“สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล”ตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทย

แฟนกีฬาชาวไทยอาจจะเคยเห็นปรากฏการณ์สนามแตกมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยื่งกับการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทยในหลายๆแมตช์, วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยในหลายๆครั้ง และการชกของ เขาทราย แกแล็คซี่ อดีตแชมป์โลกผู้ยิ่งใหญ่ในหลายๆไฟต์ ซึ่งปรากฏการณ์สนามแตก ที่มีแฟนกีฬาแห่เข้าไปชมจนล้นสนามนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นอกจากจะเกิดกระแสฟีเวอร์หรือความนิยมต่อกีฬาชนิดนั้นจริงๆ
   อย่างไรก็ตาม ครั้งหนึ่งเคยเกิดปรากฏการณ์สนามแตกมาแล้ว กับการแข่งขันบาสเกตบอลหญิง ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18 ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ เมื่อช่วงปลายปี 2538 ซึ่งน่าจะเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์วงการยัดห่วงไทย ที่มีแฟนกีฬาแห่เข้าไปชมบาสเกตบอลหญิงจนล้นสนาม

    และปฏิเสธไม่ได้ว่า นักกีฬาผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ทำให้เกิดกระแสฟีเวอร์ จนทำให้แฟนกีฬาต้องแย่งกันซื้อตั๋วเพื่อเข้ามาเชียร์ทีมบาสเกตบอลสาวไทยในซีเกมส์ครั้งดังกล่าว จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "แว่น" สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล ตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทย

    แม้จะเกิดเป็นหญิง แต่จากการมีรูปร่างหน้าตาหล่อสมาร์ทโดนใจ ละม้ายคล้ายกับ ศรราม เทพพิทักษ์ พระเอกเบอร์ 1 แห่งวงการบันเทิงในยุคนั้น จึงทำให้เธอคนนี้ ได้รับการขนานนามจากสื่อมวลชนว่า "สาวหล่อ" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา อีกทั้งสื่อบางสำนัก ยังตั้งฉายาให้เธอว่า "ศรราม 2" อีกด้วย

    นอกจากรูปร่างหน้าตาจะหล่อโดนใจสาวๆทั้งประเทศแล้ว ด้วยความสามารถอันโดดเด่นในตำแหน่งพอยท์การ์ด ที่ไม่ได้เป็น 2 รองใคร จึงทำให้ สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล เป็นตัวหลักให้กับทีมบาสเกตบอลหญิงทีมชาติไทยมาตลอด 9 ปีที่รับใช้ชาติ ก่อนที่ชื่อของเธอ จะกลายตำนานที่ยังอยู่ในใจของแฟนกีฬาชาวไทยทั้งประเทศตลอดมา

    ย้อนกลับไปในอดีต ตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทยรายนี้ ไม่ได้ตั้งใจที่จะเล่นบาสเกตบอลตั้งแต่แรกแต่อย่างใด โดยคุณพ่อและคุณแม่ สนับสนุนให้ลูกสาวคนนี้เล่นกีฬาชนิดใดก็ได้ เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

    จนกระทั่งอายุ 12 ขวบ เส้นทางชีวิตได้มาบรรจบกับเกมกีฬายัดห่วงจนได้ เมื่อโรงเรียนวัดน้อยนพคุณ สถานศึกษาของเธอในเวลานั้น มีแผนการที่จะสร้างทีมบาสเกตบอลหญิงขึ้นมา โดยมี อาจารย์พงษ์ศักดิ์ แก้วใจดี เป็นเฮดโค้ช ก่อนที่อาจารย์ท่านนี้ จะทาบทามให้ ด.ญ.สิริรัตน์ เข้ามาเป็นนักบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียน

    นับจากนั้น สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล ได้เป็นนักบาสเกตบอลหญิงตัวหลักให้กับโรงเรียนวัดน้อยนพคุณมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับลงแข่งขันหลายรายการ อาทิ รายการของกรมพลศึกษา, รายการของกรุงเทพมหานคร, กีฬากองทัพอากาศ, กีฬาเยาวชนแห่งชาติ, กีฬาแห่งชาติ และอีกหลายๆทัวร์นาเมนต์ โดยยึดแบบอย่างจาก ไมเคิ่ล จอร์แดน ซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 แห่งวงการยัดห่วงเอ็นบีเอในขณะนั้นเป็นไอดอล

     สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ชีวิตของเธอ ได้ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทย ได้เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 10 ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี 2537 ในครั้งนั้น สิริรัตน์ เป็นตัวแทนของทีมยัดห่วงเขต 10 กรุงเทพมหานคร

 

    แม้จะได้เพียงรองแชมป์ ทว่าจากการโชว์ฟอร์มที่โดดเด่นเหนือกว่าผู้เล่นคนอื่น จึงทำให้เธอคว้ารางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์มาครอง ก่อนจะได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 นักกีฬาเยาวชนไทย ให้ได้รับโอกาสอันล้ำค่า กับการไปทัศนศึกษาดูงาน ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 12 ที่นครฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ภายในปีเดียวกัน

    ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมจากการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งดังกล่าว ได้ทำให้ชื่อของ สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่ในปีต่อมา หรือปี 2538 ด้วยวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น

    สำหรับทัวร์นาเมนต์แรกที่ลงแข่งขันในนามทีมชาติก็คือ ศึกชิงแชมป์เอเชีย 1995 ซึ่งเป็นระดับดิวิชั่น 2 ที่เมืองชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2538 โดยเธอและเพื่อนร่วมทีม ผนึกกำลังพาทีมยัดห่วงสาวไทยคว้าแชมป์มาครอง และได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ

    จากนั้นในช่วงปลายปีเดียวกัน อีก 1 จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตได้มาถึง ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18 ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ เมื่อ สิริรัตน์ ได้ฉายแววความเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 แห่งวงการยัดห่วงหญิงไทยในเวลานั้น กับการเป็นนักกีฬาที่มีแฟนคลับคลั่งไคล้มากที่สุดคนหนึ่งในซีเกมส์ครั้งดังกล่าว จนเกิดปรากฏการณ์สนามแตกทุกแมตช์ที่ทีมยัดห่วงสาวไทยลงแข่งขัน เนื่องจากแฟนกีฬาต่างแย่งกันซื้อตั๋วเพื่อเข้ามาชม “สาวหล่อ” ในสนาม เมื่อยามที่เธอได้บอลแต่ละครั้ง เสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ดังกึกก้องไปทั่วโรงยิมทุกครั้งเลยทีเดียว

    ด้วยแรงเชียร์ที่ล้นหลาม กลายเป็นกำลังใจที่สำคัญ ในการทำให้ทีมบาสเกตบอลหญิงไทยคว้าเหรียญทองซีเกมส์ครั้งที่ 18 ได้สำเร็จ พร้อมกับพลิกชีวิตให้ สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล เปลี่ยนจากนักกีฬาธรรมดา กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศไปในทันที
 
    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคนรู้จักมากขึ้นแต่ซูเปอร์สตาร์ยัดห่วงสาวรายนี้ ยังใช้ชีวิตแบบสมถะเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ยังคงนั่งรถเมล์ไปเรียนมหาวิทยาลัยเป็นประจำ พอเจอแฟนคลับทักทายก็ยิ้มและพูดคุยแบบเป็นกันเองทุกครั้ง โดยไม่ถือตัวเลยแม้แต่น้อย

    หลังจากนั้น สิริรัตน์ ได้เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมชาติไทยอีก 9 ปี ก่อนจะประกาศเลิกเล่นหลังจบศึกชิงแชมป์เอเชีย 2004 ที่เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2547 ด้วยวัยเพียง 27 ปีเท่านั้น

    เธอได้กล่าวถึงการตัดสินใจหันหลังให้กับกีฬาที่เธอรักว่า ในช่วงนั้นนอกจากจะต้องซ้อมบาสเป็นประจำแล้ว ยังต้องเรียนปริญญาโท อีกทั้งยังต้องทำงานประจำ กับการเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ผลิตรายการและละครทางโทรทัศน์ควบคู่กันไปด้วย หลังจากนั้น ตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทย ได้ทำงานที่เธอรักกับการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการผลิตรายการและละครทางทีวีมาโดยตลอด

    เธอได้กล่าวว่า จากการที่เป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงและหน้าตาดี จึงทำให้ช่วงที่ทำงานตอนแรก ครีเอทีฟเคยให้เธอทดลองเป็นนักแสดงหน้ากล้องเช่นกัน แต่ด้วยความเขินกล้อง และไม่ถนัดกับการแสดง จึงเลือกที่จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่า

    สำหรับปัจจุบันแม้ สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล จะลาออกจากงานประจำแล้ว เพื่อหันมาทำธุรกิจเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ที่มีชื่อร้านว่า "ก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟ ต้มยำ ไข่ออนเซน By แว่น สาวหล่อ" แต่ก็ยังไม่ทิ้งงานเบื้องหลังผลิตรายการโทรทัศน์ ซึ่งเธอยังเป็นฟรีแลนซ์ช่วยงาน "หม่ำ จ๊กมก" ศิลปินตลกชื่อดัง และยังเป็นผู้จัดการของ "อาร์ม" กรกันต์ สุทธิโกเศศ นักร้องและนักแสดงชื่อดังอีกด้วย

    ด้านร้าน "ก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟ ต้มยำ ไข่ออนเซน By แว่น สาวหล่อ" เพิ่งเปิดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาซึ่ง สิริรัตน์ ได้กล่าวว่า ที่จริงแล้วคุณพ่อกับคุณแม่ขายมาก่อน พอตนเองมาทำก็ได้ปรับปรุงให้รสชาติกลมกล่อมและอร่อยขึ้น โดยร้านตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 99/9 หมู่บ้านไทยสมบูรณ์ 3 ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และได้เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-20.30 น.

    แฟนกีฬาท่านใด ที่ยังคิดถึงตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทยรายนี้ สามารถไปพบปะและอุดหนุนเธอได้ ตามสถานที่ดังกล่าว หรือติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ 0648269399 และยังสามารถติดตามรายละเอียดของร้านได้ที่เพจเฟสบุ๊ก "ก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟ ต้มยำ ไข่ออนเซน By แว่น สาวหล่อ" ได้อีก 1 ช่องทาง

 

เปิดวาร์ป “น้องเฟี๊ยต-ปณิชา”แฟนคลับสายฟ้า-สาวกปีศาจแดง



หากย้อนไทม์แมชชีนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน แมตช์นัดชิงชนะเลิศ ของศึกฟุตบอล "คิงส์ คัพ 2017" ครั้งที่ 45 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน มีสิ่งหนึ่งที่แฟนบอลให้ความสนใจนั่นคือ สาวสวยที่สวมเสื้อของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้ามาชมและเชียร์ทีมชาติไทย จนมีภาพของเธอว่อนในโลกออนไลน์

ก่อนสุดท้ายจะรู้ว่า หญิงงามคนดังกล่าวก็คือ "น้องเฟี๊ยต" ปณิชา วิชัยดิษฐ พริตตี้เงินแสน ที่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ ผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่ม "ช้าง" มานานแรมปี รวมถึง เอ็มซี นักโฆษณา อันดับต้นๆของเมืองไทยที่เรามักเห็นเธอบ่อยๆ ตามงานอีเวนท์ต่างๆนั่นเอง

"น้องเฟี๊ยต" เริ่มต้นเข้าไปชมฟุตบอลที่สนาม เมื่อคุณพ่อและน้องชายได้ชวนพาไปดูที่ ทีโอที ณ สนามน้ำแก้จน ย่านปากเกร็ด และเป็นจุดพลิกผันให้เธอหันไปเชียร์ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นับตั้งกำเนิดสโมสร ขึ้นมาในฤดูกาลแรกเมื่อปี 2010 จนเรื่อยมา

และความรักเริ่มทวีคูณมากขึ้นเมื่อน้องชายคนสุดท้อง "กฤตภาส วิชัยดิษฐ" คัดตัวติดทีมเยาวชนบุรีรัมย์ ชุด ยู-14 ปี ก่อนที่ปัจจุบันจะถูกดันมาอยู่ในชุด ยู-18 ปี ทำให้เธอหากมีเวลาว่างเมื่อใด จะไม่พลาดในการตามไปเชียร์น้องชายสุดที่รักอยู่สม่ำเสมอ และปฎิญาณตนเป็นแฟนคลับของปราสาทสายฟ้าจนมาถึงทุกวันนี้

นอกจากจะมีทีมรักในวงการลูกหนังบ้านเกิดแล้ว เธอยังผูกพันและตามเชียร์ทัพ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกด้วย หลังจากเธอได้ซึมซับมนต์เสน่ห์ตั้งแต่ 6 ขวบ เพราะคุณพ่อเป็นแฟนแมนยูฯ ตัวยงเลยทีเดียว

กระทั่งปี 2001 เธอเคยขอให้คุณพ่อซื้อตั๋วพร้อมผ้าพันคอที่แพงกว่าราคาปกติเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะจองตั๋วไม่ทัน ก่อนที่เธอจะได้เข้าสนามไปดู "เดวิด เบคแฮม" เป็นครั้งแรกในชีวิต ก่อนที่หน้าที่การงาน ทำให้ฟุตบอลนอกทำได้เพียงแค่ได้ติดตามแต่ผลการแข่งขัน และย้อนดู ไฮไลท์เท่านั้น

ปัจจุบันสาวสวยมากความสามารถในวัย 28 ปี ที่จบการศึกษามาจาก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สาขาสื่อสารการตลาด ยังคงรับงานเป็นพิธีกร พริตตี้ เอ็มซี เช่นเดิม แต่ด้วยสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดในเมืองไทย ทำให้เธอได้หันมาไลฟ์สดขายแบรนด์เสื้อผ้าทางออนไลน์ให้กับหลายๆเพจมากขึ้น ซึ่งหากใครอยากติดตามผลงาน และอุดหนุนสินค้า สามารถเข้าไปกดติดตามได้ที่ ig: fiat_panicha และเฟซบุ๊ก Panicha Vichaidit กันได้เลยนะครับ

หยามกันแบบนี้! “เพจ สปิราแนค” ก้านเหล็กสาวถูกแฟนๆ ถามทำหน้าอกหรือไม่



เพจ สปิราแนค อดีตโปรกอล์ฟสาว สร้างเรื่องฮือฮาอีกครั้ง หลังจัดรายการ ถาม & ตอบ แบบหมดเปลือกในช่อง YouTube ของเธอในช่วงกักตัวจากการประกาศของทางรัฐบาลอเมริกาที่มีคำสั่งให้เก็บตัวในบ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)

โดยหนึ่งในคำถามที่แฟนๆ ถามเข้ามามากที่สุดก็คือเรื่องขนาดของหน้าอกหน้าใจขนาด 34DD ของเธอว่ามันเป็นของแท้แม่ให้มา หรือว่าแอบไปเสริมอึ๋มให้มันใหญ่ขึ้น งานนี้ทำเอาก้านเหล็กสาววัย 27 ปี ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับหน้าอกของเธอแบบไม่มีกั๊ก

"ฉันรู้สึกมั่นใจ และรู้สึกว่าตัวเองเซ็กซี่ ฉันคิดว่าฉันมีหน้าอกที่สวย และฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องผิดอะไร ฉันไม่เคยคิดว่ามันเป็นปัญหา ฉันไม่โกรธนะที่มีหลายคนถามเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้"

"ฉันให้ความสำคัญในเรื่องของการดูแลตัวเอง ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงในยิม และควบคุมอาหาร แน่นอนฉันภูมิใจกับรูปร่างของฉัน ส่วนหน้าอกของฉันเป็นของจริงที่แม่ให้มา"

"ฉันไม่เคยทำหน้าอก มันเป็นของจริง ขนาดมันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง หน้าอกของฉันจะใหญ่ที่สุดตอนที่มีประจำเดือน พวกมันจะใหญ่ขึ้นไปอีก 2 คัพ แถมถ้าฉันน้ำหนักขึ้นมันก็จะใหญ่ขึ้นด้วย" อดีตโปรสาว กล่าว

สำหรับ เพจ สปิราแนค ลงเล่นรายการอาชีพครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2016 ทำให้อันดับโลกหลุดไปเกิน 1,000 เป็นที่เรียบร้อย แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่สะดุดตาของเธอ ต้องบอกว่ากลับทำเงินให้เธอมากกว่าอาชีพนักกอล์ฟเสียอีก ปัจจุบันเธอถือเป็นนางแบบสุดฮอตที่มีงานโฆษณาเข้ามามากมาย

ด้วยความดังของเธอยังทำให้ได้รับการจ้างให้เป็นแบรนด์พรีเซนเตอร์สินค้าเกี่้ยวกับการตีกอล์ฟมากมาย แถมในโลกออนไลน์ยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีผู้ติดตามในอินสตาแกรม มากกว่า 2.3 ล้านคนเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังเธอยังมีเว็บไซต์ส่วนตัว และแชนแนลทาง Youtube ให้แฟนคลับได้ติดตามอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอีกด้วย ส่วนจะโดนใจใครหลายคนหรือไม่ ลองไปดูภาพเหล่านี้กันเอง

“ปุ๊กกี้” นิภาภรณ์…คัมแบ็กเขย่าสังเวียนซีเกมส์-เอเชียนเกมส์

ภาพนักตะกร้อสาว "ปุ๊กกี้" นิภาภรณ์ สลุบพล อยู่บนหลังของ วิภาดา จิตพรวน เพื่อนร่วมทีมประคองออกจากสังเวียนชิงชัยยังฝังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน
    รวมถึง "ปุ๊กกี้" นักหวดลูกพลาสติกดาวรุ่งพุ่งแรงด้วยเช่นกัน

    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 ณ เมืองปาเล็มบัง ประเทศอินโดนีเซีย เจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ทีมตะกร้อสาวไทยลงแข่งขันเกมที่สองพบกับ เกาหลีใต้ หลังจากนัดแรกเอาชนะ ลาว มาได้ไม่ยาก 3 ทีมรวด "สวยสังหาร" นิภาภรณ์ สลุบพล ถูกส่งลงสนามเป็นทีมแรกร่วมกับสองจอมเก๋า มัสยา ดวงศรี กับ ศศิวิมล จันทสิทธิ์

    ดั่งฟ้ากลั่นแกล้งจอมเสิร์ฟดาวรุ่งปิดฉากเอเชียนเกมส์ลงในวันนี้ เมื่อได้รับบาดเจ็บที่ "เข่าซ้าย" จนเล่นต่อไปไม่ไหวและถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

    นับเป็นเอเชียนเกมส์ครั้งแรกในชีวิตที่แสนสั้นและเจ็บปวด แม้ท้ายที่สุดแล้วเธอจะยังได้ฉลองแชมป์กับทีมก็ตาม

    หลังการตรวจอย่างละเอียดปรากฏว่า "เอ็นไขว้เข่าขวาขาด" หนักกว่าที่คาดคิด และเป็นอาการบาดเจ็บที่ในหมู่นักกีฬาหวาดกลัวที่สุด

    "เสียดายโอกาสแข่งขันจบลงเร็วไป ตอนที่เจ็บก็รู้สึกกังวลกลัวเช่นกัน คือคิดว่ารักษาหายแน่ แต่ที่กังวลคือเราจะกลับมาเล่นได้ดีเหมือนเดิมหรือเปล่า" จอมเสิร์ฟสาวเมืองบุรีรัมย์ กล่าว

    จากนั้นในเดือนถัดมาตุลาคมเธอขึ้นเขียงผ่าเข่ารักษาอาการบาดเจ็บ..

    แม้จะเปิดตัวไม่สวยแต่จอมเสิร์ฟสาวดาวรุ่งวัย 21 ปีขณะนั้นก็ไม่ท้อ ตั้งเป้าจะต้องกลับมาระเบิดฟอร์มที่ยอดเยี่ยมให้ได้อีกครั้ง ขณะที่ทีมตะกร้อสาวไทยนับว่าเสียหายไม่น้อยทีเดียว เมื่อขุนพลที่เตรียมไว้เป็นตัวหลักอาวุธเด็ดไว้ต่อกรกับคู่ต่อสู้ต้องเข้าศูนย์ซ่อมบำรุง

    เกือบหนึ่งปี…เป็นเวลาแสนนานยิ่งนักที่เยียวยารักษาอาการบาดเจ็บเข่า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจไม่ท้อในที่สุด "สวยสังหาร" ได้โอกาสหวนคืนสังเวียนอีกคำรบในการแข่งขันเซปักตะกร้อชิงแชมป์โลก หรือ คิงส์ คัพ ครั้งที่ 34 ในเดือนกันยายน ปี 2562

    วาดลวดลายให้แฟนๆ ตะกร้อไทยประจักษ์ความแข็งแกร่งกลับคืนมาอีกครั้งแม้จะยังไม่เต็มร้อย แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณว่าอีกไม่นานฟอร์มเดิมๆ จะคืนมา

    "กลับมาเล่นได้อีกครั้ง ใจก็ไม่คาดหวังว่าจะต้องทำให้ได้ดีเท่าเดิม เพราะรู้ตัวว่าสภาพร่างกายของตัวเองนั้นไม่เหมือนเดิม คิดแค่ว่าจะกลับมาเล่นให้ได้เท่านั้น"

    "แรกๆ ก็รู้สึกแหยงๆ แต่คงเป็นเพราะไม่ตั้งความหวังไว้มาก ทำให้ไม่รู้สึกกดดัน และกลายเป็นผลดีกับตัวเอง คือ เราเล่นได้ดีเกินความคาดหมาย ผลที่ออกมาโอเคเลยค่ะ รู้สึกดีกว่าตอนที่เล่นทีมชาติครั้งแรกด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นบอกเลยว่ากดดันมากจนเล่นไม่ได้ดั่งที่คิด"

    อย่างไรก็ตามเนื่องจากพึ่งหายจากการบาดเจ็บไม่นาน ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในปลายปีนั้นยังไม่มีชื่อติดทีมไปทำศึก

    แต่นั่นไม่ได้บั่นให้รู้สึกท้อแท้ท้อถอยแต่อย่างใด

    "แม้จะบาดเจ็บต้องผ่าเข่าพลาดโอกาสแข่งขันรายการสำคัญๆ ทั้งซีเกมส์ และ เอเชียนเกมส์  ไม่เคยรู้สึกท้อค่ะ ให้พยายามทำตามเป้าหมายตามฝันของเราเหมือนเดิม ไม่ต้องไปคิดมาก ไม่ตั้งความหวังไว้สูง ก็ทำให้เต็มที่เท่านั้น เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดซึ่งจะส่งผลต่อสภาพจิตใจจะกังวนสับสนไปหมด ดังนั้นต้องไม่คิดมาก"

    หวนคืนสู่สังเวียนครานี้ "ปุ๊กกี้" พร้อมเดินสู่เส้นสายนี้ เป้าหมายคือ ทำให้ดีที่สุดและเต็มที่ ซึ่งเธอเชื่อว่าความมุ่งมั่น ฝึกฝน ตนเองอยู่เสมอ คือกุญแจทำให้เราเก่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งเธอยึดถือปฎิบัติมาตั้งแต่เมื่อครั้งวัยเยาว์

    "ชอบเล่นกีฬาเล่นมาตั้งแต่ 10 ขวบ ตอนเด็กๆ ก็เล่นทั้งวอลเลย์บอล และ ตะกร้อ แต่เหมือนฟ้าลิขิตไว้แล้วมั้งคะ กลายเป็นตะกร้อที่ถูกเลือก และเพราะเป็นคนตัวสูงครูที่โรงเรียนก็ให้เล่นตำแหน่งเสิร์ฟตั้งแต่นั้นเลย ซึ่งตอนเด็กๆก็ไม่ได้เล่นเก่งอะไรแต่อาศัยขยันซ้อมทำให้พอเล่นได้"

    "พอจบป.6 พ่อกับแม่กำลังมองหาที่เรียนต่อ และมีอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนอาจารย์กมล ตันกิมหงษ์ ได้แนะนำให้ไปสอบเข้าที่รร.กีฬาจังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ไปสอบและอาจารย์อ๊อด-วีระชัย แสงสว่าง โค้ชตะกร้อรร.กีฬาชลบุรีก็มาดึงตัวไป และที่นี่เองที่เริ่มฝึกหัดตะกร้ออย่างจริงจัง"

    แม้จะห่างบ้านแต่โชคดีมีลูกพี่ลูกน้องอยู่ชลบุรี ทำให้ไม่รู้สึกว้าเหว่เท่าใดนัก ณ บ้านหลังใหม่ฝึกวิทยายุทธอยู่ร่วมๆ สองปีเลยทีเดียว กว่าฝีไม้ลายมือจะค่อยๆ กล้าแกร่งและเริ่มมีโอกาสท่องยุทธภพ

    กระทั่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 29 "มหาสารคามเกมส์" ที่จ.มหาสารคาม ในปี 2556 มีโอกาสได้ร่วมทีมไปแข่งขันแสดงความสามารถ และกลับบ้านพร้อมกับความสำเร็จ "เหรียญทองทีมชุด" ความสำเร็จชิ้นแรกของเธอในเกมแข่งขันระดับชาติ

    และที่เมืองมหาสารคามนี่เองฟอร์มการเล่นของ "ปุ๊กกี้" ได้ไปโดนตาต้องใจกุนซือตะกร้อหญิงทีมชาติไทย "ซันชิโร่" วีรัส ณ หนองคาย

    "ตอนนั้นโค้ชโร่ได้เข้ามาถามชื่ออะไร สวนสูง น้ำหนักเท่าไหร่ แค่นั้นเอง รู้ว่าเป็นโค้ชทีมชาติแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าคงมาถามข้อมูลไปเฉยๆเท่านั้นเพราะเห็นไปถามหลายคน และเรื่องทีมชาติตอนนั้นไม่เคยคิดไม่เคยอยู่ในหัวเลย นั่นเพราะรู้ตัวว่าไม่ได้เก่งเลย แค่ตัวสูงเฉยๆ"

    แม้จะไม่ได้คิดไปไกลถึงทีมชาติ อย่างไรก็ตามอีกไม่กี่เดือนต่อมาในปีเดียวกันนั้นชื่อของ "นิภาภรณ์ สลุบพล" อยู่ในโผเรียกเข้าแค้มป์เก็บตัวทีมชาติไทย นับเป็นก้าวแรก

    "วันนั้นอาจารย์อ๊อดมาบอกก็ดีใจที่มีโอกาสพร้อมกับความรู้สึกสับสนคิดกังวลมองภาพไม่ออกว่าเราจะทำได้หรือเปล่า เข้าไปแล้วจะทำตัวอย่างไร กลัวทำให้อาจารย์และต้นสังกัดเราเสียชื่อ แต่ก็พยายามไม่คิดมาก พยายามทำให้ดีที่สุด และอยากทำให้พ่อกับแม่สมหวัง"

    "จากนั้นก็มีชื่อเก็บตัวฝึกซ้อมเรื่อยมา น่าจะสองปีก็ติดทีมคิงส์ คัพ ครั้งที่ 30 ในปี 2558 ตอนนั้นตื่นเต้นมากถึงกับนอนไม่หลับเลยทีเดียว คิดมากกลัวจะทำไม่ได้ พอลงแข่งขันกลายเป็นความกดดันที่ซ้อมๆ มาหายหมด แต่โชคดีมีพี่ๆ คอยแนะนำและให้กำลังใจ คลายความกดดันทำให้เล่นได้ดีขึ้น"

    นับเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า กับการแข่งขันทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต "ปุ๊กกี้" ได้เห็นจุดบกพร่องของตัวเอง นั่นคือ คิดมาก ความกลัว กดดัน จิตใจยังไม่แข็งแกร่งพอ ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้พร้อมกับก้าวข้ามผ่านมันไป

    แม้พร้อมที่จะกางปีกโบยบิน..ฟ้าอาจผู้ลิขิตให้เธอเดินสู่เส้นทางสายนี้ ทว่ากลับยังลิขิตโยนอุปสรรคให้ต้องฟันฝ่านั่นก็คือ "การบาดเจ็บ" ซึ่งหนักสาหัสทีเดียวต้องเยียวยาอยู่ร่วมปี

    อุปสรรคคือแบบทดสอบของชีวิต ความเจ็บปวดทำให้จิตใจแข็งแกร่ง สังเวียนการแข่งขันทั้งซีเกมส์ และเอเชียนเกมส์ถึงเวลาพิสูจน์ความสามารถประกาศศักดาให้วงการตะกร้อโลกได้ประจักษ์

    จอมเสิร์ฟ "นิภาภรณ์ สลุบพล" สวยสังหารแห่งเมืองสยาม..

 
ประวัติ

ชื่อ : นางสาว นิภาภรณ์ สลุบพล ชื่อเล่น ปุ๊กกี้

เกิด : 24 พ.ค.2540 อายุ 22 ปี

ภูมิลำเนา : บ้านแท่นพระ ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

ส่วนสูง 171 น้ำหนัก 56

 การศึกษา

– กำลังศึกษาปริญญาตรี : มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตชลบุรี

คณะ : ศึกษาศาสตร์

สาขา: สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นปีที่ 4

 การทำงาน

– ทำงานอยู่สังกัดกองทัพอากาศ

– เข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2562-ปัจจุบัน

– หน่วยงาน : กกฬ.สก.ทอ.

– ตำแหน่ง : จนท.ส่งเสริมกีฬา

  ผลงานด้านกีฬาระดับนานาชาติ

1.เหรียญทองทีมเดี่ยว Istaf super series

2014 (พม่า)

2.เหรียญทองทีมเดี่ยว Istaf super series 2014 (เกาหลี)

3.เหรียญทองทีมเดี่ยว Istaf super series

2015 (ไทย)

4.เหรียญทองทีมชุด ตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่30 – 32 ปี 2015 – 2017 (ไทย)

5.เหรียญทองทีมเดี่ยว ชิงแชมป์เอเชีย

ครั้งที่1 -2 ปี2016-2017(เกาหลี)

6.เหรียญทองทีมชุดหญิง เอเชี่ยนเกมส์

จากาต้า-ปาเลมบัง ณ อินโดนีเชีย ปี 2018

7.เหรียญทองทีมชุดหญิง ตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 34 ปี 2019

“ลูกบาส กนกพร” จากพยาบาล สู่เส้นทางสายนางแบบ

‘ลูกบาส-กนกพร คำวันสา’ เรียนจบคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทนที่เธอจะเลือกอาชีพพยาบาล ซึ่งครอบครัวอยากให้เป็นและเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่หลังสวมชุดพยาบาลอยู่ราวสองปี เธอตัดสินใจเดินขึ้นเวทีประกวดนางแบบ การคว้าตำแหน่งจากการประกวดครั้งนั้น ทำให้เธอยิ่งมั่นใจในเส้นทางสายนางแบบที่เธอเลือก และเต็มที่กับงานถ่ายแบบ …นี่เป็นหนึ่งในการตัดสินใจเลือก ที่สร้างความแปลกใจให้กับทีมงาน mars ระหว่างพักการถ่ายแฟชั่นเพื่อพูดคุยกับเธอ ยังมีอีกหลายเรื่องที่รอสร้างความแปลกใจ ทั้งเรื่องความรัก จากหญิงรักชาย สู่หญิงรักหญิง ลองไปพูดคุยกับเธอพร้อมๆ กัน

เรียนจบพยาบาล แต่ทำไมถึงเลือกเดินสู่เส้นทางสายนางแบบ

จบปีสองปีแรกลูกบาสก็เป็นพยาบาลอยู่นะคะ หลังจากนั้นรู้สึกว่าชีวิตมันต้องมีอะไรมากกว่านี้ เลยลองไปประกวดเป็นนางแบบดู ปรากฏว่าได้ตำแหน่งมา ก็เลยลองมาเป็นนางแบบดู ปีกว่าๆ เริ่มเบื่ออีกแล้ว จากนั้นผันตัวเองมาเป็นเซลขายยา และรับงานถ่ายแบบบ้างบางครั้ง

ตอนเรียนพยาบาลได้รับทุนเรียนฟรีด้วยใช่ไหม

หนูเป็นนักเรียนเรียนดี ได้ที่สองของโรงเรียน เลยได้รับทุนเรียนฟรีค่ะ เป็นทุนของธนาคารแห่งหนึ่งให้เรียนจนจบ แต่จบมาแล้วไม่ต้องใช้ทุนคืน ไม่ต้องมีหนี้มีสินค่ะ

อาชีพพยาบาลกับนางแบบ ดูเหมือนภาพลักษณ์จะต่างกันอย่างมาก

ด้วยภาพลักษณ์ที่ต่างกัน อาชีพพยาบาลจะต้องดูเรียบร้อย อยู่ในกฎในเกณฑ์ ผิดกับอาชีพนางแบบที่ต้องมีอะไรวับๆ แวมๆ ก็เลยมีผลกระทบบ้าง

 

ตอนเป็นพยาบาลมีหนุ่มๆ มาจีบเยอะไหม มีเคสอะไรแปลกๆ ที่อยากเล่าให้ฟังบ้าง

มีค่ะ อย่างมีคนไข้จีบ หายป่วยเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์แล้วไม่ยอมกลับบ้าน ยังมาขอถ่ายเซลฟี่ด้วย เราต้องบอกคนไข้กลับบ้านได้แล้วค่ะ ให้คนอื่นเขาเข้ามาบ้าง (หัวเราะ)

นาทีที่ตัดสินใจเลิกเป็นพยาบาล ครอบครัวว่ายังไง

ครอบครัวอยากให้เป็นพยาบาล เพราะอาชีพนี้ค่อนข้างมั่นคง แต่เรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เชื่อในความคิดของตัวเองว่าเราจะเลือกเส้นทางนี้นะ เราอยากเป็นนางแบบนี่แหละ เราก็ต้องไปให้เต็มที่ และอีกอย่างวิชาชีพพยาบาลมันติดตัวเราไปตลอดชีวิต เรามีใบประกอบวิชาชีพอยู่แล้ว จะกลับมาทำตอนไหนก็ได้ ฉะนั้นพอเลือกจะมาเป็นนางแบบก็เลยต้องเต็มที่กับตรงนี้ก่อนค่ะ

 

ความต่างระหว่างการเป็นพยาบาลกับการเป็นเซลขายยา

อาชีพพยาบาลต้องมีตารางเวลาและหน้าที่รับผิดชอบแบบค่อนข้างตายตัวเป๊ะๆ แต่ด้วยความที่เราอยากมีเวลาเป็นของตัวเอง อยากไปทำนู่นนี่บ้าง ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นตัวแทนจำหน่ายยา ซึ่งสามารถกำหนดเวลาให้ตัวเองในการที่จะทำอะไรต่างๆ ที่อยากทำได้ ขอให้เราทำงานของเราเสร็จตรงตามที่บริษัทตั้งไว้ แล้วเราก็ไปทำอย่างอื่นได้

ชอบและคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จกับการเป็นเซลขายยาขนาดไหน

รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จและชอบอาชีพนี้มากๆ เพราะเราสามารถแบ่งเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวได้ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ขอเพียงเราทำงานของเราให้เสร็จเท่านั้น

 

คุยเรื่องความรักบ้าง ได้ข่าวว่าเป็นหญิงรักหญิง ก่อนหน้าเคยรักชายมาก่อนหรือเปล่า

บาสเคยคบกับผู้ชายมาก่อน แต่รู้สึกว่าผู้ชายยังดีไม่พอ ยังไม่ใช่สำหรับเรา ก็เลยลองมาคบหญิงดูบ้าง ซึ่งผู้หญิงเขามีความเข้าใจเรามากกว่า ใส่ใจเรามากกว่า เช่นเวลาที่มีปัญหาเขาจะรู้ว่าจุดนี้จะแก้ไขยังไง รู้ว่าเราต้องการอะไร เราจะมีความสุขกับเขามากกว่าค่ะ

ทางครอบครัวว่ายังไง

มีถามบ้างว่าทำไมถึงคบผู้หญิง ก็บอกเหตุผลไปว่าคบแล้วมีความสุขมากกว่าคบผู้ชาย ทางครอบครัวก็เข้าใจ แต่ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง เพราะทางครอบครัวตั้งความหวังไว้เหมือนกันว่าในอนาคตจะมีครอบครัว มีลูกอย่างไร ซึ่งเราก็คุยกับแฟนเหมือนกัน แฟนมีน้องชาย อาจจะทำกิฟต์ไหม หรือจะรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยงดู หรือถ้าอยู่กันสองคนโดยไม่มีลูกไปจนบั้นปลายชีวิตได้ ก็ไม่ต้องมี อาจจะใช้เวลาไปท่องเที่ยวรอบโลกด้วยกัน

งัดถุงเท้าพันกระปู๋!!”กำปั้น”เผยเบื้องลึกเลิฟซีนเปลือยสยิว!!

ถูกตีข่าวเล่าเรื่องว่ากับฉากเลิฟซีนดุเดือด18+++กับของสาว"ชาม" ไอยวริญท์ โอสถานนท์กับหนุ่ม "กำปั้น" พีระ พาณิชย์พงส์ ในหนังสุดอีโรติกเรื่อง "พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง" (Tiger Women) เสียวซ่านน้ำกระเซ็นแซงหน้า"แม่เบี้ย"ชวนตาลุกซู่ๆ นัวกันน้ำกระจาย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ไปต่างๆนาๆ บ้างก็รับได้ บ้างก็ติติงจนเละเป็นโจ๊ก ซึ่งงานนี้หนุ่มกำปั้นก็ยืดอกน้อมรับในคำติชม ที่ส่วนมากจะติมากกว่าชม ออกมาด่าว่าโป๊จัง เหมือนหนังแผ่น ทำไมถึงลดตัวมาเล่น จะเป็นแนวลบ แต่ก็อยากให้คนชมก่อนที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนในมุมมองของตนมองว่าอยู่ในวงการมานาน เป็นดาราแล้วไม่จำเป็นต้องเลือกงาน เยอะอย่างอีกทั้งยอมรับการเล่นหนังเรื่องนี้ก็เปลือยหมด ยกเว้นจุด……. ส่วนฉากเลิฟซีนก็มองเป็นธรรมชาติ แต่ก็ยืนยันว่าเป็นหนังที่มีสาระนะ มีที่มาที่ไป

    ส่วนกระแสคาดเดาที่ว่า"ชาม"อาจมีปัญหากับแฟน เพราะแอคติ้งเลิฟซีนจัดเต็มกับตนนั้น เจ้าตัวเผยว่าตนแคร์ชามแต่ไม่หวั่นฝ่ายหญิงมีปัญหากับแฟน เชื่อว่า"ชาม"เคลียร์ได้ ส่วนเรื่องที่ถูกเพ่งเล็งว่าเหลาจมูกใหม่ "กำปั้น"เซย์เยสหล่อๆ รับว่ายัดดั้งจริงเพราะอยากหล่อขึ้น

    "จะว่าแรงก็แรงนะ อย่างที่เห็นแหละครับ แต่ในหนังแรงกว่านี้อีกนะ(หัวเราะ) ก็เป็นส่วนหนึ่งของฉากเลิฟซีนครับ(มันดูแรง ดูเปลืองตัวไปมั้ย) เราทำหนังแนวอีโรติคมันก็ต้องทำใจว่ามันต้องมีฉากประมาณนี้อยู่แล้ว ผมว่าคนไทยก็น่าจะเคยชินกับหนังแนวอีโรติคแล้วบ้างที่ผ่านมาก็มีให้เห็นบ้าง (ภาพมันดูล่อแหลม)ก็อย่างที่บอกว่าเราเป็นหนังแนวอีโรคติคก็ต้องทีฉากเสียว(ยิ้ม) แต่อาจจะดูแรงไปไหม ก็อยากให้เข้าไปดูก่อน ดูตัวเต็มเรื่องก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน มันก็มีที่มาที่ไปนะ ไม่ใช่เปิดเรื่องมาแล้วจะโจ๊ะกันอย่างเดียวเลย มันก็มีเนื้อเรื่องมีเรื่องราวที่จะทำให้มีเลิฟซีนที่อยากเล่นหนังอีโรติค(หัวเราะ) ไม่ใช่ 2-3 ปีนี้ อยากจะทำงานในวงการให้เต็มที่มีโอกาสให้เล่นละคร มีโอกาสได้เล่นหนัง เราก็ดูจากเรื่องของบทเรื่องของทีมงาน ผู้กำกับ แล้วก็ทีมภาพ แล้วก็ตัวน้องชามเองเราก็เลยตัดสินใจเล่น(ถอดหมด)เหลือ 1 ชิ้น ถุงเท้าพันไว้ ตอนแรกก็เขินเหมือนกันนะ ก่อนที่จะถ่ายเราก็คิดว่ามันจะเป็นยังไงกลัวมันจะแตกตื่น กลัวมันจะอะไรรึป่าว ทำให้น้องเขาถ่ายไม่ได้มันก็เลยต้องคุยกันเยอะ คุยกับน้องชามเยอะหลายชั่วโมงก่อนที่จะเข้าฉากเลิฟซีน ก็เข้าฉากประมาณ 3 ซีน 3 วันครับ เปลือย 2 ซีน เราก็มีเซฟตี้ของแต่ละคน ผู้หญิงผู้ชายก็มี ฉากเลิฟซีน ถ้ารวมของคู่อื่นด้วยก็น่าจะ 30-40% คนจับจ้องเยอะ ก็เขินเหมือนกันนะ แต่ว่าตอนนั้นค่อนข้างที่จะสมบุกสมบันเหมือนกัน เพราะว่าเราถ่ายกันตอนช่วงหน้าหนาว อุณหภูมิ 8 องศา เราก็ถ่ายกันแต่เช้าในน้ำตก ตอนนั้นมันเหนื่อย แล้วก็รู้สึกว่าแต่ละซีนที่ถ่ายพี่บอมเขาไม่ให้ผ่านง่ายๆ เลย แต่ละซีน 4 ชั่วโมง อย่างบางซีนที่เห็นกันในทีเซอร์อันนั้น 8 ชั่วโมง แช่อยู่ในน้ำ 8 ชั่วโมง"

    จากนั้นก็ออกตัวว่าตนไม่ได้คิดการณ์ไกลจะมาเอาดีด้านนี้ ส่วนข้อที่ว่าต้องขอนุญาติแฟนชามหรือไม่นั้นเจ้าตัวเผยว่าชามเองก็คงคุยกับครอบครัวเยอะเหมือนกันก่อนที่จะรับเล่น ทุกคนก็มีสปิริตพอรับแล้วก็ต้องเต็มที่กับงาน ส่วนตนไม่ได้ขออนุญาติใครเลย "ผมผู้ชายสบายมาก ที่แคร์ที่สุดก็คือน้องชามแค่นั้นเอง ก็มีการพูดคุยกันก่อนถ่ายเยอะมาก  น้องชามก็ต้องเข้าใจนะ เพราะเขาก็เนาะ ระดับ(นางงาม) (กลัวหนังโดนแบนมั้ย) ตอนแรกไม่กลัวตอนนี้เริ่มหวั่นเหมือนกันเพราะว่ามันมีข้อเปรียบเทียบ คือมีหนังเรื่องหนึ่งเข้ามาเปรียบเทียบพอดี ด้วยสังคมเขาอาจจะมอว่าทำไมหนังอย่างนั้นไม่ผ่าน แต่ทำไมหนังอย่างนี้ถึงผ่าน ซึ่งก่อนหน้านี้มันก็มีหนังแนวๆ อีโรติคออกมาก็ผ่าน ลงโรงไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าเรามีจังหวะที่มีหนังมาเปรียบเทียบพอดี จริงๆ จะบอกว่าอยากให้ไปดูกันก่อน อย่าเพิ่งตัดสินหนังของเราว่ามันจะเป็นหนังอนาจารโป๊เปลือย ก็คือเรื่องนี้แน่นอนมีฉากอีโรติค เพราะเป็นหนังอีโรติคแต่ว่าด้วยเนื้อหาของความสยองขวัญ เนื้อเรื่อง โปรดักชั่น โดยเฉพาะเรื่องของภาพ  ตอนนี้ผ่านการเซ็นเซ่อร์ได้ระดับ 18+++ครับ"

    ส่วนประเด็นที่ถูกจับตามองว่าหน้าตาเปลี่ยนไปนั้น เจ้าตัวยืดอกตอบแบบแมนๆว่าก็เสริมหล่อนิดหนึ่ง เพิ่งไปทำจมูกมาใหม่ นี่ 9 วันเอง ยังบวมๆ อยู่เลย แต่ก็ต้องมารับงานโปรโมตหนัง ปีนี้มีงานหลายอย่างที่กำลังจะทำอยู่ โฟโต้บุ๊ค เพลง ละคร กะจะลุยให้เต็มที "ก็อยากหล่อ  อยากดูดีขึ้น ทำจมูกมา เลเซอร์ก็ปกติอยู่แล้ว อายุ 30 กว่าแล้วเนาะ หลังทำก็โอเคครับ 9 วันเอง ยังบวมๆ เจ็บๆ อยู่เลย ตัดปีกจมูกครับ เสริมแล้วก็ตัด"

    "กำปั้น"มันใหญ่ม๊วก  อิอิ ..อันนี้หมายถึงจัดใหญ่และการเปิดใจชุดใหญ่ไม่กั๊กผ่านรายการ"จุดเดือด"นะฮ้าฟ

กอล์ฟ เปิดซิงจูบ พิกเล็ต สวีตหวานในออนเซ็น

นอกจอกำลังโดนจับตาข่าวว่ากำลังอินเลิฟ!! ขณะที่ในจอกำลังมีซีรีส์ “Devil Lover เผลอใจ…ให้นายปีศาจ” ที่ กอล์ฟ–พิชญะ กับสาวน้อย พิกเล็ต–ชาราฎา อิมราพร มีฉากหวานๆชวนให้คิดฟุ้งซ่าน อย่างฉากที่จะพาไปดูเป็นตอนที่ โซระ (กอล์ฟ) ชวน พาย (พิกเล็ต) ไปแช่ออนเซ็น เพื่อผ่อนคลายหลังเจอเหตุการณ์ร้ายๆ ทั้งคู่ก็ปล่อยใจเผลอ ไผลจูบกัน ยกกองไปถ่ายทำที่ออนเซ็น เมืองคิตะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ฉากนี้ กอล์ฟ รู้ว่าต้องถอดเสื้อโชว์แผงอกขาวๆให้สาวดูเลยวิดพื้นเรียกซิกแพ็ก พิกเล็ต เซฟใส่เกาะอกและซับในกันโป๊ไว้พร้อม

เริ่มถ่าย กอล์ฟ พิกเล็ต ลงบ่อซ้อมหวาน ผกก.บอกว่าจะจูบจริง พิกเล็ต เขินหน้าแดงเชียว! เริ่มถ่ายจริง พิกเล็ต แช่น้ำร้อนอยู่ดีๆ ได้ยินเสียงคนเข้ามาเลยไปหลบหลังก้อนหิน ปรากฏว่าเป็น กอล์ฟ เลยรีบตะโกนโวยว่าเข้ามาห้องอาบน้ำผู้หญิงทำไม กอล์ฟ ก็งงบอกไปว่าที่นี่ห้องอาบน้ำชายตะหาก ทำเอา พิกเล็ต อายรีบขึ้นจากบ่อ แต่กลับสะดุดหิน กอล์ฟ มาคว้าตัวไว้ ทั้งคู่เลยกอดกันแบบไม่ตั้งใจ สุดท้ายได้แช่น้ำเป็นเพื่อนกัน สบตากันเริ่มเคลิ้ม กอล์ฟ อดใจไม่ไหว โน้มหน้าเข้ามาจุมพิต บรรยากาศสุดสวีตเขินกันไปก็เขินไป คัตปุ๊บผละออกจากกันปั๊บ หน้าแดงเพราะน้ำร้อนหรือเลิฟซีนร้อนอันนี้ไม่รู้นะ!! ติดตามชมคืนนี้ ทางช่อง GMM 25.

“ลูกหมี รัศมี”โชว์สปิริตเปลือยร่างสยิวใน”พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง”

นางแบบหุ่นเซี้ยะเรื่องความเซ็กซี่ไม่เป็นรองใครสำหรับ "ลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี" ที่เจ้าตัวตกปากรับคำผู้กำกับฯมากความสามารถอย่าง "บอม-อัศจรรย์ สัตโกวิท" เล่นหนังอีโรติกชวนสยิวเรื่องแรกใน พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง ผลงานการสร้างโดยค่ายหนังคุณภาพอย่าง TEN

    แนะนำตัวกันหน่อย
    "สวัสดีค่ะ ลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี ในเรื่องนี้รับบทเป็น เสือสมิง ค่ะ"

    ลูกหมี รัศมี ทองสิริไพรศรีคาแรคเตอร์ในเรื่องเป็นอย่างไร
    "บทของเสือสมิง ในเรื่องดูเหมือนเป็นผู้หญิงอายุ 30 กว่าๆ แต่จริงๆแล้วเสือสมิงตัวนี้อายุเกือบ 100 แล้ว อาศัยอยู่ในป่าลึกจะเป็นคนที่ดูน่ากลัว ดูนิ่งๆ ดุดัน ลึกลับ และเสือสมิงจะชอบไสยศาสตร์ ชอบเรียนรู้ทางด้านนี้ ชอบวิชาอาคม มีรอยสักเต็มตัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรือนร่างของเธอ เวลามีคนเข้ามาเพ่นพ่านในป่า ก็จะฆ่า ประมาณว่าถ้ามีผู้ชายหลงมาอยู่ในป่าลึกก็สามารถมีอะไรกับผู้ชายได้ด้วยและ เสือสมิง(ในเรื่อง)จะไม่ใส่เสื้อผ้าเลยก็คิดเอาละกันคะ"

    พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยองเสือสมิงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร
    "เข้ามาเพราะบังเอิญมีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้มาเที่ยวกันที่ที่เราอยู่ พวกเด็กๆที่มาก็มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิงประเด็นคือ เขาเอาเรื่องของกามารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยและเขาก็ได้พลัดหลงเข้าไปในป่า และก็ไม่ได้เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในป่า เหมือนทำให้เสือสมิงได้ออกมาเจอเขามันก็เป็นเรื่องราวของความน่ากลัวสยดสยอง และเรื่องของเซ็กส์  มีเรื่องของอารมณ์อะไรต่างๆที่มาพัวพันกับเสือสมิงด้วย  มันก็เลยเกี่ยวพันกันจนเป็นเรื่องของความเป็นความตาย  เหมือนกับว่าใครได้เจอเสือสมิงแล้วจะติดใจ  จะผูกพัน  จะทำให้อยากเจออีก"

    พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยองมารับบทสุดเซ็กซี่นี้ได้อย่างไร
    "คุณบอม(ผู้กำกับฯ) โทรมาคุยคะ ก็คุยกันพักใหญ่นะเขาก็ทาบทามเรา อันที่จริงก็รู้จักกันในระดับหนึ่ง พี่บอมก็โทรมาเล่าบทหนังให้ฟังว่า เสือสมิงเป็นแบบนี้ๆ เรื่องราวเป็นแบบนี้ ไปถ่ายทำกันที่ต่างจังหวัดนะแบบว่าฉากหลังสวยๆ บทซีนนั้นซีนนี้เป็นอย่างไร พอเราได้รู้คร่าวๆเราก็รู้สึกสนใจมากอยากจะรับเล่น จึงรับปากพี่เขาไปว่าโอเคเราสนใจก็เลยได้มาร่วมงานกันค่ะ"

    ลูกหมี รัศมี ทองสิริไพรศรีมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
    "เสือสมิงในเวอร์ชั่นนี้เราจะเป็นผู้หญิงนิ่งๆ มีการเคลื่อนไหวน้อยๆ ใช้สายตา ใช้ตัวเราสื่อสารเป็นการเดินเรื่อง เราก็โชคดีที่เราเอาความเป็นนางแบบมาใช้ได้ ในเรื่องไม่ได้มีการแต่งเอฟเฟ็กต์อะไรมากมาย  จะมีก็แค่เรื่องของรอยสัก ด้านหลัง แขนและเกือบทั้งตัวจะเต็มไปด้วยรอยสัก และที่หนักใจที่สุดคือเราต้องแก้ผ้า ทั้งเรื่องเกือบจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย จะมาใส่ทีเดียวตอนจบเรื่อง"

    พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยองให้คำจำกัดความของการ"แก้ผ้า"ในเรื่องหน่อย
    "ถอดเลยค่ะ บอกเลยว่าในเรื่องลูกหมีแทบจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย แต่เราก็จะมีการเซฟนะ เพราะมันต้องมีฉากเลิฟซีนบ้าง ฉากที่ต้องปีนขึ้นไปยืนอยู่บนโขดหินบ้าง ซึ่งยากๆทั้งนั้นแล้วที่สำคัญทุกฉากที่บอกคือเราไม่ได้สวมใส่อะไรเลย แต่โชคดีที่ได้ร่วมงานกับ คุณบอม(ผกก.) ซึ่งเขามีความเป็นมืออาชีพและให้เกียรตินักแสดงมากๆ จะคอยระมัดระวังทุกขั้นตอนในการถ่ายทำ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกสบายใจ"

    พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยองอยากให้ฝากหนังเรื่องนี้หน่อย
    "ลูกหมีก็ขอฝากผลงานเรื่องพรหมจรรย์ไว้ด้วยนะคะเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจเล่นมากๆเชื่อว่าคุณผู้ชมดูแล้วต้องชอบแน่นอนค่ะ"

 

กิ๊บซี่ สลัดผ้าเปลือยอก! ยั่วยวนเผด็จสวาท กัปตัน

แค้นฝังหุ่น บี–น้ำทิพย์ ผ่านไป 20 ปี ปิ่น–เก็จมณี ถ่ายทอดความแค้นสู่ลูกสาวคนสวย กิ๊บซี่–วนิดา ล้างแค้นแทน ด้วยการวางแผนเผด็จศึก กัปตัน–ภูธเนศ ให้เมียหลวงอย่าง บี อกแตกตาย! ฉากนี้ คุณพระเดช (กัปตัน) ถูก กำไล (กิ๊บซี่) วางยาปลุกกำหนัด “กิ่งเหมยในกองไฟ” เลยรู้สึกร้อนรุ่ม พอเห็น กำไล มาเปลื้องผ้าต่อหน้า คุณพระ เลยตบะแตก!! ถ่ายทำที่เรือนไทยแอ็คส์ สตูดิโอ ปทุมธานี

สำหรับสาว กิ๊บซี่ ละครเรื่องนี้เป็นงานชิ้นแรกกับเอ็กแซ็กท์ดังนั้นจึงทุ่มเทเต็มร้อย แต่พอเจอฉากนี้ที่ต้องปลดผ้าจนเปลือยถึงกับคิดหนัก เพราะถึงหนูเซ็กซี่แต่ก็อายเป็นนะ ตอนซ้อมเลยพูดอ้อน “ขอเปลี่ยนเป็นเต้นเซ็กซี่แทนได้มั้ยคะคุณพระ หนูถนัดกว่า” เลยกลายเป็นขำจนหายเขิน เริ่มถ่าย กิ๊บซี่ เอากิ่งเหมยในกองไฟมาป้อน กัปตัน หลอกว่าเป็นยาบำรุงพอยาออกฤทธิ์ กัปตัน กระสับกระส่าย เงยหน้าเห็น กิ๊บซี่ ส่งสายตาเย้ายวนเชิญชวนเลยจ้องเขม็งตาไม่กะพริบ แถมเจอ กิ๊บซี่ ค่อยๆปลด สไบ ท่อนบนต่อหน้าแล้วพา กัปตัน เข้าห้อง กัปตัน ก็เดินตามแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเปิดฉากนัวเนีย เห็นอีกทีฝ่ายหญิงก็เปลือยแผ่นหลังขาวเนียนชวนกลืนน้ำลายเอื้อก กัปตัน อดใจไม่ไหวเข้าไปคลุกวงในปฏิบัติการเลิฟซีนร้อนฉ่า! ดูภาพนิ่งประกอบยังกลืนน้ำลายเอื้อกๆเพราะ กิ๊บซี่ ทั้งขาวทั้งเนียน โอยๆ อิจฉา พี่กัปตัน หนักมาก เอ้า ตามไปดูของจริงหน้าจอในคืนนี้ ทางช่องวัน 31.

เปิดเคล็ดลับความสวย สาวหมวยสายสปอร์ต “กอล์ฟ สุรัมภา”

  เคล็ดลับความสวยแบบสาวหมวย ”กอล์ฟ” สุรัมภา หยกโชติสกุล ไม่ได้พิเศษหรือมีอะไรยากเลย
     เธอบอกว่าเพียงแค่เล่นกีฬา และตอบตัวเองให้ได้ว่าชอบและสนุกกับการทำกิจกรรมไหนให้ได้ ก็เพียงพอจะทำให้การออกกำลังกลายเป็นเรื่องสนุก

     สำหรับ ”กอล์ฟ-สุรัมภา” เธอคือนางแบบสาวที่ยังเป็นทั้งพรีเซนเตอร์และนักแสดง ซึ่งหลงใหลการวิ่งและกีฬา 2 ล้อเป็นที่สุด ซึ่งเมื่อมีเวลาว่างจากงานเมื่อไหร่เธอก็ใช้เวลาขลุกอยู่กับการทำกิจกรรมทั้ง 2 อย่างนี้

 

 

    อายุของสาวกอล์ฟในปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 32 แล้ว ซึ่งหลายคนที่ไม่รู้ก็คงไม่เชื่อและเดาไม่ถูกแน่นอนว่าเธอเองเป็นสาววัย 30

    ”กอล์ฟ-สุรัมภา” เป็นสาวที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอยู่แล้ว โดยเฉพาะการวิ่ง ซึ่งนี่กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เธอเป็นสาวสุขภาพดี มีร่างกายที่แข็งแรง และไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย

    ทว่า 2 ปีที่ผ่านมากอล์ฟได้โอกาสลองมาปั่นจักรยาน ซึ่งตัวเธอเองก็ยอมรับว่ารู้สึกสนุกและชื่นชอบมัน

    ”สำหรับการปั่นจักรยาน ก็รู้สึกสนุกเหมือนกันค่ะ เวลาปั่นไปไกลๆ ได้คิดอะไรไปเรื่อย ได้อยู่กับตัวเอง ที่สำคัญกอล์ฟชอบปั่นไปท่องเที่ยวด้วย มันก็เลยทำให้ได้ออกกำลัง และก็ได้เที่ยวไปในตัวด้วย”

     ทั้งการวิ่งและการปั่นจักรยานมันทำให้เธอรู้สนุกทุกครั้งที่ได้ออกกำลัง แถมที่ผ่านมาเธอยังเคยลงสนามท้าความอึดด้วยการแข่งขันไตรกีฬามาแล้ว

     รูปร่างผอมเพรียวได้สัดส่วน บวกออร่าความน่ารักแบบฉบับสาวหมวย แน่นอนว่านอกจากจะทำให้สาวๆ หลายคนต่างชื่นชอบและยกเธอเป็นแรงบันดาลใจแล้ว เธอยังทำให้หนุ่มๆ ไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องหลงเสน่ห์และละลายไปกับความน่ารัก

    ประวัติส่วนตัว

ชื่อ : สุรัมภา หยกโชติสกุล
ชื่อเล่น : กอล์ฟ
เกิด : 23 มี.ค. 2531
อายุ : 31 ปี
อาชีพ : นักแสดง, นางแบบ, พรีเซนเตอร์
กีฬาที่ชื่นชอบ : วิ่ง, ปั่นจักรยาน
ผลงานด้านกีฬา : คว้าอันดับ 4 ไตรกีฬา ไอรอนแมน 70.3 บางแสน 2019 ทีมหญิงผสม