ใจแข็ง!วูล์ฟส์ปัดข้อเสนอยูเวนตุสขอซื้อฮิเมเนซ

คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาของอิตาลี ตีข่าว วูล์ฟส์ โชว์ความใจแข็งบอกปัดข้อเสนอที่ ยูเวนตุส ยื่นเข้ามาเพื่อขอซื้อ ราอูล ฮิเมเนซ ไปร่วมทัพ โดยฝั่ง "เบียงโคเนรี่" เสนอให้เงินก้อนหนึ่งและจะแถม อารอน แรมซี่ย์ ให้ด้วย แต่ก็โดนปฏิเสธไป

    วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส สโมสรแกร่งแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ปฏิเสธข้อเสนอจาก ยูเวนตุส ที่ขอซื้อ ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าคนเก่งของทีมไปร่วมทัพ ตามรายงานของ คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำของประเทศอิตาลี

    ในฤดูกาลล่าสุด ฮิเมเนซ ทำผลงานได้โดดเด่นพอตัวด้วยการทำไป 17 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 38 นัด ส่วนถ้านับรวมทุกรายการแล้วนั้นเขาก็ทำได้ 27 ประตูกับ 10 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 55 เกมเลย ซึ่งมันก็ทำให้แข้งวัย 29 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่หลายทีม อย่างเช่น ยูเวนตุส และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น

    ทั้งนี้ คอร์ริเอลเล่ เดลโล่ สปอร์ต เสริมว่าข้อเสนอที่ ยูเวนตุส ยื่นให้นั้น เป็นการให้ค่าตัวจำนวนหนึ่งพร้อมกับจะแถม อารอน แรมซี่ย์ กองกลางชาวเวลส์ให้ด้วย แต่ วูล์ฟส์ ก็ตอบปัดไปเพราะต้องการเงิน 90 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) ตามที่พวกเขาตั้งค่าหัวเอาไว้สถานเดียว

    สื่อเจ้าเดิมบอกอีกว่า ยูเวนตุส เคยยื่นข้อเสนอเป็นเงินพร้อมกับจะแถม กอนซาโล่ อิกวาอิน หัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ให้เช่นกัน แต่ วูล์ฟส์ ก็ไม่สนใจที่จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว

ร้านพูลเปิดราคากุนซือพรีเมียร์ฯใครจะโดนเด้งคนแรก

ร้านพูลเมืองผู้ดี เปิดราคากุนซือ พรีเมียร์ลีก คนแรกที่จะโดนไล่ออกในซีซั่นหน้า ยก สตีฟ บรูซ เต็ง 1 ส่วน เจอร์เก้น คล็อปป์ ดูแล้วเก้าอี้เหนียวสุด

    เบตแฟร์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ เปิดราคาให้ สตีฟ บรูซ ผู้จัดการทีม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เป็นเต็ง 1 กุนซือ พรีเมียร์ลีก คนแรกที่จะโดนไล่ออกในฤดูกาล 2020/21 โดยมีอัตราต่อรองอยู่ที่ 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)

    ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์เก่า เป็นกุนซือที่มีโอกาสโดนไล่ออกน้อยสุดตามสายตาของร้านพูลเมืองผู้ดี โดยมีราคาอยู่ที่ 67/1 (แทง 1 จ่าย 67 ไม่รวมทุน)

อัตราต่อรองผู้จัดการทีม พรีเมียร์ลีก ที่จะโดนไล่ออกคนแรก

1. สตีฟ บรูซ (นิวคาสเซิ่ล)  6/1
2. ดีน สมิธ (แอสตัน วิลล่า)  8/1
3. ฌอน ไดช์ (เบิร์นลี่ย์)  9/1
4. รอย ฮ็อดจ์สัน (คริสตัล พาเลซ)  10/1
5. เดวิด มอยส์ (เวสต์แฮม)  11/1
6. สกอตต์ พาร์คเกอร์ (ฟูแล่ม)  12/1
7. เกรแฮม พ็อตเตอร์ (ไบรท์ตัน)  13/1
7. โชเซ่ มูรินโญ่ (สเปอร์ส)  13/1
9. เป็ป กวาร์ดิโอล่า (แมนฯ ซิตี้)  15/1
9. สลาเวน บิลิช (เวสต์บรอมวิช)  15/1
11. มาร์เซโล่ บิเอลซ่า (ลีดส์)  17/1
12. นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต (วูล์ฟส์) 19/1
13. เบรนแดน ร็อดเจอร์ส (เลสเตอร์) 21/1
13. คาร์โล อันเชล็อตติ (เอฟเวอร์ตัน) 21/1
13. แฟร้งค์ แลมพาร์ด (เชลซี)   21/1
16. ราล์ฟ ฮาเซนฮุทเทิล (เซาธ์แฮมป์ตัน) 23/1
17. มิเกล อาร์เตต้า (อาร์เซน่อล)  26/1
17. โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (แมนฯ ยูไนเต็ด) 26/1
19. คริส ไวลด์เดอร์ (เชฟฯ ยูไนเต็ด) 34/1
20. เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)  67/1
– ไม่มีใครโดนไล่ออก   501/1

บ่อนเปิดราคาแชมป์พรีเมียร์ฯหลังได้ครบ20ทีม

ร้านพูลเมืองผู้ดีชู แมนฯ ซิตี้ เต็งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลหน้า หลังได้ครบทั้ง 20 ทีมแล้ว ขณะที่ ลิเวอร์พูล เต็ง 2 ตามมาด้วย แมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี
     ฟูแล่ม หวนกลับสู่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง หลังจากที่เอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 120 นาที หลังจากเสมอกันในเวลา 90 นาที 0-0 ในเกมเพลย์ออฟ นัดชิงชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ เมื่อวันอังคารที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา

    "เจ้าสัวน้อย" ได้เลื่อนชั้น ตาม ลีดส์ ยูไนเต็ด และ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ส่งผลให้ได้ครบทั้ง 20 ทีมที่จะเล่น พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 เรียบร้อยแล้ว

    ขณะที่ สกายเบต บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ ได้ออกราคาแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นใหม่ โดยยกให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเต็ง 1 ที่อัตราต่อรอง 1/1 (แทง 1 จ่าย 1 ไม่รวมทุน) ขณะที่ ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ฤดูกาลล่าสุด เป็นเต็ง 2 ที่ราคา 13/8 (แทง 8 จ่าย 13 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21

1. แมนฯ ซิตี้    1/1
2. ลิเวอร์พูล    13/8
3. แมนฯ ยูไนเต็ด     15/2
4. เชลซี        14/1
5. อาร์เซน่อล    50/1
6. สเปอร์ส        66/1
7. เลสเตอร์    100/1
7. วูล์ฟส์        100/1
9. เอฟเวอร์ตัน    150/1
10. ลีดส์         200/1
11. นิวคาสเซิ่ล    250/1
11. เวสต์แฮม    250/1
13. แอสตัน วิลล่า    500/1
14. เชฟฯ ยูไนเต็ด    750/1
14. เซาธ์แฮมป์ตัน    750/1
14. ไบรท์ตัน    750/1
17. เบิร์นลี่ย์    1,000/1
17. คริสตัล พาเลซ    1,000/1
17. เวสต์บรอมวิช    1,000/1
17. ฟูแล่ม        1,000/1

ลิเวอร์พูลจ่อคว้าแบ็คซ้ายโอลิมเปียกอส

หงส์แดงใกล้ได้ตัวแบ็คซ้ายชาวกรีซเข้ามาเป็นอะไหล่ของ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ในฤดูกาลหน้าแล้ว

BBC และ Goal ได้รับรายงานตรงกันว่า ลิเวอร์พูล เข้าใกล้กับการคว้า คอสตาส ซิมิคาส แบ็คซ้ายของโอลิมเปียกอสแล้ว ด้วยสนนราคา 11.75 ล้านปอนด์

เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการแบ็คซ้ายอีกคนเข้ามาเป็นกำลังเสริมของ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ในฤดูกาลหน้า และเล็ง จามาล เลวิส แนวรับของนอริช ซิตี้ เป็นเป้าหมายหลัก

อย่างไรก็ดี ทัพนกขมิ้นกลับปฏิเสธข้อเสนอ 10 ล้านปอนด์ของทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก เพราะต้องการค่าตัวมากกว่านั้น หงส์แดงจึงเบนเข็มไปล่ากองหลังทีมชาติกรีซแทนทันที

ล่าสุดลิเวอร์พูลบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับโอลิมเปียกอสได้แล้ว คาดว่าซิมิคาสจะเดินทางมาตรวจร่างกายกับทีมในสัปดาห์นี้ หลังจากมีการประกาศยืนยันดีลนี้อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ แบ็คซ้ายวัย 24 เพิ่งลงเล่นในเกมพ่ายวูล์ฟส์ 1-0 ในศึกยูโรปาลีก รอบ 16 ทีม รวมผลสองนัดแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2

ท้าดวลเซียนยูโรปา! 5 ประเด็นร้อนก่อนแมนยูฉะเซบีย่า

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมอังกฤษเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดในฟุตบอลยุโรปตอนนี้และพวกเขาต้องทำศึก ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ พบกับเจ้าของแชมป์รายการนี้ 5 สมัยอย่าง เซบีย่า แน่นอนว่าเป็นเกมที่ไม่ง่ายสำหรับ "ปีศาจแดง" เพราะนอกจากคู่แข่งจะเป็นเซียนบอลถ้วยนี้แล้วพวกเขายังมีตัวผู้เล่นทีเด็ดที่เป็นหมัดน็อคได้เลย ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่ก่อนเกมจะเริ่มเรามาเช็คประเด็นที่น่าสนใจกัน

1.ไบยี่ หรือ ลินเดอเลิฟ

โซลชา เปลี่ยนผู้เล่นตัวจริงถึง 6 คนในเกมพบ โคเปนเฮเก้น และใช้ตัวสำรองครบ 5 คนใน 120 นาที แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีโอกาสกุนซือ “ผีแดง” จะหมุนเวียนผู้เล่นไปจนจบทัวร์นาเม้นต์

ในส่วนของผู้รักษาประตูนั้นดูเหมือนจะค่อนข้างชัวร์แล้วว่า โซลชา จะให้โอกาส เซร์คิโอ โรเมโร่ แทนที่ของ ดาบิด เด เคอา หลังลงเล่นในนัดเอาชนะ โคเปนเฮเก้น แต่อีกหนึ่งตำแหน่งที่ดูจะยังไม่ชัวร์คือเซนเตอร์แบ็ก โดยฝั่ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ น่าจะยึดตัวจริงอยู่แล้วแต่อีกตำแหน่งหนึ่งจะเป็นของใครระหว่าง วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ หรือ เอริก ไบยี่

ปกติ ลินเดอเลิฟ ถือเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวหลักของทีมแต่เมื่อเกมที่แล้ว โซลชา เลือกใช้ เอริก ไบยี่ ลงเล่นบ้าง อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ ไบยี่ ออกสตาร์ทตัวจริงทุกนัดในยูโรปา ลีกตั้งแต่รอบ 32 ทีมสุดท้าย ฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียวนับตั้งแต่หายเจ็บกลับมา บางคนก็มองว่าน่าเป็นตัวจริงมากกว่า ลินเดอเลิฟ เสียอีก แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ โซลชา ว่าจะให้โอกาส ไบยี่ เหมือนกับ โรเมโร่ ที่ลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ในทัวร์นาเม้นต์นี้ หรือจะเลือก ลินเดอเลิฟ ที่เป็นตัวหลักของทีมอยู่แล้ว

2.หวังล้างแค้นเซบีย่า

เกมคืนนี้เพิ่งจะเป็นการปะทะกันครั้งที่สามในฟุตบอลยุโรปของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ เซบีย่า โดยหากใครยังจำกันได้สองครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นได้ไม่นานนี้เองและแฟน “เร้ด อาร์มี่” ก็น่าจะยังะจำได้ไม่เคยลืมเลือน

ครั้งนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังเป็นนายใหญ่ให้กับ “ผีแดง” เป็นฤดูกาลที่ 2 (2017-18) และเขาพาทีมผ่านเข้าสู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยคู่แข่งที่จับสลากมาเจอกันนั้นคือ เซบีย่า นัดแรกในการออกไปเยือนที่สเปน น้ามูและลูกทีมเก็บผลเสมอ 0-0 ซึ่งถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง แน่นอนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด หวังจะมาเผด็จศึกใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด นัดที่สอง

อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายทำประตูกันไม่ได้จนกระทั่งช่วง 15 นาทีสุดท้าย แฟนบอลที่โรงละครแห่งความฝันถึงกับช็อกเนื่องจาก วิสซาม เบน เยแดร์ ซัดประตูผ่านมือ เด เคอา เสียบตาข่ายให้ทีมเยือนออกนำ ยิ่งไปกว่านั้น เบน เยแดร์ คนเดิมโหม่งประตูที่ 2 ในอีก 4 นาทีถัดมากลายเป็นประตูที่แทบจะดับฝัน แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว แม้ โรเมลู ลูกากู จะยิงประตูตีไข่แตกสำเร็จแต่สุดท้ายก็ไล่ไม่ทันทำให้ทีมของ มูรินโญ่ ต้องอกหักตกรอบไปในที่สุด

นั่นหมายความว่า แมนฯ​ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถเอาชนะได้เลยในการดวลกับ เซบีย่า รอดูกันว่าคืนนี้พวกเขาจะมีครั้งแรกและล้างแค้นได้หรือไม่

3.อาถรรพ์รอบรองฯ

เป้าหมายหลักของ “ผีแดง” ในฤดูกาลนี้สัมฤทธิ์ผลเป็นที่เรียบร้อยหลังสามารถจบอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกพร้อมกับคว้าตั๋วกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า แต่เชื่อว่าแฟนบอลคงต้องการถ้วยติดไม้ติดมือเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของยุคใหม่นี้ อย่างไรก็ตามแม้จะทำได้ผลงานได้ดีทีเดียวในฟุตบอลถ้วยทุกรายการแถมเข้ารอบลึกทั้งหมดด้วย ทว่าพวกเขามักจะมาตกม้าตายในรอบรองชนะเลิศเสมอ

ตัวอย่างเช่นในฟุตบอล คาราบาว คัพ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอันต้องพ่ายให้กับเพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในรอบตัดเชือกด้วยสกอร์รวมสองนัด 2-3 ขณะที่ฟุตบอล เอฟเอ คัพ ก็ฝ่าด่านมาถึงรอบรองชนะเลิศเช่นกันแต่สุดท้ายต้องอกหักตกรอบด้วยน้ำมือของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พา เชลซี เอาชนะ 3-1

มาถึงรายการ ยูโรปา ลีก บ้าง พวกเขาเข้ารอบรองรองชนะเลิศได้อีกเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะปิ่วตกรอบนี้อีกหรือไม่ ครั้งสุดท้ายที่ “ปีศาจแดง” ชูถ้วยแชมป์ต้องย้อนกลับไปในฤดูกาล 2016/17 หลัง โชเซ่ มูรินโญ่ พาทีมซิว ยูโรปา ลีก เพราะฉะนั้นหาก โซลชา หวังจะฉลองความสำเร็จบ้างคงต้องทำลายอาถรรพ์รอบรองฯในฤดูกาลนี้ให้ได้

4.เซบีย่าเซียนยูโรปา

เซบีย่า ภายใต้การคุมทีมฤดูกาลแรกของ จูเลน โลเปเตกี ถือว่าน่าประทับใจทีเดียวหลังออกสตาร์ทซีซั่นด้วยการเกาะกลุ่มหัวตารางทว่าก็มีฟอร์มแผ่วให้เห็นในบางแมตช์ แต่ที่พีคจริงคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมซึ่งมีโอกาสขึ้นไปลุ้นแชมป์กับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า รวมถึงยังเกาะที่สามอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตามในเดือนมกราคมพวกเขาสะดุดบ่อยครั้งโดยชนะเกมลีกแค่นัดเดียวจาก 3 นัดแถมยังพ่าย มิรานเดส ตกรอบ โกปา เดล เรย์ ด้วย

ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ก็ชนะเกมลีกแค่ 2 จาก 5 นัด ส่วนช่วงรีสตาร์ทลีกเดือนมิถุนายนก็สะดุดเสมอถึง 4 นัดติดต่อกันทำให้ แอตเลติโก มาดริด แซงขึ้นมาอันดับที่ 3 กลายเป็นว่าจาก เซบีย่า ลุ้นแชมป์อยู่ดีๆต้องมาทำแต้มเพื่อยึดพื้นที่ท็อปโฟร์เป็นพอ แต่ในช่วง 6 นัดสุดท้ายพวกเขาก็เรียกฟอร์มกลับมาด้วยการชนะ 5 จาก 6 นัดสุดท้ายพร้อมคว้าตั๋ว ชปล. ได้สำเร็จ ก่อนจะมาสานต่อฟอร์มร้อนแรงที่ ยูโรปา ลีก ด้วยการเขี่ย โรม่า และ วูล์ฟแฮปม์ตัน ตกรอบ พร้อมทำสถิติไร้พ่ายในทุกรายการ 19 นัดติดต่อกันแถมยังเก็บคลีนชีท 7 จาก 8 นัดหลังสุดอีกต่างหาก

เจ้าของแชมป์ยูโรปาสูงสุด 5 สมัยยังถือเป็นเซียนของบอลถ้วยนี้เหมือนเดิมหลังยังพ่ายแค่นัดเดียวตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มแถมยังไม่มีสะดุดเสมอเลยด้วย บุคคลที่ “ผีแดง” ควรต้องระวังไว้เลยคือ ลูกัส โอกัมโปส แนวรุกฟอร์มฮอตที่ทำ 17 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ในทุกรายการ โดยมีแอสซิสต์สำคัญในเกมกับ โรม่า รวมถึงโขกประตูชัยถีบ วูล์ฟส์ ตกรอบด้วย ถือเป็นคู่แข่งไม่ธรรมดา “ผีแดง” ห้ามประมาทเด็ดขาด

5.โซลชาเคยเจอมาแล้ว

โซลชา น่าจะรู้พิษสง เซบีย่า ดีหลังเคยเจอกันมาแล้วตั้งแต่คุมทีมโมลด์ในประเทศนอร์เวย์ โดยทั้งสองทีมโคจรมาเจอกันในยูโรปา ลีก นี่แหละซึ่งเป็นรอบ 32 ทีมสุดท้ายในฤดูกาล 2015/16 โดยเกมแรกในบ้านเซบีย่านั้น โมลด์ โดนถลุงไปถึง 3 เม็ดเลยทีเดียว ถึงแม้ว่านัดที่สอง โมลด์ จะกลับมาเล่นที่นอร์เวย์พร้อมกับเก็บชัยชนะ 1-0 ได้สำเร็จข แต่ผลรวมประตูไม่เพียงพอที่จะทำให้ทีมเข้ารอบ แน่นอนว่า โซลชา ก็คงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอาคืนให้ได้

และถ้าหาก โซลชา เก็บชัยชนะได้ในคืนนี้จริงๆจะเป็นการชนะนัดที่ 50 จาก 89 เกมที่คุม “ปีศาจแดง” พร้อมกลายเป็นกุนซือที่ชนะ 50 นัดในทุกรายการเร็วที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสรตามหลัง เออร์เนส แมงนอลล์ (78 นัด) และ โชเซ่ มูรินโญ่ (81 นัด)

แมนยูหล่อสุด!บ่อนออกราคาแชมป์ยูโรปาหลังได้8ทีม

ร้านพูลเมืองผู้ดี เปิดราคาแชมป์ ยูโรปา ลีก หลังได้ทีมเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายครบ ชู แมนฯ ยูไนเต็ด เต็ง 1 แต่ทิ้ง อินเตอร์ มิลาน ไม่มาก

     วิลเลี่ยม ฮิลล์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ ยกให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเต็ง 1 ที่จะได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2019/20 หลังได้ทีมเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศทั้งหมดแล้ว

    "ปีศาจแดง" เป็นเต็ง 1 ที่อัตราต่อรอง 15/8 (แทง 8 จ่าย 15 ไม่รวมทุน) ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน เป็นเต็ง 2 ราคา 10/3 (แทง 3 จ่าย 10 ไม่รวมทุน) ขณะที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน อีก 1 ทีมจาก พรีเมียร์ลีก อยู่เต็ง 4 ร่วมราคา 5/1 (แทง 1 จ่าย 5 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองแชมป์ ยูโรปา ลีก ของ วิลเลี่ยม ฮิลล์

1. แมนฯ ยูไนเต็ด    15/8
2. อินเตอร์ มิลาน    10/3
3. เซบีย่า        4/1
4. วูล์ฟส์        5/1
4. เลเวอร์คูเซ่น    5/1
 6 ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค    11/1
7. บาเซิ่ล        25/1
8. เอฟซี โคเปนเฮเก้น    66/1

แมนยูเหนื่อย, อินเตอร์ไม่ง่าย! วิเคราะห์ ยูโรปา ลีก รอบ 4 ทีมสุดท้าย

ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ประจำฤดูกาล 2019/2020 ใกล้จะได้บทสรุปแล้ว โดยตอนนี้เหลือเพียงแค่ 4 ทีมที่จะต้องมาขับเคี่ยวในรอบรองชนะเลิศ ที่จัดขึ้นในสนามเป็นกลาง ประเทศเยอรมนี โดย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องพบงานหนักเมื่อดวลกับ เซบีย่า ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน ค่อนข้างเบาแรงนิดหน่อยกับการดวล ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค
– แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ) VS เซบีย่า (สเปน) (วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมนี้ ที่สนามไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน)

    ต้องบอกเลยว่าเป็นมวยถูกคู่จริงๆ เพราะหากมองตามเนื้อผ้าทั้งสองทีมมีศักยภาพที่ค่อนข้างจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะมีดูเหนือกว่าตรงที่มีผู้เล่นฝีเท้าจัดจ้านเป็นตัวชูโรงอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส, ปอล ป็อกบา และสามประสานสุดโหด มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ เมสัน กรีนวู้ด

    สำหรับในเวลานี้เรื่องความมั่นใจต้องยกให้กับ "ปีศาจแดง" เพราะนับตั้งแต่เกมลูกหนังกลับมารีสตาร์ท พวกเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง โดยแพ้เพียงแค่ 1 เกมในแมตช์พบ เชลซี รอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ ขณะเดียวกันบรรดาลูกทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังฮึกเหิม หลังจากที่พวกเขาจบอันดับ 3 ในตารางลีก คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้าได้ด้วย

    ขณะเดียวกันผลงานโดยรวมของทีมก็ค่อนข้างจะคงเส้นคงวา ทั้งเกมรับที่เหนียวแน่น เกมรุกที่ดุดัน กอปรกับการเล่นในสนามเป็นกลางที่ไร้ความกดดันจากเสียงเชียร์ของแฟนบอล ในประเทศเยอรมนี ทำให้พวกเขามีสมาธิอย่างเต็มที่ในการเล่นมากยิ่งขึ้น

    ด้าน เซบีย่า ถือเป็นทีมแกร่งเช่นเดียวกันแม้ว่าผู้เล่นอาจจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนกับ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่นักเตะก็เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอย่าง ซูโซ่ ที่เคยเล่นลิเวอร์พูล, เฆซุส นาบาส, ดีเอโก้ การ์ลอส, ลูกัส โอกัมโปส ที่เพิ่งจะโหม่งประตูชัยในเกมเฉือน วูล์ฟส์ รอบ 8 ทีมสุดท้าย

    อย่าลืมว่า เซบีย่า เป็นตัวพ่อในเกมถ้วยใบเล็กยุโรปโดยประสบความสำเร็จในรายการนี้ถึง 5 สมัย และยังเป็นแชมป์ 3 สมัยติดต่อกันในซีซั่น 2013/14, 2014/15, 2015/16 ส่วนฟอร์มการเล่นในลีกก็ถือว่าไม่ขี้เหร่เมื่อจบอันดับท็อปโฟร์ ได้ตั๋วไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า พร้อมทั้งสะกดคำว่าแพ้ใครไม่เป็น 18 แมตช์จากการเล่นทุกรายการด้วย

    ผลงานระหว่างทั้งสองทีมต้องบอกว่า เซบีย่า ค่อนข้างจะเหนือกว่าเล็กน้อยโดยการดวลกัน 3 เกม ทีมดังจากลา ลีกา ชนะ 2 เกม และเสมอ 1 แมตช์ โดยเกมล่าสุด "ปีศาจแดง" แพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2018

    แน่นอนว่าการพบกันอีกครั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด หมายมั่นปั้นมือที่จะล้างแค้นให้ได้ แต่สิ่งสำคัญที่เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ ประสบการณ์ในเกมยูโรปา ลีก ของ เซบีย่า ไม่ธรรมดาจริงๆ 

 เฮด-ทู-เฮด : เคยพบกันมาแล้ว 3 เกม โดยเป็นเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 แมตช์ ซึ่ง เซบีย่า เหนือกว่าโดยชนะ 1 เสมอ 1 ส่วนอีกเกมเป็นแมตช์อุ่นเครื่องและ แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ 1-3

อินเตอร์ มิลาน  (อิตาลี) VS ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน) (วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ ที่สนามแมร์กูร์ ชปีล อารีน่า)

    อินเตอร์ มิลาน อยู่ในฟอร์มที่ฮึกเหิมมากๆ ในเกมกัลโช่ เซเรีย อา สามารถเร่งเครื่องจบในตำแหน่งรองแชมป์ได้สำเร็จ ในขณะที่ฟอร์มของนักเตะก็กำลังร้อนแรงโดยเฉพาะ โรเมลู ลูกากู ที่เพิ่งจะย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ผลงานการถล่มประตูสุดยอดเกินจะบรรยาย

    หัวหอกชาวเบลเยียม ยังสร้างสถิติสุดโหดโดยสามารถทำประตูในศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ได้ติดต่อกัน 9 นัด ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของการแข่งขันรายการนี้ ในส่วนของผลงานในลีกเมืองมะกะโรนี ก็ซัดไป 23 ประตูและกลายเป็นดาวซัลโวประจำทัพ "งูใหญ่" ในซีซั่น 2019/2020

    ในส่วนของเกมรุกยังมี  เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กองหน้าเลือดอาร์เจนไตน์, อเล็กซิส ซานเชซ หัวหอกชิลี ที่พร้อมประสานงานไล่ล่าตาข่าย รวมไปถึง แอชลี่ย์ ยัง ที่กำลังฟอร์มร้อนแรงนับตั้งแต่ย้ายมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้าน ซามีร์ ฮันดาโนวิช นายทวารจอมหนึบ ฟอร์มยังคงไว้วางใจได้เมื่อยืนอยู่หน้าปากประตู ขณะที่เกมรับยังถือว่าพอใช้ได้แม้จะไม่โดดเด่นเหนียวแน่นมากนัก แต่ก็ไม่ขี้เหร่

    สำหรับ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค แน่นอนว่าชื่อชั้นขุมกำลังของทีมเป็นรองทัพ "เนรัซซูรี่" หลายขุม ในส่วนของสตาร์ดังภายในทีมก็ไม่ค่อยมีมากนัก แต่จุดที่โดดเด่นของยอดทีมแห่งลีกยูเครนก็คือความสามารถเฉพาะตัวและการเล่นเป็นทีมเวิร์ก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญนำพวกเขาทะลุเข้ารอบตัดเชือกถ้วยใบเล็กยุโรป

    ขณะที่ผลงาน 5 แมตช์หลังสุดของทั้งสองทีมก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน โดยทัพ "งูใหญ่" นอกจากจะชนะรวดแล้วยังเสียเพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นในเกมที่เฉือน "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
 
    ในส่วนของการพบกันเองทั้งสองทีมมีโอกาสได้ดวลกันเพียงแค่ 2 แมตช์เท่านั้น และเป็น อินเตอร์ มิลาน ที่เอาชนะไปได้ 1 เกม กับ เสมอ 1 แมตช์ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2005

 เฮด-ทู-เฮด : เคยพบกันมาแล้ว 2 เกม ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก โดย อินเตอร์ มิลาน มีสถิติเหนือกว่าเล็กน้อยด้วยการชนะ 1 เกม สกอร์ 2-0 และ เสมอ 1 แมตช์ สกอร์ 1-1

เมาท์นำร่อง-ชิรูด์ปิดกล่อง! เชลซีเปิดรังทุบวูล์ฟส์2-0 คว้าอันดับ4ตีตั๋วไป ชปล.

เมสัน เมาท์ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ทำคนละประตู ช่วยให้ เชลซี เปิดรังเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 เก็บสามแต้มส่งท้าย พร้อมคว้าอันดับ 4 ของตาราง พร้อมคว้าสิทธิ์ ไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า ชปล. ฝั่ง "หมาป่า" หล่นไปรั้งอันดับ 7 ของตาราง

ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ (นัดสุดท้าย)
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563
เชลซี 2-0 วูล์ฟแฮมป์ตัน

    เริ่มเกมมาเพียง 5 นาที ราอูล ฮิเมเนซ จ่ายบอลทะลุช่องให้ แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ ได้หลุดขึ้นไปทางด้านขวา ก่อนเปิดเข้ามาในหน้าปากประตู แต่ไปติด
 คูร์ท ซูม่า ออกหลังไป

    หลังจากนั้นทั้งสองทีมพยายามต่อบอลเพื่อหวังทำประตู แต่ยังไม่มีทีมใดมีโอกาสจบสกอร์แบบจะๆได้ เกมผ่านไปแล้ว 25 นาที เชลซี ยังเสมอกับ
 วูล์ฟแฮมป์ตัน อยู่ 0-0

    นาทีที่ 38 คริสเตียน พูลิซิช ได้บอลก่อนไหลให้ มาร์กอส อลอนโซ่ ได้หลุดทางด้านซ้าย ก่อนตัดสินใจยิงจากหน้าเขตโทษ บอลไปติดบล็อคของ
 วิลลี่ โบลี่ หลุดออกข้างไป

    หลังจากนั้นอีกหนึ่งนาที เมสัน เมาท์ ได้จังหวะเปิดบอลจากด้านขวา บอลเข้าไปในเขตโทษ ก่อนเป็น โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ได้จังหวะโหม่งบอลหลุดข้าม
 คานไป

    นาทีที่ 43 จอนนี่ กาสโตร ได้บอลหลุดขึ้นมาทางด้านซ้าย ก่อนเปิดบอลเข้ามาหน้าปากประตู บอลโค้งเกือบจะเข้าเสาสอง แต่เป็น วิลลี่ กาบาเยโร่
 ปัดบอลออกมาชนกองหลังเชลซี ก่อนบอลจะหลุดออกหลังไปได้

    นาทีที่ 45+2 เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า โดนทำฟาวล์หน้าเขตโทษ ก่อนเป็น เมสัน เมาท์ รับหน้าที่ยิงบอลพุ่งเสียบเสาทางด้านขวาของ รุย ปาตริซิโอ
 เข้าไปอย่างสวยงามช่วยให้ เชลซี ออกนำ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0

    นาทีที่ 45+4 เมสัน เมาท์ จ่ายบอลทะลุช่องให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ แตะบอลหนึ่งจังหวะหลบ รุย ปาตริซิโอ ก่อนตามไปยิงส่งบอลเข้าประตูไป ช่วยให้
 เชลซี นำห่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0

    หมดเวลาการแข่งขันครึ่งแรก เชลซี นำห่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0

    เริ่มครึ่งหลังมาเป็นทางฝั่งทีมเยือน ได้จังหวะบุกมากกว่า แต่ยังไม่สามารถ ทำประตูตีไข่แตกได้ เกมผ่านไปแล้ว 55 นาที สกอร์ยังคงเดิมที่ เชลซี
 นำ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0

    หลังจากนั้นอีก 2 นาที รูเบน เนเวส วางบอลให้  ดีเอโก้ โชต้า บังบอลก่อนเลี้ยงหลบกองหลังเจ้าถิ่น พอถึงแถวๆหน้าเขตโทษ แล้วตัดสินใจยิง
 บอลพุ่งไปตรงตัวของ วิลลี่ กาบาเยโร่ รับเข้าซองเอาไว้ได้

    หลังจากนั้นไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มเติมได้ หมดเวลาการแข่งขัน เชลซี เอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0  เก็บสามแต้มส่งท้าย พร้อมคว้าอันดับ 4 ของตาราง พร้อมคว้าสิทธิ์ ไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า ชปล. ฝั่ง "หมาป่า" หล่นไปรั้งอันดับ 7 ของตาราง ต้องลุ้นไปเล่นฟุตบอลยูโรปาลีก แทน
   
     รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

    เชลซี (3-4-2-1) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์,คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส
 อลอนโซ่ – เมสัน เมาท์, คริสเตียน พูลิซิช – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

    วูล์ฟแฮมป์ตัน (3-4-2-1) : รุย ปาตริซิโอ – วิลลี่ โบลี่, คอเนอร์ เคาดี้, โรแม็ง แซสส์ – แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้, รูเบน เนเวส, เลอันเดร์ เดนดองเกอร์ ,
จอนนี่ กาสโตร -เปโดร เนโต้, ดีเอโก้ โชต้า – ราอูล ฮิเมเนซ

เผยลิเวอร์พูลได้เงินเท่าไหร่จากซีซั่นแชมป์

เดอะ ไทม์ส สื่อของเมืองผู้ดี ระบุ ลิเวอร์พูล จะฟันเงินจากซีซั่นนี้รวม 175 ล้านปอนด์ โดยมีเพียงเงินรางวัลตามอันดับเท่านั้นที่ได้น้อยกว่าที่คาดกันในตอนแรก
    ลิเวอร์พูล จะได้รับเงินโดยรวม 175 ล้านปอนด์ (ประมาณ 7,000 ล้านบาท) จากศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 ตามการเปิดเผยของ เดอะ ไทม์ส สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

    พรีเมียร์ลีก มีกฎแบ่งเงินให้ทีมในลีกตามประเด็นต่างๆ ทั้งด้านการร่วมแข่งขันซึ่งทุกทีมจะได้เท่ากัน, รายได้จากการถ่ายทอดสดในต่างประเทศที่จะแบ่งเท่ากัน และเงินรางวัลตามอันดับของแต่ละทีมที่จะได้ไม่เท่ากัน เป็นต้น

    ทั้งนี้ การแพร่ระบาดอย่างหนักของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนตั้งประเด็นว่า พรีเมียร์ลีก อาจจะได้รับผลกระทบทางการเงินจนส่งผลถึงเงินที่แต่ละทีมในลีกจะได้รับด้วย อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เดอะ ไทม์ส บอกว่ามีเพียงเงินรางวัลตามอันดับเท่านั้นที่โดนลดลง โดยเดิมที ลิเวอร์พูล ต้องได้เงินรางวัล 63 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,520 ล้านบาท) จากการที่จบซีซั่นนี้ด้วยการเป็นแชมป์ แต่โดนลดลงเหลือ 54 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,160 ล้านบาท)

    สำหรับทีมอื่นๆ นอกเหนือจาก ลิเวอร์พูล นั้น เชื่อกันว่าจะได้เงินรางวัลตามอันดับในลีกลดหลั่นลงไปอันดับละราว 2.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 108 ล้านบาท) ยกตัวอย่างเช่น แมนฯ ซิตี้ จะได้ 51.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,052 ล้านบาท) จากการเป็นรองแชมป์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัดว่าอีก 19 ทีมจะได้เงินโดยรวมเท่าไหร่หากนับรวมกับเงินในส่วนอื่นๆ

    เงินรางวัลเฉพาะตามอันดับในลีกที่แต่ละทีมใน พรีเมียร์ลีก จะได้รับจากผลงานในฤดูกาล 2019-20 หากอ้างอิงจาก เดอะ ไทม์ส

     1. ลิเวอร์พูล – 54 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,160 ล้านบาท)
     2. แมนฯ ซิตี้ – 51.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,052 ล้านบาท)
     3. แมนฯ ยูไนเต็ด – 48.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,944 ล้านบาท)
     4. เชลซี – 45.9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,836 ล้านบาท)
     5. เลสเตอร์ – 43.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,728 ล้านบาท)
     6. สเปอร์ส – 40.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,620 ล้านบาท)
     7. วูล์ฟส์ – 37.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,512 ล้านบาท)
     8. อาร์เซน่อล – 35.1 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,404 ล้านบาท)
     9. เชฟฯ ยูไนเต็ด – 32.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,296 ล้านบาท)
    10. เบิร์นลี่ย์ – 29.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,188 ล้านบาท)
    11. เซาธ์แฮมป์ตัน – 27 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,080 ล้านบาท)
    12. เอฟเวอร์ตัน – 24.3 ล้านปอนด์ (ประมาณ 972 ล้านบาท)
    13. นิวคาสเซิ่ล – 21.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 864 ล้านบาท)
    14. คริสตัล พาเลซ – 18.9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 756 ล้านบาท)
    15. ไบรท์ตัน – 16.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 648 ล้านบาท)
    16. เวสต์แฮม – 13.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 540 ล้านบาท)
    17. แอสตัน วิลล่า – 10.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 432 ล้านบาท)
    18. บอร์นมัธ – 8.1 ล้านปอนด์ (ประมาณ 324 ล้านบาท)
    19. วัตฟอร์ด – 5.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 216 ล้านบาท)
    20. นอริช – 2.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 108 ล้านบาท)

ชี้ชะตาตั๋วชปล.! 6 ข้อน่าจับตาก่อนแมนยูบุกทำศึกเลสเตอร์นัดสุดท้าย

ถือเป็นเกมบิ๊กแมตช์ที่น่าสนใจที่สุดในเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายคืนนี้ เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องบุกไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่รังคิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ซึ่งศึกครั้งนี้มีตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าเป็นเดิมพัน ถ้าหากใครพลาดจะส่งผลเสียหายต่อสโมสรแน่นอน เรามาเรียกน้ำย่อยด้วยประเด็นน่าสนใจก่อนเกมกันเลย

1.ล้าเป็นเหตุสังเกตได้

    แม้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่แพ้ใครในลีกมา 13 นัดติดต่อกัน แต่เห็นได้ชัดว่าช่วง 4 นัดหลังสุดพวกเขาฟอร์มแผ่วลงมาเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการโรเตชั่นนักเตะน้อยเกินไปจนทำให้ผู้เล่นตัวหลักเกิดอาการล้า หลังจากพวกเขาเสมอกับ สเปอร์ส ในเกมเปิดหัวรีสตาร์ทลีก พวกเขาก็ใช้นักเตะ 11 ตัวจริงชุดเดิมลงเล่น 5 นัดติดต่อกันในลีกแบบไม่ได้พักเลย

    นัดเจอ เวสต์แฮม เกมล่าสุด พวกเขามีแรงฮึดตีเสมอในช่วงครึ่งหลังแต่ด้วยพละกำลังที่อ่อนแรงมากทำให้เร่งเครื่องไม่ขึ้นจนยิงแซงคู่แข่งไม่ได้ คนที่ออกอาการล้าสะสมแบบชัดเจนคือ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งสองเกมหลังสุดทำผลงานได้ไม่ดีนักและมีจังหวะที่ผิดพลาดเยอะมาก ใครๆก็รู้ว่านักเตะคนนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากกับของทีม เมื่อเขาเล่นไม่ออกเกมรุกของ “ผีแดง” ก็มีประสิทธิภาพน้อยลงตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตามในมุมมองของ โซลชา ก็คงไม่สามารถพักตัวหลักได้จริงๆเพราะตัวสำรองที่มีอยู่ถือว่าห่างชั้นกับตัวจริงมาก และการเปลี่ยนตัวหลักออกก็มีบทเรียนมาแล้วในเกมเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน นี่เป็นปัญหาที่ “ผีแดง” คงต้องสะสางในช่วงหลังจบฤดูกาล แต่ในคืนนี้พวกเขาเสียเปรียบแน่นอนกับการพักแค่ 3 วันขณะที่เจ้าบ้านพักมา 1 อาทิตย์เต็มๆ “ผีแดง” คงต้องกระตุ้นนักเตะให้เรียกแรงเฮือกสุดท้ายในการเยือนรังจิ้งจอก

2.เงื่อนไขการคว้าตั๋ว

    การแข่งขันคืนนี้คงต้องติดตามกันแบบเรียลไทม์ทั้งที่สนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม และ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะสกอร์ทั้งสองสนามอาจส่งผลต่อการชี้เป็นชี้ตายตั๋ว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าเลยก็ว่าได้ เริ่มจากฝั่ง เชลซี ต้องการอีกเพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้นในการเจอกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งถ้าพวกเขาทำได้ก็ไม่ต้องมากังวลผลการแข่งขันอีกสนามเลย แต่ถ้าพวกเขาดันเกิดพ่ายแพ้ขึ้นมาก็ต้องหวังพึ่งให้ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ เลสเตอร์ เท่านั้น

    ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีเงื่อนไขเดียวกันกับ เชลซี นั่นคือการเก็บผลเสมอเป็นอย่างน้อยก็จะเพียงพอต่อการไป ชปล. แล้ว แต่ถ้าหากพวกเขาดันพลิกล็อกพ่ายแพ้ขึ้นมา “ผีแดง” คงต้องหวังให้ เชลซี พ่ายต่อ วูล์ฟส์ ด้วยนั่นจะทำให้ลูกทีมของ โซลชา จบอันดับ 4

    ด้านทัพ “จิ้งจอก” ทางที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องลุ้นสนามอื่นเลยคือการเอาชนะ “ปีศาจแดง” ให้ได้ แต่ถ้าเก็บได้แค่ผลเสมอ พวกเขาต้องให้ เชลซี พ่ายแพ้ต่อ วูล์ฟส์ ไม่อย่างงั้นจะฝันสลายอดไป ชปล. ทันที

3.จิ้งจอกพิการแต่สู้ตาย

 

    นับตั้งแต่ลีกกลับมารีสตาร์ท เลสเตอร์ ซิตี้ เก็บคะแนนในพรีเมียร์ลีกเฉลี่ยแค่ 1.1 แต้มต่อเกมเท่านั้น (เก็บ 9 คะแนนจาก 8 นัด) ทั้งที่ก่อนหน้าจะมีการหยุดแข่งขัน พวกเขาเก็บแต้มเฉลี่ย 1.8 แต้มต่อเกม  (เก็บ 53 คะแนนจาก 29 นัด) ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ฟอร์มรูดลงอย่างหนักคืออาการบาดเจ็บของผู้เล่นคนสำคัญ

    เริ่มมาตั้งแต่ ริคาร์โด้ เปเรยร่า แบ็กขวาตัวเก่งเอ็นหัวเข่าฉีกขาดเมื่อเดือนมีนาคม ต่อมา เจมส์ แมดดิสัน กองกลางตัวปั้นเกมคนสำคัญมีอาการบาดเจ็บตรงสะโพกเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ก่อน เบน ชิลเวลล์ จะเป็นอีกรายที่อดลงสนามหลังจากบาดเจ็บต้นขา ขณะที่ คริสเตียน ฟุคส์ ที่เป็นแบ็กซ้ายสำรองมีอาการเจ็บตรงโคนขาหนีบเช่กัน เมื่อตัวหลักทยอยกันเจ็บมันเลยส่งผลถึงฟอร์มการเล่นของนักเตะที่เหลือโดยเฉพาะ เจมี่ วาร์ดี้ ที่เป็นดาวซัลโวแต่นับตั้งแต่รีสตาร์ทลีก เขาก็ยิงเพียง 4 ประตูเท่านั้น

    ขณะที่ ร็อดเจอร์ส จำเป็นปรับแผนการเล่นที่ใช้มาตลอดทั้งฤดูกาลอย่าง 4-1-4-1 กลายเป็น 3-4-1-2 หรือ 3-4-3 แทนซึ่งผลการแข่งขันก็ออกมาไม่ดีเท่าไหร่นักเมื่อเก็บชัยเพียง 2 นัดตั้งแต่รีสตาร์ท ยิ่งไปกว่านั้น คักลาร์ โซยุนชู ดันมาโดนใบแดงในเกมพ่าย บอร์นมัธ ทำให้จะอดใช้งานกองหลังตัวเก่งยันนัดสุดท้ายอีกด้วย  เหมือนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกจริงๆสำหรับ “จิ้งจอก” เลยส่งผลให้จากทีมที่เคยขึ้นไปถึงลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้ต้องตกลงมาอันดับ 5 และมีโอกาสจะอดไป ชปล. อีกด้วย ดังนั้นหากคืนนี้พวกเขาเก็บชัยชนะเหนือผีแดงด้วยตัวผู้เล่นแบบนี้ได้ต้องยอมนับถือหัวจิตหัวใจของพวกเขาจริงๆ

4.ปัญหาแบ็กซ้าย

 

    เป็นฤดูกาลที่ ลุค ชอว์ ต้องแข่งขันกับ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ในการแย่งตำแหน่งแบ็กซ้ายมาตลอดทั้งซีซั่น ช่วงต้นฤดูกาล ลุค ชอว์ มีปัญหาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริงทำให้พลาดลงสนามในลีกถึง 10 นัดซึ่งก็เป็นเจ้าหนูวิลเลี่ยมส์ที่ขยับขึ้นยึดตัวจริงและทำผลงานได้เข้าตาทีเดียว จนกระทั่งช่วงเดือนธันวาคม ชอว์ กลับมาสู่ทีมพร้อมยึดตำแหน่งกลับมา

    อย่างไรก็ตามมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงฟอร์มการเล่นของ ลุค ชอว์ และบางคนมองว่าถึงเวลาต้องส่งไม้ต่อให้กับ วิลเลี่ยมส์ แล้วเนื่องจาก ชอว์ บาดเจ็บบ่อยเกินไปและยังทำแอสซิสต์หรือยิงประตูไม่ได้เลยทั้งที่ตำแหน่งแบ็กคือกำลังสำคัญในการเติมเกมรุกของแผน โซลชา ทว่า กุนซือผีแดงยังคงเชื่อมั่นในตัวของแบ็กซ้ายวัย 25 ปีคนนี้และยังให้โอกาสลงตัวจริงต่อไป

    ตลอดช่วงรีสตาร์ทยังมีเสียงวิจารณ์อยู่ ลุค ชอว์  เล็กน้อยแต่ในเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เจ้าตัวดันมาได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงท้ายเกม หลังจากนั้นอีกสองนัดในลีกเขาพลาดลงสนามซึ่งมันส่งผลกระทบต่อฟอร์มของทีมด้วย ในเกมกับ พาเลซ โซลชา เลือกใช้ ทิโมธี โฟซู-เมนซ่าห์ ลงเล่นแบ็กซ้ายแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังต้องรื้อฟื้นฟอร์มในสนามเนื่องจากไม่ได้ลงเล่นให้ทีมมาถึง 2 ปี เกมกับเชลซีและเวสต์แฮม โซลชา กลับมาใช้ วิลเลี่ยมส์ ลงสนามแต่ผลงานกลับไม่ได้ดีอย่างที่คิด เรื่องเกมบุกยังพอใช้ได้ แต่เกมรับมีปัญหาชัดเจน กลายเป็นว่าเมื่อเทียบกับฟอร์มของ ชอว์ ยังคงห่างชั้นอยู่มาก

    เมื่อวานนี้ ลุค ชอว์ เดินทางมาสนามซ้อมแต่ โซลชา กล่าวก่อนเกมว่ายังคงต้องเช็กฟิตแบ็กซ้ายรายนี้ ต้องรอดูว่าเขาจะพร้อมลงสนามหรือไม่ แต่ถ้าหากเป็น วิลเลี่ยมส์ ออกสตาร์ทตัวจริงก็คงจะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของเจ้าหนูคนนี้ว่าจะรับมือกับเกมที่กดดันแบบนี้ได้หรือไม่

5.วาร์ดี้ลุ้นรองเท้าทองคำ

 

    เจมี่ วาร์ดี้ กำลังเป็นผู้นำดาวซัลโวอยู่ในตอนนี้ที่ 23 ประตู อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่รีสตาร์ทลีก กองหน้าวัย 33 ปีเพิ่งจะทำประตูแค่ 4 ลูกเท่านั้นทั้งที่ตอน 19 นัดแรกของซีซั่นเจ้าตัวถล่มตาข่ายถึง 17 ลูกเลยทีเดียว นั่นทำให้ผู้ตามอย่าง แดนนี่ อิงส์ ที่กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มร้อนแรงทำประตูตามมาที่ 21 ลูกแล้ว ขณะที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง เจ้าของดาวซัลโวฤดูกาลที่แล้วก็ไล่มาที่ 20 ประตู

    ดูเผินๆเหมือนจะยากทีเดียวที่จะตาม วาร์ดี้ ในนัดสุดท้าย แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ต้องรอดูกันว่าในที่สุดเขาจะคว้ารองเท้าทองคำสมัยแรกได้หรือไม่หลังจากเคยเป็นแค่รองดาวซัลโวในฤดูกาล 2015/16 รวมถึงมีสิทธิ์จะทำสถิติเป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่คว้าดาวซัลโวในลีกสูงสุดของอังกฤษนับตั้งแต่ รอนนี่ รุค (36 ปี) ของอาร์เซน่อล ทำไว้ในปี 1947-48

6.สถิติผีข่ม

 

    เมื่อเช็คสถิติการเจอกันแล้ว แฟนผีอาจจะสบายใจได้เล็กน้อยเมื่อ “ปีศาจแดง” พ่ายแพ้แค่นัดเดียวเท่านั้นตลอดการมาเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ 13 นัดหลังสุดในลีก โดยครั้งสุดท้ายที่พ่ายแพ้เกิดขึ้นในเดือนกันยายนปี 2014 ด้วยสกอร์ 5-3 ขณะที่ 12 นัดที่เหลือมีเสมอ 4 ครั้ง และ “ผีแดง” เอาชนะได้ถึง 8 ครั้ง

    นอกจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่แพ้ทัพ “จิ้งจอก” ในลีกมา 10 นัดติดต่อกันแล้ว (ชนะ 7 เสมอ 3) และยังเป็นฝ่ายยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่ 10 นาทีแรกใน 3 ครั้งหลังสุดที่เจอกันอีก อย่างไร “เดอะ ฟ็อกซ์” มีสถิติพ่ายในนัดสุดท้ายเพียงแค่นัดเดียวจาก 12 ฤดูกาลหลังสุด (ชนะ 7 เสมอ 4)