คาเปลโล่ชี้เป้าใครจะเป็นยอดคู่หูให้โรนัลโด้

ฟาบิโอ คาเปลโล่ ระบุ ยูเวนตุส ควรจะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเอา ราอูล ฮิเมเนซ มาเสริมแกร่งให้ได้ เพราะ ฮิเมเนซ จะเป็นคู่หูที่ยอดเยี่ยมของ โรนัลโด้ เหมือนที่ โรนัลโด้ เคยมี คาริม เบนเซม่า คอยช่วยตอนอยู่ เรอัล มาดริด

ฟาบิโอ คาเปลโล่ กุนซือว่างงานคนดัง กล่าวว่า ยูเวนตุส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ควรจะต้องทุ่มสุดตัวเพื่อดึง ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้า วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส มาร่วมทีมให้ได้ เพราะเขาจะช่วยเหลือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้เป็นอย่างดี

"เบียงโคเนรี่" ตกเป็นข่าวกับกองหน้าหลายรายในช่วงที่ผ่านมา หลังจากมีการมองกันว่าแนวรุกของพวกเขายังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร โดยแม้ว่าในฤดูกาลล่าสุด คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะทำประตูในลีกได้ 31 ลูก แต่คนที่ยิงในลีกได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของทีมคือ เปาโล ดีบาล่า ซึ่งทำไปเพียง 11 ประตูเท่านั้น

"เขาเป็นนักเตะชั้นยอดที่มีพรสวรรค์อย่างมาก เขาคือตัวเลือกในฝันสำหรับการเอามาเล่นร่วมกับ โรนัลโด้ เลยล่ะ เพราะว่าตอนนี้ คริสเตียโน่ ขาดนักเตะแบบ (คาริม) เบนเซม่า ที่ ยูเวนตุส และคนที่เหมาะกับเรื่องนั้นอาจจะเป็น ราอูล ก็ได้ แต่ปัญหาของ ยูเว่ ในตอนนี้ก็คือพวกเขาต้องขายนักเตะหรือปล่อยบางคนออกไปในรูปแบบยืมตัวเป็นอันดับแรกก่อนที่จะกลับไปลุยตลาดซื้อ-ขายนักเตะได้ล่ะนะ" คาเปลโล่ ระบุ

เฮนเดอร์สันรอรับทรัพย์, เด เคอา ยืน 1 ! เปิดค่าเหนื่อยนักเตะแมนยู

ดาบิด เด เคอา นายทวารชาวสแปนิช คงจะต้องหวาดหวั่นกับการรักษาตำแหน่งมือ 1 ทัพ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อต้นสังกัดเตรียมจับ ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูจอมหนึบ ขยายสัญญาออกไปถึง 4 ปี ซึ่งงานนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าต้นสังกัดเชื่อมั่นว่า โกลชาวอังกฤษ จะเป็นอนาคตของทีม

    นายด่านปราการสุดท้าย วัย 23 ปีทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วงระหว่างที่ถูกส่งไปเฝ้าเสากับ "ดาบคู่" เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซีซั่นที่ผ่านมา ทำให้บรรดาสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต่างเรียกร้องสโมสรให้โอกาสกับ เฮนเดอร์สัน ในการเฝ้าเสาตัวจริง "ผีแดง" แทน เด เคอา ที่เล่นผิดพลาดบ่อยครั้งจนสร้างความเสียหายให้กับทีม

    ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เล็งเห็นว่า เฮนเดอร์สัน มีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพของเขาไปได้อีกครั้ง จึงได้สะกิดบอร์ดบริหารให้ยื่นสัญญาใหม่กับนักเตะพร้อมเพิ่มจำนวนค่าเหนื่อยจากเดิม 60,000 ปอนด์ (ราว 2.28 ล้านบาท) เป็น 100,000 ปอนด์ (ราว 3.8 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

 

    นอกจากนี้ในสัญญาฉบับใหม่ยังมีออปชั่นสามารถขยายสัญญาเพิ่มได้อีก 1 ปี ที่การยื่นค่าเหนื่อยล่อใจในครั้งนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องแบกรับค่าเหนื่อยให้กับคนในตำแหน่งนายทวารในทีมชุดใหญ่รวมแล้ว 575,000 ปอนด์ (ราว 21.85 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ เลยทีเดียว

     เด เคอา รับเงินอยู่ที่สัปดาห์ละ 350,000 ปอนด์ (ราว 13.3 ล้านบาท) ขณะที่ เซร์คิโอ โรเมโร่ ฟันเงินในตอนนี้ 70,000 ปอนด์ (ประมาณ 2.66 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ส่วน ลี แกรนท์ รับเงินอยู่ที่สัปดาห์ละ 30,000 ปอนด์ (ราว 1.14 ล้านบาท)

 

    ในขณะเดียวกันค่าเหนื่อยที่ เฮนเดอร์สัน ได้รับอยู่ในระดับเดียวกัน บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ในส่วนของ โอเดียน อิกาโล่ หัวหอกตัวยืมชาวไนจีเรีย ได้รับค่าเหนื่อยจากสโมสรถึง 125,000 ปอนด์ (ราว 4.75 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

 

     สำหรับ เมสัน กรีนวู้ด กองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรง ได้มีการอัพเกรดค่าเหนื่อยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงระหว่างที่นักเตะสามารถแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ จำนวน 40,000 ปอนด์ (ราว 1.52 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ในส่วนของ เจสซี่ ลินการ์ด ปีกอินสตราแกรมแม้ผลงานไม่เข้าตาแฟนบอล "ผีแดง" แต่ยังได้รับค่าเหนื่อยถึง 75,000 ปอนด์ (ราว 2.85 ล้านบาท)

 

     แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเหนื่อยให้กับนักเตะประมาณ 352 ล้านปอนด์ (ราว  13,376 ล้านบาท) ซึ่งรวมทั้งนักเตะและสตาฟฟ์โค้ช ในช่วงระหว่างฤดูกาล 2018/2019 ขณะที่ในปีนี้ค่าใช้จ่ายของพวกเขาเพิ่มขึ้นถึง 56 เปอร์เซนต์ ประมาณ 627 ล้านปอนด์ (ราว 23,826 ล้านบาท)

    ที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นก็คือเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ผู้เล่น 11 รายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีรายได้มากกว่า 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว
 
    อันดับค่าเหนื่อยนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
นักเตะ                            ค่าเหนื่อยต่อปี (ปอนด์)                               ค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์ (ปอนด์)
1. ดาบิด เด เคอา                 19.5 ล้าน  (ราว 741 ล้านบาท)                350,000 (ราว 13.3 ล้านบาท)
2. . ปอล ป็อกบา                  15 ล้าน (ราว  570 ล้านบาท)                   290,000 (ราว 11.02 ล้านบาท)
3. อองโตนี่ มาร์กซิยาล          13 ล้าน (ราว 494 ล้านบาท)                    250,000  (ราว 9.5 ล้านบาท)
4.  มาร์คัส แรชฟอร์ด              10.4 ล้าน   (ราว 395.2 ล้านบาท)           200,000 (ราว 7.6 ล้านบาท)
5. แฮร์รี่ แม็กไกวร์                   9.8 ล้าน   (ราว 372.4 ล้านบาท)            189,000 (ราว 7.18 ล้านบาท)
6.  ฆวน มาต้า                        8.3 ล้าน  (ราว 315.4 ล้านบาท)             160,000 (ราว 6  ล้านบาท)
7. ลุค ชอว์                            7.8 ล้าน  (ราว 296.4 ล้านบาท)             150,000 (ราว 5.7 ล้านบาท)
8. โอเดียน อิกาโล่                  6.5 ล้าน (ราว 247 ล้านบาท)                 120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
9. เฟร็ด                                6.2 ล้าน (ราว 247 ล้านบาท)                  120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
9. วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ               6.2 ล้าน  (ราว 247 ล้านบาท)                 120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
9. เนมานย่า มาติช                    6.2 ล้าน (ราว 247 ล้านบาท)                  120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
12. บรูโน่ แฟร์นันด์ส                5.1 ล้าน  (ราว 193.8 ล้านบาท)             100,000 (ราว 3.8 ล้านบาท)
12. ดีน เฮนเดอร์สัน                 5.1 ล้าน (ราว 193.8 ล้านบาท)              100,000 (ราว 3.8 ล้านบาท)
14. อารอน วาน-บิสซาก้า          4.6 ล้าน (ราว 174.8 ล้านบาท)               90,000 (ราว 3.42 ล้านบาท)
15. เอริก ไบยี่                        4.1 ล้าน (ราว 155.8 ล้านบาท)              80,000 (ราว 3.04 ล้านบาท)
15. มาร์กอส โรโฮ                    4.1 ล้าน (ราว 155.8 ล้านบาท)              80,000 (ราว 3.04 ล้านบาท)
17. ฟิล โจนส์                        3.9 ล้าน  (ราว 148.2 ล้านบาท)              75,000 (ราว 2.85 ล้านบาท)
17. เจสซี่ ลินการ์ด                    3.9 ล้าน (ราว 148.2 ล้านบาท)              75,000 (ราว 2.85  ล้านบาท)
19. คริส สมอลลิ่ง                    3.6 ล้าน (ราว 136.8 ล้านบาท)              70,000 (ราว 2.6 ล้านบาท)
19. เซร์คิโอ โรเมโร่                    3.6 ล้าน (ราว 136.8 ล้านบาท             70,000 (ราว 2.6 ล้านบาท)
21. สกอตต์ แม็คโทมิเนย์            3.1 ล้าน (ราว 117.8 ล้านบาท)               60,000 (ราว 2.28 ล้านบาท)
22. แดเนียล เจมส์                    2.3 ล้าน  (ราว 87.4 ล้านบาท)              45,000 (ราว 1.71 ล้านบาท)
23. เมสัน กรีนวู้ด                      2 ล้าน (ราว 76 ล้านบาท)                     40,000 (ราว 1.52 ล้านบาท)
24. ลี แกรนท์                          1.5 ล้าน (ราว  57 ล้านบาท)                   30,000 (ราว 1.14 ล้านบาท)
24. อันเดรส เปเรยร่า                 1.5 ล้าน (ราว  57 ล้านบาท)                30,000 (ราว 1.14  ล้านบาท)
26. ดีโอโก้ ดาโลต์                    1.3 ล้าน  (ราว 49.4 ล้านบาท)               25,000 (ราว 950,000 บาท)
27. ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์                780,000  (ราว 29.6 ล้านบาท)         15,000 (ราว 570,000 บาท)
28. อักเซล ตวนเซเบ้                    780,000 (ราว 29.6 ล้านบาท)           15,000 (ราว 570,000 บาท)

หน้ามืดแล้ว!แมนยูหวังปาดหน้าปืนคว้า “กาเบรียล”

สื่อผู้ดี รายงาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมสวมบทนักซิ่งเหยียบมิดไมล์ปาดหน้า อาร์เซน่อล เพื่อคว้าตัว กาเบรียล มากัลเญส แนวรับเลือดแซมบ้าจาก ลีลล์ มาร่วมทัพ ทั้งๆ ที่นักเตะกำลังจะเข้ารับการตรวจร่างกายกับ "ไอ้ปืนใหญ่" ก็ตาม

              แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามที่จะปาดหน้า อาร์เซน่อล ในการคว้าตัว กาเบรียล มากัลเญส กองหลังชาวบราซิเลียนมาร่วมทีม แม้ว่า "เดอะ กันเนอร์ส" ก็ยังคงเป็นทีมเต็งที่จะคว้าแข้งรายนี้ไปเสริมทัพ จากการเปิดเผยของ สกาย สปอร์ตส์ สื่อดังในอังกฤษ

             ช่วงที่ผ่านมามีรายงานว่า กาเบรียล กำลังอยู่ในช่วงการเจรจาขั้นสุดท้ายกับ อาร์เซน่อล และจะเข้ารับการตรวจร่างกายในวันนี้ (วันพฤหัสบดี) โดยหากทุกอย่างไม่มีปัญหานักเตะเลือดแซมบ้าจะสลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญากับทีมด้วยระยะเวลา 5 ปีเลยทีเดียว พร้อมกับค่าตัว 22.6 ล้านปอนด์ (ราว 858.8 ล้านบาท)

              อย่างไรก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรแรกๆ ที่สนใจอยากได้ กาเบรียล ซึ่งเป็นผู้เล่นตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟสมัยใหม่แถมยังถนัดเท้าซ้าย คาดหวังว่าจะใช้ช่วงเวลาประมาณ 11 ชั่วโมงนี้ทำการยื่นข้อเสนอเพื่อหวังให้นักเตะเปลี่ยนใจย้ายมาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

              สำหรับไม้ตายที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เตรียมใช้ยั่วใจ กาเบรียล ซึ่งทำผลงานได้น่าประทับใจกับสโมสรลีลล์ ในฤดูกาลล่าสุดและมีส่วนช่วยให้ทีมได้อันดับ 4 ในศึกลีก เอิง หวั่นไหวนั่นก็คือการมอบข้อเสนอจำนวนเงินค่าเหนื่อยสูงกว่าที่ทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า มอบให้ รวมทั้งโอกาสได้เล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย

แมนซิตี้จัดหนัก “สเตอร์ลิง” ลงซัด, ลียงคึกชูทีเด็ด “เดอปาย” 8 ทีมชปล.

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หวังพา "เรือใบ" เข้ารอบตัดเชือกให้ได้เพื่อโอกาสลุ้นถึงแชมป์ เกมนี้พร้อมเต็มสูบส่งแนวรุกทั้ง ราฮีม สเตอร์ลิง และกาเบรียล เชซุส ลงล่าตาข่ายคู่แข่งอย่าง ลียง ที่เพิ่งโค่น "ม้าลาย" เข้ามา โดยมี เมมฟิส เดอปาย กัปตันทีม ที่เป็นทีเด็ด ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ คืนวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม นี้ เริ่มแข่งขันเวลา 02.00 น.

ปรีวิวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ) – โอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563 เวลา 02.00 น.

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (ลิสบอน, โปรตุเกส)

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือแมนฯ ซิตี้ พาทีมเข้ารอบนี้ หลังฝ่าด่านเรอัล มาดริด ด้วยประตูรวม 2 นัด 4-2 โดยเป็นฝ่ายเอาชนะด้วยสกอร์ 2-1 ทั้งสองเกม  
 
    ความพร้อมเกมนี้ต้องลุ้นหนักกับระดับความฟิต เซร์คิโอ อเกวโร่ "กุน" กองหน้าตัวเก่งซึ่งขึ้นเขียงผ่าตัดหัวเข่าตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่คาดมีชื่อสำรองได้ก็ถือว่าเซอร์ไพรส์มากแล้ว

    2 แข้งใหม่สดๆร้อนๆ เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกสแปนิชที่ฉกจาก บาเลนเซีย กับ นาธาน อาเก้ กองหลังดัตช์แมนดูดจาก บอร์นมัธ ไม่ได้ลงทะเบียนชื่อไว้พลาดมีส่วนร่วมเช่นเดียวกับ ลีรอย ซาเน่ แนวรุกทีมชาติเยอรมัน ซึ่งถูกถอดชื่อออกจากลิสต์หลังย้ายซบ บาเยิร์น มิวนิค เรียบร้อย

    การจัดทัพ เป๊ป น่ายึดแกนหลักเกมล่าสุดเหมือนเดิม เพราะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แฟร์นันดินโญ่ น่ายืนจับคู่กับ อายเมอริค ลาป๊อร์กต์ ด้วย เอริค การ์เซีย ส่อโดนขายหลังเมินขยายสัญญาใหม่แทนฉบับปัจจุบันที่เหลือถึงปีหน้าเพราะตั้งใจย้ายกลับซบอก บาร์เซโลน่า 

    ส่วน นิโกลัส โอตาเมนดี้ กับ จอห์น สโตนส์ น่านั่งสำรองตามเดิม เบนฌาแม็ง เมนดี้ แบ็กซ้ายเลือดน้ำหอมกลับมาเป็นตัวเลือกอีกครั้งจากติดโทษแบนเกมย้ำชัยเหนือ เรอัล มาดริด แต่ยังต้องแย่งตำแหน่งกับ ชูกาน กานเซโล่ และโอเล็กซานเดอร์ ชินเซนโก้

    เกมรุกน่าสนใจว่าจะยังให้ ฟิล โฟเด้น ดาวรุ่งเด็กปั้นออกสตาร์ทหรือเรียกตัวเก๋ากว่าอย่าง แบร์นาร์โด้ ซิลวา หรือ ริยาด มาห์เรซ ลงเล่นกับ ราฮีม สเตอร์ลิง และกาเบรียล เชซุส ซึ่งน่าการันตีตัวจริง

    โอลิมปิก ลียง ได้อันดับ 7 ลีก เอิง ฝรั่งเศส และได้รองแชมป์เฟร้นช์ ลีก คัพ ฤดูกาล 2019 – 2020 ไม่ได้โควตาไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรปในซีซั่นหน้า

    รูดี้ การ์เซีย เทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศสของลียงวัย 56 ปี นำทีมลงสนามล่าสุดแพ้นัดเยือน ยูเวนตุส แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี 1-2 ที่ ยูเวนตุส สเตเดี้ยม, ตูริน ประเทศ อิตาลี ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม โดยรวมผลสองนัด เสมอ 2-2 แต่ ลียง เข้ารอบ ด้วยกฏประตูทีมเยือน ซึ่ง ลียง ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ฤดูกาล 2009 – 2010

     การ์เซียได้ เมมฟิส เดอปาย กองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ กัปตันทีมหายเจ็บเอ็นหัวเข่าซ้าย, เจ๊ฟฟ์ ไรน์-อเดเลด มิดฟิลด์หายเจ็บเอ็นหัวเข่าขวา กลับมาลงเล่นได้แล้ว หลังจากทั้งคู่บาดเจ็บพักไปนานหลายเดือน

    ในรายของ เคนนี่ เตเต้ แบ็กขวาทีมชาติฮอลแลนด์หายเจ็บกล้ามเนื้อ, มาร์เซโล่ เซนเตอร์แบ็กบราซิลหายเจ็บกล้ามเนื้อต้นขา, ยุสซุฟ โกเน่ แบ็กซ้ายทีมชาติมาลีหายเจ็บกล้ามเนื้อ 

    นัดนี้ เจสัน เดนาเยอร์ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติเบลเยียมวัย 25 ปี จะได้ลงสนามพบทีมเก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้

    ส่วน อุสเซม อาอูอาร์ มิดฟิลด์ตัวหลักของลียง กำลังได้รับความสนใจจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เวลานี้

    การจัดทีมนัดนี้ ลียง จะเล่นระบบ 3-5-2 เหมือนนัดฉะ ยูเวนตุส โดยมี แอนโธนี่ โลเปส นายทวารโปรตุกีสเฝ้าเสา เจสัน เดนาเยอร์, มาร์เซโล่, แฟร์นานโด มาร์ซาล ประสานงานร่วมกันในแดนหลัง

    ขณะที่ เลโอ ดูบัวส์ กับ มักซ์เวล กอร์กเน่ต์ ทำหน้าที่วิงแบ็กขวา-ซ้าย ตามลำดับ มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์, บรูโน่ กิมาเรส, อุสเซม อาอูอาร์ เป็นแกนหลักแดนกลาง

    อย่างไรก็ตามเขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะส่ง มุสซา เด็มเบเล่ กองหน้าวัย 24 ปี หรือ คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ ดาวยิงทีมชาติแคเมอรูนวัย 27 ปี ลงเล่นแดนหน้าเคียงข้าง เมมฟิส เดอปาย หัวหอกทีมชาติฮอลแลนด์ กัปตันทีมวัย 26 ปี ซึ่งในเกมล่าสุดกับยูเว่ เขาส่ง เอก็อมบี้ ลงตัวจริง
 
    รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, อายเมริค ลาปอร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี, อิลคาย กุนโดกัน – ราฮีม สเตอร์ลิง, กาเบรียล เชซุส, ริยาด มาห์เรซ

     ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า   

    โอลิมปิก ลียง : แอนโธนี่ โลเปส – เจสัน เดนาเยอร์, มาร์เซโล่, แฟร์นานโด มาร์ซาล – เลโอ ดูบัวส์, มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์, บรูโน่ กิมาเรส, อุสเซม อาอูอาร์, มักซ์เวล กอร์กเน่ต์ – มุสซา เด็มเบเล่, เมมฟิส เดอปาย (กัปตันทีม)

     ผู้จัดการทีม : รูดี้ การ์เซีย

    ผู้ตัดสิน : ดานนี่ มัคเคลี่ (ฮอลแลนด์)

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
28/11/18    ชปล.โอลิมปิก ลียง2 – 2แมนฯ ซิตี้
20/09/18    ชปล.แมนฯ ซิตี้1 – 2โอลิมปิก ลียง

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
แมนฯ ซิตี้
08/08/20 ชนะ เรอัล มาดริด 2-1 (เหย้า) ชปล.
26/07/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 5-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/07/20 ชนะ วัตฟอร์ด 4-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
18/07/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-2 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
15/07/20 ชนะ บอร์นมัธ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

โอลิมปิก ลียง
08/08/20 แพ้ ยูเวนตุส 1-2 (เยือน) ชปล.
31/07/20 เสมอ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง  0-0 (สนามกลาง) เฟร้นช์ ลีก คัพ
22/07/20 ชนะ เกนท์ 3-2 (เยือน) กระชับมิตร
18/07/20 ชนะ เซลติก 2-1 (เหย้า) กระชับมิตร
16/07/20 แพ้ เรนเจอร์ส 0-2 (เหย้า) กระชับมิตร

เคยกินข้าวกับปธ.!เผยโปเช็ตติโน่เต็ง1คุมบาร์ซ่า

อาร์เอซี 1 สถานีวิทยุของแคว้นกาตาลุนย่า ระบุ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เป็นเต็งจ๋าที่จะได้คุม บาร์เซโลน่า โดยก่อนหน้านี้ก็เพิ่งไปกินข้าวเย็นกับ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว บิ๊กบอส "อาซูลกราน่า" แถมทั้งคู่ยังติดต่อกันบ่อยๆ ด้วย

    เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือว่างงานคนดัง เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้เป็นเทรนเนอร์คนใหม่ของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน โดยเขาเคยกินมื้อเย็นกับ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธาน บาร์เซโลน่า ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ไปหมาดๆ ด้วย ตามรายงานของ อาร์เอซี 1 สถานีวิทยุชื่อดังของแคว้นกาตาลุนย่า

    อนาคตของ กีเก้ เซเตียน กุนซือคนปัจจุบันของ บาร์เซโลน่า เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่เขาพาทีมทำผลงานได้น่าผิดหวังจนอดได้แชมป์ลีก และล่าสุดสถานการณ์ของ เซเตียน ก็ย่ำแย่ลงไปอีก จากการที่ทีมของเขาแพ้ บาเยิร์น มิวนิค 2-8 ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    แม้ว่า โปเช็ตติโน่ จะเคยให้สัมภาษณ์ในเชิงว่าขอยอมไปทำนาดีกว่าจะไปคุม บาร์เซโลน่า หรือ อาร์เซน่อล ที่เป็นคู่ปรับของ เอสปันญ่อล กับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ซึ่งเป็นทีมที่เขาเคยรับงานให้ แต่ไม่นานมานี้เจ้าตัวชี้แจงว่าตอนนั้นให้สัมภาษณ์แบบนั้นเพราะอยากยุติข่าวลือเท่านั้น ไม่ได้ทำไปเพื่อที่จะดูหมิ่นทีมไหนแต่อย่างใด จนทำให้ดูเหมือนเป็นการปูทางที่จะไปรับงานกับ บาร์เซโลน่า หลังจากเจ้าตัวมีข่าวกับการเป็นกุนซือของทีมดังแห่งถิ่น คัมป์ นู อย่างต่อเนื่อง

    อาร์เอซี 1 เสริมว่าที่จริง โปเช็ตติโน่ กับ บาร์โตเมว มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากๆ โดยพวกเขาติดต่อกันบ่อยๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม บาร์โตเมว ก็จะได้อยู่ในตำแหน่งตามวาระอีกเพียง 1 ปีเท่านั้น ทำให้ถ้าเกิด โปเช็ตติโน่ มารับงานกับ บาร์เซโลน่า จริงๆ มันก็อาจจะไม่สามารถรับประกันได้ว่าเขาจะได้คุมทีมในระยะยาว

งูตัดเชือกรอบ10ปี! “ลูกากู” ฮอตอินเตอร์เฉือนห้างยาลิ่วรอบรอง ยูโรปา

"งูใหญ่" ของ อันโตนิโอ คอนเต้ ทำผลงานได้ตามเป้าแม้เกมนี้โดน "วีเออาร์" ริบจุดโทษถึง 2 ครั้งแต่ต้องชมความสุดยอดของ โรเมลู ลูกากู ทำสถิติซัด 9 เกมติดต่อกันในรายการนี้ พาทีมเชือด เลเวอร์คูเซ่น 2-1 ผ่านเข้ารอบตัดเชือกฟุตบอลยุโรปรอบ 10 ปี ในศึกฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : เมอร์เคอร์ สปีล อารีน่า (สนามกลาง)

    ทีมเนรัซซูรี่ รองแชมป์เซเรีย อา ฤดูกาลล่าสุด ตีตั๋วสู่รอบนี้ด้วยการเอาชนะเคตาเฟ่ 2-0 ที่สนามกลางในเยอรมัน เนื่องจากเกมเลกแรกเดิมทีนั้นถูกเลื่อนในช่วงโควิดแพร่ระบาด

    ทางด้าน "ห้างขายยา" จบอันดับ 5 ในตารางบุนเดสลีกา ซีซั่นล่าสุด จึงต้องเอาโทรฟี่ยูโรปา ลีก ฤดูกาลนี้มาครองให้ได้ หากอยากจะคว้าตั๋วลุยศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วนในรอบที่แล้ว พวกเขาผ่านเรนเจอร์สด้วยชัยชนะแบบไป-กลับ โดยบุกรัว 3-1 ก่อนเบรกโควิดแล้วกลับมาเฝ้ารังย้ำแค้น 1-0 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    5 นาทีผ่านเป็น "งูใหญ่" ทำได้ดีกว่ามีจังหวะแก้เพรสซิ่งสวยๆจากบอลหน้าประตูของ ซามีร์ ฮันดาโนวิช เปิดยาวให้ โรเมลู ลูกากู พักอกแปะให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ตวัดออกขวาถึง ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ สอดมาครอสเข้าในแต่โดนเคลียร์ทิ้งไปก่อนนิดเดียว

    นาทีที่ 15 อินเตอร์ มิลาน มาได้ประตูขึ้นนำจากการประสานงานสุดสวย แอชลี่ย์ ยัง สอดมารับบอลทางซ้ายจ่ายเร็วเข้าในให้ โรเมลู ลูกากู พักบอลก่อนได้ช่องซัดไปติดบล็อคโชคดีเด้งมาเข้าทาง นิโกโล่ บาเรลล่า ตามมากดไซค์ก้อยโค้งผ่านมือ ลูคัส ฮราเด็คกี้ ตุงตาข่าย

    5 นาทีต่อมา "งูใหญ่" เร่งเครื่องต่อเนื่องคราวนี้เป็น เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ใช้ความสามารถเฉพาะตัวลากบอลเข้าเขตโทษก่อนตวัดเข้ากลางให้ นิโกโล่ บาเรลล่า แปร์เต็มแรงไปติดบล็อค ลูคัส ฮราเด็คกี้

    แต่แล้วนาทีต่อมา อินเตอร์ มิลาน บวกสกอร์เพิ่มสำเร็จเป็น แอชลี่ย์ ยัง โชว์เหนือจ่ายแทงช่องเข้าเขตโทษให้ โรเมลู ลูกากู ใช้ตัวบัง เอ็ดมอนด์ ทัปโซบา ก่อนล้มตัวยิงผ่าน ลูคัส ฮราเด็คกี้ ไม่มีพลาด

    เกมแลกกันสุดมันส์นาทีที่ 25 "ห้างขายยา" ตามตีไข่แตกเป็นจังหวะสกัดไม่ดีของ ดีเอโก้ โกดิน บอลหลุดมาถึง ไค ฮาแวร์ทซ์ แหวกเข้าไปทำชิ่งกับ เควิน โฟลลันด์ ก่อนตะบันแฉลบหว่างขา ซามีร์ ฮันดาโนวิช เข้าไป

    นาทีต่อมา "งูใหญ่" พลาดโอกาสทิ้งห่างอีกครั้งเป็น ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ ยกบอลไปโดนหัวไหล่ ดาลี่ย์ ซิงค์กราเวน ผู้ตัดสินไม่รอช้าเป่าให้เป็นจุดโทษก่อนชั่งใจวิ่งไปเช็ค "วีเออาร์" และหันกลับมาริบจุดโทษคืน

    ช่วงท้าย "ห้างขายยา" เริ่มครองเกมได้มากขึ้นพาบอลเข้าพื้นที่อันตรายแต่ยังมีปัญหาในการจบสกอร์ หมดครึ่งเวลาแรก อินเตอร์ มิลาน 2 เลเวอร์คูเซ่น 1

    เปิดฉากครึ่งหลังได้ 5 นาที อินเตอร์ มิลาน โหมใส่ทันทีแต่มาพลาดกันเองเป็น แอชลี่ย์ ยัง ตักบอลเข้าเขตโทษให้ โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ ทิ้งตัวดีดระยะไม่ถึง 5 หลาไปติด โรเมลู ลูกากู เด้งออกมา

    นาทีที่ 60 เลเวอร์คูเซ่น พลาดโอกาสสำคัญเป็น เคเรม เดเมียร์บาย ฉกบอลตัดหน้า นิโกโล่ บาเรลล่า ก่อนตะบันด้วยซ้ายระยะ 18 หลาแต่น่าเสียดายไปตรงตัว ซามีร์ ฮันดาโนวิช ปัดข้ามคานออกไป

    5 นาทีต่อมาเป็นจังหวะประสานงานของตัวสำรองอย่าง คริสเตียน อีริคเซ่น จ่ายถวายพานให้ อเล็กซิส ซานเชซ ยืนซัดโล่งๆในกรอบเขตโทษไปติดเซฟ ลูคัส ฮราเด็คกี้ เหลือเชื่อ

    ก่อนหมดเวลา 15 นาที "งูใหญ่" ชวดบวกสกอร์ปิดเกมทั้งจากลูกยิงไปติดบล็อคของ มาร์เซโล่ โบรโซวิช และความเหนือชั้นของ วิคเตอร์ โมเซส สอดมารับบอลก่อนล็อคเข้าในกดด้วยซ้ายไปติดเซฟ ลูคัส ฮราเด็คกี้
   
    พอทำไม่ได้ 5 นาทีต่อมากลายเป็น "ห้างขายยา" เกือบตีเจ๊าจากบอลริมเส้นทางซ้ายของ  เลออน ไบลี่ย์ ครอสเข้าในเกือบถึง ไค ฮาแวร์ทซ์ บอลหลุดมาเสาไกล เควิน โฟลลันด์ ทิ้งตัวสไลด์ก็ยังไม่ทันหลุดออกไป

    ช่วงทดเจ็บ อินเตอร์ มิลาน โชคร้ายซ้ำ คาริม เบลลาราบี้ ไปเหนี่ยวแขน คริสเตียน อีริคเซ่น ร่วงลงไป การ์ลอส เดล เซร์โร่ เป่าให้เป็นจุดโทษแต่หลังจากดู "วีเออาร์"  บอลไปโดนมือ นิโกโล่ บาเรลล่า กลายเป็น เลเวอร์คูเซ่น ได้ฟรีคิก

    นาทีที่ 90+5  โรเมลู ลูกากู เบียดเอาชนะ เอ็ดมอนด์ ทัปโซบา ส่งบอลผ่านมือ ลูคัส ฮราเด็คกี้ ไปซุกก้นตาข่ายแต่ การ์ลอส เดล เซร์โร่ เป่าให้ฟาลว์กับ "ห้างขายยา"

    จบเกม อินเตอร์ มิลาน 2 เลเวอร์คูเซ่น 1

รายชื่อผู้เล่นลงสนามตัวจริง

    อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซามีร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง – เลาตาโร่ มาร์ติเนซ, โรเมลู ลูกากู

เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้

    เลเวอร์คูเซ่น (4-2-3-1) : ลูคัส ฮราเด็คกี้ – ลาร์ส เบนเดอร์, สเวน เบนเดอร์, เอ็ดมอนด์ ทัปโซบา, ดาลี่ย์ ซิงค์กราเวน – ยูเลี่ยน บอมการ์ทลิงเกอร์, เอเชเกล ปาลาซิออส – ไค ฮาแวร์ทซ์, เคเรม เดเมียร์บาย, มูสซ่า ดิยาบี้ – เควิน โฟลลันด์

เทรนเนอร์ : ปีเตอร์ บอสซ์

ผู้ตัดสิน : การ์ลอส เดล เซร์โร่ (สเปน)

พรีเมียร์ฯมา4!ท็อป10ทีมยุโรปจ่ายค่าเหนื่อยเยอะ

เปิด 10 อันดับทีมในยุโรปที่จ่ายค่าเหนื่อยเยอะสุด โดยมี 4 สโมสรจาก พรีเมียร์ลีก ติดเข้ามาด้วย
     บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลา ลีกา สเปน เป็นสโมสรในยุโรปที่จ่ายค่าเหนื่อยให้กับนักเตะมากสุดในฤดูกาลที่แล้ว ตามการเปิดเผยข้อมูลจากเว็บไซต์ เซฟเบตติ้งไซต์ส เมื่อวันพุธที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    ขณะที่ใน 10 อันดับแรกของสโมสรยุโรปที่จ่ายค่าจ้างให้นักเตะเยอะสุดมาจาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 4 ทีมคือ แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล

    10 อันดับทีมในยุโรปที่จ่ายค่าเหนื่อยนักเตะเยอะสุด

    1. บาร์เซโลน่า

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 9.37 ล้านปอนด์ (ประมาณ 374.8 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด: ลิโอเนล เมสซี่ 1.15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 46 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

    2. เรอัล มาดริด

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 8.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 340 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด: แกเร็ธ เบล 600,000 ปอนด์ (ประมาณ 24 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

    3. ยูเวนตุส

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 7.71 ล้านปอนด์ (ประมาณ 308.4 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด: คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 540,000 ปอนด์ (ประมาณ 21.6 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

    4. แมนฯ ซิตี้

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 6.98 ล้านปอนด์ (ประมาณ 279.2 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด: เควิน เดอ บรอยน์ 320,000 ปอนด์ (ประมาณ 12.8 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

    5. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 6.19 ล้านปอนด์ (ประมาณ 247.6 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด: เนย์มาร์ 600,000 ปอนด์ (ประมาณ 24 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

    6. บาเยิร์น มิวนิค

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 6.12 ล้านปอนด์ (ประมาณ 244.8 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด: โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 275,000 ปอนด์ (ประมาณ 11 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

    7. แมนฯ ยูไนเต็ด

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 5.53 ล้านปอนด์ (ประมาณ 221.8 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด:  ดาบิด เด เคอา 375,000 ปอนด์ (ประมาณ 15 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

    8. ลิเวอร์พูล

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 5.37 ล้านปอนด์ (ประมาณ 214.8 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด: โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 200,000 ปอนด์ (ประมาณ 8 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

    9. แอต.มาดริด

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 5.37 ล้านปอนด์ (ประมาณ 214.8 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด: ยาน โอบลัค 350,000 ปอนด์ (ประมาณ 14 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

    10. อาร์เซน่อล

จ่ายค่าเหนื่อยเฉลี่ยต่อคนใน 1 ฤดูกาล: 4.38 ล้านปอนด์ (ประมาณ 175.2 ล้านบาท)
นักเตะรับค่าเหนื่อยมากสุด: เมซุต โอซิล 350,000 ปอนด์ (ประมาณ 14 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้ : ไทยลีก 2020 กลับมาเตะเมื่อไหร่?

ฟุตบอลลีกไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ด้วยผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และนี่คือเรื่องราวที่คุณควรรู้ก่อนศึกไทยลีกจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง

จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพของไทยวุ่นวายทั้งโปรแกรมการแข่ง , ตลาดนักเตะ , มาตรการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 หากแข่งขันสนามปิด รายละเอียดจะมีอะไรบ้าง และมีหลักปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โกล ประเทศไทย หาคำตอบมาให้คุณได้ติดตามครบจบในที่เดียว…

1.การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพฤดูกาล 2020-21 หลังเบรคโควิด-19
การแข่งขันโตโยต้า ไทยลีก (ไทยลีก 1)จะกลับมาแข่งขันต่อจากเดิมในสัปดาห์ที่ 5 โดยยึดผลการแข่งขันและอันดับจาก 4 นัดที่ผ่านมาตามเดิม และจะคัด 4 สโมสรที่มีคะแนนสูงสุดในเลกที่ 1 ได้รับสิทธิ์แข่งขันในรายการ AFC Champions League หากคะแนนเท่ากัน จะพิจารณาจากประตูได้เสีย

การแข่งขัน M-150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) จะกลับมาแข่งขันต่อจากเดิมในสัปดาห์ที่ 5 โดยจะยังมีการแข่งขันในรอบเพลย์ออฟ เพื่อหาทีมเลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 1 ฤดูกาลถัดไป (รอบเพลย์ออฟ 2-23 พฤษภาคม 2564)

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้รวมการแข่งขันไทยลีก 3 และไทยลีก 4 เข้าด้วยกันเป็นศึกออมสิน เนชั่นแนล ลีก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 6 โซน โซนละ 12-14 ทีม แชมป์และรองแชมป์ของแต่ละโซน จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบซูเปอร์ลีก ที่จะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ทีม

แชมป์กลุ่มจะได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 2 อัตโนมัติ และเข้าไปเล่นในรอบชิงแชมป์ประเทศ ขณะที่รองแชมป์กลุ่มจะเล่นในนัดชิงอันดับ 3 เพื่อหาทีมสิทธิ์เลื่อนชั้นไปไทยลีก 2 ขณะที่ทีมอันดับสุดท้ายของแต่ละโซนจะตกชั้น

2.กำหนดวันแข่งขันไทยลีก1-3 และฟุตบอลถ้วยฤดูกาล 2020-21
ศึกโตโยต้า ไทยลีก (ไทยลีก 1) จะเริ่มกลับมาแข่งขัน 12 กันยายน 2563 ปิดฤดูกาล 15 พฤษภาคม 2564 ส่วน M-150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) จะแข่งขัน 12 กันยายน 2563 ปิดฤดูกาล 25 เมษายน 2564 โดยรอบเพลย์ออฟจะแข่งขันวันที่ 2-23 พฤษภาคม 2564

ขณะที่ศึกออมสิน เนชั่นแนล ลีก (ไทยลีก 3) จะแข่งขันวันที่ 3 ตุลาคม 2563 และปิดฤดูกาล 28 กุมภาพันธ์ 2564 โดยรอบแชมเปี้ยนส์ลีกจะเริ่มวันที่ 6 มีนาคม -25 พฤษภาคม 2564

ด้านฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ รอบแรกจะแข่งขันวันที่ 30 กันยายน 2563 รอบชิงชนะเลิศ 22 พฤษภาคม 2564 ส่วนถ้วยลีก คัพ จะเริ่มรอบสอง 21 ตุลาคม 2563 รอบชิงชนะเลิศ 1 พฤษภาคม 2564

3.วันเปิด-ปิดตลาดซื้อขายนักเตะ ฤดูกาล 2020-21
ฟีฟ่า อนุมัติให้กรแข่งขันฟุตบอลอาชีพของไทยสามารถเปิดตลาดนักเตะรอบใหม่ได้รวมทั้งหมด 3 รอบด้วยกัน โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดรอบแรกไปเมื่อต้นฤดูกาล 2020 ส่วนรอบล่าสุดจะเปิดระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 7 กันยายน 2563 และรอบที่ 3 วันที่ 28 ธันวาคม 2563 – 10 มกราคม 2564 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่า ยังคงยึดระเบียบเดิม ที่ให้นักกีฬาฟุตบอลอาชีพสามารถลงสนามให้กับสโมสรต้นสังกัดได้มากที่สุด 2 สโมสร ภายใน 1 ฤดูกาลเช่นเดิม แม้จะมีการเปิดตลาด 3 รอบในไทยลีกฤดูกาลนี้ก็ตาม ยกเว้นกรณีเป็นนักกีฬาที่มาจากลีกที่มีปฏิทินการแข่งขันไม่ตรงกับประเทศไทย

4.ระยะเวลาการลงทะเบียนผู้เล่น
สำหรับการขึ้นทะเบียนนักกีฬาในกรณีเพิ่มเติมพิเศษของฤดูกาล 2020-21 จะเปิดให้ขึ้นทะเบียนระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 7 กันยายน 2563 โดยไทยลีก 1 สามารถขึ้นทะเบียนได้ทั้งสิ้น 37 คน ไทยลีก 2 จำนวน 35 คน สำหรับโควตาผู้เล่นต่างชาติ ยังยึดตามระเบียบการขึ้นทะเบียนของฤดูกาล 2562

ส่วนไทยลีก 3 สามารถขึ้นทะเบียนได้ 35 คน โควตานักผู้เล่นต่างชาติ 3 คน และมีการยกเลิกทีม บี ส่วนการขึ้นทะเบียนนักกีฬา ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2563 – 10 มกราคม 2564 สามารถเปลี่ยนแปลงนักกีฬาได้ไม่เกินทีมละ 10 คน

5.หลักปฏิบัตินำแข้งต่างชาติเข้าประเทศไทย
นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมต่างชาติที่เดินเข้าเข้าประเทศไทยจะต้องเข้าร่วมโครงการพื้นที่ควบคุมโรคแห่งรัฐทางเลือก 14 วัน (Alternative State Quarantine – ASQ) โดยจะต้องมีใบรับรองแพทย์ประเภท Fit to Fly และใบรับรองแพทย์ ยื่นที่สนามบิน ซึ่งเป็นหลักฐานว่า ไม่มีเชื้อโควิด-19 ในช่วงระยะเวลา 72 ชม.ก่อนเดินทาง

ปัจจุบันมีนักเตะและเจ้าหน้าที่ทีมชาวต่างชาติ แจ้งความประสงค์เดินทางเข้ามาประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 76 คน

6.มาตรการจัดการแข่งขันฟุตบอลเป็นอย่างไร?
การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก จะต้องแข่งขันแบบปิด และปฏิบัติตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และ การกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนี้

นักกีฬารวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องตรวจหาเชื้อโควิดก่อนการแข่งขัน 72 ชั่วโมง โดยวันแข่งขันจะต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” และแพลตฟอร์ม “สปิริต” ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจะมีการจัดลงทะเบียนทั้งก่อนเข้าและออกบริเวณทางเข้าออกที่จะมีเพียงทางเดียวเท่านั้น

ผู้เล่น , ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องสวมหน้ากากอนามัย ลดการพูดคุย และเดินผ่านจุดวัดอุณหภูมิที่ต้องไม่เกิน 37.5 องศา เพื่อคัดกรองผ่านก่อนเข้าสถานที่รวมถึงจัดสบู่ , เจลแอลกอฮอล์ล้างมือล้างมือให้พร้อม

หากพบนักกีฬาหรือเจ้าหน้าที่ทีมงานสตาฟฟ์คนใดมีอาการป่วย ไข้ ไอ จาม หรือเป็นหวัด ให้งดการไปเข้าร่วมกิจกรรมทันที

ผู้ที่อยู่ภายในและโดยรอบสนามจะต้องไม่เกินกว่า 250 คน สำหรับนักกีฬาทั้งสองทีม จะต้องมีไม่เกิน 37 คน ส่วนทีมงานสตาฟฟ์โค้ช และเจ้าหน้าที่ทีม มีทีมละ 16 คน ผู้แทนสมาคมฯ หรือเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน ทางคณะผู้ตัดสิน, ผู้ควบคุมการแข่งขันผู้ประเมินผู้ตัดสิน รวม 5 คน

ส่วนเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดจำกัดไม่เกิน 35 คน บุคลากรด้านการรักษาความปลอดภัย ทั้งหมดไม่เกิน 25 คน

บุคลากรด้านการแพทย์ ทั้งหมดไม่เกิน 20 คน เจ้าหน้าที่ด้านถ่ายทอดโทรทัศน์ และสื่ออื่น ๆ บุคลากรด้านการถ่ายทอดโทรทัศน์และถ่ายทอดผ่านสื่ออื่น ๆ ทีมงานวีดิทัศน์ช่วยการตัดสิน ทั้งหมดไม่เกิน 30 คน ส่วนสื่อมวลชนจากสํานักข่าวต่าง ๆ จะต้องไม่เกิน 15 คนและผู้บริหาร และผู้ให้การสนับสนุน สโมสร ทั้งหมดไม่เกิน 10 คน

จะต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือ โซเดียมไฮโปคลอไรด์ 0.9% ทั้งก่อนและหลังใช้ รวมทั้งซักเสื้อผ้าที่ใช้ในการ ฝึกซ้อมทุกครั้งหลังให้บริการ รวมไปถึงห้องสุขา และพื้นที่ในบริเวณสถานที่อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง และต้องทําความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

7.การถ่ายทอดสดฟุตบอลลีก
จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพของไทยต้องเลื่อนออกไป และจบฤดูกาลในปี 2564 อย่างไรก็ตามทาง ทรู วิชั่นส์ ยืนยันจะถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2563 ตามสัญญาเดิม

ทั้งนี้ทางสมาคมฯอาจต้องหาผู้เจรจาสัญญาใหม่สำหรับการถ่ายทอดสดสำหรับแมตช์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 แต่มูลค่าสิทธิประโยชน์จะลดลง เนื่องจากจำนวนทีมลดลงจาก 18 เป็น 16 ทีม ทำให้แมตช์ลดลง

8.แนวทางการแข่งขันอื่นๆที่ยังอยู่ระหว่างรอลงมติ?
เนื่องจาก ทรู วิชั่นส์ ไม่ต่อสัญญาถ่ายทอดสดถึงปี 2564 ทำให้สิทธิประโยชน์หลายสโมสรที่จะได้รับมีมูลค่าลดลง ซึ่งหลายทีมแสดงความต้องการกลับมาแข่งขันให้จบภายในฤดูกาล 2563 ตามเดิม ล่าสุดทางสมาคมฯ เปิดเผยความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ออกเป็นสองกรณี

กรณีแรกหากแข่งจบภายในสิ้นปีนี้ สโมสรสามารถยอมรับความถี่ในการลงแข่งขันของแต่ละแมตช์อาจจะแข่งขัน 2-3 วัน ต่อ 1 แมตช์ เพื่อให้สโมสรได้ลงเล่นครบจำนวน 26 แมตช์ที่เหลืออยู่

ส่วนเงินสนับสนุนที่สโมสรจะได้รับจะขึ้นอยู่กับการเจรจากับ ทรูวิชั่นส์ และคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพร่างกายนักกีฬาและการบริหารจัดการด้านอื่นๆของสโมสร ซึ่งเรื่องนี้ทางสมาคมฯ จะแจ้งให้สโมสรได้ทราบรายละเอียดเพื่อร่วมกันพิจารณาอีกครั้ง

กรณีที่สองหากสโมสรสมาชิกต้องการเสนอให้กลับมาแข่งขันก่อนเดือนกันยายนที่เคยมีมติจากสโมสรในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สมาคมฯจะเรียกสโมสรสมาชิกหารือให้ครบถ้วน ว่าสามารถยอมรับได้หรือไม่กับการเริ่มการแข่งขัน โดยขาดผู้เล่นต่างชาติที่ยังไม่สามารถมาร่วมทีมได้ และกระทบต่อช่วงเวลาการโอนย้ายผู้เล่นและลงทะเบียนในช่วงตลาดซื้อขาย

9.โปรแกรมการแข่งขันไทยลีกนัดแรกหลังพักเบรคโควิด-19
ทาง ไทยลีก ได้ประกาศกำหนดการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก ไทยลีก 1 และ M-150 แชมเปี้ยนชิพ ไทยลีก 2 ประจำฤดูกาล 2020 ที่จะแข่งขันต่อหลังพักเบรกโควิด-19 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย

โดยการแข่งขันจะเริ่มกลับมาแข่งขันต่อในนัดที่ 5 ดำเนินต่อโดยยึดตารางคะแนนเดิมจากเกม 4 นัดแรกที่แข่งขันไปตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาก่อนพักเบรค

โปรแกรมการแข่งขัน โตโยต้า ไทยลีก 2020 นัดที่ 5
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563
17.45 น. ราชบุรี มิตรผล เอฟซี พบ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ณ สนามมิตรผล สเตเดี้ยม
18.00 น. สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด พบ พีที ประจวบ เอฟซี ณ สนามสิงห์ สเตเดี้ยม
19.00 น. สุพรรณบุรี เอฟซี พบ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ณ สนามกีฬากลาง จ.สุพรรณบุรี
20.00 น. สุโขทัย เอฟซี พบ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ณ สนามทะเลหลวง สเตเดี้ยม

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563
18.00 น. ชลบุรี เอฟซี พบ ตราด เอฟซี ณ สนามชลบุรี สเตเดี้ยม
18.00 น. การท่าเรือ เอฟซี พบ โปลิศ เทโร เอฟซี ณ สนามแพท สเตเดี้ยม
19.00 น. สมุทรปราการ ซิตี้ พบ ระยอง เอฟซี ณ สนามสมุทรปราการ สเตเดี้ยม
19.00 น. บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ณ สนามลีโอ สเตเดี้ยม

โปรแกรมการแข่งขัน M-150 แชมเปี้ยนชิพ 2020 นัดที่ 5
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563
17.45 น. อยุธยา ยูไนเต็ด พบ เชียงใหม่ เอฟซี ณ สนามกีฬากลาง จ.พระนครศรีอยุธยา
18.00 น. ไทยยูเนี่ยน สมุทรสาคร เอฟซี พบ แพร่ ยูไนเต็ด ณ สนามกีฬากลาง จ. สมุทรสาคร
19.00 น. ชัยนาท ฮอร์นบิล พบ ศรีสะเกษ เอฟซี ณ สนามเขาพลอง สเตเดี้ยม
19.00 น. ขอนแก่น ยูไนเต็ด พบ สโมสรฟุตบอลราชนาวี ณ สนามกีฬา อบจ.ขอนแก่น
20.00 น. เชียงใหม่ ยูไนเต็ด พบ หนองบัว พิชญ เอฟซี ณ สนามกีฬา ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (ดอยสะเก็ด)

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563
18.00 น. อุดรธานี เอฟซี พบ ขอนแก่น เอฟซี ณ สนามกีฬา ม.การกีฬาแห่งชาติ จ.อุดรธานี
18.00 น. อุทัยธานี เอฟซี พบ แกรนด์อันดามัน ระนอง ยูไนเต็ด ณ สนามกีฬากลาง จ.อุทัยธานี
19.00 น. ลำปาง เอฟซี พบ เกษตรศาสตร์ เอฟซี ณ สนามกีฬากลาง จ.ลำปาง
19.00 น. เอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ด พบ นครปฐม ยูไนเต็ด ณ สนามกีฬาลาดกระบัง 54

คนไร้บ้านตกถังข้าวสาร, ดีใจได้ออกจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ! ครบรอบ 10 ปี เบเบ้ เซ็นซบ แมนยู

เด็กๆ ทุกคนคาดหวังที่จะได้เซ็นสัญญากับสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สำหรับ ติอาโก้ มานูเอล ดิอาส คอร์เรร่า หรือ "เบเบ้" ช่วงเวลาที่เขาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มันเต็มไปด้วยฝันร้าย เพราะชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้โลดแล่นในสนาม และเหมือนเป็นแค่ส่วนเกินของทัพ "ปีศาจแดง" เท่านั้น

    ช่วงสัปดาห์นี้ก็ถือเป็นการครบรอบ 10 ปีที่ ดาวเตะชาวโปรตุกีส ได้ย้ายมาสวมชุด "เร้ด เดวิลส์" โดยย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่รู้ว่าไปเกิดติดตาต้องใจอะไรในผลงานของ ดาวเตะที่เคยผ่านการฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน ถึงได้สะกิดบอร์ดบริหารให้ควักกระเป๋า 7.4 ล้านปอนด์ (ราว 281 ล้านบาท) กระชากนักเตะรายนี้มาร่วมทัพ

     จริงๆ แล้วเรื่องนี้เริ่มมาจาก คาร์ลอส เคยรอซ มือขวาของ "ป๋า" ที่ประทับใจฟอร์มการเล่นของ เบเบ้ และใช้วาจาราวกับสาลิกาลิ้นทองจน "เซอร์เฟอร์กี้" ต้องเข้าไปพบกับบอร์ดบริหารเพื่อให้ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับ วิคตอเรีย กีมาไรส์  ต้นสังกัดของนักเตะทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเห็นผลงานของเขาเลยด้วยซ้ำ

 

     เรื่องราวของ เบเบ้ มันช่างเหมือนกับเทพนิยายที่ยาจกได้กลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน แต่สุดท้าย เบเบ้ ก็ได้พบกับโลกแห่งความเป็นจริงว่าการย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่สิ่งที่สวยงามสำหรับชีวิตเขาเลย ขณะที่ "ผีแดง" ก็ได้รับบทเรียนเพราะนี่คือหนึ่งในดีลที่น่าผิดหวังที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เลยทีเดียว

     เบเบ้ ต้องระเห็จ ออกจาก "โรงละครแห่งความฝัน" ในปี 2014 พร้อมกับสถิติที่แสนเลิศเลอนั่นก็คือการลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่เพียงแค่ 7 เกมในทุกรายการตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ได้เป็น "เด็กผี" โดยในวันที่ก้าวเท้าออกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด นักเตะเคยให้สัมภาษณ์ว่าคนได้พบกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต เมื่อได้ทราบว่าถูกขายให้กับ เบนฟิก้า !!!
 

ช่วงแรกเริ่มของชีวิต

     หลังจากที่โดนทอดทิ้งจากพ่อแม่บังเกิดเกล้า เบเบ้ ได้ใช้ช่วงเวลาในชีวิตเกือบ 10 ปีจากการอาศัยอยู่ในที่พักพิงของคนไร้บ้าน ซึ่งที่นี่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้การร่ำเรียนเขียนอ่าน และศาสตร์ลูกหนัง ที่จะใช้เอาไว้หาเลี้ยงชีพในอนาคตของเขา

         "ผมอาศัยอยู่ในสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าถึง 8 ปี ที่นั่นผมไม่ได้ชื่นชอบฟุตบอลเลย แต่เพื่อนๆ ของผมอยากเล่นฟุตบอลกันตลอด และผมไม่มีทางเลือกก็เลยต้องจำใจเข้าร่วมเล่นด้วย" เบเบ้ กล่าว โดยหารู้ไม่ว่า นี่คือจุดกำเนิดที่ทำให้เขามีโอกาสได้ย้ายไปสู่สโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

ฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน

     เบเบ้ ได้พบกับช่วงเวลาที่สุดเหลือเชื่อ หลังจากที่เขาได้รับการเลือกตัวให้เป็นตัวแทนทีมชาติโปรตุเกส ลงแข่งขันในศึกฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน โดยในเวลานั้นเจ้าตัวยอมรับว่ารู้สึกขำมากๆ ที่ได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ที่ไม่เคยรู้จักเลยด้วยซ้ำ

         "พวกเขาขอให้ผมเดินทางไปเล่นฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน และผมก็ตอบตกลง ผมไปที่นั่นเพราะมันเป็นอะไรที่ตลกดี แต่ก็ยิงได้ 40 ประตูจากการเล่น 6 แมตช์"

         สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือ เบเบ้ ยอมรับว่าอยากที่จะใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้าน มากกว่าที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรฟุตบอล โดยเจ้าตัวได้อธิบายในเรื่องนี้ว่า "ผมไม่อยากเซ็นสัญญากับทีมไหนทั้งนั้น เพราะผมไม่ได้อยากย้ายออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มันยากจะทำใจที่ต้องย้ายออกไป ที่นั่นเวลาที่ผมกลับไปสามารถนอนเมื่อไหร่ก็ได้ที่ผมต้องการ"
    

ดั่งเทพนิยายได้ย้ายมาอยู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชื่อนี่คอลูกหนังทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดีว่ามันคือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ มีแฟนบอลมากที่สุดในโลก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เบเบ้ ซึ่งไม่มีประสบการณ์ลูกหนังระดับสูงเลย เชื่อว่าหากเขาพูดเรื่องที่ "ปีศาจแดง" สนใจอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม คงมีแต่คนหัวเราะเยาะใส่

         เรื่องราวดั่งเทพนิยายเกิดขึ้นเพียงแค่ 5 สัปดาห์หลังจากที่เขาย้ายจาก เอสเตรลล่า อามาโดร่า ทีมในดิวิชั่น 3 ของโปรตุเกส มาเล่นกับ วิคตอเรีย กีมาไรส์ สโมสรในลีกสูงสุดแดนฝอยทอง "ผมแทบไม่อยากเชื่อตัวเองจริงๆ ผมรู้ว่าชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ และก็คิดว่าคงมีใครซักคนที่คิดเหมือนกับผม"

 

         "ถ้าคุณได้เล่นให้กับทีมในระดับดิวิชั่น 3 หรือ 4 ในโปรตุเกส และทันใดนั้นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลกโทรมาหคุณ ผมคิดว่าทุกๆ คนคงคิดแบบว่า -นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่า ?- ในช่วงหนึ่งหรือสองสัปดาห์ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันอาจจะเป็นแค่การเล่นตลกของพวกเขา ตอนที่ผมเซ็นสัญญา ผมไม่ได้เดินทางไปอังกฤษ แต่ใช้เวลา 4 วันในโปรตุเกส และผมยังคงคิดว่าพวกเขาอำเล่นหรือเปล่า"

 

         "ผมเดินทางไปที่ แคร์ริงตัน (สนามซ้อมแมนฯ ยูไนเต็ด) ผมได้พบกับเพื่อนร่วมทีมครั้งแรก แต่ผมยังคงคิดว่านี่มันเรื่องโกหกใช่ไหม ! แต่ในช่วงเวลานั้นผมได้พูดคุยกับ เฟอร์กูสัน ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่า -ในที่สุดผมก็ได้มาอยู่ที่นี่จริงๆ- ในหัวของผมเริ่มเชื่อแล้วว่านี่คือเรื่องจริง มันต้องใช้อะไรเยอะมากถึงจะเชื่อเรื่องนี้ !"

 

สวรรค์ล่ม ! 4 ปีกับชีวิตในฐานะนักเตะ "เร้ด เดวิลส์"

     เบเบ้ สามารถซัดประตูได้ติดต่อกันในเกมพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส และ บูร์ซาสปอร์ ซึ่งเป็นเกมเปิดตัวในการเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเขา จากนั้นนักเตะได้รับความไว้วางใจให้ลงเล่นตัวจริง 3 เกมให้กับทีมชุดใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ทั้งหมดนี้เป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยเท่านั้น

 

     สำหรับเกมพรีเมียร์ลีก นักเตะแทบไม่มีโอกาสสอดแทรกเข้ามาสู่ทีมเลย และได้สัมผัสเกมลีกสูงสุดในเมืองผู้ดีแค่ 2 นัดซึ่งลงสนามในฐานะตัวสำรองเมื่อฤดูกาล 2010/11 ผลงานแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เบเบ้ โดนสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต้องข้อสงสัยเรื่องศักยภาพ

     เบเบ้ ต้องพบกับชีวิตที่แสนยากลำบากเมื่อเขาแทบไม่ได้มีชื่อในทัพ "ปีศาจแดง" สำหรับลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก และที่ย่ำแย่ก็คือยิงได้แค่ 2 ประตูเท่านั้นภายใต้ชุดสีแดงเพลิง ก่อนที่จะโดนปล่อยให้ เบซิคตัส, ริโอ อาฟ และปากอส เดอ แฟร์ไรร่า ยืมตัวไปใช้งาน

 
สิ้นสุดกันทีกับชีวิตลำเค็ญใน "เธียเตอร์ ออฟ ดรีม"

     เวลาแห่งเทพนิยายของ เบเบ้ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้มาถึงทางตันเรียบร้อยแล้ว โดย "ปีศาจแดง" ยอมตัดใจขายแบบขาดทุนให้กับ เบนฟิก้า ด้วยสนนราคาประมาณ 2.4 ล้านปอนด์ (ราว 91.2 ล้านบาท)  ซึ่งพวกเขาขาดทุนไปถึง 5 ล้านปอนด์ (ราว 190 ล้านบาท)

      การย้ายออกจาก "โรงละครแห่งความฝัน" สำหรับนักเตะคนอื่นๆ คงเสียใจเพราะต้องโบกมือลาสโมสรที่ยิ่งใหญ่ แต่กับ เบเบ้ นี่คือความสุขที่สุดเพราะเขาจะได้มีโอกาสได้โชว์ศักยภาพที่แท้จริงกับสโมสรอื่นที่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา

 

         "ทุกๆ วันผมโทรคุยกับเอเจนต์ของผมเพื่อสอบถามเขาว่าผมจะได้ย้ายออกไปไหม มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายจริงๆ เมื่อคุณไม่ได้ลงเล่น แม้ว่าคุณจะอยู่กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ แต่คุณไม่มีความสุข ดังนั้นจะอยู่ต่อไปทำไมละ ? ผมจำได้ว่าผมมักจะได้ลงเล่นให้ ยูไนเต็ด ร่วมกับทีมเยาวชน และเอเจนต์ของผมโทรมาหาผม พร้อมกับบอกว่าผมจะถูกขายไปให้กับ เบนฟิก้า"

         "บอกเลยว่านั่นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ! ผมเป็นแฟนบอลเบนฟิก้า มันเป็นความฝันมาตลอดที่จะได้ไปเล่นที่นี่ เพราะผมมีเพื่อนๆ และครอบครัวที่เชียร์เบนฟิก้า ผมนอนไม่หลับเลยในวันนั้น ! ผมบอกเลยว่าผมตื่นตลอดทั้งคืนจริงๆ"

 

 

เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ?

     การเล่นให้ เบนฟิก้า ก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลาที่อยู่กับ "ปีศาจแดง" เบเบ้ ได้ลงสนามให้กับ "เหยี่ยวลิสบอน" แค่ 6 เกมจากทุกรายการ และยิงได้แค่ประตูเดียวเท่านั้น ที่สำคัญนักเตะลงเล่นในเกมลีกแดนฝอยทองเพียงแค่ 1 แมตช์เท่านั้นซึ่งถือว่าย่ำแย่สุดๆ

     จากนั้นนักเตะโดนส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ  กอร์โดบา ทีมในลีกสเปน ซึ่งนักเตะควานหาประตูไม่ได้เลย 18 เกม และได้ย้ายไปอยู่กับ ราโย่ บาเยกาโน่ แบบยืมตัวเขายิงได้ 3 ประตูจากการลงสนามในเกมลีกแดนกระทิงดุ 34 แมตช์ ต่อมาในปี 2016 เออิบาร์ ที่ยื่นข้อเสนอให้กับเขาได้ย้ายมาเล่นในสเปนแบบถาวร

 

     ช่วงเวลา 18 เดือนที่ได้เล่นให้กับ เออิบาร์ นักเตะสามารถซัดไป 3 ประตู และ 4 แอสซิสต์ จากการเล่นเกมลีก 29 แมตช์ ในเดือนมกราคม 2018 เขาได้ย้ายมาเล่นแบบยืมตัวกับ ราโย่ บาเยกาโน่ อีกครั้ง โดยในครั้งนี้สโมสรต้องลงไปเล่นในเซกุนด้า ดิวิชั่น หรือ ระดับดิวิชั่น 2 และเขายิงได้ 3 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ตลอด 17 เกมซึ่งนักเตะพอจะมีความดีความชอบเมื่อช่วยให้ทีมหวนคืนสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ

      เบเบ้ ได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จด้วยการเซ็นสัญญาถาวรกับ บาเยกาโน่ ในเดือนสิงหาคม เมื่อ 2 ปีก่อน อย่างไรก็ตามการย้ายมาเล่นกับ บาเยกาโน่ ไม่ได้โสภาสถาพร เพราะสุดท้ายแล้วทีมจบซีซั่น 2018/19ในอันดับบ๊วย ส่งผลให้ต้องหล่นไปเล่นในระดับเซกุนด้า ดิวิชั่น อีกครั้ง โดยในฤดูกาล 2019/2020 พวกเขาจบอันดับ 7 ของตารางลีก

 

     ในส่วนผลงานของ อดีตกองหน้าทีมชาติโปรตุเกส รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ก็เป็นไปตามสภาพเมื่อลงสนาม 95 แมตช์ และยิงได้ 10 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ถือว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟกต์ จนทำให้หลายๆ สโมสรอยากได้ตัวเขาไปร่วมทัพ
 

ย้อนความหลังกับชีวิตนักเตะอาชีพที่แสนเหลือเชื่อ

     ปัจจุบัน เบเบ้ ก็เหมือนกับนักเตะอาชีพหลายๆ คนที่นิยมศิลปะบนเรือนร่างโดยเจ้าตัวก็ชื่นชอบการสัก และยังหันมาไว้หนวดเครา ซึ่งแตกต่างจากสมัยที่ยังเป็นหนุ่มวัยละอ่อน ตอนที่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อทศรรษที่ผ่านมา

          นักเตะเพิ่งจะฉลองอายุครบ 30 ปีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และปัจจุบันมีผู้คนเข้ามากดติดตามในอินสตาแกรมของเขาถึง 45,300 ฟอลโลว์ โดยตอนนี้เขาอยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายหลังได้รับบาดเจ็บเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่เล่นฟุตบอลอาชีพ และยังไม่สามารถกลับมาฟิตสมบูรณ์แม้จะเข้ารับการผ่าตัดไปแล้วก็ตาม

         จากคนธรรมดาสามัญในช่วงชีวิตแรกๆ ปัจจุบัน เบเบ้ กลายเป็นคนที่มีชีวิตสุขสบาย และมีไลฟ์สไตล์หรูหรา โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ "มันเป็นอะไรที่บ้าบอที่สุด ผมอยู่ในโรงเรียน และได้รับเงิน 1,000 ยูโร (ราว 35,000 บาท) สำหรับผมมันเหมือนถูกรางวัลยูโรมิลเลี่ยนส์ชัดๆ"

      แต่หลังจากที่เซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นักเตะได้รับเงินโบนัสมากถึง 500,000 ปอนด์ (ราว 19 ล้านบาท) และยังได้รับค่าเหนื่อยประมาณ 22,000 ปอนด์ (ราว 836,000 บาท) ต่อสัปดาห์ แน่นอนว่าการมีรายได้มหาศาลแบบนั้นทำให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมกลายเป็นคนที่ชื่นชอบการชอปปิ้งไปโดยปริยาย

         "ช่วงแรกบางทีคุณอยากที่จะซื้อของมากมายที่คุณไม่เคยมี และตอนนี้คุณสามารถทำได้ ตอนที่เห็นรองเท้าราคา 200 ยูโร (ราว 7,000 บาท) และนั่นเป็นสิ่งที่คุณยายของคุณไม่มีทางซื้อให้คุณได้ แต่ตอนนี้คุณสามารถซื้อได้ คุณสามารถซื้อของพวกนี้ให้พี่น้องของคุณ คุณสามารถซื้อรถได้แบบสบายๆ"

         "ช่วงคริสต์มาส คุณก็สามารถซื้อของขวัญให้กับทุกๆ คน หรือให้ของขวัญใครซักคนในวันเกิดของพวกเขา มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตกับการมีโอกาสได้งานที่ทำให้คุณสามารถช่วยเหลือครอบครัวของคุณได้"

 

     ในวันที่เขาได้รับเงินก้อนแรกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มันเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืมได้เลย "ตอนที่ผมได้รับซองที่ใส่เงินเดือนก้อนแรก ผมจำได้ว่าผมกลับไปหาคนที่เอาซองมาให้ผม แล้วก็ถามว่านี่เป็นเงินสำหรับ 5 เดือนเหรอ เขาบอกว่ามันแค่เดือนเดียวเท่านั้น แค่นั้นแหละผมก็เริ่มหัวเราะออกมาเลย"

      ปัจจุบันการที่ เบเบ้ มีชีวิตที่หรูหราสุขสบายส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาได้เป็นนักฟุตบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ในขณะเดียวกันสิ่งนี่ก็ถือบทเรียนราคาแพงสำหรับ "ปีศาจแดง" ที่ต้องจดจำไปตลอดกาลกับการซื้อนักเตะซักคนมาร่วมทีม !!!

อะไหล่สำรอง!ลิเวอร์พูลเตรียมยื่นซื้อแบ็กซ้ายนอริชร่วมทัพ

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ตีข่าว ลิเวอร์พูล เตรียมยื่นซื้อ จามาล ลูอิส แบ็กซ้าย นอริช ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์ โดยว่ากันว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม "หงส์แดง" ถูกใจฝีเท้าของเขามากๆ
    ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังเตรียมที่จะยื่นข้อเสนอเป็นเงิน 10 ล้านปอนด์ (ประมาณ 400 ล้านบาท) เพื่อขอซื้อ จามาล ลูอิส แบ็กซ้ายดาวรุ่งของ นอริช ซิตี้ มาร่วมทัพ ตามรายงานของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

    แม้ว่า นอริช จะเป็นอันดับสุดท้ายในฤดูกาล 2019-20 จนต้องตกชั้นไปเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในซีซั่นหน้า แต่ผลงานส่วนตัวของ ลูอิส ถือว่าน่าประทับใจพอตัว โดยเฉพาะด้านเกมรุกที่ทำได้โดดเด่น โดยเขายังทำได้ 1 ประตูด้วย นอกจากนี้ แข้งวัย 22 ปี ยังโยกไปเล่นในตำแหน่งอื่นๆ ในแนวรับได้เช่นกัน

    สื่อเจ้าเดิมบอกว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล และสตาฟฟ์ด้านการเสริมทัพส่วนหนึ่งของทีมประทับใจกับผลงานของ ลูอิส มากๆ จนมองว่าเขาจะเป็นแบ็กอัพที่ดีของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายคนเก่งของทีม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจจะเป็นปัญหาในดีลนี้ก็คือ ลูอิส ต้องการได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง และการมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ก็อาจจะทำให้เขาไม่ได้รับโอกาสแบบนั้น

    ทั้งนี้ นับตั้งแต่ที่เข้ามาคุม ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงเดือนตุลาคม ปี 2015 คล็อปป์ ก็เคยดึงนักเตะจากทีมที่เพิ่งตกชั้นมาร่วมทัพหลายราย ไม่ว่าจะเป็น โรเบิร์ตสัน, จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม และ เซอร์ดาน ชากิรี่ ซึ่งรายของ โรเบิร์ตสัน กับ ไวจ์นัลดุม ทำผลงานได้ดีจนถึงขั้นเป็นกำลังหลักของทีม ส่วน ชากิรี่ ก็เคยเล่นได้โดดเด่นอยู่พักหนึ่ง