บรูโน่บอดโทษแต่โชว์โหด! 6 ประเด็นร้อนหลังแมนยูบุกถลุงนิวคาสเซิ่ล

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาคืนฟอร์มได้สำเร็จหลังบุกถล่ม นิวคาสเซิ่ล ขาดลอยถึง 4-1 โดยเกมนี้ "ผีแดง" เป็นฝ่ายที่ครองเกมเหนือกว่ามากและมีโอกาสยิงถึง 28 ครั้งเลยทีเดียว แต่ความจริงลูกทีมของ โซลชา มาได้ 3 ประตูรวดในช่วงท้ายเกม ขณะที่ "สาลิกาดง" นอกจากได้ประตูจากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วก็ไม่ได้สร้างความอันตรายให้กับผู้มาเยือนเลยจนสุดท้ายต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด เราสรุปประเด็นเกิดขึ้นในเกมนี้มาให้ทุกท่านแล้ว

1.บรูโน่ดีไม่สุดแต่ยังฉายแสง
แม้ว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะยิงจุดโทษพลาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ย้ายมาเล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด (ยิง 10 ครั้ง พลาด 1 ครั้ง) แต่เจ้าตัวยังโชว์ให้เห็นถึงการมีอิทธิพลในแนวรุกของทีมเป็นอย่างมาก

มันค่อนข้างนานมาแล้วที่ บรูโน่ จะทำผลงานน่าประทับใจตลอดทั้ง 90 นาที และสำหรับเกมนี้เขาก็เป็นเช่นนั้น มองดูสถิติแล้วเขามีเปอร์เซ็นต์จ่ายบอลแม่นยำน้อยที่สุดในทีม (80%) เราจะเห็นเขาออกบอลได้-เสียอยู่หลายครั้งซึ่งผลลัพธ์ส่วนใหญ่จะออกมาทางจ่ายเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม บรูโน่ มีสถิติสร้างโอกาสทำประตูถึง 6 ครั้ง และยังมายิงประตูท้ายเกมบวกกับแอสซิสต์ให้ แรชฟอร์ด กดประตูปิดกล่อง ถือว่าฉายแสงเลยทีเดียว มีนักเตะ “ผีแดง” น้อยคนนักที่จะยิงประตูในวันที่เล่นไม่เพอร์เฟคแต่ บรูโน่ สามารถทำแบบนั้นได้และสิ่งนี้ก็ช่วย แมนฯ ยูไนเต็ด เอาตัวรอดมาหลายครั้ง

2.กัปตันเรียกความมั่นใจ

กัปตันทีม แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เริ่มต้นฤดูกาลนี้ด้วยฟอร์มที่ย่ำแย่ ทั้งก่อความผิดพลาดจนเสียหลายประตู รวมถึงการโดนใบแดงในเกมชาติที่ผ่านมาด้วย ก่อนเกมนี้ ริโอ เฟอร์ดินาน และแฟนบอลหลายคนมองว่าปราการหลังรายนี้ควรถูกดร็อปเพื่อกลับไปคิดทบทวนฟอร์มการเล่นของตัวเองรวมถึงให้พักผ่อนหลังจาก โซลชา ใช้งานมาหนักตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม็กไกวร์ ยังได้รับความไว้วางใจจาก โซลชา หลังมีชื่อออกสตาร์ทตัวจริงในเกมนี้ และเขาก็ตอบแทนกุนซือด้วยการโหม่งประตูตีเสมอ นิวคาสเซิ่ล ให้ทีมกลับสู่เกมได้เร็วในครึ่งเวลาแรก ส่วนในเรื่องเกมรับอาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยแต่โดยรวมถือว่าช่วยทีมได้เยอะ ประตูนี้น่าจะเป็นการเรียกความมั่นใจของเจ้าตัวกลับมา แฟนผีก็คงหวังว่าจะได้เห็น แม็กไกวร์ แบบในช่วงที่เขาเก็บคลีนชีทติดๆกันเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

3.วาน-บิสซาก้าเปิดซิงยิง

เกมรุกทางฝั่งขวาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องพึ่ง อารอน วาน-บิสซาก้า เป็นหลัก เนื่องจาก “ผีแดง” ยังไม่มีปีกขวาธรรมชาติที่พึ่งพาได้เข้ามาในทีม เกมนี้ ฆวน มาต้า ยืนทางปีกขวาก็จริงแต่เขามักจะเลี้ยงตัดเข้าด้านในเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเกมรุกทางริมเส้นฝั่งขวาจะเหลือแค่ วาน-บิสซาก้า คนเดียว

แต่อย่างที่เราทราบกันว่าอดีตแบ็กขวาพาเลซโดดเด่นในเรื่องเกมรับมากกว่า นั่นทำให้ประสิทธิภาพเกมรุกทางฝั่งขวาของทีมนั้นด้อยลงไป อย่างไรก็ตามเขายังพอมีพิษสงอยู่บ้าง และเกมนี้เจ้าตัวมาเปิดซิงยิงประตูแรกกับ แมนฯ ​ยูไนเต็ด ด้วยการซัดเต็มข้อเสียบสามเหลี่ยมอย่างสวยงาม ฉลองการลงเล่นครบ 50 นัดกับต้นสังกัดพอดี ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากขึ้นกับการปรับปรุงเกมรุกของเขา

4.มาต้าโดดเด่น

เมื่อทีมขาดตัวรุกทางฝั่งขวาอย่าง เมสัน กรีนวู้ด ที่บาดเจ็บ เลยกลายเป็นประเด็นว่า โซลชา จะเลือกใครลงสนามแทน ซึ่งต้องบอกว่ากุนซือ “ผีแดง” จิ้มเลือกได้เหมาะสมทีเดียว

ฆวน มาต้า ออกสตาร์ทตัวจริงแบบเซอร์ไพรส์อยู่พอสมควร แต่ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้เขาทำผลงานได้ดีในศึกคาราบาว คัพหลังยิง 1 จ่าย 1 ในเกมพบ ไบรท์ตัน จึงเป็นโอกาสของ มาต้า ในการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง และเขาทำได้ดีทีเดียว

แนวรุกชาวสเปนิชมีส่วนกับเกมรุกตลอด ความจริงเขาน่าได้แอสซิสต์ตั้งแต่จ่ายให้กับ บรูโน่ ทำประตูแล้วแต่น่าเสียดายที่เป็นจังหวะล้ำหน้า ทว่าต่อมาเจ้าตัวยังมาเปิดเตะมุมสุดแม่นยำให้ แม็กไกวร์ โขกตีเสมอ

เกมนี้ จามาล ลูอิส แบ็กขวานิวคาสเซิ่ลปั่นป่วนมากกับการเคลื่อนที่ของ มาต้า ทั้งการตัดเข้าตรงกลาง, ดร็อปต่ำรับบอล และ วิ่งตัดหลัง เขายังมีส่วนจ่ายบอลทำเกมรุกให้เกิดประตูที่ 3 ด้วย เป็นฟอร์มที่เราไม่ได้เห็นมานานของ มาต้า เชื่อว่าเขาจะกลับมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในแคนดิเดตแนวรุกฝั่งขวาอีกครั้ง

5.แรชฟอร์ดเปรี้ยงท้ายเกม

มาร์คัส แรชฟอร์ด กลับมาสวมบทบาทกองหน้าตัวเป้าอีกครั้งหลังจาก อ็องโตนี่ มาร์ซิยาล ติดโทษแบน ขณะที่ เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าตัวใหม่ของทีมยังไม่สามารถลงสนามได้เนื่องจากอยู่ในช่วงกักตัว

โดยรวมแล้วเกมนี้ถือว่าสอบผ่าน แม้ว่าจะใช้โอกาสยิงค่อนข้างเปลือง (โอกาสยิง 7 ครั้ง เข้ากรอบ 4 ครั้ง) แต่เจ้าตัวมาโชว์ฟอร์มโดดเด่นในช่วงท้ายเกม ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายให้ บรูโน่ ยิงประตูแซงนำ, เรียกจุดโทษให้กับทีม, ทำชิ่งหนึ่งสองให้ วาน-บิสซาก้า ยิงประตู ปิดท้ายด้วยการหลุดเดี่ยวไปซัดประตูปิดกล่อง ถือเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลได้ใช้ได้ทีเดียวกับการยิง 2 จ่าย 2 จากการลงเล่น 4 นัดแม้ว่าฟอร์มอาจจะยังไม่ได้เปรี้ยงถึงที่สุดก็ตามแต่ถือว่าดีกว่าเพื่อนร่วมทีมอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

6.เอาชัยก่อนโปรแกรมหนัก

นี่เป็นชัยชนะครั้งที่สองของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้พร้อมกับขยับขึ้นอันดับที่ 14 ของตาราง นักเตะและตัวกุนซือตอบสนองได้ดีหลังจากพ่ายแพ้คาบ้านมาอย่างยับเยินเมื่อนัดที่แล้ว เกมที่ต้องคว้าสามแต้มสถานเดียวและทีมสามารถทำได้ตามเป้าหมายก็ต้องให้เครดิตกับน้าโอเล่ด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ “ผีแดง” จะเข้าสู่ช่วงโปรแกรมสุดหินแล้ว

3 เกมลีกต่อไป แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องทำศึกหนักทั้งหมด โดยเริ่มจากการเปิดบ้านรับการมาเยือนของสองยอดทีมแห่งลอนดอนนั่นคือ เชลซี และ อาร์เซน่อล ก่อนจะต้องออกไปเยือนทีมฟอร์มร้อนแรงของฤดูกาลนี้อย่าง เอฟเวอร์ตันด้วย นอกจากนี้ช่วงกลางสัปดาห์ของแต่ละอาทติย์ โซลชา ยังต้องลุยศึก ชปล. อีกโดยจะเริ่มจากวันอังคารนี้ที่บุกเยือนของแข็งอย่าง เปแอสเช และยังต้องดวลกับ ไลป์ซิก และ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ด้วย งานนี้ โซลชา จะเซฟเก้าอี้ไหวหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ 6 นัดที่กล่าวมานี้แหละ

ห่วยทุกตำแหน่ง! ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมสปอร์สยำใหญ่คาบ้าน

ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์อันเลวร้ายของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังพ่ายแพ้คาบ้านต่อ สเปอร์ส ถึง 6-1 เกมนี้แข้ง "ผีแดง" ครบสูตรคำว่า "ย่ำแย่" โดยเฉพาะเรื่องเกมรับที่ปล่อยให้คู่แข่งถลุงตาข่ายง่ายอีกแล้ว นอกจากนี้แนวรุกยังมาโดนใบแดงตอกย้ำอีกด้วย และนี่คือผลสอบของนักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนี้

ดาบิด เด เคอา 4

ไม่ได้แย่เหมือนแผงหลังที่อยู่หน้าเขาแต่ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับการเสีย 6 ประตูจากการยิงตรงกรอบ 8 ครั้งในเกมนี้ โดยเฉพาะลูกที่โดน ซน ฮึง-มิน ยิงลอดขา

อารอน วาน-บิสซาก้า 4

อาจจะเป็นคนที่ผิดพลาดน้อยที่สุดในแผงหลัง มีการทำถึง 4 แท็กเกิ้ล แต่ก็เจองานหนักในการประกบ ซน ที่มีความเร็วในลูกสวนกลับ ไม่ได้ทำประโยชน์มากนักเมื่อมีบอลอยู่กับตัว

เอริก ไบยี่ 2

มีโอกาสได้ลงเล่นตัวจริงแทนที่ ลินเดอเลิฟ แล้วแต่คว้าโอกาสไม่ได้ ลูกที่ 2 เขามัวแต่เหม่อจนตาม ซน ฮึง-มิน ไม่ทัน ขณะที่ลูกที่สามรับไปเต็มเนื่องจากจ่ายพลาดหน้าปากประตู

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ 3

ความผิดพลาดของเขาทำให้ทีมเสียประตูตีเสมอเร็วจนโมเมนตัมเปลี่ยน ยังเป็นคนที่เข้าบอลโฉ่งฉ่างจนเสียฟรีคิกและเสียประตูที่สองด้วย

ลุค ชอว์ 2

กลายเป็นบ่อน้ำมันรูเบ้อเร่อของเกมนี้ ทั้งการยืนตำแหน่งที่ผิดพลาดไปหมดจน สเปอร์ส ขึ้นเกมรุกแบบขวาผ่านตลอด รวมถึงมีส่วนกับการเสียประตูทั้งหลายลูก

ปอล ป็อกบา 4

ไม่ได้สร้างอิมแพ็คกับเกมรุกเลยแถมยังทำเสียบอลถึง 13 ครั้งเลยทีเดียว เข้าแท็กเกิ้ลพลาดจนทำเสียจุดโทษแบบง่ายๆ

เนมานย่า มาติช 3

แทบจะตามเกมรุกของสเปอร์สไม่ทัน ไม่ได้ทำแท็กเกิ้ลหรือตัดบอลแม้แต่ครั้งเดียวในครึ่งแรก

เมสัน กรีนวู้ด 4

ทำสุดความสามารถของเขา แต่ช่วยเกมรุกได้น้อย โอกาสง้างเท้านับครั้งได้

บรูโน่ แฟร์นันด์ส 5.5

    อุตส่าห์ยิงจุดโทษให้ทีมขึ้นนำเร็วแท้ๆ แต่พอทีมเสียประตูตีเสมอและเสียโมเมนตัมบทบาทก็น้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งโดนเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่ง

มาร์คัส แรชฟอร์ด 4

มีโอกาสหลุดไปยิงชนเสาแต่เป็นจังหวะล้ำหน้าและก็แทบไม่มีบทบาทกับเกมเนื่องจากบอลไปไม่ถึงเขามากนักโดยเฉพาะครึ่งหลังที่โดนจับโยกไปเล่นกองหน้า

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล 3

เรียกจุดโทษให้กับทีมได้สำเร็จแต่เรื่องดีของเขาทั้งเกมมีแค่นั้น อาจจะไม่แฟร์นักที่โดนใบแดงอยู่คนเดียว แต่ต้องยอมรับว่าเป็นบทเรียนสำคัญของเจ้าตัวไม่ให้ใช้อารมณ์มากเกินไป

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม

เฟร็ด 4 (ลงมาแทน บรูโน่ แฟร์นันด์ส น.46)

ถูกส่งมาเพื่อให้แดนกลางเข้าที่มากขึ้นแต่สุดท้ายไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่นัก แถมจ่ายขึ้นหน้าพลาดหลายครั้ง

สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ 4 (ลงมาแทน เนมานย่า มาติช น.46)

ไม่ต่างจาก เฟร็ด เนื่องจากไม่ได้ช่วยแดนกลางให้ดีขึ้น

ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค 5 (ลงมาแทน เมสัน กรีนวู้ด น.68)

ลงมาเล่นทางฝั่งขวาแต่ได้บอลค่อนข้างน้อย

 

วอล์คเกอร์แน่นเว่อร์! ตัดเกรดแข้งอังกฤษแซงคว้าชัยเหนือเบลเยี่ยม

"สิงโตคำราม" ขยับขึ้นมารั้งจ่าฝูงของกลุ่ม 2 สายเอ ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ได้สำเร็จหลังพลิกแซงชนะ เบลเยี่ยม 2-1 ที่สนามเวมบลีย์ สเตเดี้ยม โดยเกมนี้ครึ่งแรกลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ค่อนข้างเป็นรองผู้มาเยือนและยังโดนยิงประตูขึ้นนำก่อนด้วย แต่มาซัดตีเสมอจากลูกจุดโทษ ขณะที่ครึ่งหลังทีมเล่นดีขึ้นมากจนกระทั่งมาได้ประตูชัยแบบมีโชคเล็กน้อย สำหรับ "เอ็มวีพี" ของเกมนี้ต้องยกให้กับปราการหลังคนหนึ่งที่ช่วยเกมรับในหลายๆจังหวะ มาดูผลงานแข้งอังกฤษแต่ละคนกัน

จอร์แดน พิคฟอร์ค 6

ไม่ได้เจอบททดสอบมากนัก ประตูที่เสียก็มาจากจุดโทษ มีออกมาตัดบอลกลางอากาศพลาดบ้าง แต่ชดเชยด้วยการเปิดบอลยาวขึ้นหน้าสุดแม่นยำ

ไคล์ วอล์คเกอร์ 8

“แมน ออฟ เดอะ แมตช์” พอถูกจับมาเล่นเซนเตอร์แบ็กเลยไม่ได้เติมสูงมาก แต่ต้องชมเรื่องการเล่นเกมรับ มีความเฉียบขาดในการอ่านเกมและใช้ความเร็วในการตัดบอล เคลียร์บอลถึง 5 ครั้งและยังบล็อกลูกยิงสำคัญอีก 2 ครั้งด้วย

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ 6

กลับมาคืนทัพนัดแรกนับตั้งแต่คดีฉาว มีปัญหาในการรับมือ ลูกากู อยู่บ้างในช่วงครึ่งแรกแต่เวลาผ่านไปเริ่มมั่นใจขึ้น ยังไม่มีจังหวะผิดพลาดชัดเจน

เอริก ดายเออร์ 5.5

สไลด์ ลูกากู จนทำทีมเสียจุดโทษแบบไม่น่าเสีย หลังจากนั้นมีปั่นป่วนเหมือนกันเมื่อเจอเกมบุกพายุของเบลเยี่ยม แต่ครึ่งหลังทำผลงานดีขึ้น

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ 6

ยังคงมีปัญหาเมื่อต้องเล่นเกมรับ แต่ต้องชมการโยนบอลยาวสุดแม่นยำให้ คีแรน ทริปเปียร์ จนเป็นที่มาของประตูชัย

เดแคลน ไรซ์ 7

มีปัญหาในการรับมือการเคลื่อนที่ของ เควิน เดอ บรอยน์ อยู่ช่วงหนึ่ง แถมเสียใบเหลืองในครึ่งแรกด้วย ทว่าครึ่งหลังเล่นดีขึ้นมาก ทั้งมีส่วนตัดเกมแดนกลาง ช่วยเกมรับและทำให้ทีมครองบอลบุกสู้ได้มากขึ้นกว่าครึ่งแรก

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 6

เป็นคนเรียกจุดโทษให้กับทีม ยังคงมีความนิ่งทว่าลูกพลิกแพลงไม่ค่อยมีซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่บางทีทีมต้องการจ่ายบอลสร้างเกมรุกจากเขามากกว่านี้

คีแรน ทริปเปียร์ 7

ยังคงถูกจับมาเล่นฝั่งซ้ายในช่วงที่ทีมขาดนักเตะซึ่งดูไม่ค่อยถนัดนักแต่ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง มีส่วนร่วมกับประตูที่สองด้วยการแอสซิสต์ให้ เมสัน เมาน์ท

เมสัน เมาน์ท 7

ออกสตาร์ทตัวจริงแบบเซอร์ไพรส์เพราะหลายคนคิดว่า แจ็ค กรีลิช ที่ฟอร์มดีจะลงต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเล่นอยู่ทางฝั่งขวา แต่บทบาทเงียบเกือบทั้งเกม ช่วยเกมรุกได้น้อย ก่อนโยกมาฝั่งซ้ายสักพักและทำประตูชัยแบบมีเฮง

มาร์คัส แรชฟอร์ด 7

เป็นคนยิงจุดโทษให้ทีมตีเสมอ ในสามแนวรุกตัวจริงเกมนี้ แรชฟอร์ด มีบทบาทมากที่สุดและปั่นป่วนคู่แข่งได้ดีที่สุดโดยเฉพาะครึ่งหลัง แต่ปัญหาของเจ้าตัวยังคงเป็นจังหวะสุดท้ายและบางครั้งดึงบอลกับตัวไว้นานเกินไป

โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน 6

หลายจังหวะยังไม่เป็นใจ ครึ่งแรกบอลมาถึงเขาน้อย แต่บทบาทมากขึ้นในครึ่งหลังและโอกาสยิงเริ่มมามากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถูกเปลี่ยนตัวออก

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม

คัลวิน ฟิลลิปส์ 6 (ลงมาแทน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน น.66)

ลงมาทำให้แดนกลางแน่นขึ้น

แฮร์รี่ เคน 5 (ลงมาแทน โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน น.66)

มีโอกาสทองที่โขกประตูปิดกล่องแต่พลาดแบบเหลือเชื่อ

รีซ เจมส์ 6 (ลงมาแทน เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ น.79)

เพิ่มความสดทางฝั่งขวา

เจดอน ซานโช่ – (ลงมาแทน เมสัน เมาน์ท น.89) ลงมาท้ายเกมแล้ว

แลมพาร์ดเผย!สาเหตุไม่ส่งแวร์เนอร์ยิงจุดโทษ

 แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี แจงแล้ว สำหรับประเด็นที่ ติโม แวร์เนอร์ ไม่ถูกเลือกเป็นตัวสังหารจุดโทษช่วงดวลเป้า พร้อมยันพอใจฟอร์มโดยรวมของ "สิงห์บลูส์" แม้สุดท้ายถูก สเปอร์ส เขี่ยตกรอบสี่ คาราบาว คัพ
     แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เปิดเผยว่า สาเหตุที่ ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าดาวดังคนใหม่ ไม่ถูกเลือกเป็นหนึ่งในห้าจอมสังหาร ช่วงดวลจุดโทษตัดสินหาผู้ชนะ เป็นเพราะเจ้าตัวมีอาการตะคริว หลังจากที่ "สิงห์บลูส์" แพ้ดวลเป้า "ไก่เดือยทอง" 4-5 (เสมอ 1-1 ใน 90 นาที) ในศึก คาราบาว คัพ รอบสี่ ณ สังเวียนแข้ง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา

     แวร์เนอร์ กดประตูสุดสวยให้ เชลซี ขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 19 ก่อนที่ สเปอร์ส จะมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 83 จาก เอริค ลาเมล่า และจบเกมด้วยสกอร์ดังกล่าว ทำให้ต้องไปตัดสินหาผู้ชนะในการดวลจุดโทษ ซึ่งตอนแรกคาดกันว่า แวร์เนอร์ คือหนึ่งในจอมสังหารที่ แลมพาร์ด ไว้ใจ

     อย่างไรก็ตาม หัวหอกทีมชาติเยอรมนีวัย 24 ปี กลับไม่ถูกเลือก และสุดท้าย เชลซี แพ้ดวลจุดโทษ พร้อมกระเด็นตกรอบ โดยที่ เมสัน เมาท์ ซึ่งเป็นคนสังหารรายสุดท้ายของทีม ยิงเช็ดเสาออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย 

     "ในช่วงท้ายเกม ติโม แวร์เนอร์ ดันเป็นตะคริว เขาเลยไม่ได้ยิงจุดโทษ" แลมพาร์ด แจงหลังจบเกม "เราดูล้าๆ ไป ซึ่งมันเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ เราเป็นฝ่ายครองเกมในช่วงครึ่งแรก ซึ่งผมแฮปปี้มากๆ แต่ช่วงครึ่งหลังมันแตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นการดวลจุดโทษ อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ เราตกรอบก็จริง แต่มันก็มีหลายอย่างที่น่าพอใจ"

ร็อดเจอร์สปลื้มเลสเตอร์ฟอร์มแจ่มบุกจมแมนซิตี้

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ เลสเตอร์ ยกนิ้วชมลูกทีมที่เล่นกันได้สุดยอดในเกมที่คว้าชัยเหนือ แมนฯ ซิตี้ พร้อมบอกว่าแข้ง "สุนัขจิ้งจอก" จิตใจแข็งแกร่งสุดๆ จนไม่สติแตกแม้จะโดนนำไปก่อน

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม เลสเตอร์ ซิตี้ กล่าวชมลูกทีมที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมสุดๆ ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่พวกเขาบุกไปชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5-2 ถึงสนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา

ที่จริงเกมนี้เจ้าถิ่นได้ประตูตั้งแต่นาทีที่ 4 จาก ริยาด มาห์เรซ แต่ทีมเยือนตีเสมอได้ในนาทีที่ 37 จากลูกจุดโทษของ เจมี่ วาร์ดี้ ในนาทีที่ 37 และพอกลับมาเล่นกันในครึ่งหลัง วาร์ดี้ ก็เหมาอีก 2 ลูกในนาทีที่ 54 กับ 58 ก่อนที่ เจมส์ แมดดิสัน จะมาทำลูกที่ 4 ให้กับ เลสเตอร์ ในนาทีที่ 77 ต่อให้ นาธาน อาเค่ ทำประตูให้ แมนฯ ซิตี้ ได้ในนาทีที่ 84 แต่ ยูริ ตีเลม็องส์ ก็มายิงจุดโทษปิดท้ายให้ เลสเตอร์ ในช่วง 2 นาทีสุดท้ายของเกม ทำให้ เลสเตอร์ เก็บได้ 9 คะแนนเต็มจากการลงเล่น 3 นัด

ร็อดเจอร์ส เผยว่า "มันเป็นฟอร์มและผลการแข่งขันที่พิเศษมากๆ ผมคิดว่าเราเคยเห็นกันแล้วว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เล่นได้ดีมากแค่ไหนในเกมที่เจอกับ วูล์ฟส์ (แมนฯ ซิตี้ ชนะ 3-1 ในลีกเมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา) รวมถึงนัดก่อนหน้านี้ (คาราบาว คัพ รอบ 3 ที่ชนะ บอร์นมัธ 2-1 เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา) แต่ผมคิดว่าวันนี้เราเล่นกันได้ดีมากๆ"

"แน่นอน ไอเดียของเราคือการไม่ให้พวกเขามีพื้นที่ว่างในการเล่นมากกว่านี้อีกสักนิด บางทีผมอาจจะวางแผนการเล่นมาแบบปกติ แต่ผมก็รู้ดีว่าเราจะยังขึ้นเกมได้รวดเร็วในจังหวะสวนกลับเร็ว และมีคุณภาพที่ยอดเยี่ยมในการเล่นแบบนั้นอยู่ดี ดังนั้นก็ใช่ ผมคิดว่าในทางแท็กติกแล้วลูกทีมของผมมีวินัยในการเล่นสูงมากๆ พวกเขาแสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งในการกลับมาได้ทั้งที่โดนนำไปก่อน"

"จริงอยู่ว่า มาห์เรซ ทำประตูที่สวยมากๆ ได้ แต่เราก็ยังเล่นกันแบบใจเย็นได้อยู่ ที่จริงในครึ่งแรกเราอาจจะมีโอกาสทำประตูเยอะกว่านี้ด้วยซ็ถ้าเราผ่านบอลจังหวะสุดท้ายกันได้ดี แต่ในครึ่งหลังน่ะฟอร์มโดยรวมของเรามันสุดยอดมากๆ มันเป็นผลงานที่น่าประทับใจ 2 ประตูที่เราเสียไปในวันนี้มันมาจากลูกเซตพีซ ซึ่งก็แน่แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องไปพิจารณามันกันอีกครั้ง แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วมันก็เป็นผลการแข่งขันกับฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสุดๆ"

 

ลินเดอเลิฟฟอร์มไม่น่า”เลิฟ”!ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมพ่ายพาเลซคาบ้าน

ถือเป็นการออกสตาร์ทในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020/21 ได้อย่างน่าผิดหวังสำหรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่พลาดท่าแพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3 คารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดูไม่จืดเลย เพราะเล่นแย่ทั้งทีม โดยเฉพาะ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ทำแฮตทริก… มีส่วนร่วมกับทั้งสามประตูที่เสีย แต่อย่างน้อยมีเรื่องเชิงบวกให้แฟนๆ ได้ชื่นใจหนึ่งอย่างคือ แข้งใหม่อย่าง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ทำประตูได้ทันทีตั้งแต่เกมแรกในสีเสื้อ แมนฯ ยูไนเต็ด และนี่คือผลสอบของลูกทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แต่ละคนในแมตช์นี้ 

11 ผู้เล่นตัวจริง

 – ดาบิด เด เคอา : 6
ช่วงต้นเกมมีจังหวะผ่านบอลพลาดหน้าประตูตัวเองแบบง่ายๆ จนทำให้แฟนๆ หัวเสียไม่น้อย ทว่ากับสามประตูที่เสียไปก็ไม่สามารถไปโทษอะไรเจ้าตัวได้ เพราะ เด เคอา ก็ช่วยเซฟลูกโทษได้หนึ่งครั้งด้วย แม้ป้องกันไม่สำเร็จในจังหวะที่ พาเลซ ได้ยิงจุดโทษรอบสองก็ตาม

 – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ : 5
  ได้สตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมนี้ แต่กลับทำผลงานได้น่าผิดหวังในเกมรับ และมีส่วนต้องรับผิดชอบกับจังหวะเสียประตูแรกที่หลุดตำแหน่ง

 – วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ : 3
  เป็นวันที่เลวร้ายสุดๆ สำหรับ ปราการหลังชาวสวีดิชวัย 26 ปี เพราะนอกจากปล่อยให้คู่แข่งพาบอลผ่านแบบง่ายๆ ตลอดทั้งเกมแล้ว ทั้งสามประตูที่ทีมเสีย เจ้าตัวมีส่วนต้องรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการทำแฮนด์บอลเสียจุดโทษ

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ : 5
  ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐานอีกหนึ่งเกมสำหรับกัปตัน แม็กไกวร์ โดยเฉพาะเรื่องความเชื่องช้าที่ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของเจ้าตัวในเกมนี้

 – ลุค ชอว์ : 4
  รับไปเต็มๆ กับประตูแรกที่เสีย เพราะคุม แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ไม่ดี แถมแทบไม่ได้ช่วยอะไรเรื่องเกมรุกด้วย 

 – ปอล ป็อกบา : 5
  ถูกส่งลงสนามตัวจริงทั้งที่ชัดเจนว่าสภาพร่างกายยังไม่ฟิตสมบูรณ์ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ ป็อกบา ดึงฟอร์มเก่งออกมาไม่ได้ และขาดความคล่องตัว ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงกลางครึ่งหลัง 

 – สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ : 5.5
  ถึงแม้มีบางจังหวะที่ตามสกัดสวยๆ แต่นอกเหนือจากนั้นถือว่าน่าผิดหวัง

 – แดเนี่ยล เจมส์ : 4
  มีส่วนร่วมกับเกมน้อยมาก จนแทบไร้ตัวตนในสนาม

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 5.5
  เป็นเกมที่ บรูโน่ เค้นฟอร์มเก่งไม่ออก ไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ ถึงแม้มีการผ่านบอลให้เพื่อนลุ้นทำประตูได้ถึง 5 ครั้ง ซึ่งมากสุดในสนามก็ตาม

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด : 5
  เล่นไม่ออก ตลอดทั้งเกมได้ลุ้นยิงแค่หนเดียว แต่ก็ได้อยู่ในสนามจนจบเกม

 – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล : 5
  ไม่ต่างกับ แรชฟอร์ด ที่ดับสนิท แถมมีส่วนร่วมกับเกมน้อยด้วย

 

สำรองที่ได้ลงเล่น

 – เมสัน กรีนวู้ด (แทน เจมส์ นาทีที่ 46) : 6
  ไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ แต่ได้ลุ้นกับจังหวะโหม่งหลุดกรอบช่วงที่ทีมมีสกอร์ตามหลัง 0-1

– ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค (แทน ป็อกบา นาทีที่ 67) : 7
  แม้ทีมปราชัย แต่ถือเป็นการเปิดตัวได้สวยทีเดียวสำหรับแข้งใหม่ชาวดัตช์ที่ทำประตูได้ทันที หลังใช้เวลาอยู่ในสนามแค่ 13 นาทีเท่านั้น ซึ่งนั่นก็มาจากการยืนถูกที่ถูกเวลาของเจ้าตัว  

 – โอเดียน อิกาโล่ (แทน โฟซู-เมนซาห์ นาทีที่ 81) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้ 
 

เผยคำพูด แอนเดอร์สัน โลเปซ เมื่อได้ลองของฝีมือ “ตอง”

แม้จะยังไม่สามารถยึดตำแหน่งผู้รักษาประตูตัวจริงของทีม ฮ็อกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ได้ แต่รายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นของซัปโปโร ได้เปิดเผยถึง ฝีไม้ลายมือของ "ตอง" กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ในการฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม และได้รับการยอมรับว่า ฝีมือหนึบจริง

สิ่งที่ "ตอง" กวินทร์ โชว์ฝีมือเป็นที่ประทับใจของเพื่อนร่วมทีมคือ ฝีไม้ลายมือ ปฏิกริยาในการเซฟลูกยิงโดยเฉพาะจังหวะหลุดเดี่ยวหนึ่งต่อหนึ่ง แทบจะกิน "เจ้าตอง" ไม่ลง รวมถึงการเซฟลูกจุดโทษที่เพื่อนร่วมทีมยอมรับว่า เจ๋งจริง

แอนเดอร์สัน โลเปซ ได้เผยว่า ตนไม่ค่อยพลาดในเรื่องการยิงจุดโทษไม่ว่าตอนซ้อมหรือตอนยิง แต่เมื่อเจอกับ กวินทร์ เขามีสมาธิที่แน่วแน่มาก ไม่ว่าตนจะขยับหลอกกี่จังหวะก็ไม่ยอมหลง เขารอจนถึงวินาทีสุดท้ายที่บอลถูกส่งออกจากเท้าแล้วก็สามารถเซฟลูกจุดโทษของตนได้แบบไม่น่าเชื่อ

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ทำให้ "ตอง"ยังไม่สามารถยึดตัวจริงก็คือ การใช้เท้าเปิดบอล ซึ่งยังสู้ ซูเกโนะ ประตูจอมเก๋าตัวจริงของทีมไม่ได้ แต่ "ตอง" เองได้มีการพัฒนาในการใช้เท้าดีขึ้นกว่าตอนมาใหม่ ๆ เยอะมาก และโค้ชผู้รักษาประตูซัปโปโร ก็เน้นฝึก "ตอง" อย่างหนักในเรื่องของการจับบอล การเปิดบอล โดย "ตอง" ได้ไปร่วมฝึกการจับบอลจังหวะแรกกับ "เจ" ชนาธิป เพิ่มเติมเป็นพิเศษอีกด้วย และเชื่อว่าโอกาสของ "ตอง" ในการลุ้นเป็นตัวจริงน่าจะมาในอีกไม่ช้า

คล็อปป์รับผิดเองให้บรูว์สเตอร์ยิงโทษ

เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอมรับความผิดของตัวเองที่ตัดสินใจให้ ริอาน บรูว์สเตอร์ รับหน้าที่เป็นคนยิงจุดโทษในช่วงการตัดสิน ซึ่งสุดท้าย ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายแพ้ อาร์เซน่อล ไปในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ก้มหน้ายอมรับผิดหลังจากตัดสินใจเปลี่ยนตัว ริอาน บรูว์สเตอร์ กองหน้าดาวรุ่งลงสนามในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เพื่อเป็นคนยิงจุดโทษ ก่อนที่ แข้งวัย 20 ปีจะยิงพลาดจนทำให้ ‘หงส์แดง’ อกหักในรายการนี้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

    คล็อปป์ ส่ง บรูว์สเตอร์ ลงสนามแทน จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ โดยตั้งใจที่จะให้ลูกทีมรายนี้เป็นผู้สังหารจุดโทษในช่วงตัดสิน อย่างไรก็ตาม บรูว์สเตอร์ กลับซัดบอลไปชนคานอย่างจังในการยิงคนที่ 3 ซึ่งเป็นลูกเดียวที่ ลิเวอร์พูล ยิงไม่เข้า ส่วนทางฝั่ง อาร์เซน่อล ยิงเข้ากันทุกคน

    โดยหลังจบเกม กุนซือเลือดด๊อยช์ท ออกมายอมรับความผิดในเรื่องดังกล่าว และยันยันว่าไม่ควรที่จะไปโทษ บรูว์สเตอร์ แต่อย่างใด

    "เรื่องนี้ไม่ต้องโทษ ริอาน เลย"

    "หากใครสักคนที่ต้องถูกกล่าวโทษ คือต้องเป็นผม ผมต้องการให้เขาอยู่ตรงนั้น(คนยิงจุดโทษ) เพราะเขาเป็นตัวจบสกอร์ที่ดีและมีความมั่นใจ แต่วันนี้มันไม่ใช่ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งในชีวิตจริงและโลกฟุตบอล"

    "เราทุกคนต้องเรียนรู้และพัฒนาขึ้น เรารับได้กับความพ่ายแพ้ หากเขายิงเข้าแล้วคนอื่นพลาด ภาพที่ออกมาก็จะเป็นแบบเดียวกัน มันมีเหตุผลอื่นๆ อีกที่สำคัญกว่า การพลาดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แม้ผมไม่เคยเห็นเขาพลาดมาก่อนแต่เรื่องนี้ก็เกิดขึ้น"

ลูกที่ 21! แมนฯ ยูฯ ได้จุดโทษเยอะสุด 5 ลีกใหญ่ยุโรป

Opta หน่วยงานเก็บสถิติชื่อดังเปิดเผยว่าทีมปีศาจแดงคือทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป หากนับรวมทุกรายการ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรป หากนับสถิติรวมจากการแข่งขันทุกรายการ ตามรายงานจาก OPTA

ทีมปีศาจแดงเพิ่งได้ประตูชัยจากการยิงจุดโทษของบรูโน แฟร์นันด์ส หลัง อันเดรียส เบลลันด์ ผู้เล่นของเอฟซี โคเปนเฮเก้นไปทำฟาวล์ อ็องโตนี มาร์กซิยาล ในนาทีที่ 95 ของการแข่งขันยูโรป้าลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ ส่งผลให้พวกเขาเป็นฝ่ายชนะไป 1-0 และผ่านเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

ประตูดังกล่าวถือเป็นจุดโทษลูกที่ 21 ของแมนฯ ยูฯ รวมทุกรายการในฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นทีมที่ได้จุดโทษเยอะที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรปเวลานี้ หากนับรวมทุกรายการ

ทั้งนี้ แมนฯ ยูฯ จะต้องโคจรไปพบผู้ชนะระหว่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส และเซบีญา ซึ่งจะแข่งขันกันในคืนวันอังคารที่ 11 สิงหาคมนี้

สุขล้นปรี่! “โซลชา” หักหน้านักวิจารณ์นำแมนยูจบที่3

อเล่ กุนนาร์ โซลขา นายใหญ่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สำลักความสุขหลังออกมาชื่นชมลูกทีมที่สู้อย่างเต็มที่จนในที่สุดคว้าอันดับ 3 ได้ตั๋วไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ พร้อมชี้เสียงวิจารณ์ต่างๆ ผิดพลาดมหันต์เพราะปรามาสทัพ "ผีแดง" ว่าจะหลุดท็อปโฟร์แต่สุดท้ายจบอันดับดีเกินคาด
    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อดใจไม่ไหวต้องออกมากล่าวแสดงความชื่นชมทัพ "ปีศาจแดง" หลังจบฤดูกาล 2019/2020 ในอันดับ 3 คว้าโควตาไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ

    "เร้ด เดวิลส์" บุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ในเกมสุดท้าย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดย โซลชา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งกุมบังเหียนถาวรเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว เปิดใจว่า "นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ผมได้รับงานนี้ และผมเชื่อมั่นในสิ่งที่ผมพยายามทำ"

    "ผมพยายามทำทีมตามแนวทางของผม และนั่นคือหนทางเดียวที่ผมต้องการจะทำให้ได้ นักเตะทำตามในสิ่งที่ผมต้องการ เราสู้ร่วมกันเป็นทีม เราสร้างทีมตามวัฒนธรรมของเรา ผมภาคภูมิใจสำหรับความพยายาม และความมุ่งมั่นกับนักเตะทุกคน"

    บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซัดจุดโทษให้ทีมขึ้นนำในนาทีที่ 71 จากนั้น เจสซี่ ลินการ์ด ยิงประตูตอกฝาโลงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ โดย โซลชา เผยว่าตนดีใจมากๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเสียงวิจารณ์ต่างๆ เป็นเรื่องที่ผิดพลาด เพราะพวกเขาจบในอันดับที่สูงกว่าที่หลายๆ คนคาดคิดเอาไว้

    "การคาดเดาทั้งหมดส่วนใหญ่จะบอกว่าเราต้องจบในอันดับที่ 6 หรือที่ 7 ดังนั้นการจบในอันดับนี้ (อันดับ 3) เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เสียงวิจารณ์ต่างๆ ที่ผมได้รับมันทำให้ผมแข็งแกร่ง และเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นในสิ่งที่ผมพยายามทำ ผมได้อ่านเกี่ยวกับเรื่องการคาดการณ์ (อันดับในตารางลีก) มาบ้างในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านี้"

    "อันดับสามกับทีมชุดนี้ซึ่งเป็นทีมที่สร้างขึ้นใหม่ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับทุกๆ คน แต่ในฤดูกาลหน้าเราต้องพัฒนาอันดับในตารางลีกให้สูงขึ้นไปอีก ดังนั้นเราไม่ควรพอใจเพียงแค่นี้ ในซีซั่นหน้าจะมีบททดสอบที่มากยิ่งขึ้น และเป็นเรื่องท้าทายกับการเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย"

    ขณะเดียวกัน "น้าลูกอม" ยังกล่าวชื่นชม แฟร์นันด์ส ที่ซัดไป 10 ประตูจากทุกรายการทั้งๆ ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา "เขายิงประตูและสร้างโอกาสในการยิงประตูได้เยอะมากๆ เขาเต็มไปด้วยความนิ่ง และยิงจุดโทษได้เยี่ยมจริงๆ"

    ส่วนเรื่องการเสริมทัพเพื่อเตรียมลุย แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้า โซลชา กล่าวว่า "เราได้มีส่วนในการเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง ได้รับเงิน แต่เรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในหัวของผม สโมสรรู้ถึงความรู้สึกของผมว่าต้องการอะไร ที่สำคัญเราพยายามที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้"