และถ้ายิงได้อีก 20 ลูกเขาก็จะเป็นอันดับ 10 ร่วมกับ อัลแบร์โต้ บิกอน ได้ทันที

    – ยิงได้ทุกเมื่อ
    ในบรรดานักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในปัจจุบัน มีเพียงแค่ 2 คนที่สามารถทำประตูได้ "ทุกนาที" หรือก็คือตั้งแต่นาทีที่ 1 จนถึงนาทีที่ 90 และ อิบราฮิโมวิช ก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนอีกคนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงคนดังของ ยูเวนตุส

    ทั้งนี้ ถ้าเกิดไม่นับช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่เขาทำได้ 17 ประตูแล้วนั้น ช่วงเวลาในแต่ละนาทีที่ อิบราฮิโมวิช ทำประตูได้มากที่สุดคือนาทีที่ 90 เพราะเขาทำได้ถึง 13 ประตูด้วยกัน ส่วนถ้านับแบบแบ่งช่วงละ 15 นาทีแล้วล่ะก็ ช่วงนาทีที่ 61-75 ก็คือช่วงที่เขาผลิตสกอร์โดยรวมได้เยอะที่สุด ที่จำนวน 96 ประตู

ปีร์โล่คุมลีกนัดแรก! โด้นำยูเวนตุสทุบซามพ์โดเรียระเบิดศึกกัลโช่

"ม้าลาย" ยูเวนตุส เริ่มภารกิจป้องกันแชมป์ลีก ภายใต้นายใหม่อย่าง อันเดรีย ปีร์โล่ ที่คาดว่าเกมนี้จับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลงตัวจริงรอยิง ซามพ์โดเรีย ลุกทีมของเทรนเนอร์สุดเก๋า เคลาดิโอ รานิเอรี่ ในการแข่งขันฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อีตาลี คืนวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563

ปรีวิวฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อีตาลี 
วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563
ยูเวนตุส – ซามพ์โดเรีย
เวลา : 01.45 น. ถ่ายทอดสด : บีอินส์ สปอร์ต 2

สนาม : ยูเวนตุส สเตเดี้ยม

    ยูเวนตุส แชมป์เก่า มีการเปลี่ยนแปลงในทีมเยอะเลยทีเดียวนับตั้งแต่ตำแหน่งกุนซือที่เปลี่ยนมาเป็นทาง อันเดรีย ปีร์โล่ ตำนานของสโมสรมาคุมทัพ โดยเกมล่าสุดอุ่นเครื่องถล่มทางโนวาร่า 5-0 ในส่วนการเสริมทัพพวกเขาได้นักเตะใหม่อย่าง อาร์ตูร์ มาจากบาร์เซโลน่า, เวสตัน แม็คเคนนี่ จากชาลเก้ และ เดยัน คูลูเซฟสกี้ จากปาร์ม่า เข้ามาร่วมทีม แต่ก็เสียทาง มิราเล็ม ปานิช ย้ายไปบาร์เซโลน่า และ กอนซาโล่ อิกวาอิน ไปอินเตอร์ ไมอามี่ ที่ย้ายออกไป

สภาพความพร้อมของทีมในเกมวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ อันเดรีย ปีร์โล่ เทรนเนอร์ยูเวนตุส จะยังไม่มี มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์, อเล็กซ์ ซานโดร, เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ และ เปาโล ดีบาล่า ที่เจ็บทั้งหมด ทั้งนี้คาดว่าเจ้าถิ่นจะมาในระบบ 3-5-2 แนวรับสามคนจะใช้ ดานิโล่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ และ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ขยับมาแดนกลาง อาเดรียง ราบิโอต์ ประสานงานกับอาร์ตูร์ และ อารอน แรมซี่ย์ โดยแนวรุกให้ เดยัน คูลูเซฟสกี้ ดาวรุ่งชาวสวีดิช จับคู่กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ยิงไป 31 ลูกในลีกซีซั่นที่แล้ว

    ในส่วนทีม ”ลาซามพ์” ฤดูกาลที่แล้วจบอันดับ 15 การเสริมทัพไม่มีอะไรน่าสนใจน่าจะยึดชุดเดิมจากซีซั่นที่แล้วล่าสุดอุ่นเครื่องถล่มปิอาเชนซ่า 3-0

    สภาพความพร้อมของทีมในเกมวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ นายใหญ่ซามพ์โดเรีย จะไม่มี มาโนโล่ กับเบียดินี่ ที่มีอาการบาดเจ็บ รวมไปถึง คริสตอฟเฟอร์ อัสคิลด์เซ่น ที่ติดโทษแบนแต่จะได้ บาร์ตอส เบเรสซินสกี้ พ้นโทษพักแข้งสวนทางกลับมาแทน

    การจัดทัพจะมาเล่น 4-4-2 โดย มายะ โยชิดะ ยืนปราการหลังตัวกลางกับ โอมาร์ คอลลี่ย์ แบ็กสองข้างเป็น ลอเรนโซ่ โตเนลลี่ และ ตอมมาโซ่ ออเจลโล่

    มอร์เท่น ทอร์สบี้ เดินเกมตรงกลางกับ โรนัลโด้ วิเอร่า ริมเส้นเลือก ฟาบิโอ เดเปาลี และ ยาคุบ ยังก์โต้ กองหน้า เฟเดริโก้ โบนาซโซลี่ จับคู่ล่าตาข่ายกับ ฟาบิโอ กวายาเรลล่า หอกตัวเก๋า

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    ยูเวนตุส (3-5-2) : วอยเซียค เชสนี่ – ดานิโล่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่ – ฮวน กวาดราโด้, อาเดรียง ราบิโอต์, อาร์ตูร์, อารอน แรมซี่ย์, ลูก้า เปลเลกรินี่ – เดยัน คูลูเซฟสกี้, คริสเตียโน่ โรนัลโด้

    ผู้จัดการทีม : อันเดรีย ปีร์โล่

    ซามพ์โดเรีย (4-4-2) : เอมิล ออเดโร่ – ลอเรนโซ่ โตเนลลี่, มายะ โยชิดะ, โอมาร์ คอลลี่ย์, ตอมมาโซ่ ออเจลโล่ – ฟาบิโอ เดเปาลี, มอร์เท่น ทอร์สบี้, โรนัลโด้ วิเอร่า, ยาคุบ ยังก์โต้ – เฟเดริโก้ โบนาซโซลี่, ฟาบิโอ กวายาเรลล่า

    ผู้จัดการทีม : เคลาดิโอ รานิเอรี่

 

 

ลุ้นประเดิมชัย! แมนซิตี้ขาดเพียบ “สเตอร์ลิง” ตัวจริงลุ้นยิงวูล์ฟส์

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ ”เรือใบสีฟ้า” ทีมรองแชมป์จะลงเล่นเกมทางการนัดแรกตั้งแต่ร่วงตกรอบ ชปล. ความพร้อมมีปัญหาไม่น้อยหลังตัวหลักหลายรายยังไม่พร้อมลงสนาม แนวรุกส่ง ราฮีม สเตอร์ลิง นำทัพ ทางด้าน นูโน่ เอสปิริโต้ กุนซือ "หมาป่า" ได้ ราอูล ฮิเมเนซ คืนตัวจริงล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันจันทร์ที่ 21 ก.ย. นี้

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563
วูล์ฟแฮมป์ตัน (7) – แมนฯ ซิตี้ (13)
ถ่ายทอดสด : True Premier HD1 (เวลา : 02.15 น.) 

สนาม : โมลินิวซ์ กราวนด์ 

    นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต เทรนเนอร์ วูล์ฟแฮมป์ตัน ประเดิมศึกพรีเมียร์ลีกมาได้อย่างยอดเยี่ยม บุกไปอัด เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-0 ถึงถิ่นเก็บชัยชนะนัดแรกได้สำเร็จ แต่ล่าสุด โดน สโต๊ค ซิตี้ จาก แชมเปี้ยนชิพ เขี่ยตกรอบในศึก คาราบาว คัพ หลังเปิดบ้านพ่าย 0-1

 สภาพทีมในเกมนี้ที่แน่ๆ จะอดใช้งาน ดีเอโก้ โชต้า ที่ย้ายไปซบ ลิเวอร์พูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนในรายของ จอนนี่ อ็อตโต้ แบ็กซ้ายที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า แต่ทีมได้ แฟร์นานโด มาร์ชาล ที่คว้าตัวมาจาก โอลิมปิก ลียง มาแทน

    ส่วนกำลังหลักรายอื่นๆ ทั้ง คอนอร์ เคาดี้ เซนเตอร์แบ็ก, อดาม่า ตราโอเร่ ปีกขวา พร้อมทั้ง ราอูล ฮิเมเนซ กลับมาลงตัวจริงรอล่าตาข่าย

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เทรนเนอร์ของ แมนฯ ซิตี้ พาทีมจบอันดับ 2 มาในฤดูกาลที่แล้ว โดยเกมล่าสุด ”เรือใบสีฟ้า” โดน โอลิมปิก ลียง เขี่ยตกรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาด้วยสกอร์ 1-3

    ความพร้อมของทีมในเวลานี้ เป๊ป มีปัญหาในการจัดทัพอยู่พอสมควร โดยจะอดใช้งาน กุน อเกวโร่ ศูนย์หน้าตัวเก่งที่มีอาการบาดเจ็บที่เข่าตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว ส่วน ริยาด มาห์เรซ และ เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ หายจากการติดเชื้อโควิด-19 และมาร่วมซ้อมกับทีมแล้ว แต่ยังคงต้องลุ้นดูความฟิตกันต่อไป เช่นเดียวกับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ที่ได้รับอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อขาจากการใช้ทีมชาติ

    แกนหลักรายอื่น อย่าง เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์เบลเยียมตัวเก่ง, กาเบรียล เชซุส หอกบราซิล รวมไปถึงแข้งป้ายแดงอย่าง นาธาน อาเก้ปราการหลังที่คว้าตัวมาจาก บอร์นมัธ และ เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกจาก บาเลนเซีย ต่างฟิตพร้อมลงช่วยทีมด้วยกันทั้งนั้น

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

วูล์ฟแฮมป์ตัน (3-4-3) : รุย ปาตริซิโอ – วิลลี่ โบลี่, คอนอร์ เคาดี้, โรแม็ง ซาอิสส์ – อดาม่า ตราโอเร่, รูเบน เนเวส, ชูเอา มูตินโญ่, แฟร์นานโด มาร์ชาล – ดาเนียล โปเดนเซ่, ราอูล ฮิเมเนซ, เปรโด เนโต้

ผู้จัดการทีม : นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต     

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, เอริค การ์เซีย, นาธาน อาเก้, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดกัน – เฟร์ราน ตอร์เรส, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : อังเดร มาริเนอร์

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
28/12/19    พรีเมียร์ลีกวูล์ฟแฮมป์ตัน 3 – 2 แมนฯ ซิตี้
06/10/19    พรีเมียร์ลีกแมนฯ ซิตี้ 0 – 2 วูล์ฟแฮมป์ตัน
20/07/19    กระชับมิตรวูล์ฟแฮมป์ตัน 0 – 0 แมนฯ ซิตี้
15/01/19    พรีเมียร์ลีกแมนฯ ซิตี้ 3 – 0 วูล์ฟแฮมป์ตัน
25/08/18    พรีเมียร์ลีกวูล์ฟแฮมป์ตัน 1 – 1 แมนฯ ซิตี้

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

วูล์ฟแฮมป์ตัน

18/09/20 แพ้ สโต๊ค ซิตี้ 0-1 (เหย้า) ลีก คัพ 
15/09/20 ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
12/08/20 แพ้ เซบีย่า 0-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก 
07/08/20 ชนะ โอลิมเปียกอส 1-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
26/07/20 แพ้ เชลซี 0-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

แมนฯ ซิตี้ 

16/08/20 แพ้ โอลิมปิก ลียง 1-3 (สนามกลาง) ชปล.
08/08/20 ชนะ เรอัล มาดริด 2-1 (เหย้า) ชปล.
26/07/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 5-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก 
22/07/20 ชนะ วัตฟอร์ด 4-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
19/07/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-2 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ 

คล็อปป์โวลิเวอร์พูลเล่นดีคู่ควรชัยชนะ

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล โวทีมตนสมควรได้ชัยชนะแล้ว หลังเปิดบ้านพลิกสอย อาร์เซน่อล 3-1 พร้อมชี้ "หงส์แดง" น่าจะทำได้มากกว่า 3 ตุงด้วย

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยืนยันว่า ทีมตนคู่ควรกับชัยชนะแล้ว หลังเปิดรัง แอนฟิลด์ พิชิต อาร์เซน่อล 3-1 ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดบิ๊กแมตช์ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา

ลิเวอร์พูล เล่นได้เหนือกว่าชัดเจนตั้งแต่ต้นเกม ทว่ากลายเป็นทีมเยือนที่ได้ประตูขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 25 ที่ อเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ ฉกฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ยิงบอลผ่านมือ อลีสซง เบ็คเกอร์ เข้าไป

อย่างไรก็ตาม แค่ 3 นาทีให้หลัง ลิเวอร์พูล ก็ตามตีเสมอได้ทันควัน จากการยิงของ ซาดิโอ มาเน่ ที่ตามซ้ำลูกยิงของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เข้าไป และหลังจากนั้นในนาทีที่ 34 "หงส์แดง" พลิกขึ้นนำ 2-1 จากการเติมเกมรุกขึ้นมายิงของ โรเบิร์ตสัน ที่แก้ตัวจากความผิดพลาดได้สำเร็จ

หลังจากนั้น ลิเวอร์พูล มีโอกาสอีกหลายครั้งที่จะทำประตูเพิ่ม จนกระทั่งมาถึงนาทีที่ 88 ก็มาได้ประตูย้ำชัย 3-1 จากการยิงเสียบมุมของ ดิโอโก้ โชต้า ที่ลงสนามเป็นตัวสำรอง จบเกม "หงส์แดง" พลิกคว้าชัยได้อย่างสวยงาม พร้อมเก็บ 9 คะแนนเต็ม จากการลงแข่ง 3 นัด ขึ้นมารั้งอันดับสองในตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก ด้วยการมีผลต่างประตูได้-เสีย เป็นรอง เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมจ่าฝูง 3 ลูก

"เรามีโอกาสเยอะมาก แต่ผมก็รู้ดีว่า เราไม่มีทางที่จะจัดการกับโอกาสที่มีได้ทั้งหมดหรอก แต่ถือเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา มันคงเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก หากเราแพ้เกมนี้ ซึ่งสุดท้ายเราเป็นฝ่ายชนะ และมันก็คู่ควรแล้ว"

"เราน่าจะทำประตูได้มากกว่านี้หรือเปล่า? มันก็ใช่นะ และถ้าถามว่า พวกเขาน่าจะทำประตูได้อีกหรือไม่? มันก็น่าจะเป็นแบบนั้นเช่นกัน เพราะด้วยคุณภาพที่ยอดเยี่ยมของพวกเขา ซึ่งเราเองก็ดันเกมกันสูงด้วย ดังนั้นมันจึงเป็นความเสี่ยงที่จะเสียประตูเพิ่มเช่นกัน แต่ผมไม่หัวเสียกับเรื่องนี้ เพราะเราพยายามที่จะบีบ และแย่งบอลกลับมาครองในแดนสูง" ยอดกุนซือชาวเยอรมันวัย 53 ปี กล่าวหลังเกม

 

แบมฟอร์ดสร้างสถิติลีดส์-แฟนหวังเลียนแบบ1ทีม

แพทริค แบมฟอร์ด ทำสถิติใหม่ให้กับ ลีดส์ หลังเกมบดเอาชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด ขณะที่แฟนบอล "ยูงทอง" หวังไกลถึงขั้นสร้างปาฎิหาริย์เหมือน 1 ทีมที่เคยทำไว้

แพทริค แบมฟอร์ด กองหน้า ลีดส์ ยูไนเต็ด สโมสรน้องใหม่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สร้างสถิติเป็นนักเตะของทีม "ยูงทอง" คนแรกที่สามารถทำประตูได้ทุกนัดใน 3 เกมแรกของฤดูกาลลีกสูงสุดเมืองผู้ดี หลังโหม่งให้ต้นสังกัดบุกไปเฉือน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ หัวหอกวัย 27 ปี  ซึ่งเคยค้าแข้งกับ เชลซี และ มิดเดิ้ลสโบรช์ นั้น ทำประตูได้ทั้งในนัดออกไปแพ้ ลิเวอร์พูล 3-4 และเกมชนะ ฟูแล่ม 4-3 ส่งผลให้เวลานี้ซัดไปแล้วรวม 3 ลูก พร้อมกับช่วยให้ ลีดส์ เก็บชัย 2 นัดติด มี 6 คะแนน ขึ้นไปรั้งอันดับ 6 ของตารางชั่วคราว

แบมฟอร์ด เผยหลังจบเกมว่า "มันเป็นเกมที่หนัก ผมคิดว่า มันมีความสำคัญอย่างมากสำหรับพวกเรา เราไม่เสียประตูหลังจากเสียมาใน 2 นัดแรก"

ขณะที่แฟนบอลในโลกออนไลน์หลายรายประทับใจผลงานการทำทีมของ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ และมองไปไกลถึงขั้นที่ว่า "ยูงทอง" จะสามารถสร้างปาฎิหาริย์คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก เหมือนกับที่ เลสเตอร์ ซิตี้ เคยทำได้เมื่อฤดูกาล 2015/16

 แฟนบอลที่ใช้บัญชีทวิตเตอร์ชื่อว่า @bodziak16 แสดงความเห็นว่า "ลีดส์ ยูไนเต็ด คือ นิว เลสเตอร์?"

ด้าน @kanaXwavboy ทวีตข้อความว่า "จะเป็นอย่างไรถ้า ลีดส์ ยูไนเต็ด ทำได้แบบ เลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2015/16"

ขณะที่ @bantu_bhungane แสดงความเห็นว่า "ลีดส์ ยูไนเต็ด สามารถทำได้เหมือนกับที่ เลสเตอร์ ทำในปี 2016 หากพวกเขารักษาโมเมนตัมแบบนี้เอาไว้ต่อไป"

ส่วน @PaulWillyfox บอกว่า "พวกเรากำลังจะคว้าแชมป์ลีก!"

อาจารย์สอนศิษย์ ! 5 ประเด็น สเปอร์ส เขี่ย เชลซี ร่วงคาราบาว คัพ

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือมากประสบการณ์ จัดการสั่งสอน แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตลูกศิษย์ แบบเบาๆ โดย "เฮียมู" นำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ชนะจุดโทษ เชลซี 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
  ก่อนเกมนี้ มูรินโญ่ ออกโรงเปรยว่าอาจจะต้องปล่อยแมตช์ดังกล่าวไป เพราะกลัวสภาพร่างกายของลูกทีมจะกรอบเนื่องจากพวกเขามีโปรแกรมแน่นเอี๊ยด แต่กลายเป็นว่า สเปอร์ส เล่นได้ดีเยี่ยมสามารถต่อก่อน "สิงห์บลูส์" ที่มีขุมกำลังชั้นยอดมากมาย ได้อย่างสนุกสูสี

    แม้ว่า เชลซี จะตกรอบก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็มีเรื่องพอยิ้มได้เพราะ ติโม แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูแรกให้กับต้นสังกัดอย่างเป็นทางการซะที หลังจากรอมานานหลายเกม ขณะที่ เอดูอาร์ด เมนดี้ ลงเฝ้าเสาเปิดตัวเกมแรก ก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจพอสมควร

    ที่สำคัญในช่วงระหว่างเกมนี้มีเรื่องน่าสนใจมากๆ ทั้งการปะทะคารมระหว่าง มูรินโญ่ กับ แลมพาร์ด รวมไปถึงการวิ่งออกนอกสนามของ เอริค ดายเออร์ ในช่วงกลางครึ่งหลัง จนทำให้ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ต้องรีบเข้าไปตามในอุโมงค์สนามเลยทีเดียว

1. แวร์เนอร์ เริ่มส่องแสง
    การมาของ ติโม แวร์เนอร์ ทำให้สาวก "สิงโตน้ำเงินคราม" มองเห็นโอกาสที่ทีมจะผลิตสกอร์เป็นกอบเป็นกำ เพราะนักเตะรายนี้ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก แถมในช่วงอุ่นเครื่องยังยิงประตูได้ด้วย ทำให้งานนี้บรรดาคอบอลต่างเชื่อมั่นว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเกมรุกของ เชลซี อย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ตามการที่ต้องมาเล่นในบรรยากาศใหม่ วัฒนธรรมฟุตบอลที่คุ้นชินทำให้ แวร์เนอร์ ไม่สามารถผลิตฟอร์มชั้นยอดออกมาได้อย่างที่หลายคนคาดหวังเอาไว้ แม้ว่าผลงานโดยรวมในเรื่องการมีส่วนร่วมกับเกมถือว่า ดาวเตะทีมชาติเยอรมนี สอบผ่าน แต่การยิงประตูซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคาดหวัง นักเตะยังสอบตก

    กระนั้นตอนนี้ แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูได้แล้วแม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยใบเล็กประเทศอังกฤษก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการผลิตสกอร์ในการเล่นแมตช์อย่างเป็นทางการของนักเตะภายใต้ชุด "สิงห์บลูส์" ซึ่งประตูนี้คงจะทำให้เขามีความมั่นใจในการเล่นในเมืองผู้ดีมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ประตูที่ แวร์เนอร์ ทำได้น่าจะเป็นการปลดล็อกความเครียด และความกดดันของเขาออกไปซะที จากนี้ไปคาดว่าบรรดาแนวรับคู่แข่งเตรียมระวังตัวเอาไว้ให้ดีๆ เพราะ หัวหอกวัย 24 ปี จะทำให้พวกเขาต้องหวาดผวาอย่างแน่นอน

2. อาจารย์สั่งสอนศิษย์
    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า โชเซ่ มูรินโญ่ กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมสมัยที่ทั้งสองคนทำงานร่วมกันในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยในยุคที่ "เฮียมู" คุม เชลซี "แลมพ์ส" ขุนพลคู่ใจในยุครุ่งเรืองของทีมที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างยิ่งใหญ่

    แน่นอนว่าการได้ทำงานร่วมกับทำให้ "แลมพ์ส" ได้ศึกษาวิธีการคุมทีม และการวางแท็คติกไม่มากก็น้อยมาจาก นายใหญ่ชาวโปรตุกีส โดยในช่วงที่ผลันตัวไปทำงานโค้ช แลมพาร์ดมีผลงานที่โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จนทำให้ เชลซี ต้องตัดสินใจดึงเขามาชอบกอบกู้วิกฤติของสโมสรเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และเขาก็มีส่วนทำให้ทีมติดท็อปโฟร์ได้สำเร็จ

    สำหรับการปะทะกันของอาจารย์กับลูกศิษย์ ดูเหมือนจะไม่น่าอภิรมณ์ตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน เพราะพวกเขาสาดน้ำลายใส่กัน แถมในช่วงระหว่างการแข่งขัน มูรินโญ่ ยังพูดจาแขวะ แลมพาร์ด แบบเจ็บจี๊ดไปถึงทรวงในด้วยการอ้างถึงเกมที่ "สิงห์บลูส์" โดน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นำ 3-0 แต่เดชะบุญที่ตามตีเสมอได้ 3-3

    ในเกมนี้ แลมพาร์ด ดูเหมือนจะจัดการกำราบอาจารย์ได้เพราะพวกเขาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ด้วยประสบการณ์และขาดการเล่นที่แน่นอน ซึ่งเทียบกับ มูรินโญ่ แล้วเขามีลูกล่อลูกชนเหนือกว่าเยอะ และสามารถวางแผนนำทีมตีเสมอในช่วงท้ายเกมได้สำเร็จ ก่อนจะไปเผด็จศึกในการดวลจุดโทษ

    เป็นอันว่าการดวลกันในฤดูกาล 2020/2021 ท่านอาจารย์ฝอยทอง กำราบลูกศิษย์ไปแบบเบาๆ สบายๆ 1 แมตช์

3.  เมนดี้  กดดัน เกปา ได้จริงเหรอ ?
    เชลซี ตัดสินใจคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ มาเฝ้าเสาเพื่อหมายจะนำมากดดัน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่ทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจมากนักในฤดูกาลนี้ โดยการได้นายทวารชาวเซเนกัล ถูกส่งลงสนามในแมตช์คาราบาว คัพ ไม่ใช่เพราะ แลมพาร์ด จะใช้งานเขาในเกมฟุตบอลถ้วย แต่เป็นการให้โอกาสนักเตะได้ปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษต่างหาก

    สำหรับผลงานโดยรวมของ เมนดี้ หากพูดกันตามเนื้อผ้าก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่า เกปา แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง ไหวพริบในการเล่น และมีจังหวะการเซฟสวยๆ 2 ครั้ง ต้องถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับนายทวารรายนี้

    อย่างไรก็ตามในเรื่องของการป้องกันจุดโทษดูเหมือน เมนดี้ ยังคงต้องฝึกปรือฝีมืออีกเยอะ เพราะเขาพุ่งไม่ถูกทางเลย ฉะนั้นการฝากความหวังกับเจ้าตัวในการฏีกาคงอาจจะต้องทำใจ กระนั้นนี่เป็นแค่เกมแรกของเขาเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สวยหรูเพราะตกรอบ แต่ฟอร์มของเจ้าตัวคงทำให้ เกปา ต้องปาดเหงื่อแน่นอน

4. เสริมทัพรุ่งแต่ผลงานร่วง
    ในช่วงซัมเมอร์นี้ เชลซี คือสโมสรที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมทัพ โดยพวกเขาน่าจะเป็นสโมสรเดียวในพรีเมียร์ลีก ที่คว้านักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมได้มากมาย ในขณะที่ทีมร่วมลีกไม่สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นพรสวรรค์มาเสริมทัพได้มากนัก

    ลองไล่รายชื่อนักเตะที่ เชลซี ทุ่มเงินมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้อย่าง  ฮาคิม ซิเย็ค,  แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์, เมนดี้ และ ไค ฮาแวร์ทซ์  เป็นต้น รวมๆ แล้วเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในเวลานี้ทะลุไปกว่า 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) แล้ว

    อย่างไรก็ตามผลงานของทีมนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้ ดูเหมือนจะไม่เข้าตาแฟนบอล และบอร์ดบริหาร โดยในเกมลีกพวกเขาลงเล่นไปแล้ว 3 แมตช์ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 มีแค่ 4 แต้ม รั้งอันดับ 9 ในตารางลีก ขณะที่ในเกมคาราบาว คัพ ลงสนามไป 2 แมตช์ถล่ม บาร์นส์ลี่ย์ รอบ 3 และตกรอบ 4 ด้วยน้ำมือของ สปอร์ส

    สำหรับตอนนี้ความกดดันกำลังถาโถมเข้าใส่ แลมพาร์ด เพราะหากเขายังไม่สามารถกระตุ้นฟอร์มการเล่นของทีมให้กลับมาโดดเด่นสมกับเงินที่ทุ่มทุนเพื่อใช้สร้างทีม งานนี้มีหวังบอร์ดบริหารอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวกุนซือ อย่างลืมว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ  มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ยังว่างงานอยู่นะ !!!

5. ธรรมชาติเรียกร้อง !
    ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องในแมตช์นี้ก็คือ ทำไม เอริค ดายเออร์ ถึงต้องรีบวิ่งออกจากสนามในช่วงนาทีที่ 75 ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น สเปอร์ส ยังตกเป็นร่องเรื่องสกอร์ แถมการทิ้งเกมออกไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้พวกเขามีผู้เล่นน้อยกว่า และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนยิงประตูเพิ่ม

    ด้วยเหตุนี้ มูรินโญ่ จึงได้รีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพื่อตาม ดายเออร์ ให้ออกไปลงสนามให้เร็วที่สุด เพราะขืนชักช้าอาจจะทำให้ทีมต้องเสียเปรียบไปมากกว่านี้ และหลังจากที่นักเตะกลับมาลงสนามได้ ทีมก็ยังไม่โดน เชลซี ยิงประตูทิ้งห่าง จากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็ได้ประตูตีเสมอ ทำให้ต้องดวลจุดโทษตัดสิน และหนึ่งในห้าแข้งของ สเปอร์ส ที่ต้องทำหน้าที่สำคัญก็คือ ดายเออร์ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อซัดเป็นคนแรกเข้าประตูซะด้วย

    หลังจบเกมนักเตะได้ออกมาเฉลยความจริงถึงสาเหตุที่ต้องรีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพราะว่าเกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย แต่เจ้าตัวไม่ได้บอกว่าเป็นการถ่ายหนักหรือถ่ายเบา ขณะที่ "เฮียมู" ก็ยอมรับจำเป็นต้องไปตามลูกทีมรายนี้ให้กลับมาลงสนามเร็วๆ เพราะไม่อยากให้ทีมต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นนานเกินไป

    สุดท้ายทุกอย่างจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะ สเปอร์ส ชนะจุดโทษเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เกมคาราบาว คัพ ส่วน ดายเออร์ ก็ไม่ต้องอับอายที่ต้องปล่อยสิ่งปฏิกูลในสนามแข่ง !!!

แมนยูห่างไม่เห็นฝุ่น! ลิเวอร์พูล เบอร์ 1 ทีมมูลค่านักเตะรวมสูงที่สุดในโลก

สำหรับตอนนี้ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะกลายเป็นทีมที่มีมูลค่าขุมกำลังนักเตะมากสุดในวงการลูกหนังโลก หลังจากที่พวกเขาเสริมทัพไม่มากแต่เต็มไปด้วยคุณภาพ ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตามหลังทัพ "หงส์แดง" และ เชลซี
    "เดอะ เร้ดส์" เพิ่งจะกระชากตัว ดีโอโก้ โชต้า กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาเสริมแกร่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ มีมูลค่าในการเสริมนักเตะเพิ่มมากขึ้น ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่มีขุมกำลังแพงที่สุดเกือบ 1,000 ล้านปอนด์ (ราว 38,000 ล้านบาท) จากการเปิดเผยของ ทรานเฟอร์สมาร์ค transfermarkt.com เว็บไซต์แนวประเมินผลงานและค่าตัวของนักฟุตบอลทั่วโลก

    ที่น่าเหลือเชื่อก็คือขุมกำลังของ "เดอะ เร้ดส์" ในเวลานี้มีมูลค่าสูงกว่าขุมกำลัง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มากกว่า 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) โดยสองสตาร์ของ ลิเวอร์พูล อย่าง ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีอัตราค่าตัวพุ่งไปถึงคนละ 108 ล้านปอนด์ (ราว 4,104 ล้านบาท)

    ขณะที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาจอมแอสซิสต์ ถูกประเมินว่ามีค่าตัวพุ่งไปถึง 99 ล้านปอนด์ (ราว 3,762 ล้านบาท) นอกจากนี้พวกเขายังมีนักเตะมากกว่า 5 รายที่มีค่าตัวพุ่งขึ้นในระดับสูงประมาณ 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท)

    ในส่วนของ แมนฯ ซิตี้ ขุมกำลังรวมของพวกเขาตอนนี้มีมูลค่าประมาณ 933.1 ล้านปอนด์ (ราว 35,457.8 ล้านบาท) เหนือกว่า "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ที่มีมูลค่านักเตะรวมอยู่ที่ประมาณ 910.3 ล้านปอนด์ (ราว 34,591.4 ล้านบาท) ทำให้พวกเขารั้งอยู่ในอันดับ 3

    เมื่อมองไปที่ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ปัจจุบันติดอยู่ในอันดับ 4 โดยขุมกำลังทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด มีมูลค่าอยู่ที่ 825.9 ล้านปอนด์ (ราว  31,384.2 ล้านบาท) หลังจากที่พวกเขาทุ่มเงินคว้าตัวแข้งใหม่มาเสริมทัพถึง 7 คนในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งรวมทั้งไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์ และ เบน ชิลเวลล์

    สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขารั้งอยู่ในอันดับ 7 ด้วยมูลค่านักเตะรวมประมาณ 719.5 ล้านปอนด์ (ราว 27,341 ล้านบาท) ซึ่งต้องยอมรับว่าในเวลานี้พวกเขาอยู่ห่างชั้นกับ ลิเวอร์พูล คู่อริตลอดกาลทั้งเรื่องผลงานในสนามและมูลค่านักเตะโดย "ปีศาจแดง" ตามหลัง "เดอะ เร้ดส์" เกือบ 300 ล้านปอนด์ (ราว 11,400 ล้านบาท) เลยทีเดียว

    นอกจากนี้ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังมีอันดับต่ำกว่า "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ที่มีมูลค่านักเตะอยู่ที่ประมาณ 789.5 ล้านปอนด์ (ราว 30,001  ล้านบาท) และ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เจ้าของทริปเบิ้ลแชมป์เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา จำนวน 754.2 ล้านปอนด์ (ราว 28,659.6 ล้านบาท)

    ขณะที่ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มีชื่อติดท็อปเทนจำนวนเงินมูลค่านักเตะรวม 697 ล้านปอนด์ (ราว 26,486 ล้านบาท) ตามหลัง "เปแอสเช" ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่มียอดเงินอยู่ที่ 706.4 ล้านปอนด์ (ราว 26,843.2  ล้านบาท)  และ แอตเลติโก มาดริด จำนวนมูลค่านักเตะรวม 702 ล้านปอนด์ (ราว 26,676 ล้านบาท)

     ส่วนสโมสรอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีมูลค่านักเตะรวมติดท็อป 20 ได้แก่ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล จำนวน 582.5 ล้านปอนด์ (ราว 22,135 ล้านบาท) รั้งอันดับ 13, "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน มูลค่านักเตะรวม 442 ล้านปอนด์ (ราว 16,796 ล้านบาท) อันดับ 16 และ "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ จำนวน 415.2 ล้านปอนด์ (ราว  15,777.6 ล้านบาท)  ติดอันดับ 18

20 อันดับสโมสรที่มีมูลค่านักเตะรวมมากสุดในโลก
อันดับ    สโมสร                มูลค่านักเตะรวม
1    ลิเวอร์พูล                986.7 ล้านปอนด์ (ราว 37,494.36 ล้านบาท)
2    แมนฯ ซิตี้                933.1 ล้านปอนด์ (ราว 35,457.8 ล้านบาท)
3    บาร์เซโลน่า                910.3 ล้านปอนด์ (ราว 34,591.4 ล้านบาท)
4.    เชลซี                825.9 ล้านปอนด์ (ราว  31,384.2 ล้านบาท)
5.    เรอัล มาดริด            789.5 ล้านปอนด์ (ราว 30,001  ล้านบาท)
6.    บาเยิร์น มิวนิค            754.2 ล้านปอนด์ (ราว 28,659.6 ล้านบาท)
7.    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด            719.5 ล้านปอนด์ (ราว  27,341 ล้านบาท)
8.     ปารีส แซงต์-แชร์กแมง            706.4 ล้านปอนด์ (ราว 26,843.2  ล้านบาท)
9.    แอตเลติโก มาดริด            702 ล้านปอนด์ (ราว  26,676 ล้านบาท)
10    สเปอร์ส                697.1 ล้านปอนด์ (ราว  26,489.8 ล้านบาท)
11    อินเตอร์ มิลาน            660.7 ล้านปอนด์ (ราว 25,106.6  ล้านบาท)
12    ยูเวนตุส                594.6 ล้านปอนด์ (ราว 22,594.8  ล้านบาท)
13    อาร์เซน่อล                582.5 ล้านปอนด์ (ราว 22,135 ล้านบาท)
14    โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์            543.4 ล้านปอนด์ (ราว 20,649.2  ล้านบาท)
15    นาโปลี                531.2 ล้านปอนด์ (ราว 20,185.6 ล้านบาท)
16    เอฟเวอร์ตัน                442 ล้านปอนด์ (ราว  16,796 ล้านบาท)
17    แอร์เบ ไลป์ซิก            441.6 ล้านปอนด์ (ราว  16,780.8 ล้านบาท)
18    เลสเตอร์ ซิตี้            415.2 ล้านปอนด์ (ราว  15,777.6 ล้านบาท)
19    เอซี มิลาน                384.9 ล้านปอนด์ (ราว 14,626.2  ล้านบาท)
20    เบนฟิก้า                343.1 ล้านปอนด์ (ราว 13,037.8  ล้านบาท)

 

 

สมุทรปราการ ซิตี้ “เขี้ยวสมุทร” อย่าเพิ่งกาชื่อพวกเขาทิ้ง สตาร์ทไม่ดีใช่ว่าจะไม่มีลุ้นแชมป์

การออกสตาร์ทแบบผิดฟอร์มของสมุทรปราการ ซิตี้ ใน 4 เกมแรก ถือว่าน่าจะเป็นงานหนักของ มาซาทาดะ อิชิอิ และลูกทีมมากๆ เพราะช่องว่างตามหลังพื้นที่ลุ้นแชมป์ อยู่ถึง 11 แต้ม จากการลงสนาม เสมอ 1 แพ้ถึง 3 เกม มีแค่ 1 แต้มเท่านั้น
    ช่วงพักเบรคโควิด-19 มองในแง่ดีก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อทีม เพราะจะทำให้พวกเขาไปทบทวนกับข้อผิดพลาดดังกล่าว เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้กลับมาอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ และขอเอี่ยวในโควต้าเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2021 ที่จะยึดเอา 1-4 ของตารางคะแนนไทยลีกเลกแรก ไปเตะในฤดูกาลถัดไป

    จุดนี้เองที่พวกเขาก็หวังลึกๆ ว่า ถ้าทุกอย่างเข้าที่ ลงตัว "เขี้ยวสมุทร" จะกลับมาฟอร์มพีค เหมือนตอนต้นฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งพวกเขาเกาะกลุ่มนำมาตลอด จนสุดท้ายจบที่ 6 แต่กับการออกตัวในซีซั่นสะดุดไปมากทีเดียว ทำให้ก็ถือว่ากับ 11 นัดที่เหลือ พวกเขาต้องเครื่องร้อนสุดๆ จริง ถ้าหากอยากพลิกสถานการณ์ แต่ทุกอย่างยังเป็นไปได้ทั้งนั้นอย่างที่ มาซาทาดะ อิชิอิ บอก

    "สิ่งที่เราต้องปรับแก้จาก 4 เกมแรก เรื่องแรกก็คือการจบสกอร์ที่ไม่เฉียบคมเท่าไหร่ และอีกเรื่องคือเกมรับ ในการป้องกันลูกตั้งเตะในจุดต่าง"

    "แน่นอนว่าแม้เราจะเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก แต่เราเองยังหวังที่จะไป เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้ ส่วนเป้าหมายทั้งปี แน่นอนว่า เราเองก็มองการเป็นแชมป์เช่นกัน"

    กุนซือดีกรีแชมป์เจลีก เอ่ยถึงสถานการณ์ของทีม และเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก ก่อนที่ลีกจะกลับมาห้ำหั่นกันอีกครั้งในวันที่ 12 กันยายน ส่วนบรรดาแข้งแกนหลักของทีมอย่าง นพพล พลคำ มิดฟิลด์ฮาร์ดแมน ก็ยังหวังเช่นกันว่า เพื่อนๆ จะสามารถเรียกฟอร์มเก่ง กลับมาให้ได้เร็วตั้งแต่วันที่ลีกกลับมารีสตาร์ท เชื่อว่า โอกาสยังเปิดกว้างมากๆ เพราะทุกทีมก็เบรคเหมือนกัน ต้องเริ่มกันใหม่หมด โดย "เป้" มองไปที่การจบเลกแรกด้วยคว้าตั๋วเอซีแอล อยู่ในมือ

    "เป้าหมายหลังจากนี้ คือเต็มที่กับการฝึกซ้อมและทำตัวให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อลงสนามช่วยทีม ที่สำคัญคือต้องการจะพาทีมให้กลับมาทำผลงานที่ดีอีกครั้ง เพื่อทำอันดับติด 1 ใน 3 ของศึกไทยลีกปีนี้ และคว้าโควต้าไปแข่งขันฟุตบอล ACL ให้ได้ ซึ่งทุกคนเชื่อมั่นว่าทีมจะสามารถกลับมาได้ แม้อันดับตอนนี้จะไม่ดีก็ตาม"

    ขณะเดียวกัน เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ ปีกตัวจี๊ดของทีมก็มองว่า ข้อผิดพลาด 4 เกมแรก ได้รับการแก้ไขแล้ว ทุกอย่างกำลังลงตัวสุดๆ เพื่อนๆ นักเตะพร้อมที่จะกลับมาสู่เส้นทางทั้งการลุ้นไปเล่นถ้วยเอเชีย และล่าแชมป์

    "ตอนนี้ทีมเริ่มลงตัวขึ้นเรื่อยๆ เราปรับตัวกันได้ดีขึ้น หลังจากมีนักเตะใหม่เข้ามา เราเริ่มจูนเข้ากันได้แล้ว ตอนนี้โค้ชพยายามเน้นเรื่องระบบทีม และความเข้าใจของนักเตะ เราต้องแก้ไขจุดอ่อนที่ทำให้เราออกสตาร์ทได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะการจบสกอร์ ที่จะต้องทำให้ดีขึ้น ละเอียดมากขึ้น เพราะอย่างอื่นก็ถือว่าทำได้โอเค"

    "ในส่วนเป้าหมายของทีม ขอเน้นทีละเกม เราไม่อยากมองไกล เพราะสิ่งสำคัญคือ การได้รับผลการแข่งขันที่ดี ส่วนตัวผมเองอยากทำให้ดีที่สุดในทุกๆ นัดที่ลงสนาม" แนวรุกสมุทรปราการซิตี้ กล่าว

    แฟนๆ อย่าเพิ่งกาชื่อของพวกเขาออกจากลิสต์ลุ้นแชมป์ และตั๋วเอซีแอล กับเวลาที่เหลือ ยังพอมีให้พวกเขางัดศักยภาพที่เคยทำได้เมื่อปีที่แล้ว ออกมาใช้งาน ซึ่งถ้าหากทำได้พีคๆ เหมือนครั้งก่อน บอกเลยว่า "เขี้ยวสมุทร" ทีมนี้หยุดยาก!

อิบรา-เรบิชลงคู่! มิลานกระทุ้งโบโลญญ่าเก็บชัยรับศึกกัลโช่

"ปีศาจแดงดำ" เอซี มิลาน เพิ่งลุยเกมคัดยูโรปาลีกด้วยฟอร์มสุดยอด นัดนี้แนวรุกใช้คู่หูอย่าง "เรบิช-อิบราฮิโมวิช" ยิงรับทีมเยือน โบโลญญ่า ที่หมายตามคะแนนติดมือออกไปเช่นกัน ในการแข่งขันฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ฤดูกาล 2020/21 นัดแรก

ปรีวิวฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ฤดูกาล 2020/21 นัดแรก
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563
เอซี มิลาน – โบโลญญ่า
เวลา : 01.45 น. ถ่ายทอดสด : บีอินส์ สปอร์ต 2

สนาม : ซาน ซิโร่

    ทีม ”รอสโซเนรี่” ฤดูกาลที่แล้วในลีกจบอันดับ 6 ทำให้ต้องมาเล่นยูโรปา ลีก รอบคัดเลือก ซึ่งล่าสุดก็บุกไปชนะ แชมร็อก 2-0 ผ่านเข้ารอบ 3 ต่อไป
    การเสริมทัพน่าสนใจเลยเมื่อได้ยืมตัว 2 ดาวรุ่งอย่าง บราฮิม ดิอาซ และ ซานโดร โตนาลี่ มาจาก เรอัล มาดริด และ เบรสชา ตามลำดับ แต่ก็ปล่อย จาโคโม่ โบนาเวนตูร่า ไปให้ฟิออเรนติน่าเช่นกัน

 สภาพทีมในเกมนี้ สเตฟาโน่ ปิโอลี่ เทรนเนอร์ เอซี มิลาน จะไม่มี มาเตโอ มูซัคคิโอ, อันเดรีย คอนติ, ราฟาเอล เลเอา และ อเลสซิโอ โรมันโยลี่ ที่มีอาการบาดเจ็บทั้งหมด

    อย่างไรก็ตามเจ้าถิ่นจะได้ อันเต้ เรบิช ที่เพิ่งซื้อขาดมาจาก แฟร้งค์เฟิร์ต พ้นโทษแบนกลับมา แนวรับเกมนี้ใช้ ซิมอน เคียร์ จับคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟกับ มัตเตโอ แก็บเบีย กองหลังดาวรุ่ง 

    ฟร้องค์ เกสซีเย่ เป็นมิดฟิลด์คู่กลางกับ อิสมาแอล เบนนาแซร์ โดยวาง ซามู กาสเตเยโฆ, ฮาคาน ชาลาโนกลู และ อันเต้ เรบิช ทำเกมรุกอยู่ข้างหลัง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าตัวเก่งที่เพิ่งประเดิมลูกแรกในยูโรปา ลีก นัดล่าสุด

 ทีม ”รอสโซ่บลู” ฤดูกาลที่แล้วในลีกจบอันดับ 12 เกมล่าสุดพวกเขาอุ่นเครื่องเสมอ เอนเตลล่า 0-0 การเสริมทัพยังไม่น่าสนใจเมื่อได้แค่ ลอเรนโซ่ เด ซิลเวสตรี แบ็กขวามาจากโตริโน่รายเดียว

    สภาพทีมในเกมนี้ ซินิซ่า มิไฮโลวิช กุนซือโบโลญญ่าจะไม่มี แกรี่ เมเดล มิดฟิลด์พันธุ์ดุทีมชาติชิลีที่ติดโทษแบนเพียงรายเดียวนอกนั้นถือว่าสมบูรณ์

    ทั้งนี้แนวรับวาง ทาเกฮิโร่ โทมิยาสุ กองหลังทีมชาติญี่ปุ่นจับคู่กับ ดานิโล่ ขนาบข้างด้วย ลอเรนโซ่ เด ซิลเวสตรี และ มิตเชลล์ ไดจ์ส

    นิโคลาส โดมินเกวซ ถอยลงต่ำช่วยแดนกลาง อันเดรีย โปลี สามแนวรุกวาง ริคคาร์โด้ ออร์โซลินี่, โรแบร์โต้ โซเรียโน่ และ มูซ่า บาร์โรว์ สนับสนุนหน้าเป้า โรดริโก้ ปาลาซิโอ หอกอาร์เจนไตน์

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    มิลาน (4-2-3-1) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า-ดาวิเด้ คาลาเบรีย, ซิมอน เคียร์, มัตเตโอ แก็บเบีย, เตโอ แอร์กน็องเดซ-ฟร้องค์ เกสซีเย่, อิสมาแอล เบนนาแซร์-ซามู กาสเตเยโฆ, ฮาคาน ชาลาโนกลู, อันเต้ เรบิช-ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

    เทรนเนอร์ : สเตฟาโน่ ปิโอลี่

    โบโลญญ่า (4-2-3-1) : ลูคัสซ์ สโครุปสกี้-ลอเรนโซ่ เด ซิลเวสตรี, ทาเกฮิโร่ โทมิยาสุ, ดานิโล่, มิตเชลล์ ไดจ์ส-นิโคลาส โดมินเกวซ, อันเดรีย โปลี-ริคคาร์โด้ ออร์โซลินี่, โรแบร์โต้ โซเรียโน่, มูซ่า บาร์โรว์-โรดริโก้ ปาลาซิโอ

    เทรนเนอร์ : ซินิซ่า มิไฮโลวิช