ฉาว!แนวรับฮัมบูร์กมีเรื่องกองเชียร์บนอัฒจันทร์ (มีคลิป)

โทนี่ ไลส์ทเนอร์ แนวรับจอมเก๋า ฮัมบูร์ก หาเรื่องโดนแบนหลังขึ้นไปทะเลาะกับแฟนบอลดินาโม เดรสเดน บนอัฒจันทร์แมตช์ที่ "สิงห์เหนือ" แพ้ยังไม่นับญาติเจ้าบ้าน แถมหลังเกิดเหตุยังเดินมาให้สัมภาษณ์หน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

โทนี่ ไลส์ทเนอร์ กองหลังมากประสบการณ์ของฮัมบูร์ก เอสเฟา แห่งศึกบุนเดลลีกา 2 เยอรมนี ทำเรื่องสุดฉาวมีเรื่องกับกองเชียร์ดินาโม เดรสเดน บนอัฒจันทร์ ในแมตช์ที่ต้นสังกัดแพ้ยับ 1-4 ศึกเดเอฟเบ โพคาล เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา

อดีตดาวเตะควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส เกิดอาการตบะแตกหลังจากโดนแฟนบอลเจ้าถิ่นพูดจายั่วโมโห สุดท้ายไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ตัดสินใจทำเรื่องสุดเลวร้ายด้วยการกระโดดขึ้นไปบนอัฒจันทร์จากนั้นก็ผลักกองเชียร์รายหนึ่งล้มลง และตามด้วยเข้าไปคว้าคอเสื้อของคู่กรณีทั้งๆ ที่เขานั่งกองอยู่บนพื้น

ก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้บรรดากองเชียร์คนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุพยายามที่จะเข้ามาผลัก กองหลังวัย 30 ปีออกไป จากนั้นนักเตะเหมือนเริ่มกลับมามีสติก็เลยตัดสินใจเดินออกมาจากฝูงชน และกลับเข้าไปในสนามพร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สำหรับแมตช์นี้มีแฟนบอลได้รับอนุญาตให้เข้าไปชมเกมในสนามได้ประมาณ 10,000 ราย ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนกองเชียร์ที่มากเยอะที่สุดในวงการลูกหนังเมืองเบียร์ นับตั้งแต่ที่มีมาตรการคุมเข้มหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ฉาวในลักษณะเดียวกันในอังกฤษ จากกรณีที่ เอริค ดายเออร์ สตาร์ดังเลือดผู้ดี "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ขึ้นไปมีปากเสียงกับแฟนบอลบนอัฒจันทร์หลังจบเกมแพ้จุดโทษ นอริช ซิตี้ ร่วงตกรอบ 5 ศึกเอฟเอ คัพ  เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

บาร์ซ่า ไม่ทน!!! สั่งปลด “เซเตียน” พ้นกุนซือ คาด “คูมัน” โดดเสียบแทน

 

บาร์เซโลนา แถลงผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสรเรื่องการแยกทางกับกุนซืออย่าง กีเก้ เซเตียน หลังล้มเหลวทุกภารกิจในฤดูกาลล่าสุด

ถือเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการจากสโมสรดังจากกาตาลัน หลังมีข่าวลือหนาหูในช่วงที่ผ่านมาว่าทีมกำลังพิจารณาเกี่ยวกับอนาคตของกุนซือวัย 61 ปีที่พาทีมตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบเละเทะด้วยการพ่ายแพ้ บาเยิร์น มิวนิค 2-8

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อาซูลกราน่า ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่าได้สั่งปลด เซเตียน ออกจากการทำหน้าที่เทรนเนอร์ใหญ่ของทีม แม้ว่าเพิ่งจะเข้ามารับงานกุนซือไปเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมาก็ตาม

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ เจ้าบุญทุ่ม ยังได้เผยต่อไปว่าตอนนี้สโมสรกำลังพิจารณาและหารือถึงการเลือกตัวกุนซือคนใหม่ และน่าจะมีการประกาศในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้

สำหรับสถิติของ เซเตียน ในช่วงที่ผ่านมาเขาพาทีมลงเล่นไปทั้งหมด 25 นัดในทุกรายการ โดยแบ่งออกเป็นชนะ 16 เสมอ 4 และแพ้ 5 นัด แต่สาเหตุสำคัญของการโดนปลดคือการพาทีมพลาดแชมป์ทุกรายการ โดยเฉพาะในลา ลีกา ที่โดน เรอัล มาดริด แซงเข้าวิน และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่แพ้คู่แข่งแบบเละเทะ

ทั้งนี้ คนที่จะเข้าเป็นกุนซือคนใหม่ สื่อต่างประเทศคาดว่าคงหนีไม่พ้น โรนัลด์ คูมัน เฮดโค้ชทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ที่กำลังว่างเนื่องจากไม่มีโปรแกรมทีมชาติลงแข่งขัน และเจ้าตัวเคยเป็นนักเตะในถิ่นคัมป์นูมาแล้วช่วงปี 1989-1995 ซึ่งการประกาศตัวกุนซือคนใหม่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าตามที่สโมสรแถลงการณ์

สุดอัปยศ! มูรินโญ่จวกยับหลังแมนซิตี้รอดแบนเกมยุโรป

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ สเปอร์ส ดูจะไม่พอใจอย่างหนักกับผลคำตัดสินของ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส ที่มีคำตัดสินยกเลิกโทษแบนเกมยุโรปของ แมนฯ ซิตี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยถึงขั้นออกมาตำหนิว่าเป็นคำตัดสินที่น่าอัปยศสุดๆ
    ก่อนหน้านี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สุ่มเสี่ยงที่จะชวดลงเล่นในเกมยุโรปถึง 2 ฤดูกาล หลังโดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ตัดสิทธิ์ดังกล่าวโทษฐานทำความผิดอย่างรุนแรงต่อกฎควบคุมการเงิน หรือ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” จากการปลอมแปลงรายได้ในบัญชีระหว่างปี 2012-2016 รวมถึงสั่งปรับเงินอีก 30 ล้านยูโร (ประมาณ 1050 ล้านบาท) ซึ่ง "เรือใบสีฟ้า" ก็ไม่ยอมแพ้จนยื่นอุทธรณ์กับเรื่องนี้ต่อ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส

    ก่อนที่การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวนั้นจะเป็นผลทำให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะได้ไปลุยเกมยุโรปฤดูกาลหน้าตามปกติ โดยสโมสรได้รับโทษเพียงการโดนปรับเงินเหลือ10 ล้านยูโร (ประมาณ 350 ล้านบาท) เท่านั้น

    อย่างไรก็ตามหลังจากมีผลการตัดสินจากซีเอสออกนั้นก็สร้างมีหลายฝ่ายที่เห็นด้วย และหลาฝ่ายที่รู้สึกว่าคำตัดสินดังกล่าวนั้นดูไม่ยุติธรรม เช่นเดียวกับ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ สเปอร์ส ที่ล่าสุดออกมาตำหนิการตัดสินในครั้งนี้ โดยเชื่อว่า แมนซิตี้ ควรจะถูกลงโทษแบนจากเกมยุโรปตามเดิมถ้าทำผิดจริงๆ และกังวลว่ากฏ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” จะใช้ไมได้อีกต่อไปเนื่องจากหลายๆสโมสรจะใช้ช่องโหว่ในการหาผลประโยชน์

    "ไม่ว่ากรณีใดมันเป็นคำตัดสินที่น่าอัปยศสุดๆ เพราะถ้า แมนซิตี้ ไม่ได้ทำผิดจริงแล้วทำไมพวกเขาถึงต้องถูกปรับเงินถึง 10 ล้านยูโร, แน่นอนถ้าคุณไม่มีความผิดคุณก็ไม่ควรที่จะถูกลงโทษ และไม่ต้องจ่ายค่าปรับ ในขณะเดียวกันถ้าคุณทำผิดก็ควรที่จะถูกแบนจากการแข่งขันสถานเดียว เพราะฉะนั้นคำตัดสินในครั้งนี้ถือเป็นความอัปยศอย่างแท้จริง "

    นอกจากนี้เมื่อถูกถามเมื่อถามเรื่องกฏไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ กับผลกระทบที่มีต่อ สเปอร์ส มูรินโญ่ กล่าวว่า "ผมรู้สึกโอเคกับการบริหารของสโมสร แต่เชื่อว่าคำตัดสินนี้กลายเป็นจุดจบของกฏแฟร์เพลย์การเงิน" มูรินโญ่ กล่าว

อุตส่าห์ปั้นมา!อดีตโค้ชโกลแมนยูจวกเดเคอาทรยศตน

เอมิลิโอ อัลบาเรซ โค้ชนายทวารที่มีบุญคุณกับ ดาบิด เด เคอา อย่างมากนั้น ออกโรงเฉ่ง เด เคอา ว่าทรยศตนหน้าตาเฉยในตอนที่ต่อสัญญากับทีมเมื่อช่วงเดือนกันยายน ปีก่อน พร้อมบอกว่าการกระทำของ เด เคอา เป็นสิ่งที่ทำให้ตนตัดสินใจออกจาก "ปีศาจแดง" ทั้งที่จริงๆ แมนฯ ยูไนเต็ด อยากให้ตนอยู่กับทีมต่อ
    เอมิลิโอ อัลบาเรซ โค้ชผู้รักษาประตูคนดังที่เคยทำงานกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตำหนิ ดาบิด เด เคอา นายด่านมือ 1 ของ "ปีศาจแดง" ว่าทรยศตน จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนตัดสินใจว่าจะไม่อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อไป

    อัลบาเรซ ถือเป็นผู้มีพระคุณกับ เด เคอา มากเป็นลำดับต้นๆ หลังจากที่เคยฝึกนายด่านชาวสแปนิชเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยที่ เด เคอา ยังอยู่กับ แอตเลติโก มาดริด จนทำให้ เด เคอา เป็นนายทวารดาวรุ่งที่น่าจับตามองอย่างมาก ก่อนที่จะได้ย้ายมาเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2011

    ในอีกราว 5 ปีหลังจากนั้น อัลบาเรซ ก็ได้ตามมาร่วมงานกับ เด เคอา อีกครั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคที่มี โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีม และหลังจากนั้น เด เคอา กับ อัลบาเรซ ก็มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันหลายครั้ง จนเป็นการตอกย้ำว่าทั้งคู่สนิทกันมากๆ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2019 แมนฯ ยูไนเต็ด ประกาศว่า อัลบาเรซ จะไม่ได้อยู่กับทีมอีกต่อไป ทั้งที่ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เด เคอา เพิ่งต่อสัญญากับทีมยาวไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023 ซึ่งในตอนนั้นมันก็มีกระแสข่าวว่า "ปีศาจแดง" เป็นฝ่ายตัดสินใจไล่เขาออกจากตำแหน่ง

    อัลบาเรซ ให้สัมภาษณ์กับ อาส สื่อชื่อดังของสเปนว่า "ข่าวที่บอกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปลดผมนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ที่จริงทันทีที่ เด เคอา ต่อสัญญาแล้วน่ะ ยูไนเต็ด ก็ยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้ผมทันทีด้วยซ้ำ ตอนนั้นผมขอเข้าพบกับสโมสรเพื่อที่จะบอกกับพวกเขาด้วยตัวเองว่าผมอยากออกจากทีม การนัดพบกันในครั้งนั้นเป็นตอนที่พวกเขาขอให้ผมต่อสัญญากับทีม แต่ผมบอกกับพวกเขาไปว่าผมจะออกจากทีม ที่ผมตัดสินใจแบบนั้นมันไม่ใช่เพราะว่าผมอยากย้ายออกจาก ยูไนเต็ด แต่เป็นเพราะผมไม่อยากโค้ช เด เคอา อีกต่อไปแล้ว"

    "นอกจากตอนที่เป็นครูฝึกให้เขาที่ แอตเลติโก มาดริด ซึ่งเป็นตอนที่ผมสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่แล้วนั้น ผมยังเป็นคนที่โน้มน้าวใจให้เขาย้ายมาอยู่กับ ยูไนเต็ด ด้วย ผมเป็นมือขวาของเขาตอนอยู่ที่ แมนเชสเตอร์ ผมได้มาอยู่กับ ยูไนเต็ด ก็เพราะการทำงานที่ยอดเยี่ยมของ จอร์จ เมนเดส และเพราะ มูรินโญ่ อยากเซ็นสัญญากับผมเพื่อให้มาช่วยพัฒนาฝีมือของ ดาบิด รวมถึงเพื่อเป็นการทำให้เขายังอยู่กับทีมต่อไป ตอนนั้นเขาอยากย้ายออกจาก ยูไนเต็ด สุดๆ"

    "หลังจากทำงานหลายอย่างเป็นเวลาเกือบ 3 ปี และการนัดหารือกับ ยูไนเต็ด เพื่อทำการต่อสัญญาที่จะทำให้เขาได้เงินเยอะจนถึงขั้นเป็นคนที่ได้รับค่าเหนื่อยมากที่สุดของโลกแล้วนั้น ผมก็มารู้ว่าเขาแอบต่อสัญญาโดยที่ไม่บอกให้ผมรู้ก่อน พูดกันตามตรงนะ มันรู้สึกเหมือนเป็นการขาดความซื่อสัตย์ต่อกันเลย ในระหว่างการเจรจาเรื่องต่อสัญญาน่ะเขายังทะเลาะกับคนที่อุตส่าห์ช่วยจัดแจงทุกการเจรจาที่ทำให้เขาได้เงินเยอะเหมือนอย่างในทุกวันนี้ด้วย ในช่วงนาทีสุดท้ายมันมีคนอื่นเข้ามายุ่งกับการเจรจา"

    "ผมยืนยันว่าผมไม่ชอบการกระทำแบบนั้นเลย เพราะมันดูเหมือนเป็นการทรยศกันหน้าด้านๆ ผมถาม ดาบิด ว่าทำไมเขาถึงไม่บอกอะไรกับผมเลย และเขาก็ตอบกลับมาว่าเขาโดนสั่งว่าห้ามพูดอะไรกับใครทั้งนั้น สิ่งนั้นมีผลกระทบกับผมมากๆ มุมมองที่ผมมีต่ออาชีพของตัวเองก็คือคุณจะไม่สามารถพัฒนาใครได้เลยถ้าหากคุณไม่เชื่อมั่นในตัวพวกเขาอย่างเต็มที่ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมตัดสินใจออกจาก ยูไนเต็ด"

มันจบแล้ว!โซลชาเปิดใจกรณี “เดเคอา” ผิดพลาด

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปกป้อง ดาบิด เด เคอา นายด่านทีมชาติสเปน ที่ทำพลาดจังหวะเสียประตูที่สองในเกมแพ้ เชลซี ตกรอบตัดเชือก เอฟเอ คัพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุ โกล์สแปนิช รู้ตัวเองว่าควรเซฟให้ดีกว่านี้ แต่ทุกอย่างจบไปแล้ว และตอนนี้ "ปีศาจแดง" ต้องก้าวเดินต่อไป
    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เผย ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูเลือดสแปนิช รู้ตัวว่าตัวเองทำผิดพลาดมหันต์ที่ไม่ป้องกันไม่ได้จนเป็นเหตุให้ทีมเสียประตูที่สอง ในแมตช์แพ้ เชลซี 1-3 ศึกเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา

    จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลัง เมื่อ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ แบ็กซ้ายดาวรุ่งส่งบอลพลาดทำให้ เมสัน เมาท์ ตัดได้และกระชากบอลเข้าไปยิงบริเวณกรอบเขตโทษ โดยบอลไม่ได้แรงมาก และตรงตัว เด เคอา แต่ นายทวารทีมชาติสเปน ดันปัดบอลเข้าประตูไปหน้าตาเฉย

     สำหรับในกรณีนี้ โซลชา ได้แสดงความเห็นหลังโดนสื่อยิงคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งผู้รักษาประตูในอนาคตว่า "แน่นอนว่าทุกๆ คนต้องโชว์ฟอร์มให้ดี และทุกๆ คนมีโอกาสมีโอกาสในทุกๆ ครั้งที่จะยึดตำแหน่งของพวกเขา ดาบิด รู้ว่าเขาควรจะเซฟจังหวะที่เสียประตูที่สองได้ดีกว่านี้ แต่ตอนนี้มันจบไปแล้ว เราต้องก้าวเดินต่อไป มันเป็นเรื่องยากสำหรับผู้รักษาประตูที่จะชดเชย แม้ว่า ดาบิด จะโชว์จังหวะเซฟที่น่าเหลือเชื่อ 2 หรือ 3 ครั้งหลังจากนั้นก็ตาม"
 
     " มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับนักเตะเอาท์ฟิลด์ (หมายถึงตำแหน่งอื่นๆ นอกจากผู้รักษาประตู) แต่ ดาบิด ก็แสดงให้เห็นมาตลอดว่าเขามักจะเซฟสวยๆ ได้หลายต่อหลายครั้ง แต่แน่นอนว่าเขารู้ตัวว่าเขาควรจะเซฟจังหวะนั้นให้ดีกว่านี้" อดีตหัวหอกทีมชาตินอร์เวย์ กล่าว

ดราม่าเกมแรก!เชฟยูงงบอลเข้าแต่โกลไลน์ไม่ดัง

ศึกพรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท เกิดประเด็นให้พูดถึงกันตั้งแต่แมตช์แรก เมื่อ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด พลาดได้ประตูขึ้นนำในช่วงท้ายครึ่งแรก ทั้งๆที่ลูกบอลเข้าประตูไปแล้วแต่ "ไกลไลน์" ไม่ส่งสัญญาณทำให้ ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ กรรมการเมินให้ประตู และปล่อยให้เล่นต่อแบบหน้าตาเฉย โดยที่ไม่เช็ควีเออาร์ด้วย

             เกิดประเด็นดราม่าในเกมแรกของการรีสตาร์ท ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในแมตช์ระหว่าง แอสตัน วิลล่า พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่สนามวิลล่า พาร์ด เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน หลังเกิดกรณีจังหวะน่าเหลือเชื่อที่ทัพ "ดาบคู่" ไม่ได้ประตูขึ้นนำในช่วงท้ายครึ่งแรก

             สำหรับจังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณนาทีที่ 42 เมื่อ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ได้ฟรีคิกบริเวณริมเส้น และ โอลิเวอร์ นอร์วู้ด เปิดบอลเข้าไปที่เสาไกล ออร์ยัน นีลันด์ ผู้รักษาประตูเจ้าบ้าน รับบอลก่อนที่ตัวจะถลำเข้าไปอยู่บริเวณเสาประตูพร้อมกับลูกบอลซึ่งมองจากภาพรีเพลย์จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทั้งบอลและนายทวาร "สิงห์ผงาด" หลุดเข้าไปบวิเวณหลังเส้นประตูเต็มๆ

 อย่างไรก็ตาม ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ผู้ตัดสินในเกมนี้ เช็คนาฬิกาแล้วไม่มีสัญญาณเตือนจาก "โกลไลน์" ว่าบอลข้ามเส้นไปหมดทั้งลูกแล้ว ก็เลยตัดสินใจให้เกมดำเนินต่อไป โดยที่ไม่มีการเช็ค "วีเออาร์" ด้วย จึงทำให้เกิดเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ในช่วงพักครึ่ง

             เจมี่ เร้ดแนปป์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์เกมในแมตช์นี้ แสดงความเห็นว่า "เรามักจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี โกลไลน์ ว่ามันสมบูรณ์แบบ แต่ไม่ใช่ที่นี่ นี่มันเป็นเรื่องผิดพลาดมหันต์ ทำไมพวกเขาไม่ตรวจดูจังหวะแบบนี้ ? มันเป็นจังหวะแบบเดียวกับจังหวะปัญหาจังหวะก่อนๆ แท้ๆ  ปกติเทคโนโลยีโกลไลน์ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม แต่ไม่ใช่ครั้งนี้"

วิเคราะห์ใครควรเป็น11ตัวจริงแมนยูช่วงที่เหลือของซีซั่น

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พาทัพ "ปีศาจแดง" รีสตาร์ทเกม พรีเมียร์ลีก ด้วยการบุกไปเสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-1 เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา
    แมนฯ ยูไนเต็ด มีโปรแกรมลงเล่นนัดต่อไปด้วยการเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด วันพุธที่ 24 มิ.ย. นี้ ซึ่งถือเป็นเกมสำคัญเพราะทั้งสองทีมกำลังแย่งชิงพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลหน้า

    ขณะที่ แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ สื่อท้องถิ่นเมืองผู้ดี ได้วิเคราะห์ 11 ตัวจริงที่ โซลชา ควรจะใช้งานในช่วงที่เหลือของฤดูกาล โดยออกมามีหน้าตาดังนี้

    ผู้รักษาประตู: ดาบิด เด เคอา

    นายทวารสแปนิช อาจจะทำผิดพลาดมีส่วนให้ทีมเสียประตู หลังรับลูกยิง สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์ กองกลาง สเปอร์ส ที่ซัดเข้ามาตรงตัวไม่อยู่จนทำให้บอลเข้าประตูไป

    ความผิดพลาดดังกล่าวถึงกับทำให้ รอย คีน จวกโกลกระทิงอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ชั่วโมงนี้ เด เคอา ยังควรได้ทำหน้าที่มือ 1 ให้กับ "ปีศาจแดง" ต่อไป

    แบ็กโฟร์: อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์

    ทั้ง 4 คนลงตัวจริงในเกมเสมอ สเปอร์ส โดยที่ แม็กไกวร์ มีส่วนผิดพลาดโดน เบิร์กไวจ์ กระชากหนีเข้าไปทำประตู แต่หากไม่นับลูกนั้นก็ถือว่าทำผลงานดีด้วยการสกัด 5 ครั้ง ตัดเกม 5 ครั้ง และเอาชนะลูกกลางอากาศถึง 7 ครั้งซึ่งถือว่ามีสถิติเกมรับดีที่สุดของทีม

    ขณะที่ วาน-บิสซาก้า อาจยังเติมเกมรุกน้อยไปหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรผิดพลาดเหมือนกับ ลินเดอเลิฟ ทำให้คู่เซนเตอร์แบ็กคงเป็นเขาที่ยืนกับ แม็กไกวร์ เหมือนเดิม โดยมี เอริก ไบยี่ พร้อมเป็นตัวสอดแทรก

    ส่วน ชอว์ เติมเกมรุกได้ดีทางฝั่งซ้าย แม้เป็นจุดเริ่มต้นของการเสียประตูเนื่องจากโหม่งพลาดก็ตาม ทำให้น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหนือกว่า แบรนดอน วิลเลี่ยมส์

    มิดฟิลด์คู่กลาง: ปอล ป็อกบา, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์

    ป็อกบา สมควรได้กลับมาเป็นตัวจริง หลังลงเป็นสำรองแล้วทำให้เกมการเล่นของทีมลื่นไหลขึ้นมาก แถมโชว์ลีลาจนช่วยให้ทีมได้จุดโทษ และจ่ายบอลยาวสวยๆ ให้เห็นด้วย

    ขณะที่คู่หูในแดนกลางของ ป็อกบา น่าจะเป็น แม็คโทมิเนย์ มากกว่า เฟร็ด  หลังเจ้าหนูสกอตต์ทำงานหนักในแดนกลาง ช่วยทีมแย่งบอลคืนมาได้หลายครั้ง

    ส่วน เฟร็ด มีส่วนผิดพลาดในการตามประกบ เบิร์กไวจ์ จนเสียประตู และยังทำหน้าที่ตัดเกมคู่แข่งไม่ได้โดดเด่น และเติมเกมไม่ดีเหมือนตอนก่อนหยุดพักเบรกจนทำให้ถูกเปลี่ยนตัวออก

    สามกองกลางตัวรุก: เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด

    ในเกมพบ สเปอร์ส นั้น โซลชา ส่ง แดเนียล เจมส์ ลงเป็นตัวจริงทางฝั่งขวา แต่เกมรุกบอดสนิท แทบจะสร้างความอันตรายให้กับแนวรับของ "ไก่เดือยทอง" ไม่ได้เลย

    ขณะที่ กรีนวู้ด ลงมาเป็นตัวสำรองแล้วผลงานดูดีกว่า เจมส์ มาก แถมเกือบยิงประตูชัยได้ด้วย ทำให้น่าจะมีโอกาสได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดต่อๆ ไป

    ส่วนแนวรุกอีก 2 คนทั้ง บรูโน่ และ แรชฟอร์ด คงยึดตัวจริงเหมือนเดิม หลังทำผลงานดีโดยเฉพาะกองกลางโปรตุกีส ส่วนกองหน้าทีมชาติอังกฤษ อาจยังไม่เปรี้ยงปร้าง แต่เป็นตัวเลือกที่ขาดไม่ได้ในชั่วโมงนี้

    กองหน้าตัวเป้า: อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

 

    มาร์กซิยาล แทบจะหายไปจากเกมเลยในครึ่งแรกนัดเสมอ สเปอร์ส ก่อนได้โอกาส 2-3 หนในครึ่งหลัง อย่างไรก็ตาม คงยึดตัวจริงต่อ โดยมี โอเดียน อิกาโล่ รับบทสำรองเหมือนเดิม

    มาร์กซิยาล น่าจะทำผลงานได้เยี่ยมขึ้น ถ้าได้ กรีนวู้ด มายืนริมเส้นฝั่งขวา และมี บรูโน่ คอยป้อนให้ สลับด้วยการเปิดบอลไกลๆ ที่แม่นยำจาก ป็อกบา

ฝัน, ความจริง, ห่วยสุด ! ส่อง 3 แผน ลิเวอร์พูล ที่อาจจะได้ใช้ในฤดูกาล 2020/2021

การสร้างทีมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับขุมกำลังเป็นสิ่งที่ทุกๆ สโมสรจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล ที่ตั้งเป้าจะสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงขุมกำลังใหม่ๆ เข้ามาเพื่อให้ทีมมีศักยภาพในเชิงลึก สำหรับการต่อกรกับอีกหลายๆ สโมสรทั้งในพรีเมียร์ลีก และเวทียุโรป
   
อย่างไรก็ตามแผนการเสริมทัพของ "หงส์แดง" ยังคงไม่มีความแน่นอน เนื่องจากผู้เล่นที่พวกเขาเล็งเอาไว้ดูเหมือนจะโดนคู่แข่งจ้องฉกเอาไปร่วมทีมซะหมด กระนั้นก็ยังไม่ได้หมายความว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ จะไม่มองหานักเตะใหม่มาเสริมแกร่ง เพราะยังไงซะ "เดอะ เร้ดส์" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้เล่นกำลังเสริม

    สำหรับในเวลานี้การกำหนดตลาดซื้อขายนักเตะในลีกเมืองผู้ดียังไม่มีการตัดสินใจ แต่กระนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะพลาดเป้าหมายหลักอย่าง ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกเนื้อหอมจาก ไลป์ซิก ที่แว่วๆ ว่ากำลังจะไปเป็นสมาชิกใหม่ของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี

    กระนั้นสาวก "เดอะ ค็อป" สบายใจได้ เพราะ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป กลุ่มทุนเจ้าของสโมสร พร้อมที่จะทุ่มเงินให้กับ คล็อปป์ ในการหานักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพ เพื่อจะได้ทำให้ ลิเวอร์พูล สามารถครองความเป็นเจ้าลูกหนังในเมืองผู้ดีต่อไปเรื่อยๆ

    ในช่วงที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล มีข่าวกับนักเตะชั้นนำมากมายนอกเหนือจาก แวร์เนอร์แล้ว พวกเขายังโดนประโคมข่าวว่าอาจจะกระชากตัว คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กับ ไค ฮาแวร์ตซ์  โดยงานนี้หากเป็นจริงคงทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลก ฝันหวานตาเยิ้มกันเลยทีเดียว

    ที่สำคัญหากทีมประสบความสำเร็จอาจเป็นไปได้ที่สตาร์บางคนของ "หงส์แดง" เลือกที่จะออกไปหาความท้าทายใหม่ งานนี้ คล็อปป์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

    ส่วนนักเตะคนไหนที่จะย้ายมาเสริมทัพยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่ เดลี่ สตาร์ สื่อดังในอังกฤษ ได้มีการจัดทีมลิเวอร์พูล ออกเป็น 3 ชุดได้แก่ทีมในฝัน, ทีมความจริง และทีมที่แย่ที่สุด ซึ่งจะใช้แข่งในฤดูกาล 2020/2021 โดยงานนี้รูปร่างหน้าตาจะออกมาเป็นยังไงลองมาดูกันดีกว่า

    11 ตัวจริงในฝันของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2020/2021

ระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ไค ฮาแวร์ตซ์

กองหน้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์, คีลิยัน เอ็มบัปเป้, ซาดิโอ มาเน่

    11 ตัวจริงที่เป็นความจริงที่สุดของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2020/2021

ระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม

กองหน้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่

    11 ตัวจริงที่แย่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2020/2021

ระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, เดยัน ลอฟเรน, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม

กองหน้า : ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่

จัดทีมรวมดาวดังทีมชาติอังกฤษ มูลค่าทะลุพันล้าน

ชั่วโมงนี้แข้งจากเกาะอังกฤษต่างมีค่าตัวที่สูงลิบ โดยเฉพาะเหล่าผู้เล่นดาวรุ่งที่ต่างโชว์ผลงานร้อนแรงจนบางรายมีค่าตัวประเมินเกิน 100 ล้านปอนด์เข้าไปแล้วหากมีการย้ายทีมเกิดขึ้น

เดลี่ เมล สื่ออังกฤษ ได้จัดทำแผนการเล่นของทีมชาติอังกฤษรวมดาวดังที่ได้รับการประเมินค่าตัวแพงที่สุดในแต่ละตำแหน่ง ตามการวิเคราะห์จาก ซีไออีเอส ฟุตบอล อ็อบเซิร์ฟวาทอรี่ (CIES Football Observatory) หน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับวงการฟุตบอล ซึ่งมีมูลค่ารวมกันแล้วทะลุ 1000 ล้านปอนด์ เลยทีเดียว ส่วนจะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไรนั้นไปดูกัน 

ผู้รักษาประตู : ดีน เฮนเดอร์สัน – 50 ล้านปอนด์
สโมสร : เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (ยืมตัว), แมนฯ ยูไนเต็ด

แม้ตำแหน่งผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษในเวลานี้จะเป็น จอร์แดน พิคฟอร์ด แต่นายด่านอีกรายที่โชว์ฟอร์มได้ดีไม่แพ้กันคือ เฮนเดอร์สัน แข้งจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ปล่อยให้ เชฟฟิลด์ฯ ยืมใช้งาน

แต่ถึงกระนั้นเจ้าตัวกำลังมีอนาคตที่ยังไม่ชัดเจนว่า "ปีศาจแดง" จะเรียกกลับคืนทีมในซีซั่นหน้า หรือปล่อยยืมต่ออีกหนึ่งซีซั่น โดยเชื่อว่า เฮนเดอร์สัน จะมีค่าตัวราว 50 ล้านปอนด์ หากมีการย้ายทีมเกิดขึ้น

แบ็กซ้าย : เบน ชิลเวลล์ – 85 ล้านปอนด์
สโมสร : เลสเตอร์ ซิตี้

ดาวเตะวัย 23 ปี เป็นหนึ่งในแข้งจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ที่แจ้งเกิดจนกลายเป็นแข้งเนื้อหอมสุดๆในเวลานี้ โดยตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับทั้ง เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ ที่จ้องกระชากตัวไปร่วมทีม พร้อมกับกลายเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไปแล้วด้วย

ชิลเวลล์ นั้นทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับทัพ "จิ้งจอก" ได้อย่างสม่ำเสมอ และแน่นอนว่าค่าตัวของเขาจะไม่ใช่น้อยๆ ซึ่งจะทำเงินมหาศาลให้กับ เลสเตอร์ ในระดับที่ใกล้เคียงกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่ย้ายไปอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ในราคา 80 ล้านปอนด์ อย่างแน่นอน

เซ็นเตอร์ : แฮร์รี่ แม็กไกวร์ – 52 ล้านปอนด์
สโมสร : แมนฯ ยูไนเต็ด   

 

แมนฯ ยูไนเต็ด ทุ่มงบมหาศาลดึง แม็กไกวร์ มาจาก เลสเตอร์ ด้วยราคาสูงถึง 80 ล้านปอนด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว แต่จากการประเมินค่าตัวของ ซีไออีเอส ในปัจจุบันเขาจะมีค่าตัวราว 52 ล้านปอนด์เท่านั้น 

ดาวเตะวัย 27 ปี ย้ายมาช่วยให้ "ปีศาจแดง" มีแนวรับที่แกร่งขึ้น พร้อมกับเป็นตัวหลักให้ทีมชาติอังกฤษไปเรียบร้อยในตำแหน่งเซ็นเตอร์

เซ็นเตอร์ : เดแคลน ไรซ์ – 57 ล้านปอนด์
สโมสร : เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด

มิดฟิลด์วัย 21 ปี ทำผลงานยอดเยี่ยมได้กับทัพ "ขุนค้อน" จนเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตของทีมชาติอังกฤษได้ต่อไป

ความยอมเยี่ยมของ ไรซ์ ทำให้เขาตกเป็นข่าวกับหลายทีมชั้นนำทุกช่วงซัมเมอร์ โดย ซีไออีเอส ประเมินค่าตัวไว้ที่ 57.4 ล้านปอนด์ แต่เชื่อว่าเมื่อเขาย้ายทีมจริงๆแล้ว เวสต์ แฮม อาจจะโก่งค่าตัวไปสูงถึง 70 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

แบ็กขวา : เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ – 152 ล้านปอนด์
สโมสร : ลิเวอร์พูล

ตำแหน่งแบ็กขวาทีมาติอังกฤษเป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่มีการแข่งขันที่สูงมากทั้ง อาร์รอน วาน-บิสซาก้า, รีช เจมส์, ไคล์ วอล์คเกอร์ และ คีแรน ทริปเปียร์

แต่ถึงกระนั้นเวลานี้ต้องยกให้กับเจ้าหนูเทรนท์ หลังทำผลงานสุดยอดจนได้รับการประเมินค่าตัวไปสูงถึง 152 ล้านปอนด์เข้าไปแล้ว 

มิดฟิลด์ : เจมส์ แมดดิสัน – 58 ล้านปอนด์
สโมสร : เลสเตอร์ ซิตี้

อีกหนึ่งแข้งจาก เลสเตอร์ ที่ตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างต่อเนื่อง หลังจากทำผลงานโดดเด่นพร้อมกลายเป็นตัวเลือกในแผงแนวรุกอันดับต้นๆที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ทีมชาติอังกฤษเรียกติดทีมไปใช้งาน โดยคาดว่าเขาจะมีค่าตัวราว 58 ล้านปอนด์

มิดฟิลด์ : เดเล่ อัลลี – 69 ล้านปอนด์
สโมสร : สเปอร์ส

อีกหนึ่งตำแหน่งที่มีการแข่งขันกันสูงมากในทีมชาติอังกฤษ โดยเจ้าของตำแหน่งเดิมนั้น อัลลี่ เป็นตัวหลักมาโดยตลอด แต่ชั่วโมงนี้เจ้าตัวก็มีโอกาสจะเสียตำแหน่งเช่นกันหลังมีผลงานที่ดร็อปลงไป โดยมีคู่แข่งทั้ง เดแคลน ไรซ์, เจมส์ แมดดิสัน และ เมสัน เมาท์น

มิดฟิลด์ : เมสัน เมาท์น – 91 ล้านปอนด์
สโมสร : เชลซี

แม้จะเพิ่งย้ายกลับมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ เชลซี เป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ แต่ดาวเตะวัย 21 ปี กลับสร้างเซอร์ไพร์ส ทำผลงานน่าประทับใจจนกลายเป็นแกนหลักให้ทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ไปเรียบร้อย และใครจะเชื่อว่า เมาท์น ถูกประเมินค่าตัวไว้สูงถึง 91 ล้านปอนด์

ปีกซ้าย : ราฮีม สเตอร์ลิง – 173 ล้านปอนด์
สโมสร : แมนฯ ซิตี้

ปีกจาก "เรือใบสีฟ้า" เป็นกำลังสำคัญให้ทั้งต้นสังกัด และทีมชาติอังกฤษ มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเป็นเจ้าของค่าตัวประเมินมากสุดของทีมชาติอังกฤษเวลานี้แล้ว พร้อมกับแพงสุดเป็นอันดับสองของโลกรองจาก คีลียีน เอ็มบั๊ปเป้ ดาวยิงจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง

กองหน้า : มาคัส แรชฟอร์ด – 136 ล้านปอนด์
สโมสร : แมนฯ ยูไนเต็ด

 

อาจเป็นเรื่องน่าแปลกใจเล็กน้อยที่ แรชฟอร์ด มีชื่อติดโผก่อน แฮร์รี่ เคน ของ สเปอร์ส แต่เมื่อวัดจากมูลคาการตลาดในตอนนี้ดาวยิงจาก "ปีศาจแดง" มากกว่า หัวหอกจาก "ไก่เดือยทอง" ประมาณ 30 ล้านปอนด์ ตามการประเมินล่าสุดของ ซีไออีเอส

ปีกขวา : เจดอน ซานโช่ – 159 ล้านปอนด์
สโมสร : ดอร์ทมุนด์

ซานโช่ กลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่เนื้อหอมมากที่สุดในตอนนี้แล้ว หลังไปแจ้งเกิดได้กับ ดอร์ทมุนด์ ในบุนเดสลีกา และมีโอกาสสูงที่จะได้ย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ท่ามกลางความสนใจจากบรรดาทีมชั้นนำ

ส่วนอนาคตกับทีมชาติของเขาก็ค่อนข้างสดใสและน่าจะยึดตำแหน่งตัวจริงได้ในระยะยาวหากยังรักษาฟอร์มเก่งแบบนี้ต่อไป โดยดาวเตะวัย 20 ปี ได้รับการประเมินค่าตัวอยู่ที่ราว 159 ล้านปอนด์

 

ส่องไลน์อัพเชลซีถ้าได้แวร์เนอร์-ฮาร์แวร์ทซ์

คาด 11 ตัวจริง เชลซี ในซีซั่นหน้า ถ้าได้ทั้ง ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาแวร์ทซ์ และ เบน ชิลเวลล์ แต่อาจต้องเสีย 2 สตาร์ไปจากทีม

     เชลซี กำลังพยายามเดินหน้าเสริมทัพเพื่อสู้ศึก พรีเมียร์ลีก และไปเล่นถ้วยยุโรปในฤดูกาล 2020/21 อย่างหนัก โดยคาดว่า จะได้ ติโม แวร์เนอร์ กองหน้า แอร์เบ ไลป์ซิก มาเข้าถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยค่าตัว 53 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,120 ล้านบาท)

    นอกจากนั้น "สิงห์บลูส์" ยังยื่นข้อเสนอ 75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,000 ล้านบาท) ให้กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เพื่อขอซื้อ ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่งอีกด้วย โดยหากได้มาร่วมทีมจะส่งผลให้ เชลซี มีลุ้นถึงแชมป์ได้เลยทีเดียว

   ก่อนหน้านี้ เชลซี เซ็นสัญญาล่วงหน้าดึง ฮาคิม ซิเย็ค กองกลางตัวรุกทีมชาติโมร็อกโก มาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้น ยังเล็งดึง เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้าย เลสเตอร์ ซิตี้ อีกรายด้วย

    อย่างไรก็ตาม เมื่อมีนักเตะย้ายเข้ามาก็คงต้องมีคนย้ายออกไป โดยสตาร์ที่ เชลซี อาจปล่อยคือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส ที่ช่วงหลังเจ็บบ่อย และมีข่าว ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อยากได้ และ จอร์จินโญ่ ที่อาจกลับไปร่วมงานกับ เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือ ยูเวนตุส

   ขณะที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี มักใช้ระบบการเล่นแบบ 4-3-3 โดยหน้าตาของ 11 ตัวจริง "สิงห์บลูส์" ในฤดูกาลหน้าตามที่ เดอะ ซัน สื่ออังกฤษ คาดการณ์น่าจะออกมาเป็นแบบนี้ถ้าได้ทั้ง แวร์เนอร์, ฮาร์แวร์ทซ์ และ ชิลเวลล์ แต่ต้องเสีย ก็องเต้ กับ จอร์จินโญ่

ผู้รักษาประตู: เกปา อาร์ริซาบาลาก้า
กองหลัง: รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, ฟิคาโย่ โทโมริ, เบน ชิลเวลล์
กองกลาง: เมสัน เมาท์, บิลลี่ กิลมอร์, ไค ฮาแวร์ทซ์
กองหน้า: ฮาคิม ซิเย็ค, ติโม แวร์เนอร์, คริสเตียน พูลิซิช