เชลซีเน้นหนัก! “แวร์เนอร์” หน้าสังหาร,ไบรท์ตันมี “ลัลลาน่า” หนุนซัด

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เตรียมเน้นหนักหวังเก็บชัยโดย ติโม แวร์เนอร์ พร้อมลงประเดิมเกมลีกอย่างเป็นทางการนัดแรกเกมบุกรัง ไบรท์ตัน ที่มี อดัม ลัลลาน่า ยืนหน้าต่ำประจำการจัด ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (นัดแรก) วันจันทร์ที่ 14 ก.ย. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD1 (เวลา : 02.15 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (นัดแรก)
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2563
ไบรท์ตัน   –   เชลซี
ถ่ายทอดสด
 : True Premier HD1 (เวลา : 02.15 น.)


สนาม : เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม

แกรม พ็อตเตอร์ เทรนเนอร์ไบรท์ตันพาทีมจบอันดับ 15 ในฤดูกาลที่แล้ว โดยเกมล่าสุด ”ทีมนกนางนวล” ลงสนามเจ๊าเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนไปแบบไร้สกอร์

    ความพร้อมในเกมนี้ พ็อตเตอร์ พร้อมส่งนักเตะป้ายแดงอย่าง อดัม ลันลาน่า ที่ได้ฟรีมาจากลิเวอร์พูล รวมไปถึง โจเอล เฟลท์แมน ปราการหลังจากอาแจ็กซ์

    ประตูยังคงใช้ แม็ทธิว ไรอัน นายทวารมือ 1 เฝ้าเสา แผงหลังสี่คนส่ง โจเอล เฟลท์แมน, เบน ไวท์, ลูอิส ดังค์ และ แดน เบิร์น

    กลางสนามวาง ดาวี่ พร็อปเปอร์ ยืนคุมเกมคู่กับ อีฟส์ บิสซูม่า พร้อมส่ง ปาสกาล กรอสส์, อดัม ลันลาน่า, เลอันโดร ทรอสซาร์ ช่วยประสานงานเกมรุก กับ นีล โมเปย์ หอกเลือดน้ำหอมที่ยืนหน้าเป้า

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด เทรนเนอร์เชลซีพาทีมทำผลงานฤดูกาลที่แล้วมาได้อย่างยอดเยี่ยม เบียดแซง เลสเตอร์ ซิตี้ จบอันดับ 4 คว้าตั๋วไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ โดยนัดล่าสุด ”สิงโตน้ำเงินคราม” ลงฟาดแข้งกับไบรท์ตันจบกันไปที่ 1-1 

    หลังจากพ้นโทษแบนห้ามซื้อขายนักเตะ แลมพาร์ด ซื้อนักเตะเข้ามาเสริมกำลังอย่างบ้าคลั่ง โดยรายแรกที่ย้ายมาเล่นในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้แก่ ฮาคิม ซิเย็ค มิดฟิลด์ชาวดัตช์, ติโม แวร์เนอร์ ศูนย์หน้าจากแอร์เบ ไลป์ซิก, เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายจากเลสเตอร์ ซิตี้, ติอาโก้ ซิลวา เซนเตอร์แบ็กจากเปแอสเช และล่าสุด ไค ฮาแวร์ทซ์ มิดฟิลด์ จากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

    ความพร้อมในเกมนี้ แลมพาร์ด มีข่าวร้ายอยู่หน่อย อดใช้งาน มาเตโอ โควาซิช ที่ติดโทษแบนมาจากเกมเอฟเอ คัพ นัดชิง ส่วนพวกแข้งป้ายแดงที่พึ่งได้มาอย่าง เบน ชิลเวลล์, ติอาโก้ ซิลวา และ ฮาคิม ซิเย็ค ต่างยังไม่ฟิตลงสนาม

    การจัดทัพในเกมนี้ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า รับหน้าที่เฝ้าเสา แบ็กขวารับหน้าที่โดยกัปตัน เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ส่วนทางซ้ายใช้ มาร์กอส อลอนโซ่ พร้อม คูร์ท ซูม่า ยืนเซนเตอร์แบ็กคู่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ 

    กลางสนามส่ง จอร์จินโญ่ ประสานงานคู่  เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เกมรุกพร้อมส่ง ไค ฮาแวร์ทซ์, เมสัน เมาน์ท, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ที่ได้โอกาสลงเนื่องจาก คริสเตียน พูลิซิช ยังไม่ฟิตจากอาการบาดเจ็บ หน้าเป้าวาง ติโม แวร์เนอร์ ที่ยิงประเดิมสนามในสีเสื้อเชลซีไปแล้วในเกมอุ่นเครื่อง


นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
    
    ไบรท์ตัน (4-2-3-1): แม็ทธิว ไรอัน – โจเอล เวลท์แมน, เบน ไวท์, ลูอิส ดังค์, แดน เบิร์น- ดาวี่ พร็อปเปอร์, อีฟส์ บิสซูม่า- ปาสกาล กรอสส์, อดัม ลัลลาน่า, เลอันโดร ทรอสซาร์ –  นีล โมเปย์
    เทรนเนอร์ : แกรม พ็อตเตอร์

    เชลซี (4-2-3-1): เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, คูร์ท ซูม่า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, มาร์กอส อลอนโซ่ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ – ไค ฮาแวร์ทซ์,  เมสัน เมาน์ท, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย – ติโม แวร์เนอร์
    เทรนเนอร์: แฟร้งค์ แลมพาร์ด
 
    ผู้ตัดสิน : เคร็ก พาวสัน

 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
29/08/20    กระชับมิตร ไบรท์ตัน 1-1 เชลซี
01/01/20    พรีเมียร์ลีก ไบรท์ตัน 1-1 เชลซี
28/09/19    พรีเมียร์ลีก เชลซี 2-0 ไบรท์ตัน
04/04/19    พรีเมียร์ลีก เชลซี 3-0 ไบรท์ตัน
16/12/18    พรีเมียร์ลีก ไบรท์ตัน 1-2 เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ไบรท์ตัน

05/09/20 เสมอ เวสต์บรอมวิช 0-0 (เหย้า) กระชับมิตร 
29/08/20 เสมอ เชลซี 1-1 (เหย้า) กระชับมิตร 
26/07/20 ชนะ เบิร์นลี่ย์ 2-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
20/07/20 เสมอ นิวคาสเซิ่ล 0-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
16/07/20 เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

เชลซี
29/08/20 เสมอ เวสต์บรอมวิช 1-1 (เยือน) กระชับมิตร 
09/08/20 แพ้ บาเยิร์น มิวนิค 1-4 (เยือน) ชปล. 
01/08/20 แพ้ อาร์เซน่อล 1-2 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ 
26/07/20 ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
22/07/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 3-5 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

ขาดคนนี้ไม่ได้จริงๆ!เผยสถิติน่าทึ่ง “อาร์เซน่อล” หวิดตกชั้นหากไม่มี “โอบาเมยอง”

ช่วงนี้ อาร์เซน่อล มีแต่เรื่องดีๆ มาให้เหล่าสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ได้ชื่นใจ ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นคือการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ (ถึงปี 2023) ของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้ากัปตันทีมคนเก่ง ที่เพิ่งมีขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน และล่าสุด The Sun สื่อดังของอังกฤษ ได้มีการเล่นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสำคัญของ โอบาเมยอง ที่มีต่อ "ไอ้ปืนใหญ่" ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา

ฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซน่อล จบที่อันดับ 8 ในตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก ด้วยการมี 56 แต้ม ทว่าหากปราศจาก 22 ประตู ของ ยอดดาวยิงชาวกาบองวัย 31 ปี สถานการณ์ของพวกเขาจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เพราะทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จะมีคะแนนน้อยลงถึง 20 แต้ม!!!

เท่านั้นยังไม่พอ อันดับในตารางคะแนนของ อาร์เซน่อล ก็จะถูกกระชากลงจากที่ 8 ไปอยู่ที่ 16 เลยทีเดียว แถมอยู่เหนือจากโซนตกชั้นแค่ 2 แต้มเท่านั้น (บอร์นมัธ จบที่อันดับ 18 มี 34 แต้ม) ซึ่งจากชาร์ตผลการแข่งขันทั้ง 38 เกม ที่ The Sun จัดมาให้ เราจะเห็นได้ว่า แต่ละประตูจาก โอบาเมยอง นั้น มีค่ามากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่มันมีถึง 13 เกม ที่สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล ได้รับผลการแข่งขันที่ดีกว่าเดิม 

สำหรับ 13 เกมที่ว่านั้น แบ่งเป็น 2 เกมที่ประตูของ โอบาเมมอง สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล พลิกจาก "แพ้" เป็น "ชนะ" (+6 แต้ม), 3 เกมที่ช่วยพลิกจาก "เสมอ" เป็น "ชนะ" (+6) และมีถึง 8 เกมที่ประตูจาก อดีตหัวหอก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ช่วยทีมคว้าผลเสมอ (+8) ซึ่งจากสถิติตรงนี้ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า "ไอ้ปืนใหญ่" ลำบากแน่ๆ หากไม่มี โอบาเมยอง ยืนประจำการในแนวรุก

… ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่าทำไมแฟนบอล อาร์เซน่อล ถึงตั้งตารอคอยการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ของ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง อย่างใจจดใจจ่อ เพราะต้องยอมรับเลยว่า เขาคนนี้เป็นดาวยิงที่ทีมขาดไม่ได้จริงๆ…

“ชลบุรี เอฟซี” เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่ ที่จะกัดไม่ปล่อย

แม้ว่าจะอยู่ในยุคของเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ ของ "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี เลยทำให้เป็นอีกหนึ่งยักษ์หลับไม่ได้มีแชมป์ติดมือมาสักระยะหนึ่ง แต่อย่างไรแล้ว การเข้ามาคุมทัพของ "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ กุนซือจอมสร้างสีสัน ดูจะเคมีตรงกันกับยอดทีมจากภาคตะวันออก ซึ่งดูแล้วมีทิศทางที่ดีขึ้น

2-3 ปีหลัง นโยบายการพลักดันดาวรุ่งในอะคาเดมี่ ยังเดินหน้าต่อเนื่อง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยผลงานที่ไม่คงเส้นคงวา เพราะชลบุรียังไม่สามารถยกระดับไปต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่เงินหนาของลีกได้ อีกทั้งไม่ได้เฉียดเข้าใกล้แชมป์อย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งนั่นก็ทำให้ กระแสของแฟนบอล ที่ขึ้นชื่อว่า เหนียวแน่นที่สุดของไทยลีก ดูจะตกลงไปมากเลยทีเดียว เพราะด้วยปัจจัยหลายๆ อาทิ ดาวรุ่งทดแทนรุ่นพี่ไม่ได้ ไม่มีแข้งซุป’ตาร์ รวมถึงทีมมีนโยบายบริหารเงินที่ไม่ฟุ่มเฟือย การที่จะลงทุนทางลัดด้วยการกว่านซื้อดาวดังมาเพื่อล่าแชมป์ จุดนี้คงเป็นไปได้ยาก

แต่การมาของโค้ชเตี้ย ที่ต้องการเปลี่ยนโฉมทีม พร้อมกับร่วมผลักดันนโยบาย แข้งดาวรุ่ง ผสมผสาน แข้งเก๋า ดูจะมีแววไม่น้อย อย่างแรกที่พวกเขาประสบความสำเร็จคือ การได้กระแสแฟนบอลกลับมาเชียร์ทีมรักเต็มสนามอีกครั้ง ซึ่งภาพที่ปรากฏถือว่า เป็นเวลานานมากๆ แล้ว ที่ไม่ได้เห็นเหล่าแฟนคลับฉลามชล เข้ามาเชียร์ทีมเต็มความจุ ชลบุรี สเตเดี้ยม เช่นนี้ หลังจากที่ทีมของพวกเขาหลุดวงโคจรเป็นทีมลุ้นแชมป์

โดยช่วงที่ลีกเบรคโควิด-19  การเตรียมทีมของฉลามชลยังเข้มข้นเหมือนเดิม สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงแน่ๆ แล้วก็คือวันที่ 12 กันยายน เมื่อลีกกลับมารีสตาร์ทจะได้เห็น เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่ เรียงหน้าลงสนามกันหลายคนแน่นอน เพราะนี่คงถึงเวลาที่จะต้องเปิดโอกาสให้แข้งยังบลัด ในอะคาเดมี่ที่บ่มเพาะกันมาเก็บเลเวลในเวทีสูงสุด

ซึ่งช่วงวันที่  30 มิถุนายน จัดการเซอร์ไพร์สแฟนๆ ด้วยการ จับ 4 แข้ง ดาวรุ่งพุ่งแรงที่ว่ากันว่า เป็นชุดเยาวชนยุคทอง ดีกรีไม่ธรรมดา กวาดแชมป์เมเจอร์ ในฟุตบอลเยาวชนระดับประเทศมาเกือบทั้งหมด จรดปากาเซ็นสัญญาเรียบร้อย ประกอบไปด้วย ทรงชัย ทองฉ่ำ, ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว, พงศกร ตรีสาตร์ และ ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ ต่อเนื่องด้วยโละ บรรดาแข้งตัวเก๋า อาทิ อดุล หละโสะ มงคล นามนวด รวมถึง กรวิทย์ นามวิเศษ ออกจากทีม เพื่อเปิดโอกาสให้แข้งฉลามสายเลือดใหม่ เสียบตำแหน่งของบรรดาพี่ๆ ที่ออกไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง

 "แน่นอนว่า การเซ็นสัญญากับนักเตะทั้ง 4 คน นอกเหนือจะเป็นไปตามนโยบายของสโมสร ที่เราต้องการผลักดันนักเตะดาวรุ่งให้ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องแล้ว การเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพในครั้งนี้ ก็จะเป็นอีกแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ให้กับนักเตะรุ่นน้องๆ ในอะคาเดมี่ มากยิ่งขึ้น"  บทสัมภาษณ์ของ "เสี่ยบอล" คุณศศิศ สิงห์โตทอง ผู้จัดการทีม ผู้อยู่เบื้องหลังดีล 4 แข้งดาวรุ่ง และเป็นหัวเรือใหญ่ในการเดินหน้าลุยนโยบาย กับแข้งเยาวชนของทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสโมสรที่มีอะคาเดมี่ปั้นนักบอลเก่งที่สุดในประเทศ ซึ่งบอสใหญ่ฉลามชลเน้นย้ำจุดนี้มากๆ โดยจุดมุ่งหมายนโยบาย คือ เปิดโอกาสเพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จในอนาคต

ส่วนบรรดาอดีตแข้งดาวรุ่งขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ยกระดับเป็นแข้งแกนหลักได้บ้างแล้ว อย่าง ภานุพงษ์ พลซา แข้งวัย 26 ปี, "เจ้ายิม" วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กองกลาง 23 ปี, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ 22 ปี "เจ้าและ" กฤษดา กาแมน กองกลางวัย 21 ปี รวมถึง สัมพันธ์ เกษี อายุ 21 ปี ซึ่งหลายๆ คน ทำผลงานได้ดีในช่วงก่อนปรีซีซั่น ก่อนไทยลีกกลับรีสตาร์ท

ผลงานของ ชลบุรี เอฟซี ใน 4 นัดแรก ไทยลีก ฤดูกาล 2020 มี 6 คะแนน จากผลงานการชนะ 2 นัด และ แพ้ 2 นัด รั้งอยู่ที่ 9 ของตาราง ถ้าหากมองถึงกับการที่พวกเขาต้องการจะกลับมาเป็นยักษ์ใหญ่อีกครั้ง การขอลุ้นเอี่ยวพื้นที่ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ที่จะเอาอันดับ 1-4 จากเลกแรก ไปเตะปี 2021 ยังถือว่ามีความเป็นไปได้ เพราะเหลืออีก 11 เกมถ้าหาก ลูกทีม และ บรรดาแข้งดาวรุ่ง รักษามาตรฐานการเล่นที่คงเส้นคงวา เป้าหมายในถ้วยเอเชียคงไม่ไกลเกินเอื้อม

 "เรามุ่งมั่นทำผลงาน เพื่อสร้างผลงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ผมค่อนข้างเชื่อมั่นในผู้เล่นทั้งหมดที่มีอยู่ในทีมของเราตอนนี้ ทุกคนมีคุณภาพ และ ศักยภาพที่ดีพอ ที่จะช่วยกันพา ชลบุรี เอฟซี ทำผลงานให้ออกมาดีกว่า 4 เกมแรก อย่างแน่นอน" "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ของสโมสร ถึงภาพรวมของทีมและเป้าหมายหลัก ที่ยังมีอะไรให้ท้าทายต่อจากนี้มากๆ

เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่จะมีจิตวิญญาณความมุ่งมั่น ดุดัน เกรี้ยวกราด กัดไม่ปล่อย ตามสโลแกนสโมสร ปี 2020 "Bite Til The End" ของทีมหรือไม่ ต้องจับตาอย่ากะพริบ

สำคัญมาก!แกรี่ชี้ลิเวอร์พูลต้องมีติอาโก้

แกรี่ เนวิลล์ ระบุ ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาร่วมทัพให้ได้ เพราะเขาจะช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้คนในทีมได้ รวมถึงจะทำให้บางพื้นที่ของ "หงส์แดง" ดีขึ้นด้วย

แกรี่ เนวิลล์ อดีตยอดแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพให้ได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทีมไม่ฟอร์มตกไปในตัว

"หงส์แดง" ถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว ติอาโก้ ไปร่วมทัพตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตดาวเตะ บาร์เซโลน่า ตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างหนัก แต่จนถึงตอนนี้การย้ายทีมก็ยังไม่เกิดขึ้นสักทีจนบางคนตั้งประเด็นว่าดีลนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้

เนวิลล์ เผยว่า "มันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเลยถ้าจะบอกว่าพวกเขาจะฟอร์มตกลงสักนิดถ้าพวกเขาไม่กระตุ้นขุมกำลังที่มีอยู่ด้วยการทำบางอย่าง การที่นักเตะกลุ่มนี้อยู่ด้วยกันมา 3 ปีมันเป็นการดูดพลังใจไปอย่างมาก การขอให้พวกเขาลุยอีกครั้งและทำแบบเดิมให้ได้มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจนเข้าขั้นเป็นเรื่องเหนือมนุษย์

 "การจะให้พวกเขาทำผลงานแบบเดิมโดยที่ไม่มีการปรับปรุงขุมกำลังเลยมันทำได้ยากมากๆ มันต้องทำให้พวกเขามีกำลังใจที่ดีอีกครั้ง ตรงจุดนี้แหละที่การเซ็นสัญญากับ ติอาโก้ จะส่งผลดีอย่างมากกับ ลิเวอร์พูล มันจะเป็นการส่งข้อความไปถึงนักเตะคนอื่นๆ ว่าทีมเซ็นสัญญากับหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดของโลกในตำแหน่งนั้นได้แล้ว"

"เขาเป็นนักเตะระดับโลก และจะทำให้การเล่นในพื้นที่ที่ยังไม่ถึงขั้นดีในระดับโลกของพวกเขาเข้าข่ายการเป็นระดับโลกได้ พวกเขาจำเป็นต้องมีแรงกระตุ้นที่จะยังทำให้สามารถเล่นในระดับเดิมได้ ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ พวกเขาอาจจะทำเหมือนอย่างที่ทำได้ก่อนหน้านี้ได้ก็ได้ แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาน่ะมันไม่ค่อยเป็นแบบนั้นบ่อยเท่าไหร่ (หมายถึงทีมที่เสริมทัพน้อยไม่ค่อยประสบความสำเร็จ)"

คนที่สอง!เมสซี่ฟันรายได้ตลอดชีวิตเกิน1พันล้านฯ

ฟอร์บส์ สื่อด้านการเงินชื่อก้อง ระบุ ลิโอเนล เมสซี่ หัวหอก บาร์เซโลน่า ฟันรายได้ตลอดอาชีพการเล่นทะลุ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้เขาเป็นนักเตะคนที่สองต่อจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ทำเงินได้เยอะขนาดนั้น

ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าคนสำคัญของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน สามารถทำรายได้ก่อนหักภาษีรวมตลอดอาชีพการเล่นได้เกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 31,000 ล้านบาท) แล้ว ตามรายงานของ ฟอร์บส์ สื่อด้านการเงินชื่อดัง

เมสซี่ ทำเงินได้มากมายตลอดอาชีพการเล่น โดยถ้านับเฉพาะในปี 2020 เขาก็ฟันรายได้ไปรวมแล้ว 126 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,906 ล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้จากค่าเหนื่อยที่รับกับ บาร์เซโลน่า 92 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,852 ล้านบาท) และรายได้จากสปอนเซอร์ต่างๆ 34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,054 ล้านบาท)

ทั้งนี้ ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ถือเป็นนักฟุตบอลคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ทำรายได้ตลอดอาชีพการเล่นได้ทะลุหลัก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วย โดยคนแรกคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แข้งซูเปอร์สตาร์ของ ยูเวนตุส นอกจากนี้ การทำรายได้ไป 126 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปีนี้ยังทำให้ เมสซี่ เป็นนักฟุตบอลที่มีรายได้สูงที่สุดในปี 2020 ด้วย ซึ่งอันดับสองก็คือ โรนัลโด้ ที่ภายในปีนี้ทำรายได้ไป 117 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,627 ล้านบาท) แบ่งเป็นค่าเหนื่อย 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,170 ล้านบาท) กับรายได้ด้านสปอนเซอร์ 47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,457 ล้านบาท)

สำหรับนักฟุตบอลที่ทำรายได้ประจำปี 2020 ได้เยอะที่สุดเป็นอันดับ 3 คือ เนย์มาร์ กองหน้า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ทำไป 96 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,976 ล้านบาท) ส่วน คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เพื่อนร่วมทีมของ เนย์มาร์ อยู่ที่ 4 ด้วยรายได้ 42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,302 ล้านบาท) โดยมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีก ลิเวอร์พูล ตามมาเป็นที่ 5 จากการทำรายได้ไป 37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,147 ล้านบาท)

ขาดไม่ได้จริงๆ! เผยสถิติชวนอึ้ง อาร์เซน่อลแย่ขนาดนี้ถ้าไม่มีโอบาเมยอง

ช่วงนี้ อาร์เซน่อล มีแต่เรื่องดีๆ มาให้เหล่าสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ได้ชื่นใจ ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นคือการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ (ถึงปี 2023) ของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้ากัปตันทีมคนเก่ง ที่เพิ่งมีขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน และล่าสุด The Sun สื่อดังของอังกฤษ ได้มีการเล่นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสำคัญของ โอบาเมยอง ที่มีต่อ "ไอ้ปืนใหญ่" ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา

ฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซน่อล จบที่อันดับ 8 ในตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก ด้วยการมี 56 แต้ม ทว่าหากปราศจาก 22 ประตู ของ ยอดดาวยิงชาวกาบองวัย 31 ปี สถานการณ์ของพวกเขาจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เพราะทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จะมีคะแนนน้อยลงถึง 20 แต้ม!!!

เท่านั้นยังไม่พอ อันดับในตารางคะแนนของ อาร์เซน่อล ก็จะถูกกระชากลงจากที่ 8 ไปอยู่ที่ 16 เลยทีเดียว แถมอยู่เหนือจากโซนตกชั้นแค่ 2 แต้มเท่านั้น (บอร์นมัธ จบที่อันดับ 18 มี 34 แต้ม) ซึ่งจากชาร์ตผลการแข่งขันทั้ง 38 เกม ที่ The Sun จัดมาให้ เราจะเห็นได้ว่า แต่ละประตูจาก โอบาเมยอง นั้น มีค่ามากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่มันมีถึง 13 เกม ที่สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล ได้รับผลการแข่งขันที่ดีกว่าเดิม 

สำหรับ 13 เกมที่ว่านั้น แบ่งเป็น 2 เกมที่ประตูของ โอบาเมมอง สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล พลิกจาก "แพ้" เป็น "ชนะ" (+6 แต้ม), 3 เกมที่ช่วยพลิกจาก "เสมอ" เป็น "ชนะ" (+6) และมีถึง 8 เกมที่ประตูจาก อดีตหัวหอก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ช่วยทีมคว้าผลเสมอ (+8) ซึ่งจากสถิติตรงนี้ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า "ไอ้ปืนใหญ่" ลำบากแน่ๆ หากไม่มี โอบาเมยอง ยืนประจำการในแนวรุก

… ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่าทำไมแฟนบอล อาร์เซน่อล ถึงตั้งตารอคอยการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ของ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง อย่างใจจดใจจ่อ เพราะต้องยอมรับเลยว่า เขาคนนี้เป็นดาวยิงที่ทีมขาดไม่ได้จริงๆ…

“ช้างศึกยุทธหัตถี” สุพรรณบุรี เอฟซี ปฏิวัติครั้งใหญ่เพื่อกลับมาผงาด

อีกหนึ่งทีมที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน สำหรับ "ช้างศึกยุทธหัตถี" สุพรรณบุรี เอฟซี ที่ก่อตั้งสโมสร มาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ไต่ระดับจากโปรวินเชียลลีก จนมาถึง ไทยลีกสูงสุด ซึ่งนับไปนับมา พวกเขาโลดแล่นอยู่บนไทยลีก เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว ในฤดูกาล 2020

แต่ปรากฏว่า ระยะ 4 ปีหลังผลงานของช้างศึกทัพพระนเรศฯ ไม่ได้หาญกล้าเท่าใดนัก จบอันดับ 10 หรือต่ำกว่านั้น มาตลอดพักหลัง แม้ว่าในแต่ละปีจะมีแข้งชื่อดังพาเหรดเข้ามาสู่ทีมมากมาย แต่สุดท้ายด้วยฟอร์มที่ไม่คงเส้นคงวา ทำให้ ผลงานที่เปรี้ยงปร้างสมัยขึ้นชั้นมาไทยลีกแรก เมื่อปี 2013 ดร็อปไปพอสมควร อีกทั้งฤดูกาลล่าสุด แฟนๆ หายใจแทบไม่ทั่วท้อง รอดตกชั้นแบบโชคช่วย เพราะพีทีที ระยองประกาศยุบทีม ส่งผลให้สุพรรณบุรีที่จบอันดับ 14 ตามตาราง อยู่รอดไทยลีกต่อไปชนิดที่บุญหล่นทับ

ปีนี้ อเดบาโย่ กาเดโบ้ หัวหน้าผู้ฝึกสอน ที่เป็นคนคุ้นเคยของสโมสร รับหน้าที่กุนซือต่อไป หลังจากปีที่แล้ว เข้ามากู้วิกฤตช่วงท้าย ซึ่งการทำทีมของกุนซือที่พูดไทยชัดปร๋อ เขาได้ปฏิวัติทีมครั้งใหญ่ เทรดแข้งที่โรยรา ออกจากทีมทั้งหมด ซื้อเข้ามาเสริมทัพยกทีม เพื่อหวังว่าจะพาสุพรรณบุรีกลับไป ณ จุดเดิม นั่นก็คือการคว้าตั๋วฟุตบอลถ้วยเอเชีย

ซึ่ง 4 เกมแรกในไทยลีก ก่อนเบรคโควิด-19 พลพรรคช้างศึกยุทธหัตถี ทำผลงานเซอร์ไพร์สมากๆ ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 1 เก็บได้ 7 คะแนน โดยผลงานที่เข้าตามากสุด คือ การยันเสมอ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์เก่าได้ 2-2 ทำให้พวกเขาเกาะกลุ่มพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีก ถ้าหากรักษาฟอร์มดีๆ กับ 11 เกมที่เหลือโควต้า เอซีแอล พวกเขามีหวังจะสร้างความเซอร์ไพร์สก็เป็นได้
 
"เรามีบทเรียนจากปีที่แล้ว จาก 4 นัดที่ผ่านมา น่าจะทำให้ทุกทีมรู้สึกเซอร์ไพรส์กับผลงานที่เกิดขึ้น แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านี้"  อเดบาโย่ กาเดโบ้ ให้สัมภาษณ์ถึงผลงาน ช่วงออกสตาร์ท ที่ลบคำสบประมาทได้อย่างมาก

ส่วนเป้าหมายแรกของสุพรรณบุรี ในการทวงศรัทธาแฟนบอล และความยิ่งใหญ่ให้เหมือนเมื่อในอดีต ตอนขึ้นมาไทยลีกแรกๆ ก็ อเดบาโย่ บอกว่า นั่นคือ การได้ตั๋วเอซีแอล ที่ครั้งหนึ่ง สมัยเป็นนักเตะค้าแข้งกับ บีอีซี เทโรศาสน ตัวเขาเคยเป็นถึงรองแชมป์ถ้วยสโมสรเอเชียมาแล้ว นั่นเอง

"เรามีนักเตะที่พร้อม ทุกคนแข็งแกร่งและพร้อมที่จะสู้ เป้าหมายของเราคือสู้ทุกนัด ทุกทีม ไม่ว่าเจอใคร ทุกคนต้องการพาสุพรรณบุรีกลับมายิ่งใหญ่ให้ได้อีกครั้ง สมัยเป็นนักเตะ ผมได้ไปเล่นเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก มาตลอด วันนี้ในฐานะโค้ช ลึกๆ ก็อยากพาสุพรรณบุรีไปเล่นบอลเอเชียให้ได้เช่นกัน"

แม้ว่าจะกระแสในการไล่ล่าตั๋วเอซีแอล จะเทไปบรรดายักษ์ใหญ่ ซึ่งแน่นอน สุพรรณบุรี ถูกมองข้ามและเป็นม้านอกสายตา แต่อย่างไรแล้ว การที่พวกเขาไม่ได้ถูกคาดหวังเหมือนสมัยก่อน ก็ส่งผลดี ทำให้ความกดดันลดน้อยลงไป อีกทั้งไม่มีคู่แข่งมาคอยจับตามอง รวมถึงพยายามทำงานหนักของตัวเอง เพื่อเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ บวกกับความเชื่อมั่น มันจะส่งต่อเป็นพลังขับเคลื่อนให้พวกเขาเดินหน้าอย่างมั่นคง จุดหมายคือ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ อเดบาโย่ ก็ศรัทธาในขุมกำลังนักเตะมากๆ โดยเขาบอกทิ้งท้าย แบบมั่นใจว่า "ผมเชื่อในลูกทีมของผม เราพร้อมที่จะลุ้นโควต้าตรงนี้เช่นกัน"

ท็อป10นักเตะพรีเมียร์ฯรับค่าเหนื่อยเยอะสุด

ไร้ ลิเวอร์พูล! เปิด 10 อันดับนักเตะที่ฟันค่าเหนื่อยเยอะสุดใน พรีเมียร์ลีก หลัง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ต่อสัญญากับ อาร์เซน่อล ส่งผลให้พุ่งพรวดขึ้นมาอยู่หัวแถวทันที

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้ากัปตันทีม อาร์เซน่อล กลายเป็นนักเตะใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่รับค่าเหนื่อยมากสุด หลังจรดปากกาต่อสัญญาค้าแข้งในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ออกไปจนถึงปี 2023 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รายงานระบุว่า โอบาเมยอง ได้ค่าเหนื่อยสัปดาห์ละเกินกว่า 350,000 ปอนด์ (ประมาณ 14 ล้านบาท) ขณะที่อันดับ 2 มีสองคนคือ เมซุต โอซิล กองกลางเพื่อนร่วมทีม "ปืนใหญ่" และ ดาบิด เด เคอา นายทวาร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ 350,000 ปอนด์ ต่อสัปดาห์

ขณะที่ ลิเวอร์พูล แชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ไม่มีนักเตะที่รับค่าเหนื่อยมากสุดใน 10 อันดับแรก โดยแข้ง "หงส์แดง" ที่รับมากสุดในเวลานี้คือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอียิปต์ ที่ได้ 200,000 ปอนด์ (ประมาณ 8 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

10 อันดับนักเตะ พรีเมียร์ลีก ที่รับค่าเหนื่อยมากสุด (ต่อสัปดาห์)

1.  ปิแอร์-เอเมอริคโอบาเมยอง (อาร์เซน่อล)         มากกว่า 350,000 ปอนด์
2. เมซุต โอซิล (อาร์เซน่อล)            350,000 ปอนด์
2. ดาบิด เด เคอา (แมนฯ ยูไนเต็ด)            350,000 ปอนด์
4. เควิน เดอ บรอยน์ (แมนฯ ซิตี้)            320,000 ปอนด์
5. ไค ฮาแวร์ทซ์ (เชลซี)            310,000 ปอนด์
6. ราฮีม สเตอร์ลิง (แมนฯ ซิตี้)            300,000 ปอนด์
7. ปอล ป็อกบา (แมนฯ ยูไนเต็ด)            290,000 ปอนด์
8. อองโตนี่ มาร์กซิยาล (แมนฯ ยูไนเต็ด)        250,000 ปอนด์
9. เซร์คิโอ อเกวโร่ (แมนฯ ซิตี้)            230,000 ปอนด์
10. วิลเลี่ยน (อาร์เซน่อล)             220,000 ปอนด์

แมนยูเล็งยืมเบล1ซีซั่นก่อนหวนล่าซานโช่ใหม่ฤดูกาลหน้า

เดลี่ เมล สื่อกีฬาชื่อดังของอังกฤษ ตีข่าว แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังคิดที่จะยืม แกเร็ธ เบล ปีก เรอัล มาดริด มาเสริมแกร่ง 1 ซีซั่น โดยที่อดีตแข้ง สเปอร์ส ก็สนใจที่จะมาซบ "ปีศาจแดง" เช่นกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังพิจารณาที่จะยื่นข้อเสนอขอยืม แกเร็ธ เบล ปีก เรอัล มาดริด มาร่วมทัพเป็นเวลา 1 ฤดูกาล ตามรายงานของ เดลี่ เมล สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

ในช่วงซัมเมอร์นี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ความสำคัญกับการเสริมทัพในตำแหน่งปีกอย่างมาก ซึ่งเป้าหมายอันดับ 1 ในใจของเขาคือ เจดอน ซานโช่ ดาวเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยเป็นที่เชื่อกันว่า "ปีศาจแดง" บรรลุเงื่อนไขส่วนตัวกับ ซานโช่ และตกลงเรื่องต่างๆ กับเอเยนต์ของเขาได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ดีลดังกล่าวก็ติดปัญหาที่ ดอร์ทมุนด์ ต้องการค่าตัว 120 ล้านยูโร (ประมาณ 4,440 ล้านบาท) สถานเดียว ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินมากถึงขนาดนั้น ทำให้ลือกันว่าบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยอมแพ้กับการล่า ซานโช่ ในช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว และจะพยายามกลับไปจีบแข้งชาวอังกฤษอีกครั้งในช่วงกลางปีหน้า ถึงกระนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังเล็งที่จะเพิ่มตัวเลือกในตำแหน่งปีกภายในปีนี้ให้ได้อยู่ จนทำให้มองหาทางเลือกสำรองเอาไว้หลายราย และคิดว่า เบล คือหนึ่งในตัวเลือกที่เหมาะสม

เดลี่ เมล เสริมว่า เบล สนใจที่จะย้ายไปเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เหมือนกัน แม้ว่าส่วนตัวแล้วเขาอยาจะให้การย้ายทีมมันเป็นแบบถาวร ไม่ใช่แค่การยืมตัวก็ตาม ถึงกระนั้น สื่อเจ้าเดิมก็บอกด้วยว่ามันยังต้องทำเรื่องต่างๆ กันอีกเยอะกว่าที่ดีลนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ เพราะมันมีปัจจัยที่อาจเป็นปัญหาหลายอย่าง อาทิเช่น จำนวนเงินของดีลนี้, อายุของ เบล ที่ตอนนี้อายุ 31 ปีแล้ว และการที่แข้งชาวเวลส์มีอาการบาดเจ็บบ่อยพอตัวในพักหลัง เป็นต้น

เสริมทัพช้า!ริโอเฉ่งบอร์ดแมนยูเต่ากัดยางเทียบไม่ได้กับอีกทีม

ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตปราการหลังคนดัง เฉ่งบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ดำเนินเรื่องเสริมทัพได้ล่าช้า ไม่เหมือนกับ เชลซี ที่ปิดดีลได้เร็วสุดๆ ยกตัวอย่างเช่น เจดอน ซานโช่ ที่ลากยาวมาหลายเดือนแต่ยังปิดดีลไม่ได้สักที

ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานกองหลังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตำหนิบอร์ดบริหารของ "ปีศาจแดง" ที่ดำเนินเรื่องการเสริมทัพได้ล่าช้า ต่างกับ เชลซี ที่เดินเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพจนได้นักเตะมาร่วมทัพหลายราย

ในช่วงซัมเมอร์นี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวกับนักเตะมากหน้าหลายตา หลังจากพวกเขาต้องการสานต่อจากซีซั่นก่อนที่ได้อันดับ 3 ในลีก แต่จนถึงตอนนี้ "ปีศาจแดง" กลับได้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มาร่วมทัพด้วยค่าตัวรวม 40 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,640 ล้านบาท) เพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งที่เคยมีข่าวกับแข้งอย่าง เจดอน ซานโช่ และ คาลิดู คูลิบาลี่ ด้วย แถมตอนนี้ก็กำลังจะแห้ว เซร์คิโอ เรกีลอน กับ แกเร็ธ เบล อีก หลังจาก 2 คนดังกล่าวจ่อซบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เต็มทีแล้ว

ในทางกลับกัน ตอนนี้ เชลซี ใช้เงินเสริมทัพกับการสู้ศึกฤดูกาล 2020-21 ไปแล้วเกือบ 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,200 ล้านบาท) จนทำให้ได้นักเตะมาร่วมทัพหลายราย อย่างเช่น ฮาคิม ซีเย็ค, ติโม แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ แถมยังมีแข้งที่ดึงมาร่วมทัพแบบฟรีๆ อย่าง ติอาโก้ ซิลวา กับ มาล็อง ซาร์ อีก จนทำให้บางคนมองว่าพวกเขาอาจจะเป็นม้ามืดในการลุ้นแชมป์ลีกได้เลย

เฟอร์ดินานด์ เผยว่า "แฟร้งค์ (แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี) ทำการเสริมทัพได้เยอะจนเหมือนกับเป็นเรื่องปกติ เขาทำได้ง่ายมากๆ จนเหมือนกับไม่มีผลกระทบอะไรเลย เชลซี ทำธุรกิจของพวกเขาในแนวทางที่ต่างจาก เอ่อ ยกตัวอย่างเช่น แมนฯยูไนเต็ด ของผมแล้วกัน กรณีของ เชลซี มันไม่มีการพูดอะไรเลย ไม่มีเรื่องอะไรทั้งนั้น สิ่งที่คุณเห็นมีแค่ บู้ม ปิดดีล มันมีการคุยกันนิดหน่อยแล้วก็ บู้ม ปิดดีล และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมกับแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ทุกคนหงุดหงิดกันสุดๆ"

"มันมีการพูดเกี่ยวกับการย้ายทีมของ ซานโช่ ตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว แต่จนถึงตอนนี้มันกลับยังไม่เสร็จสิ้นสักที มันน่าหงุดหงิดมากๆ คือผมไม่ได้จะบอกว่าการปิดดีลน่ะมันทำได้ง่ายหรอกนะ แต่ เชลซี กำลังแสดงให้เห็นว่ามันสามารถปิดดีลได้ถ้าคุณจ่ายเงินครบถ้วน และพวกเขาก็ทำมันในแนวทางที่ถูกต้อง"