ไขข้อข้องใจทำไมลิเวอร์พูลเสียจุดโทษเกมกับเชฟฯยูไนเต็ด

กลายเป็นประเด็นร้อนระหว่าง วีเออาร์ กับ ลิเวอร์พูล อีกครั้ง หลังเมื่อสัปดาห์ก่อน ‘หงส์แดง’ เป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในเกมกับ เอฟเวอร์ตัน และนัดล่าสุดกับลูกจุดโทษที่ ‘หงส์แดง’ เสียให้แก่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก็ทำให้แฟนบอลหลายคนสงสัยว่าจังหวะที่ ฟาบินโญ่ เข้าสกัด โอลี่ แม็คเบิร์นนี่ย์ สมควรเป็นจุดโทษจริงๆ หรือ?
    จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเกม โดยแรกเริ่ม ฟาบินโญ่ สกัดบอลไม่ดีไปติดตัว จอห์น ลุนด์สแตรม มิดฟิลด์ของ เชฟฯ ยูไนเต็ด แล้วบอลมาเข้าทางของ โอลี่ แม็คเบิร์นนี่ย์ ก่อนที่ดาวเตะแซมบ้าของ ลิเวอร์พูล เข้าสกัดบอลจังหวะสองจากทางด้านหลังตรงบริเวณเส้นกรอบเขตโทษ

    ซึ่งทันใดนั้น ไมค์ ดีน ผู้ทำหน้าที่ชี้ขาดในเกมนี้ เป่าเป็นลูกฟาวล์ของ ฟาบินโญ่ และให้เป็นฟรีคิกแก่ ทีมดาบคู่ อย่างไรก็ตาม วีเออาร์ ที่ควบคุมโดย อันเดร มาร์ริเนอร์ นำจังหวะนี้มาตรวจสอบใหม่อีกครั้ง และส่งสัญญาณบอก ดีน ว่าช็อตนี้เป็นจุดโทษของ เชฟฯ ยูไนเต็ด แล้วก็เป็น ซานเดอร์ เบิร์ก สังหารไม่พลาดพาทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะตามตีเสมอ 1-1 จาก โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ในช่วงท้ายครึ่งแรก และมาได้ประตูชัยจากลูกโขกของ ดีโอโก้ โชต้า ในช่วงครึ่งหลัง

    อย่างไรก็ดี การทำหน้าที่ของ วีเออาร์ เกิดเป็นคำถามของแฟนบอลหลายคนที่มองว่า เทคโนโลยีตัวช่วยการตัดสินนี้เกิดข้อผิดพลาดหรือไม่ และเมื่อกางกฎกติกาออกมาแล้ว สามารถยืนยันได้ว่าจังหวะนี้สมควรแก่เป็นลูกจุดโทษของ เชฟฯ ยูไนเต็ด เนื่องจากเป็นการฟาวล์บนเส้นกรอบเขตโทษ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรอบเขตโทษ ฉะนั้นต่อให้ไม่ได้ทำฟาวล์ข้างในกรอบ แต่หากเกิดขึ้นตรงเส้นเขตโทษ ก็จะกลายเป็นลูกจุดโทษทันที

    แล้วทีนี้ ข้อสงสัยอีกหนึ่งอย่างคือมันสมควรเป็นลูกฟาวล์หรือไม่ เพราะจะเห็นว่า ฟาบินโญ่ ก็เข้าสกัดโดนลูกฟุตบอล ซึ่งในจุดนี้เอง วีเออาร์ ไม่ได้เช็กได้ว่าเป็นการฟาวล์หรือไม่ เพราะยืนยันตามที่กรรมการตัดสินแล้วว่าเป็นลูกฟาวล์ จึงทำให้ วีเออาร์ ทำหน้าที่เช็กเพียงว่าการฟาวล์นี้เกิดขึ้นในเขตโทษ หรือว่านอกเขตโทษเท่านั้น

เวรกรรมมีจริง!แฟนหงส์คอมเมนต์ไอจีลูกาส์ ดีญหลังโดนใบแดง

แฟนบอลลิเวอร์พูล ได้ทีเอาคืนหลัง ลูกาส์ ดีญ กองหลังทีม "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน โดนใบแดงในเกมพ่ายเซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเจ้าตัวเคยโพสต์แซว ริชาร์ลิซอน ที่ถูกใบแดงเกมเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้ กับทีม "หงส์แดง"
    แฟนๆ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีก อังกฤษ พากันเอาคืนไปโพสต์ในอินสตราแกรมของ ลูกาส์ ดีญ กองหลังทีม "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพที่เจ้าตัวโพสต์เหตุการณ์ที่ไปพยายามดึงใบแดงจากกระเป๋าผู้ตัดสิน ในเกมที่ ริชาร์ลิซอน ถูกไล่ออกหลังไปเสียบหนักใส่ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ในเกมเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้

    โดน ชาว "เดอะค็อป" ต่างพากันชอบใจ ที่ได้เห็น ลูกาส์ ดีญ โดนใบแดงไปเสียเองในเกมที่ เอฟเวอร์ตัน พ่าย เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังทีมนักบุญ ได้สองประตูจาก เจมส์ วอร์ด-เพราส์  กับ เช อดัมส์ ในช่วงครึ่งแรก ก่อนครึ่งหลังในนาทีที่ 72 "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ต้องมาเสียเปรียบเมื่อ ลูกาส์ ดีญ ไปเข้าหนักใส่ ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส ผู้ตัดสินควักใบแดงไล่ออกจากสนามทันที

 

    ลูกาส์ ดีญ ได้โพสต์ภาพของตัวเองในอินสตาแกรม ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะพยายามซ่อนใบแดงของผู้ตัดสิน หลังจากเสมอ ลิเวอร์พูล 2-2 พร้อมกับคำบรรยายว่า "ผมพยายามทำให้ดีที่สุด"

    โดยแฟนบอลลิเวอร์พูลคนหนึ่งมาตอบว่า " ลูกาส์ ดีญ สนุกกับเหตุการณ์ของ ริชาร์ลิซอน กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วยรูปนี้ วันนี้เขาได้รับกรรมของเขาแล้ว"

    ส่วนอีกรายมาคอมเมนต์ว่า "กรรมมันได้ตามทันแล้ว ไม่ต้องรอนาน"

    ก่อนแฟนหงส์รายที่สามคอมเมนต์ว่า "ดีญทำเป็นเล่นกับใบแดงของ ริชาร์ลิซอน และกรรมก็ได้ตามทันเขาแล้วในสุดสัปดาห์นี้!"

 

ลอว์เรนสันเชียร์ลิเวอร์พูลดึงเด็กเก่าทดแทนฟานไดค์

มาร์ค ลอว์เรนสัน ชี้แนะว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ควรที่จะดึงอดีตลูกหม้อของทีมอย่าง คอเนอร์ เคาดี้ เข้ามาร่วมทีม เพื่อทดแทนการขาดหายไปของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์
   
มาร์ค ลอว์เรนสัน อดีตตำนานของ ลิเวอร์พูล เชื่อว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ของ ‘หงส์แดง’ ควรที่จะดึง คอเนอร์ เคาดี้ ปราการหลัง วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส เข้ามาร่วมทีม เพื่อทดแทน เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ที่ได้รับบาดเจ็บต้องพักยาว

ฟาน ไดค์ ได้รับบาดเจ็บตรงบริเวณเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า หรือ ACL ในเกมที่บุกไปเสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 2-2 เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งอาการบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้เจ้าตัวต้องพักรักษาตัวนานอย่างน้อย 6 เดือน และเป็นผลให้ฤดูกาลนี้ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อย

โดยทาง ลอว์เรนสัน สนับสนุนให้ คล็อปป์ ดึงตัว คอเนอร์ เคาดี้ กัปตันทีมวูล์ฟส์ ซึ่งเคยเป็นเด็กปั้นของทีมเข้ามา "ผมคิดว่า เฟอร์กิล จะต้องพักไปทั้งฤดูกาล"

"ผมคิดว่าต้องกาชื่อออกไปได้เลยเพราะคุณต้องมีแมตช์ฟิตเนส และเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยในตอนนี้ เพราะพวกเขาเล่นให้ทีมสำรองไม่ได้" ลอว์โร่ เผยกับ Argus

"หาก ลิเวอร์พูล จะจ่ายเงินก้อนโตเพื่อใครสักคนตอนเดือนมกราคม พวกเขาก็ต้องการคนที่พร้อมใช้งานได้เลย คอเนอร์ เคาดี้ ถูกพูดถึงมาก และเขาก็เป็นผู้เล่นที่จัดการได้ดี และเป็นคนที่ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก มาแล้วหลายเกม"

สำหรับ เคาดี้ เติบโตมากับ อคาเดมี่ ของ ลิเวอร์พูล โดยลงสนามในนามทีมชุดใหญ่ของ "หงส์แดง" แค่ 2 เกม ก่อนจะอำลาทีมไปอยู่กับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ตอนปี 2014 จากนั้นก็ย้ายมาอยู่กับ วูล์ฟส์ และพัฒนาตัวเองจนเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงก้าวขึ้นไปติดทีมชาติอังกฤษ ชุดใหญ่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

5จุดสำคัญที่จะทำให้มูรินโญ่พาสเปอร์สบินสูง

เปิด 5 เหตุผลสำคัญที่จะทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ พา สเปอร์ส ทำผลงานเยี่ยมในซีซั่นนี้ หลังเริ่มจูนทีมได้ลงตัวในการทำงานฤดูกาลที่สอง
        ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ พุ่งขึ้นมาเป็นเต็ง 3 ที่จะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 ตามสายตาของบริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายแทบทุกแห่งในประเทศอังกฤษ โดยเป็นรองแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล เท่านั้น

    โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ "ไก่เดือยทอง" กำลังปรับจูนทีมของตัวเองให้ลงตัว หลังเข้ามาทำงานช่วงปลายปีที่แล้ว และนี่คือ 5 เหตุผลที่จะทำให้พวกเขาไปได้สวยในฤดูกาลนี้

    1. ขุมกำลังแน่นปึ๊กทุกตำแหน่ง

    ในช่วงเปิดตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา สเปอร์ส ได้นักเตะมาเสริมทัพหลายรายทั้ง แกเร็ธ เบล, เซร์คิโอ เรกีลอน, คาร์ลอส วินิซิอุส, แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้, ปิแอร์ เอมิล ฮอยเบิร์ก และ  โจ ฮาร์ท

    จากการที่ทีมมีขุมกำลังขนาดใหญ่ทำให้ มูรินโญ่ สามารถหมุนเวียนนักเตะได้กับการลงเตะหลายรายการที่ต้องลงเล่นสัปดาห์ละ 2 นัด

    ในเวลานี้ ทุกตำแหน่งของ สเปอร์ส มีผู้เล่นที่ทดแทนกันได้หมดไล่ตั้งแต่นายทวารที่มีทั้ง อูโก้ โยริส และ ฮาร์ท ขณะที่แนวรับก็ดูดีขึ้นหลังได้ทั้ง เรกีลอน และ โดเฮอร์ตี้ มาเสริมทัพ

    จากการที่มีตัวเลือกหลายรายส่งผลให้ มูรินโญ่ สามารถเลือกเล่นได้ทั้งแท็กติก 4-3-3 หรือ 3-5-2 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าว่าจะเจอกับคู่แข่งทีมไหน

    2. ซน-เคน คู่หูนรกแตก

    ในฤดูกาลนี้ ซน ฮึง-มิน กองหน้าชาวเกาหลีใต้ ออกสตาร์ตได้ร้อนแรงด้วยการทำประตูในลีกไปแล้วถึง 7 ลูกจากการลงเล่น 5 นัด ขณะที่ใน 4 ซีซั่นก่อนหน้านี้เขาก็ทำประตูในทุกรายการรวมกันได้ถึง 77 ประตูด้วยกัน จนทำให้ได้รับคำชมอย่างมากในพักหลัง

    ขณะที่ แฮร์รี่ เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ทำไปแล้ว 5 ประตูใน พรีเมียร์ลีก นอกจากนั้นทั้งคู่ยังผลัดกันจ่ายให้ยิงอีกเป็นว่าเล่น โดยในเกมบุกไปเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน ขาดลอย 5-2 นั้น เคน แอสซิสต์ 4 ลูกให้ ซน ทำให้เป็นครั้งแรกใน พรีเมียร์ลีก ที่มีนักเตะคนเดิมจ่ายให้เพื่อนคนเดิมยิงทั้ง 4 ประตูอีกด้วย

    การสลับกันเป็นฝ่ายยิงและจ่ายระหว่างคู่หู "เคน-ซน" ทำให้มีประตูที่เกิดขึ้นจากการประสานงานกันของทั้งคู่ในศึก พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 28 ลูก ซึ่งมากสุดอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ ต่อจากคู่หู แฟร้งค์ แลมพาร์ด กับ ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา (36 ประตู), ดาบิด ซิลบา กับ เซร์คิโอ อเกวโร่ (29 ประตู) และ โรแบร์ ปิแรส กับ เธียร์รี่ อองรี (29 ประตู) เท่านั้น

    นอกจากนี้ นับตั้งแต่ที่ มูรินโญ่ ก้าวเข้ามาคุมทัพ "ไก่เดือยทอง" เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีก่อน เคน (33 ประตู) กับ ซน (30 ประตู) เป็นสองนักเตะที่มีส่วนร่วมกับการทำประตูรวมทุกรายการมากสุด เหนือทุกคนในเวที พรีเมียร์ลีก อีกด้วย

    3. ฮอยเบิร์ก ขับเคลื่อนเกม

    อีก 1 นักเตะ สเปอร์ส ที่ได้รับคำชมอย่างมากคือ ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก กองกลางทีมชาติเดนมาร์ก ที่เพิ่งย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา

    ค่าตัวของ ฮอยเบิร์ก วัย 25 ปี อยู่ที่แค่ราว 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 600 ล้านบาท) เท่านั้น และเจ้าตัวก็ยึดตัวจริงได้อย่างรวดเร็ว โดยลงเล่นเป็นตัวจริงทั้ง 5 นัดใน พรีเมียร์ลีก และลงสนามเกม ยูโรปา ลีก ที่ชนะ แอลเอเอสเค 3-0 ด้วย

    ฮอยเบิร์ก ทำได้เยี่ยมทั้งในเรื่องการตัดเกม ส่งผลให้ช่วยงานของกองหลังได้เยอะ ขณะที่การทำเกมรุกก็โดดเด่น จ่ายบอลได้เยี่ยม เหมือนอย่างที่แสดงให้เห็นในการจ่ายทะลุช่องเข้าเขตโทษให้ แซร์ช ออริเย่ร์ ยิงประตูในเกมบุกไปถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด 6-1

    4. ไม่ใช่ มู จอมน่าเบื่ออีกแล้ว

    ก่อนหน้านี้ มูรินโญ่ ถูกมองว่า เป็นกุนซือที่น่าเบื่อ และชอบใช้แผนรถบัสในการเน้นผลการแข่งขัน ส่งผลให้ทีมของเขาไม่ค่อยทำประตูได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม ในซีซั่นนี้ สเปอร์ส ไม่ได้เป็นทีมที่เล่นได้น่าเบื่อ เพราะตั้งแต่เกมแรกที่แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 นั้น พวกเขาก็เดินหน้ายิงประตูคู่แข่งได้มากมาย

    "ไก่เดือยทอง" เอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 5-2 บุกถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด 6-1 และเสมอ เวสต์แฮม 3-3 ขณะที่ในถ้วย ยูโรปา ลีก ก็อัด มัคคาบี้ ไฮฟา 7-2 และชนะ แอลเอเอสเค 3-0

    5. ระวังทีเด็ด เบล

    แกเร็ธ เบล ปีกซูเปอร์สตาร์ทีมชาติเวลส์ ได้กลับมาเล่นให้ สเปอร์ส อีกครั้ง หลังย้ายมาจาก เรอัล มาดริด ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล

    เบล กลับมาสวมยูนิฟอร์ม "ไก่เดือยทอง" หนแรกในรอบ 7 ปี หลังจากที่เจ้าตัวเก็บข้าวของย้ายจาก สเปอร์ส ไปร่วมทัพ "ราชันชุดขาว" เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2013 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก ณ เวลานั้น ที่ 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,700 ล้านบาท)

    แม้ เบล จะยังทำประตูให้ สเปอร์ส ในรอบนี้ไม่ได้ แต่ถ้าดาวเตะเวลส์ กลับมามีสภาพร่างกายสมบูรณ์เต็มร้อยล่ะก็ รับรองว่าเขาจะมีทีเด็ดแน่นอน

ฮามันน์จวกดอร์ทมุนด์ยังให้รอยส์เป็นกัปตันทีม

ดีทมาร์ ฮามันน์ ระบุ ดอร์ทมุนด์ ทำพลาดมหันต์ที่ยังให้ มาร์โก รอยส์ เป็นกัปตันทีมอยู่ พร้อมบอกว่า "เสือเหลือง" เวลาไร้เงาของ รอยส์ มักจะเล่นได้ดีสุดๆ ด้วย

ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตยอดกองกลางชาวเยอรมัน ตำหนิ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ว่าตัดสินใจพลาดที่ยังให้ มาร์โก รอยส์ ดาวเตะคนดังเป็นกัปตันทีมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะส่วนตัวแล้วมองว่าแข้งรายดังกล่าวไม่คู่ควรกับการสวมปลอกแขนเลย

รอยส์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมของ ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2018 แต่ตลอดเวลาที่เขาอยู่กับ ดอร์ทมุนด์ นั้น เจ้าตัวมักจะโดนอาการบาดเจ็บตามเล่นงานอยู่เรื่อยๆ โดยในช่วง 4 ฤดูกาลก่อนหน้านี้นั้น มีเพียงซีซั่นเดียวที่เขาได้ลงเล่นในลีกอย่างน้อย 20 เกม

พอโดนถามว่า ดอร์ทมุนด์ จำเป็นต้องมีอะไรเพื่อที่จะกลับไปเป็นหนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ของทวีปยุโรปได้นั้น ฮามันน์ ก็ตอบว่า "พวกเขาต้องมีผู้นำที่มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง คุณจะมีกัปตันทีมที่ได้ลงเล่นแค่ครึ่งเดียวของทั้งฤดูกาลไม่ได้หรอก ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ปลดเขาออกจากการเป็นกัปตันทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ที่จริงผมสงสัยด้วยซ้ำว่าเขาควรจะเป็นกัปตันทีมตั้งแต่ 2 ปีก่อนรึเปล่า คุณจำเป็นต้องมีคนที่จะฉุดกระชากทีมไปข้างหน้ามาเป็นกัปตันทีม"

อดีตแข้ง ลิเวอร์พูล และ บาเยิร์น มิวนิค เสริมว่า ดอร์ทมุนด์ มักจะทำผลงานได้ดีกว่าด้วยซ้ำหากไม่มี รอยส์ ลงเล่นเป็นตัวจริง อย่างเช่นนัดล่าสุดที่ชนะ ชาลเก้ 3-0 ในเกมดาร์บี้แมตช์แห่งแคว้นรูห์ เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเกมดังกล่าว รอยส์ โดนเปลี่ยนตัวลงสนามในช่วง 13 นาทีสุดท้าย "เบเฟาเบ มักจะเจอปัญหาจากเขาเวลาที่เขาไม่ได้เป็นตัวจริงพักใหญ่ แต่คุณไม่ควรจะตัดสินใจจัดทีมเพียงเพื่อทำให้นักเตะรู้สึกดีหรือเพื่อไม่ทำให้เขารู้สึกโมโห คุณต้องทำสิ่งที่จะเป็นผลดีที่สุดต่อทีมและต่อสโมสร"

"ดอร์ทมุนด์ ในตอนนี้จะเล่นได้ดีกว่าเมื่อไม่มี รอยส์ อยู่ในสนาม ตอนที่ไม่มีเขาน่ะ (โจวานนี่) เรย์น่า ดูดีเลย ขณะที่ (เออร์ลิง เบราต์) ฮาแลนด์ ก็มีสภาพที่ยอดเยี่ยมมากๆ ส่วน (ยูเลี่ยน) บรันด์ท ก็เล่นได้ดี แถมพวกเขายังมี (เจดอน) ซานโช่ ที่ถือว่าโดดเด่นสุดๆ อีกต่างหาก"

“เวนเกอร์” เผยเหตุยื่นข้อเสนอแสบซื้อซัวเรซจากลิเวอร์พูล

อาร์แซน เวนเกอร์ ตำนานผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล เปิดใจถึงเหตุผลที่เลือกยื่นข้อเสนอสุดกวนประสาทให้กับ ลิเวอร์พูล เพื่อซื้อ หลุยส์ ซัวเรซ มาร่วมทีม แต่สุดท้ายโดน "หงส์แดง" ปฏิเสธแบบไม่ใยดี แต่ก็กลายเป็นเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวจนทุกวันนี้
              อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือมากประสบการณ์ อธิบายเหตุผลเกี่ยวกับการที่ อาร์เซน่อล ยื่นข้อเสนอจำนวน 40,000,001 ปอนด์ (ราว 1,520,000,038 บาท) ให้กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เพื่อเซ็นสัญญากับ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าชาวอุรุกวัย เมื่อปี 2013

              ตำนานนายใหญ่" เดอะ กันเนอร์ส" อยากได้ ซัวเรซ มาร่วมทีมอย่างมากในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 โดยในเวลานี้ "เดอะ เร้ดส์" ที่มี เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทำหน้าที่กุมบังเหียนเป็นฤดูกาลแรก พลาดโอกาสในการได้ตั๋วไปเลยศึกฟุตบอลถ้วยยุโรป

              ในเวลานั้น ซัวเรซ แสดงความต้องการที่จะย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ และ อาร์เซน่อล หวังที่จะใช้โอกาสที่พวกเขาได้ลงแข่งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยั่วใจให้นักเตะทิ้ง "หงส์แดง" เพื่อมาเล่นในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม โดยพวกเขาได้ยื่นข้อเสนอที่สุดโด่งดังจำนวน 40 ล้านปอนด์+1 ปอนด์ ให้กับ ลิเวอร์พูล แต่สุดท้ายโดนปฏิเสธอย่างไม่ใยดี 

              เวนเกอร์ เปิดใจถึงข้อเสนอสุดอื้อฉาวผ่านหนังสืออัตชีวประวัติ "Arsene Wenger: My Life in Red and White"  ว่า "ใน ฤดูกาล 2013/2014 เราจับตามอง หลุยส์ ซัวเรซ มาตลอด เราได้ตกลงกับนักเตะและเอเจนต์ของเขาแล้ว แต่เอเจนต์อ้างว่ามีเงื่อนไขค่าฉีกสัญญาที่ระบุว่า ต้องได้รับข้อเสนอมากกว่า 40 ล้านปอนด์ ลิเวอร์พูล จึงจะปล่อยนักเตะออกไป"

             "แต่ต้องขอบคุณความไม่รอบคอบของ ลิเวอร์พูล ผมได้พบว่าเงื่อนไขค่าฉีกสัญญาของเขาไม่มีอยู่จริง เพื่อเช็คว่ามันเป็นความจริงไหม เราก็เลยยื่นข้อเสนอจำนวน 40,000,001 ปอนด์ นี่อาจจะดูเหมือนไร้สาระ ผมยอมรับเรื่องนี้ แต่ ลิเวอร์พูล ไม่อยากขาย ซัวเรซ พวกเขาพยายามเก็บเขาเอาไว้ และจากนั้นก็ได้รับข้อเสนอที่ต้องการจาก บาร์ซ่า" เวนเกอร์ ระบุ

              ทั้งนี้ ซัวเรซ ตัดสินใจอยู่กับ ลิเวอร์พูล ต่อไปโดยเขาตะบันไปถึง 31 ประตูจากการลงสนาม 33 เกมในฤดูกาล 2013/2014 แต่น่าเสียดายที่ "หงส์แดง" พลาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในโค้งสุดท้าย เพราะโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปาดหน้าไปอย่างเจ็บปวด

ใครดี? 4แข้งเหมาะย้ายมาเป็นตัวแทนฟานไดค์ตลาดหน้าหนาว

สืบเนื่องจากการที่ ลิเวอร์พูล กำลงประสบปัญหาในแนวรับ หลังจากต้องเสีย เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ปราการหลังตัวเก่งที่มีอาการบาดเจ็บหนักจากเกม เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ แมตช์ กับ เอฟเวอร์ตัน
    ฟาน ไดค์ วัย 29 ปี ได้รับบาดเจ็บดังกล่าวจากชอตที่โดน จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตู เอฟเวอร์ตัน พุ่งเข้าชนในนัดล่าสุดที่ "หงส์แดง" ออกไปเสมอกับ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" 2-2 ในเกม พรีเมียร์ลีก นัดเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเขาจำเป็นต้องรับการผ่าตัด และเชื่อกันว่าในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดนั้นแข้งวัย 29 ปีก็อาจจะต้องพักทั้งฤดูกาลนี้เลย

    ส่งผลให้เวลานี้ ลิเวอร์พูล จะเหลือเพียง โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่เชื่อใจได้เท่านั้น แต่ก็สามารถจับ ฟาบินโญ่ ถอยไปเล่นเป็นเซ็นเตอร์จำเป็น ซึ่งเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำผลงานได้ดี

    อย่างไรก็ตามช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเดือนมกราคมนี้ก็เป็นโอกาสที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะได้เสริมผู้เล่นเข้ามาใหม่ นี่คือ 4 นักเตะที่เหมาะย้ายมาเป็นตัวแทน ฟาน ไดค์

ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ – ไลป์ซิก

    ปรากาหลังทีมชาติฝรั่งเศกลายเป็นหนึ่งในแนวรับที่เนื้อหอมมากที่สุดคนหนึ่งในยุโรปในช่วงตลาดนักเตะเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจากโชว์ผลงานสุดแจ่มให้ ไลป์ซิก ซึ่ง ลิเวอร์พูล ก็เคยมีข่าวให้ความสนใจมาแล้วด้วย

    อูปาเมกาโน่ เป็นกองหลังที่มีรูปร่างสูงใหญ่ทำให้เขามีสไตล์การเล่นที่แข็งแกร่งดุดัน และเล่นลูกกลางอากาศได้ดี โดยดาวเตะวัย 21 ปี เพิ่งจะจรดน้ำหมึกต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปถึงปี 2023 จนทำให้ค่าตัวของเขาน่าจะสูงพอตัว อย่างไรก็ตามในรายละเอียดสัญญาฉบับล่าสุดนั้นเจ้าตัวจะสามารถย้ายออกไปได้ในราคาเพียง 38 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,537 ล้านบาท) แต่จะสามารถใช้ได้เมื่อถึงตลาดซัมเมอร์ปีหน้าเท่านั้น 

คอเนอร์ เคาดี้ – วูล์ฟแฮมป์ตัน

    เคาดี้ เคยอยู่กับทีมชุดเยาวชนของ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ปี 2005 ก่อนจะถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2011 แต่ได้ลงเล่นเพียงเกมเดียวในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น ก่อนจะย้ายออกไปอยู่กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (ยืมตัว), ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ก่อนจะมาเป็นกำลังสำคัญให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน จนถึงปัจจุบัน

    ผลงานของดาวเตะวัย 27 ปี พัฒนาขึ้นตามลำดับช่วยให้แนวรับของทีม "หมาป่า" แข็งแกร่งสุดๆ จนกลายเป็นกัปตันทีมในเวลานี้ พร้อมกับถูก แกเร็ธ เซาธ์เกต เรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่โดยลงเล่นไปแล้ว 3 เกม ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย แต่คงเนอีกดีลที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะ วูล์ฟส ก็ไม่ต้องการจะปล่อยตัวออกไปเช่นกัน    

โอซาน คาบัค – ชาลเก้

    ชื่อของ โอซาน คาบัค ปราการหลังดาวรุ่งจาก ชาลเก้ เคยโผล่เข้ามาเป็นเป้าหมายรายใหม่ของ ลิเวอร์พูล ในการดึงมาเสริมแกร่งแนวรับในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาเสีย เดยัน ลอฟเรน กองหลังประสบการณ์สูงให้กับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก โดยคาดว่าเขาจะมีค่าตัว 40 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,630 ล้านบาท)

    ด้วยสไตล์การเล่นที่มีความดุดัน มีทั้งความแข็งแกร่ง รวดเร็ว และเล่นลูกกลางอากาศได้ดี ทำให้เขาถูกสื่อต่างประเทศนำไปเปรียบเทียบกับ เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังจาก เรอัล มาดริด นอกจากนี้ คาบัค ยังเป็นนักเตะที่มีความกล้าลุยกล้าแลก ชนไม่ถอยจนถึงกับเคยจมูกหัก หน้าแตกมาแล้วในเกมเพลย์ออฟหนีตกชั้นกับยูเนียน เบอร์ลิน

เบน ไวท์ – ไบรท์ตัน

    ลิเวอร์พูล ตกเป็นข่าวตามให้ความสนใจ ไวท์ วัย 22 ปี มาได้สักระยะแล้ว และล่าสุดมีรายงานด้วยว่าพวกเขาอาจเดินหน้าดึงมาเสริมทัพในตลาดหน้าหนาวนี้ แต่ "หงส์แดง" อาจต้องจ่ายเงินมากกว่า 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท)  ไม่งั้นต้นสังกัดของนักเตะไม่ปล่อยตัวแน่นอน

    แม้ว่าดาวเตะวัย 22 ปี จะไม่ได้เป็นกำลังหลักของ ไบรท์ตัน ในซีซั่นนี้แต่เมื่อมีโอกาสลงสนามเจ้าตัวก็ทำผลงานได้ดีระดับหนึ่ง โดยย้อนไปในฤดูกาล 2019-20 เขาเป็นกำลังสำคัญในระหว่างเล่นให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญายืมตัว ได้แชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ พร้อมกับได้เลื่อนชั้นไปเล่นใน พรีเมียร์ลีก ในซีซั่นนี้

ดาร์บี้เดือด! ลิเวอร์พูลชวดชัยโดนVARริบทดเจ็บบุกเจ๊าเอฟเวอร์ตัน10ตัวสุดมันส์

ศึก "เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์" จบลงด้วยการแบ่งแต้มไปอย่างสุดมันส์ หลังจาก โดมินิก คัลเวิร์ท-เลวิน โขกประตูช่วยให้ เอฟเวอร์ตัน รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ตามตีเสมอ ลิเวอร์พูล ไปด้วยสกอร์ 2-2 โดยเกมนี้มามีดราม่าช่วงท้ายเกมเมื่อ ริชาร์ลิซอน มาโดนใบแดง แถม "หงส์แดง" ชวดได้ลูกสามเมื่อประตูของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ถูกวีเออาร์ริบไป ทำให้ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ยังรักษาสถิติไร้พ่ายยังรั้งจ่าฝูง ส่วน "หงส์แดง" ขยับขึ้นมารั้งรองฝูง

    การแข่งขันตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2563 ที่สนาม กูดิสัน พาร์ค ศึก "เมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์" เป็นการพบกันระหว่าง เอฟเวอร์ตัน เปิดบ้านรับมือ ลิเวอร์พูล

    เอฟเวอร์ตัน ของกุนซือ คาร์โล อันเชลอตติ เกมนี้ไม่มีปัฯหาการจัดทัพส่งชุดดีที่สุดลงเล่นครบครับได้ อัลลัน และ อันเดร โกเมส กลับมาประจำการแดนกลาง ขณะที่ 3 แนวรุกยังนำมาโดย ฮาเมส โรดริเกซ, ริชาร์ลิซอน และ โดมินิก คัลเวิร์ท-เลวิน

          ด้าน ลิเวอร์พูล ของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ เกมนี้ขาด อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่มีอาการเจ็บแล้วเป็น อาเดรียน เฝ้าเสาแทนอีกครั้ง ขณะที่ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรก ส่วนสามแนวรุกลงสนามครบครันทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่

    ครึ่งแรกเปิดฉากมาเพียง 3 นาทีเท่านั้น ลิเวอร์พูล ที่บุกเข้าใส่ก่อนมาได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 จากจังหวะที่ แอนดรูว์ โรบิร์ตสัน เติมขึ้นมาแล้วเปิดเข้าเขตโทษให้ ซาดิโอ มาเน่ วิ่งเข้ามาซัดตามน้ำบอลเสยคานบนเข้าประตูไป

    อยางไรก็ตาม นาทีที่ 7 ลิเวอร์พูล โชคร้ายเมื่อ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ มีอาการเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว จากจังหวะที่โดน จอร์แดน พิคฟอร์ด ใช้เท้าสกัดจนล้มลงในเขตโทษ แต่ผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์แสดงให้เห็นว่าแนวรับชาวดัตช์อยู่ในจังหวะล้ำหน้าไปก่อนชวดได้จุดโทษไป ก่อนจะเป็น โจ โกเมซ ที่ได้ลงเล่นแทน ในนาที 11

    จากนั้น นาที 12 เอฟเวอร์ตัน ได้ลุ้นตามตีเสมอจากจังหวะที่ ลูก้าส์ ดีญ เปิดจากกราบซ้ายไปเข้าหัวของ โดมินิก คัลเวิร์ท-เลวิน พุ่งมาโหม่งแต่บอลข้ามคาน

    ทอฟฟี่สีน้ำเงิน เริ่มตั้งเกมของตัวเองได้มีโอกาสบุกใส่ต่อเนื่อง นาที 19 เชมุส โคลแมน จ่ายบอลจากแดนตัวเองทะลุช่องให้ คัลเวิร์ท-เลวิน หลุดเข้าเขตโทษแล้วซัดมุมแคบแต่ อาเดรียน ปิดมุมได้ดีปัดออกหลัง

    หลังจากนั้นลูกเตะมุมในจังหวะต่อเนื่อง ฮาเมส โรดริเกซ เปิดมาเข้าหัวของ ไมเคิ่ล คีน เติมขึ้นมาโขกเหน่งๆบอลไปตรงตัว อาเดรียน แต่ปัดไม่ออกบอลเข้าประตูไปให้ เอฟเวอร์ตัน ตามตีเสมอ 1-1 ในนาที 19

    ถัดมา นาที 25 เกือบขึ้นนำอีกครั้งจากจังหวะฟรีคิกหน้าเขตโทษ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เขี่ยเปลี่ยนจุดให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ บรรจงปั่นไปเสาแรก แต่ จอร์แดน พิคฟอร์ด โชว์ซูเปอร์เซฟบินปัดออกหลังไปหวุดหวิด

    นาที 31 เอฟเวอร์ตัน ต้องเสียโควต้าเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนแรกเช่นกัน หลังจาก เชมุส โคลแมน มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังจนเล่นต่อไม่ไหว แล้วเป็น บน ก็อดฟรีย์ แข้งดาวรุ่งรายใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจาก นอริช ลงเล่นแทน

    หงส์แดง ได้ลุ้นอีกครั้ง ใน นาที 33 จากจังหวะที่ ติอาโก้ อัลกันตาร่า รับบอลจาก ซาดิโอ มาเน่ หน้าเขตโทษแล้วซัดด้วยขวาบอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว

    ช่วงที่เหลือไม่มีใครทำอะไรเพิ่มได้ทำให้จบครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอกันอยู่ 1-1

    เปิดฉากครึ่งหลังมา ลิเวอร์พูล ขึงบุกใส่ทันที และเกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง ในนาที 48 จอร์ดน เฮนเดอร์สัน เก็บตกได้หน้าเขตโทษแล้วยิงฉีดยาด้วยขวาบอลเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว

    นาที 59 เอฟเวอร์ตัน พลาดโอกาสทองที่จะขึ้นนำ ฮาเมส เปิดไปเสาไหลให้ ริชาร์ลิซอน ได้โขกเน้นๆ แต่บอลไปชนเสาอย่างจัง

    จนกระทั่งนาที 72 หลังจาก ลิเวอร์พูล เปิดเกมบุกใส่อยู่พักใหญ่มาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง 2-1 จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เปิดเข้าเขตโทษ เยอร์รี่ มิน่า สกัดไม่ดีไปเข้าทางปืนของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กดสวนตูมเดียวด้วยซ้ายส่งบอลตุงตาข่าย

    อย่างไรก็ตาม นาที 81 เอฟเวอร์ตัน ไล่ตามตีเสมอ 2-2 ลูก้าส์ ดีญ เติมขึ้นมาครอสเข้าเขตโทษให้ โดมินิก คัลเวิร์ท-เลวิน เทคตัวขึ้นโหม่งสูงกว่าแนวรับทีมเยือนส่งบอลตุงตาข่ายไปอยางสวยงาม

    ท้ายเกม เอฟเวอร์ตัน ต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คนเมื่อ ริชาร์ลิซอน ไปเสียบสกัดใส่ ติอาโก้ อัลกันตาร่า อย่างรุนแรง ผู้ตัดสินแจกใบแดงให้ดาวยิงชาวบราซิลทันที ในนาที 90

    จนกระทั่งทดเจ็บ นาที 90+3 ลิเวอร์พูล ต้องเฮเก้อเมื่อ มาเน่ หลุดไปถึงสุดเส้นหลังแล้วตบเข้ากลางให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน สอดมาซัดเข้าประตูไป แต่ผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์แสดงให้เห็นว่าแขนของ มาเน่ ล้ำหน้าชวดได้ประตูไปอย่างน่าเสียดาย 

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม เอฟเวอร์ตัน เสมอ ลิเวอร์พูล 2-2
    
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เอฟเวอร์ตัน (4-3-3) : จอร์แดน พิคฟอร์ด – เชมัส โคลแมน, เยร์รี่ มีน่า, ไมเคิ่ล คีน, ลูก้าส์ ดีญ – อันเดร โกเมส, อับดูลาย ดูกูเร่, อัลลัน – ฮาเมส โรดริเกซ, โดมินิก คัลเวิร์ท-เลวิน, ริชาร์ลิซอน

ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โฌแอล มาติป, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ติอาโก้ อัลกันตาร่า, ฟาบบินโญ่ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่

ริชาร์ลิซอนยันจังหวะเสียบติอาโก้เป็นอุบัติเหตุ

ริชาร์ลิซอน ออกโรงชี้แจงกรณีที่ไปเข้าเสียบ ติอาโก้ อัลกันตาร่า จนโดนใบแดงในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ ที่ต้นสังกัดเปิดบ้านเสมอกับ ลิเวอร์พูล 2-2 เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา

เอฟเวอร์ตัน ทีมจ่าฝูงของ พรีเมียร์ลีก เปิดสนามกูดิสัน พาร์ค เสมอกับ ‘แชมป์เก่า’ ลิเวอร์พูล 2-2 ซึ่งในช่วงท้ายเกมนาทีที่ 90 ริชาร์ลิซอน แนวรุกชาวแซมบ้าของเจ้าถิ่นไปพุ่งเข้าเสียบใส่ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ของ ‘หงส์แดง’ จนโดนใบแดงโดยตรง และจากการให้สัมภาษณ์หลังจบเกมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ฝั่งทีมเยือนดูเหมือนว่าแข้งสแปนิชจะมีอาการบาดเจ็บจากจังหวะดังกล่าว

ในเวลาต่อมา ริชาร์ลิซอน ได้กล่าวขอโทษผ่านเว็บไซต์ โดยมีเนื้อหาใจยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นพวกนักเตะใช้ความรุนแรง และตนก็ได้ส่งข้อความไปขอโทษ ติอาโก้ แล้ว

"ทุกคนที่รู้จักผมจริงๆ จะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นผู้เล่นใช้ความรุนแรงเลย" กองหน้าทีมชาติบราซิล กล่าว

"สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คืออุบัติเหตุจากความทุ่มเทเต็มที่ ผมไม่ได้จะโต้แย้งนั้นด้วยการเจตนาทำร้าย ติอาโก้"

"เมื่อผมเห็นว่าการปะทะกำลังจะเกิดขึ้น ผมก็รีบยกเท้าตัวเองขึ้นแล้วเข่าผมก็ไปชนกับเขาซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วจากความเร็วของการเล่น"

"ผมส่งข้อความไปขอโทษเขาแล้ว และผมก็มาเปิดเผยต่อที่สาธารณะ ผมหวังว่าเขาจะไม่เจ็บอะไรมาก และทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี"

"ผมขอโทษต่อเพื่อนร่วมทีม, สโมสร และแฟนๆ ของผมที่ผมทิ้งพวกเขาไปในช่วงท้ายเกม"

"น่าเสียดายที่มันไม่มีอะไรที่ผมทำได้เพื่อเปลี่ยนแปลงกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือไปจากการไตร่ตรอง, ทำงาน และก้าวต่อไป"

คล็อปป์เหน็บคาร์ร่าคิดแบบนี้ถึงไม่มีโอกาสทำงานคุมทีม

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล เหน็บแนม เจมี่ คาร์ราเกอร์ ว่าแสดงความเห็นที่ผิดๆ จนทำให้เป็นเหตุผลที่ทำให้ คาร์ราเกอร์ ไม่มีโอกาสมาทำงานคุมทีม หลังจากที่ คาร์ราเกอร์ เหมือนกับจะเคยบอกว่า "หงส์แดง" ทำพลาดที่ไม่เสริมทัพในตำแหน่งกองหลังในตลาดรอบล่าสุด
    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เหน็บ เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตยอดกองหลังของทีมที่เหมือนกับจะเคยตำหนิตนว่าทำพลาดที่ไม่ยอมซื้อเซนเตอร์แบ็กอาชีพในตลาดการเสริมทัพรอบล่าสุด

    ก่อนที่ฤดูกาลนี้จะเริ่มขึ้นนั้น ลิเวอร์พูล ตัดสินใจปล่อย เดยัน ลอฟเรน ให้กับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก แต่ก็ไม่ได้ซื้อใครมาแทนเลยจนทำให้เซนเตอร์แบ็กอาชีพที่มีประสบการณ์ระดับการเล่นให้ทีมชุดใหญ่แบบต่อเนื่องของพวกเขาเหลือเพียง 3 คน ได้แก่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ "หงส์แดง" ก็ได้รับข่าวร้ายเมื่อ ฟาน ไดค์ มีอาการเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกจนต้องหมดสิทธิ์ลงเล่นเป็นเวลานาน แถมถ้าเลวร้ายที่สุดยังอาจจะถึงขั้นต้องพักทั้งฤดูกาลเลย

    เรื่องดังกล่าวทำให้ไม่นานมานี้ คาร์ราเกอร์ กล่าวระหว่างการทำหน้าที่กูรูของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีว่าที่จริงแผงหลังของ ลิเวอร์พูล ก็เต็มไปด้วยความน่ากังขามาตั้งแต่ก่อนเปิดซีซั่นนี้แล้ว เพราะแม้ว่า ฟาน ไดค์ จะเป็นยอดกองหลัง แต่รายของ มาติป มักจะได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ ส่วน โกเมซ ก็ยังดูฟอร์มไม่คงเส้นคงวาเท่าที่ควร พร้อมกระตุ้นให้อดีตทีมของตนต้องเลื่อนมาปิดดีลกับกองหลังที่เป็นแข้งเป้าหมายของทีมตั้งแต่วันแรกของตลาดซื้อ-ขายนักเตะ รอบ 2 ช่วงเดือนมกราคมนี้ให้ได้ ไม่ใช่รอไปเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า

    คล็อปป์ เผยว่า "ตอนแรกเราลงเล่นฤดูกาลนี้โดยที่มีเซนเตอร์แบ็กให้ใช้งานตั้ง 3 คน แถมยังมี ฟาบินโญ่ เป็นอะไหล่ในตำแหน่งนี้ รวมถึงมีดาวรุ่งบางคนที่สามารถลงเล่นให้ทีมได้ด้วย มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่ทีมของคุณจะมีเซนเตอร์แบ็กระดับโลกอยู่ในทีมถึง 4 คน ถ้าเกิดมีใครอยากบอกว่าเราทำพลาด (ในการไม่ซื้อเซนเตอร์แบ็ก) อย่างเช่น เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่พูดไปก่อนหน้านี้แล้วล่ะก็ ผมก็คิดว่านั่นคงเป็นหนึ่งในไม่กี่เหตุผลที่ทำให้คนแบบนั้นไม่ได้ทำงานนี้ (การคุมทีม)"

    หลังจาก คล็อปป์ พูดแบบนั้น คาร์ราเกอร์ ก็ชี้แจงทาง ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิตว่าตนไม่เคยตำหนิ คล็อปป์ เลยว่าทำพลาดที่ไม่ได้ซื้อกองหลังในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา "ในฤดูกาลนี้ผมยังไม่เคยพูดแม้แต่ครั้งเดียวว่า คล็อปป์ ทำพลาดที่ไม่ได้ซื้อเซนเตอร์แบ็กด้วยเหตุผลบางอย่างตามที่เขากล่าวอ้าง"