โปลิศ เทโรยิ้มได้แข้งต่างชาติฟูลทีมบู๊กิเลนปลายตุลาคม

หลังจากทัพ "มังกรโล่งิน " โปลิศ เทโร เอฟซี คว้าตัว โมฮามาดู ซูมาเรห์ กองหน้าทีมชาติ" เสือเหลือง" มาเลเซีย มาร่วมทัพ และตอนนี้อยู่ในช่วงของการกักตัว 14 วัน ตามมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสของทางศบค. ซึ่งจะสามารถมาร่วมทีมได้หลังจากพ้นช่วงฟีฟ่าเดย์และจะประเดิมพร้อมลงสนามเกมแรกในศึกไทยลีกได้ในนัดที่เปิดบ้านรับ" กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

"แมน" ธัญญะ วงศ์นาค ผู้จัดการทีมได้ออกมาเผยว่า "จากการคำนวนระยะเวลาแล้ว ทางซูมาเรห์ จะพ้นการกักตัวในช่วงหลังฟีฟ่าเดย์เล็กน้อยและน่าจะพร้อมลงสนามพอดีในเกมที่เราจะเปิดบ้านรับทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อีกทั้งจะเป็นเกมที่เราจะมีผู้เล่นต่างชาติครบอีกด้วยในนัดนั้นไม่ว่าจะเป็น ไอแซค ฮอนนี่ , เกร็ก ฮูล่า , โดมินิค ตัน , ตวาม แต ฮี, บาโบ้ มาร์ค แลนดรี้ และโมฮามาดู ซูมาเรห์"

"ทว่าอย่างไรก็คงต้องอยู่ในดุลพินิจของ"โค้ชอ้น" รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค และทีมงานสตาฟว่าจะใช้งานเขาหรือไม่เท่านั้น เพราะอาจจะเพิ่งได้มาร่วมซ้อมกับทีม เมื่อถึงตอนนั้น เราได้ผู้เล่านต่างชาติครบ ก็น่าจะทำให้ทีมมีความแข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น อยากให้แฟนบอลรอชมและเป็นกำลงใจให้กับการทำงานนักของทุกคนในทีมต่อไป"

สำหรับเกมที่ โปลิศ เทโร เอฟซี จะเปิดบ้านสนามบุญญะจินดารับเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จะเป็นเกมนัดที่ 10 ของศึกไทยลัก 1 วันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค. 63 เวลา 19.00 น.

 

ยอมแล้วอังกฤษ!วาน-บิสซาก้าบอกเป็นนัยอาจเล่นให้ชาติอื่น

ดูเหมือนว่า อารอน วาน-บิสซาก้า เลือกที่จะไม่เล่นทีมชาติอังกฤษ เสียแล้ว หลังจากที่เจ้าตัวเปลี่ยนสัญลักษณ์ธงอังกฤษ เป็นธงชาติอื่น ในสื่อโซเชียล มีเดีย ส่วนตัว ขณะเดียวกัน วาน-บิสซาก้า เองก็ไม่มีชื่อติดทีมสิงโตคำรามชุดใหญ่ ในช่วงสัปดาห์ ฟีฟ่า เดย์ ล่าสุด

ทีมชาติอังกฤษ ชุดปัจจุบัน อุดมไปด้วยผู้เล่นตำแหน่งแบ็กขวาฝีเท้าเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, รีซ เจมส์, ไคล์ วอล์คเกอร์ รวมถึง คีแรน ทริปเปียร์ จึงทำให้โอกาสติดทัพทรี ไลออนส์ ของ อารอน วาน-บิสซสก้า แบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ริบหรี่ลงไป ซึ่งจากรายชื่อทีมชาติอังกฤษชุดล่าสุด ก็ไม่มีชื่อของเจ้าตัวติดอยู่ในทีม

ล่าสุด วาน-บิสซาก้า วัย 22 ปี ได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ธงทีมชาติใน อินสตาแกรม ส่วนตัว จากธงทีมชาติอังกฤษ เป็นธงทีมชาติคองโก ซึ่งเป็นการสื่อได้ว่าเขาอาจจะเลือกรับใช้ คองโก แทนที่ สิงโตคำราม ที่ยังไม่ได้รับโอกาสเสียที ซึ่งในอดีต วาน-บิสซาก้า ก็เคยรับใช้ทีมชาติคองโก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีมาแล้วในนัดที่ปะทะกับทีมชาติอังกฤษ รุ่นเดียวกัน และต่อมาเขาก็ย้ายมาเล่นให้ อังกฤษ ชุดรุ่นไม่เกิน 20 ปี และ 21 ปี ตามลำดับ

สำหรับ กรณีของ วาน-บิสซาก้า จะคล้ายๆ กับ กรณีของ วิลฟรีด ซาฮา ที่ปฏิเสธการเล่นให้ทีมชาติอังกฤษชุด โดยรายหลังเลือกรับใช้ทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ ชุดใหญ่แทน

ส.บอล ชี้แจง กรณี VAR หายไปดื้อๆเกมต้องแข่งดำเนินต่อ

1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งปัญหาเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังที่ไม่มี VAR ใช้งาน
ล่าสุดผู้สื่อข่าวสอบถาม "พาทิศ ศุภะพงษ์" เลขาธิการ ส.บอลฯ เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น หากว่าเทคโนโลยีช่วยตัดสิน หรือ VAR เกิดใช้งานไม่ได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทีมเจ้าบ้านจะมีความผิดไหม รวมถึง ส.บอลฯ มีแนวทางอย่างไรในการป้องกันเรื่องนี้

"พาทิศ" เผยว่า  "จริงๆเรื่องนี้มีกฏฟีฟ่าระบุอย่างชัดเจนแล้วว่า การแข่งขันต้องดำเนินต่อไปแม้ระบบขัดข้อง เพราะ VAR เป็นเพียงเทคโนโลยีผู้ช่วยผู้ตัดสิน แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะชี้วัดว่าเกมนี้จะแข่งได้หรือไม่ได้ ซึ่งในลีกอื่นๆพบการขาดหายของสัญญาณเช่นกัน"

"แต่วิธีปฏิบัติที่ต้องทำ คือ ต้องแจ้งผู้ตัดสินในสนามทันที เพื่อแจ้งให้กัปตันทีมทราบ แมตช์คอมแจ้งผู้จัดการทีมทราบ และในกรณีที่จะไม่สามารถใช้ได้ตลอดทั้งเกมการแข่งขัน จะประกาศให้ผู้ชมในสนามได้รู้ด้วย"

เลขาธิการ ส.บอลฯ ยังเผยต่ออีกว่า "กรณีที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาให้ทางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจเช็คสายไฟเบอร์ใหม่แล้ว ปัญหาไม่ได้เป็นที่เครื่อง VAR แต่เป็นที่สัญญาณที่ขาดหายไประหว่างทาง"

งานนี้มีแฉ เมื่อสลังงอร์ล้อเลียน ยะโฮร์ เหตุเกิดจาก ซูมาเร่ห์

หลังจากก่อนหน้านี้ทางด้านของ โมฮามาดู ซูมาร่ห์ แข้งสัญชาติแกมเบีย วัย 25 ปี ที่โอนสัญชาติเป็นมาเลเซีย และลงเล่นให้ทีมชาติมาเลเซีย ตั้งแต่ปี 2018 ได้เซ็นสัญญาร่วมทัพกับสโมสรฟุตบอลโปลิศ เทโรฯ ในศึกไทยลีก 1 ของไทย พร้อมกับสวมยูนิฟอร์มหมายเลข 13 โดยสื่อมาเลเซียเผยว่าดาวเตะรายนี้จะเดินทางประเทศไทยในวันอังคาร ที่ 22 ก.ย.63 นี้ ซึ่งการย้ายทีมครั้งนี้ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) ได้เปิดโอกาสให้ย้ายทีมด้วยการคุ้มครองชั่วคราว หลังสโมสรปาหัง ต้นสังกัดเดิมอ้างว่ามีสัญญาของนักเตะรายนี้จนถึงปี 2565 พร้อมฟ้องร้องต่อฟีฟ่าและเอเอฟซี ซึ่งเรื่องเงินเดือนที่นักเตะกล่าวอ้างว่าไม่จ่ายสโมสรอ้างว่ามีการเจรจาพูดคุยกันแล้วว่าจะจ่ายในวันและเวลาที่กำหนด โดยทางด้านนักเตะเองก็อ้างว่าสโมสรไม่จ่ายเงินเดือนตามกำหน

 

ขณะเดียวกัน ตวนกู อิสมาอิล ประธานสโมสรฟุตบอลยะโฮร์ดารุล ทาซิม ยอดทีมยักษ์ใหญ่ของลีกมาเลซีย ที่มีข่าวพัวพันว่าจะคว้าแข้งรายนี้มาร่วมทีมก่อนหน้านี้ได้ออกมาโพสต์ข้อความในโซเซียลส่วนตัวถึงสัญญาปลายทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของ โมฮามาดู  ซูมาร่ห์   แข้งหน้าใหม่ของโปลิศ เทโรฯ ว่า เขาจะย้ายไปร่วมทีม สลังงอร์  หลังหมดสัญญากับโปลิศเทโรฯ ไม่ใช่ยะโฮร์อย่างที่ตกเป็นข่าว

โดยก่อนหน้านี้อดีตแข้งทีมชาติมาเลเซียของสลังงอร์อย่าง คาลิด อาลี ได้ออกมาเปรยไว้แล้วว่าแข้งรายนี้จะมาเล่นที่เมืองไทยเป็นการชั่วคราว แล้วจะกลับไปเล่นที่มาเลเซียอีกครั้ง  ซึ่งประธานสโมสรยะโฮร์ฯได้ออกมาเฉลยพร้อมสัญญาของสลังงอร์หลังจากไม่พอใจการนำเสนอสโลแกนของสลังงอร์ซึ่งล้อเลียน ยะโฮร์ว่า "Watch the Southern Tiger Lost His Fangs" ในบริเวณสนามซาห์ อลัมรังเหย้าของสลังงอร์ ซึ่งมีความหมายว่า จับตาดู “เสือป่าแดนใต้”(ฉายายะโฮร์) สูญเสียเขี้ยวเล็บ” กลายเป็นจุดเดือดที่ปธ.ยะโฮร์ ปล่อยสัญญาดังกล่าวออกมาในโลกออนไลน์พร้อมกับข้อความอีกยาวเหยียด

นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้วยังมีการนำเสนอในเรื่องของเงินเดือน โมฮามาดู  ซูมาร่ห์   ว่าจะมีรายได้เงินเดือนถึงเดือนละ 1.7 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5.3 แสนบาท) ซึ่งยังไม่รวมเงินโบนัสแข่งขันและเบี้ยเลี้ยงซ้อม โดยในข้อมูลดังกล่าวยังมีการขอเพิ่มเป็น 2 หมื่นเหรียญสหรัฐฯต่อเดือน(ประมาณ 6.23 แสนบาท)  ในการเจรจาย้ายไปร่วมทีม สลังงอร์ ผ่านบทสนทนาทางแอพลิเคชั่นไลน์

ส.ฟุตบอลมาเลย์ ปฏิเสธอนุมัติใบโอนย้าย “ซูมาเร่ห์”

Astro Arena สื่อมาเลเซีย ออกมารายงานว่า สมาพันธ์ฟุตบอลมาเลเซีย(FAM)  ออกมาปฏิเสธรับรองการย้ายทีมระหว่างประเทศให้กับ โมฮามาดู ซูมาเร่ห์ กองหน้าโอนสัญชาติทีมชาติมาเลเซีย ชาวแกมเบีย แต่นักเตะคนใหม่หมายเลข 13 ของสโมสรโปลิศ เทโรฯ ในศึกฟุตบอลไทยลีก 1 จะยังคงเดินหน้าลงสนามแข่งขันได้ตามวิถีนักเตะอาชีพทั่วไปหลังจากที่มีการร้องขอให้ไอทีซี (International Transfer Certificate) ชั่วคราวจากปลายทาง ซึ่งสมาพันธ์ฟุตบอลมาเลเซียยังไม่สามารถจัดการใบโอนย้ายถาวรให้กับนักเตะและสโมสรปลายทางได้เนื่องจากต้องดูรายละเอียดทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างสโมสรต้นกัดเดิมของนักเตะคือปาหังกับตัวนักเตะว่ามีข้อผูกมัดอะไรบ้าง?
  
ก่อนหน้านี้ทางด้านของ โมฮามาดู ซูมาเร่ห์ ดาวเตะป้ายแดงหมายเลข 13 ของโปลิศ เทโรฯ ออกมาให้เหตุผลที่ตัวเขาเองสามารถย้ายทีมได้เนื่องจากสโมสรปาหังไม่ทำตามสัญญาในเรื่องของการจ่ายเงินเดือนตรงตามข้อกำหนด 8.7 จึงสามารถย้ายทีมได้ตามอิสระ ขณะเดียวกันสโมสรปาหังก็ยืนยันว่าจะเดินหน้าฟ้องร้องกรณีของ โมฮามาดู ซูมาเร่ห์  ไปยังฟ่าและเอเอฟซี

โดยทางสมาพันธ์ฟุตบอลมาเลเซียออกมาเผยถึงเรื่องนี้ว่า การปฏิเสธการโอนย้ายผู้เล่นไปเล่นยังประเทศไทยเป็นไปตามกฎระเบียบภาคผนวก 3 ข้อ 8.2 ข้อบังคับเกี่ยวกับสถานะและการโอนย้ายผู้เล่นของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) สมาพันธ์ฯมีหน้าที่ทำตามกระบวนการจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความถูกต้องทั้งสองฝ่ายโดยมีเวลา 7 วัน ในการตรวจสอบสัญญาของทั้งคู่ระหว่างผู้เล่นกับสโมสร ซึ่งเมื่อมีการฟ้องร้องของสโมสรเข้ามาสมาพันธ์ฯจึงจำเป็นต้องตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย ณ เวลานี้จึงไม่สามารถอนุมัติไอทีซีไปยังสมาพันธ์ฟุตบอลไทยได้

สำหรับ โมฮามาดู ซูมาเรห์ แข้งวัย 25 ปี โอนสัญชาติมาเล่นทีมชาติมาเลเซีย เดิมทีมีสัญชาติแกมเบีย ลงรับใช้ทีมชาติมาเลเซีย ตั้งแต่ปี 2018 ลงเล่นแมตซ์อย่างเป็นทางการไปแล้ว 19 นัด ยิงไป 6 ประตู เกมล่าสุดที่ทำประตูได้ในนามทีมชาติลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กลุ่ม จี วันที่ 14 พ.ย.63 ที่สนามบูกิต จารีล ลงสนามพบกับทีมชาติไทย ช่วยยิงประตูให้ทีมเอาชนะไทย 2-1 พาทีมชาติมาเลเซียกลับมาอยู่บนเส้นทางความหวังในการลุ้นเข้ารอบต่อไป

 ที่มาของข่าว : Astro Arena

ฉลาดไม่มีโกง ! เหตุผลสำคัญช่วย เชลซี ทุ่มเงินเสริมทัพสนั่น

ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทุกๆ วงการ โดยเฉพาะในวงการฟุตบอลซึ่งสิ่งนี้ทำให้หลายๆ สโมสรต้องคิดอย่างรอบคอบในการเซ็นสัญญากับผู้เล่นซักคนในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่สำหรับ เชลซี ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ยี่หระกับการใช้เงิน เพราะตอนนี้ทีมควักกระเป๋าเสริมแกร่งไปแล้วกว่า 211 ล้านปอนด์ (ราว 8,018 ล้านบาท)

หลังจากที่จบฤดูกาล 2019/2020 ในอันดับ 4 แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม ตัดสินใจเคาะประตูห้องบอร์ดบริหารเพื่อหวังที่จะได้การสนับสนุนทางการเงินในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับ "สิงห์บลูส์" สำหรับการเบียดแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ย้อนกลับไปเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เชลซี โดน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ลงโทษห้ามซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพช่วงตลาดเปิดซัมเมอร์ที่ผ่านมาและช่วงเดือนมกราคม 2020  อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (ซีเอเอส) ตัดสินลดโทษแบนเสริมทัพ ทำให้ทีมสามารถซื้อผู้เล่นมาร่วมทัพในช่วงเปิดตลาดหน้าหนาวเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

"สิงห์บลูส์" ประเดิมการปลดแอกด้วยการเซ็นสัญญาล่วงหน้ากับ ฮาคิม ซิเย็ค ที่ย้ายจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 36 ล้านปอนด์ (ราว 1,368 ล้านบาท) จากนั้นก็สวมบทสิงห์ปืนไวคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกฟอร์มแรงจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ด้วยค่าตัว 54 ล้านปอนด์ (ราว 2,052 ล้านบาท) ตัดหน้า ลิเวอร์พูล ช่วงต้นซัมเมอร์นี้

จากนั้นทีมก็เติมเต็มเกมรับด้วยการคว้าตัว เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายฟอร์มแรง เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) รายล่าสุดเป็นคิวของ ไค ฮาแวร์ตซ์ กองกลางดาวรุ่งพุ่งแรงเลือดเบียร์ มาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยสนนราคา 71 ล้านปอนด์ (ราว 2,911 ล้านบาท)

ทำให้ยอดเงินรวม ณ เวลานี้ เชลซี จ่ายไปแล้วกว่า 211 ล้านปอนด์ และยังมีทีท่าว่าจะไม่หยุดแค่นั้น เพราะเพิ่งมีรายงานว่าพวกเขาเตรียมยื่นข้อเสนอคว้าตัว  เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูของ แรนส์ ภายในสัปดาห์นี้ โดยค่าตัวน่าจะประมาณ 18 ล้านปอนด์ (ราว 684 ล้านบาท)

 แน่นอนว่าบรรดาแฟนบอลสโมสรอื่นๆ คงรู้สึกอิจฉาตาร้อนที่เห็น เชลซี ใช้เงินเป็นว่าเล่นในการเสริมแกร่ง ทั้งๆ ที่ทีมอื่นๆ ต้องประสบปัญหาด้านการเงินจากสถานการณ์เชื้อไวรัสมรณะแพร่ระบาด แต่พวกเขากลับทำเรื่องสวนทางอย่างเห็นได้ชัด

ย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2018/2019 เชลซี มีสถิติใช้จ่ายเงินไปจำนวน 120 ล้านปอนด์ (ราว 4,560 ล้านบาท) โดยตัวเลขผลประกอบการประจำปีก่อนหักภาษีพวกเขาขาดทุนถึง 101.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,868 ล้านบาท) แต่ด้วยการโดนโทษแบนห้ามซื้อนักเตะ 2 ช่วงเวลาในฤดูกาล 2019/2020 ถือเป็นโชคดีในโชคร้ายของ "สิงห์บลูส์"

เพราะการโดนสั่งห้ามเสริมทัพทำให้ เชลซี สามารถฟื้นสภาพคล่องทางการเงินได้ในปีถัดมา โดยหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สโมสรมีสถานะทางการเงินที่ดียิ่งขึ้นมาจากการขาย เอแด็น อาซาร์ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม ให้กับ เรอัล มาดริด ประมาณ 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) และอาจจะสูงถึง 140 ล้านปอนด์ (ราว 5,320 ล้านบาท) เลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังขาย อัลบาโร่ โมราต้า ให้ แอตเลติโก มาดริด ประมาณ 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900  ล้านบาท) ตามด้วย มาริโอ ปาซาลิช มิดฟิลด์ทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับ อตาลันต้า ในซีซั่น 2019/2020 ก่อนจะย้ายถาวรด้วยค่าตัว 14 ล้านปอนด์ (ราว 532 ล้านบาท)

ขณะเดียวกัน เชลซี เซ็นสัญญากับ มาเตโอ โควาซิช มิดฟิลด์เลือดโครแอต ซึ่งทำผลงานได้ดีจากการเล่นแบบยืมตัว 1 ซีซั่น มาร่วมทีมถาวรในราคาเพียง 40 ล้านปอนด์ (ราว 1,520 ล้านบาท) ซึ่งเป็นนักเตะเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สโมสรซื้อมาร่วมทัพเมื่อซีซั่น 2019/2020 (นักเตะลงทะเบียนกับ "สิงห์บลูส์" ตั้งแต่อยู่เล่นให้ทีมแบบสัญญายืมตัวเมื่อฤดูกาลก่อนแล้ว จึงไม่มีปัญหาในกรณีโดนแบนเสริมทัพ)

จากการเซ็นสัญญากับ ซิเย็ค ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ตามด้วย แวร์เนอร์, ฮาแวร์ตซ์  และ ชิลเวลล์ ซึ่งค่าตัวรวมกันแล้วประมาณ 104 ล้านปอนด์ (ราว 3,952 ล้านบาท) รวมแล้วทีมจ่ายเงินไปประมาณ 211 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 2020/2021 อย่างไรก็ตามเม็ดเงินจากการขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา  ทำให้ เชลซี ขาดทุนไม่มากนัก

กระนั้นตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้จะปิดในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ เชลซี อาจจะมีซื้อผู้เล่นเพิ่ม ในขณะเดียวกันพวกเขาก็อาจจะได้เงินเพื่อนำมาใช้ลงทุนอีก เพราะมีรายงานว่าทีมพร้อมปล่อยตัว เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี่ กับ มิชี่ บาตชูอายี่ ออกไปด้วย

 การทำธุรกิจที่ชาญฉลาดคือเหตุผลที่ทำให้ เชลซี สามารถทุ่มเงินได้มากกว่าทีมคู่แข่งในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีในช่วงซัมเมอร์นี้ ที่สำคัญเม็ดเงินที่พวกเขาลงทุน ยังไม่เป็นการผิดกฎไฟแนนเชียลแฟร์เพย์ ด้วย

ถ้าได้ครบสยองแน่ ! เปิด 11 ตัวจริง เชลซี สุดแกร่งลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

   เชลซี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง ด้วยการทุ่มเงินสร้างทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพวกเขาได้นักเตะชั้นยอดมาเสริมแกร่งหลายคน ทำให้ตอนนี้ "สิงโตน้ำเงินคราม" มีขุมกำลังที่น่าเกรงขามอย่างมากในการสู้ศึกฤดูกาล 2020/2021
   
จริงๆ แล้ว "สิงห์บลูส์" ไม่ได้ใช้เงินเลยเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ลงโทษห้ามพวกเขาซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพช่วงตลาดเปิดซัมเมอร์ที่ผ่านมาและช่วงเดือนมกราคม 2020  อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (ซีเอเอส) ตัดสินลดโทษแบนเสริมทัพ ทำให้ทีมเดินหน้าเสริมแกร่งทันที

    เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนหนุ่มไฟแรง ไม่ได้ใช้เงินในการเสริมทัพเลย และต้องใช้งานนักเตะที่มีอยู่ในทีมผสมกับแข้งดาวรุ่ง แต่ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ เมื่อสามารถนำ เชลซี จบฤดูกาลในอันดับ 4 คว้าสิทธิ์ไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

    สำหรับตอนนี้ เชลซี ปลดแอกโทษแบนการซื้อนักเตะแล้ว ทำให้พวกเขาเดินเครื่องใช้เงินเต็มที่ โดยผู้เล่นที่ดึงตัวเข้ามารายแรกก็คือ ฮาคิม ซิเย็ค ที่ย้ายจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 38 ล้านปอนด์ (ราว 1,444 ล้านบาท) จากนั้นก็สวมบทสิงห์ปืนไวคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกฟอร์มแรงจาก ไลป์ซิก ด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ (ราว 2,090 ล้านบาท) ตัดหน้า ลิเวอร์พูล

    ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ เชลซี ยังคงเดินเครื่องใช้เงินไม่หยุดโดยพวกเขาพร้อมที่จะควักกระเป๋าเป็นสถิติสโมสรด้วยการซื้อตัวหนึ่งในนักเตะพรสวรรค์สูงแห่งวงการลูกหนังยุโรป นั่นก็คือ ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่ง "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยสนนราคา 90 ล้านปอนด์ (ราว 3,420 ล้านบาท)

    ขณะที่ เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายฟอร์มแรง ก็เพิ่งจะมาเป็นสมาชิกใหม่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) ตามด้วย ติอาโก้ ซิลวา ซึ่งย้ายมาแบบไม่มีค่าตัวจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยการเสริมเกมรับในครั้งนี้ "แลมพ์ส" ต้องการที่จะอุดช่องโหว่แนวรับที่เสียไปถึง 79 ประตูจากการเล่นทุกรายการเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

     นอกจากนี้ทีมยังคว้าตัว มาล็อง ซาร์ กองหลังดาวรุ่งอีกราย ซึ่งย้ายมาแบบไม่มีค่าตัว แต่ เชลซีปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานก่อนในซีซั่นหน้า สำหรับผู้รักษาประตูพวกเขาเล็งกระชากตัว  อ็องเดร โอนาน่า โกลจอมหนึบจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,140 ล้านบาท) โดยหวังที่จะเอามาแทนที่ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่มักจะเล่นผิดพลาดบ่อยๆ

     รวมๆ กันแล้วตอนนี้หาก เชลซี ได้นักเตะที่เล็งเอาไว้มาร่วมทีมอย่างที่ตั้งใจ นั่นหมายความว่า แลมพาร์ด ใช้เงินเพื่อสร้างทีมของเขาขึ้นมาไปแล้วประมาณ 250 ล้านปอนด์ (ราว 9,500 ล้านบาท) และด้วยขุมกำลังที่มีอยู่ผสมกับแข้งใหม่ที่เข้ามา ทำให้ "สิงห์บลูส์" กลายเป็นหนึ่งในทีมที่สามารถลุ้นแชมป์ลีกได้ทันที

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขุมกำลังเชิงลึกของ เชลซี ต้องบอกว่าน่าเกรงขามมากๆ เพราะพวกเขายังมีนักเตะฟอร์มแรงอย่าง เมสัน เมาท์, แทมมี่ อบราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช และ ฟิคาโย่ โทโมรี่ รวมทั้ง รอสส์ บาร์คลี่ย์, มิชี่ บัตชูอายี่, จอร์จินโญ่ และ เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี่ เป็นต้น

     สำหรับการจัด 11 ตัวจริงของ แลมพาร์ด ที่จะนำมาใช้ในฤดูกาลใหม่ โดยหากเขาได้นักเตะที่ต้องการมาครบจริงๆ ต้องบอกว่าเลยว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" ชุดนี้ น่ากลัวมากๆ เพราะเป็นการผสมผสานผู้เล่นที่มีอยู่เดิม กับนักเตะใหม่ที่เต็มไปด้วยความสามารถเฉพาะตัว และการเล่นที่โดดเด่น

    งานนี้ "แลมพ์ส" พร้อมจับ เมาท์ กับ พูลิซิช ลงเล่นร่วมกันโดยทำหน้าที่เป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองฝั่ง ขณะที่ตำแหน่งจอมทัพจะใช้  ฮาแวร์ทซ์  คอยทำหน้าที่ปั้นเกม โดยมี แวร์เนอร์ ซึ่งซัดไป 34 ประตูจากการเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อซีซั่นล่าสุด ยืนเป็นหน้าเป้า

      อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่ เมาท์ กับ พูลิซิช คนใดคนหนึ่งไม่สามารถลงเล่นตัวจริงในช่วงต้นซีซั่นใหม่ โดยอาจจะเป็นไปได้ที่พวกเขาต้องถูกกักตัวอย่างน้อย 14 วันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แลมพาร์ด ก็อาจจะส่ง ซิเย็ค ลงมาเติมเต็มในด้านหน้าแทน

     สำหรับ สตาร์ทีมชาติโมร็อคโก ต้องบอกเลยว่าเป็นนักเตะเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่เหตุผลที่ แลมพาร์ด ไม่เลือกเขาลงเล่นตัวจริง เนื่องจากมองว่านักเตะน่าจะเล่นไม่เข้าขากับ ฮาแวร์ทซ์  ฉะนั้นเขาจึงเลือกใช้งาน เมาท์ ซึ่งได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับผู้เล่นคนอื่นๆ ในทีมเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา มากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า เชลซี เจอกับทีมไหน เพราะแผนของ แลมพ์ส สามารถยืดหยุ่นได้เสมอเนื่องจากมีตัวเลือกให้ใช้งานได้หลากหลาย

    ในส่วนของแดนกลาง แน่นอนว่า กุนซือคนหนุ่มเลือดผู้ดี จะใช้งาน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ  มาเตโอ โควาซิช ซึ่งได้รับเลือกเป็นนักเตะแห่งซีซั่นของทีมเมื่อฤดูกาลล่าสุด ขณะที่ในตำแหน่งแบ็กซ้ายปกติแล้วจะเป็น เอแมร์ซอน กับ มาร์กอส อลอนโซ่ ที่สลับกันลงเล่น แต่การที่ทีมได้ตัว ชิลเวลล์ มาเสริมแกร่ง ทำให้ตอนนี้โอกาสที่ ฟูลแบ็กทีมชาติอังกฤษ จะกลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งนี้มากที่สุด

     ชิลเวลล์ มีจุดเด่นที่ แลมพาร์ด ชื่นชอบมากๆ นั่นก็คือการเล่นที่โดดเด่นทั้งเกมรับ และเกมรุก รวมทั้งยังเป็นผู้เล่นที่มีเท้าซ้ายสุดฉมัง และสิ่งนี้จะเป็นการสร้างมิติการเล่นเกมบุกให้กับ เชลซี มากยิ่งขึ้น ด้าน  รีซ เจมส์ แข้งดาวรุ่งจะได้รับโอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในตำแหน่งแบ็กขวา เพราะนักเตะเต็มไปด้วยความสด และเล่นได้โดดเด่นถูกใจ "แลมพ์ส" มากๆ ในซีซั่นที่ผ่านมา

    ด้านตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กแน่นอนว่า ซิลวา จะเข้ามายืนเป็นตัวหลักของทีมแม้ว่านักเตะจะอายุ 36 ปีในเดือนกันยายนนี้ก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์ในการเล่นในลีกชั้นยอดทั้ง กัลโช่ เซเรีย อา และ ลีก เอิง น่าจะช่วยขันเกมรับให้กับ เชลซี เหนียวแน่นยิ่งขึ้น ที่สำคัญความสามารถของเขาจะช่วยพัฒนาบรรดานักเตะดาวรุ่งของทีมด้วย

    ส่วนคู่หูของ ซิลวา ก็คงเป็น เคิร์ก ซูม่า ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แต่ แลมพาร์ด เชื่อว่านักเตะรายนี้ยังไม่ได้พัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นการได้เล่นร่วมกับ สตาร์ดังชาวบราซิเลียน จะช่วยดึงความสามารถของเขาออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    ตบท้ายด้วยตำแหน่งโกล ต้องบอกเลยว่า แลมพาร์ด ไม่ไว้วางใจ เกปา อีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นจึงต้องมองหาตัวเลือกที่ดีที่สุด ก่อนหน้านี้เขาอยากได้ ยาน โอบลัค นายด่าน "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด แต่ด้วยค่าตัวที่มหาศาล ทำให้ทีมเบนเข็มไปที่ โอนาน่า ที่มีค่าตัวถูกกว่าเยอะ และฟอร์มการเล่นก็เหนียวหนึบไม่ต่างกันมากนัก

    นอกจากการได้ 11 ตัวจริงที่คาดว่า แลมพาร์ด จะนำมาใช้งานในฤดูกาล 2020/2021 แล้ว ขุมกำลังสำรองของ เชลซี ต้องบอกเลยว่าอัดแน่นด้วยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ซึ่งมีพรสวรรค์อันโดดเด่นแต่นักเตะอาจจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกซักระยะ เช่นเดียยวกับ โทโมรี่ ที่ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อโอกาสในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก

     ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะทีมยังมีนักเตะประสบการณ์สูงทั้ง อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เป็นต้น รวมทั้งนักเตะดาวรุ่งที่พร้อมสอดแทรกแย่งตำแหน่งอย่าง บิลลี่ กิลมอร์ กับ รูเบน ลอฟตัส-ชีค และอีกหลายๆ คน

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขุมกำลังของ เชลซี ในฤดูกาลใหม่ต้องบอกว่าอัดแน่นไปด้วยคุณภาพมากๆ และการมีขนาดทีมที่ใหญ่แบบนี้ ทำให้ แลมพาร์ด สามารถปรับกลยุทธ์ได้หลากหลายเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ที่ทีมต้องเจอในแต่ละเกม

    11 ตัวจริง เชลซี ในฤดูกาล 2020/2021 หากพวกเขาคว้านักเตะที่เล็งเอาไว้มาร่วมทีมได้ครบ

ผู้รักษาประตู : อ็องเดร โอนาน่า

กองหลัง : เบน ชิลเวลล์,  เคิร์ก ซูม่า, ติอาโก้ ซิลวา, รีซ เจมส์

กองกลาง :   เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาเตโอ โควาซิชล, เมสัน เมาท์, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช

กองหน้า :  ติโม แวร์เนอร์

จริงดิ?สื่อสเปนเผย3เหตุผลมาเน่สนซบบาร์ซ่า

ฟังหูไว้หู! สื่อเมืองกระทิงดุ ชี้ 3 เหตุผล ซาดิโอ มาเน่ มีโอกาสอำลา ลิเวอร์พูล ไปอยู่กับ บาร์ซ่า
    มุนโด เดปอร์ติโบ สื่อสเปน รายงานข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวเก่ง ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมที่จะพิจารณาย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่ ลา ลีกา ในช่วงซัมเมอร์นี้ หาก ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าอาร์เจนไตน์ อำลาถิ่น คัมป์ นู

    มาเน่ ตกเป็นเป้าหมายเสริมทัพของ บาร์ซ่า และเชื่อว่า เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้วในการเข้ามาทดแทน เมสซี่ โดยขนาดที่กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ยังเคยโหวตให้ปีกเซเนกัล เป็นแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของ ฟีฟ่า มาแล้ว และค่าตัวของนักเตะอยู่ที่ราว 107 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,387 ล้านบาท) หลังยังเหลือสัญญากับ "หงส์แดง" อีก 3 ปี

    มุนโด เดปอร์ติโบ อ้าง 3 เหตุผลที่ มาเน่ วัย 28 ปี สนใจจะมาอยู่กับ บาร์ซ่า ไม่ว่า เมสซี่ จะอยู่ต่อหรือย้ายออกไปก็ตาม โดยเหตุผลแรกคือ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ โรนัลด์ คูมัน กุนซือคนใหม่ของ "เจ้าบุญทุ่ม" หลังเคยร่วมงานกันมาแล้ว สมัยอยู่ที่ เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยกันระหว่างปี 2014-2016

    ส่วนเหตุผลที่สองคือ มาเน่ มองว่า เวลานี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดในการไปพิสูจน์ตัวเองที่สเปน เนื่องจากคิดว่า ตัวเองไม่ค่อยได้รับการยกย่องมากเท่าที่ควรในทัพ "หงส์แดง" หลังได้รับคำชมน้อยกว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกอียิปต์ หรือแม้แต่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ทั้งที่ทำผลงานเยี่ยมมาตลอด

    นอกจากนั้น สื่อแดนกระทิงดุยังมโนต่อถึงเหตุผลที่ 3 คือ มาเน่ เชื่อว่า ตัวเองมีโอกาสได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จส่วนตัวมากกว่าถ้าย้ายไปเล่นให้กับ บาร์ซ่า อีกด้วย

นิชิโนะ ถึงไทยวันนี้ พร้อมไปดูไทยลีก 12 ก.ย.

อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักเตะทีมชาติไทย เตรียมเดินทางกลับจากญี่ปุ่นถึงไทยวันนี้  ซึ่งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้จัดเตรียมสถานที่กักตัว 14 วันให้กับกุนซือใหญ่ทัพช้างศึกแล้ว

    โดยหลังจากการกักตัว "นิชิโนะ" จะเริ่มทำงานทันที และมีแผนว่าจะเดินทางไปชมเกม "ไทยลีก 1" ซึ่งจะกลับมาเตะนัดที่ 5 ในวันที่ 12 กันยายนนี้

    ส่วนการเรียกสต๊าฟโค้ชของทีมชาติไทยกลับมาทำงานเลยหรือไม่ "พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง" นายกสมาคมฯ กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของ "โค้ชนิชิโนะ" หากกุนซือญี่ปุ่นต้องการให้ใครมาช่วยงาน ทางสมาคมฯ ก็จะเรียกมา ยินดีให้การสนับสนุนอยู่แล้ว คาดว่า นิชิโนะ คงหารือกับสตาฟฟ์โค้ชไว้แล้ว

    ขณะที่เรื่องการฝึกซ้อมทีมชาตินั้น อากิระ นิชิโนะ ต้องการใช้ฟีฟ่าเดย์ช่วยเดือนตุลาคม เรียกนักเตะเข้าแคมป์ฝึกซ้อม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม แต่จะสามารถเก็บตัวได้กี่วันนั้นต้องปรึกษากับสโมสรอีกที

เหตุเกิดที่ฮ่องกง แข้งลาว 3 คนโดนโทษหนักห้ามเล่นตลอดชีวิต

สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย(เอเอฟซี) ประกาศลงโทษแบนหนัก ทิพพรไซ อินทะวงสา ผู้รักษาประตูทีมชาติลาว ด้วยการห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลตลอดชีวิต หลังถูกตรวจพบว่ามีส่วนพัวพันกับเรื่องราวของการล็อคผลสกอร์การแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องระดับเอ แมตซ์ นัดที่ ลาวบุกไปพ่าย ฮ่องกง 0-4 ที่สนามกีฬาแห่งชาติมงก๊ก สเตเดี้ยม เกมนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ต.ค.60
   จากการตรวจสอบของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ที่เข้าไปเช็กรายละเอียดต่างๆ ซึ่งทำงานร่วมกับสปอร์ตเรดาห์ เกมการแข่งขันคู่ระหว่างฮ่องกง เอาชนะ ลาว 4-0  ในการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องนานาชาติ เกมระดับ เอ แมตซ์ ที่เอเอฟซี และ ฟีฟ่า รองรับ เมื่อวันที่ 5 ต.ค.60 มีสิ่งที่เป็นเรื่องน่ากังขาหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องของผลสกอร์ ซึ่งทางเอเอฟซี ตรวจพบว่า  ทิพพรไซ  อินทะวงสา ผู้รักษาประตูทีมชาติลาวมีส่วนต่อการล็อคผลการแข่งขันจึงมีคำสั่งแบนจอมหนึบทีมชาติลาวตลอดชีวิต

   ก่อนหน้านี้ เอเอฟซี ได้ลงดาบหนักกับ 2 นักเตะทีมชาติลาวด้วยการแบนตลอดชีวิตกับ คำแพง ไซยาวุดทิ อดีตแข้งที่เคยมาแข้งในไทยลีก และ แลมโบ้ ไสสะนะ  เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในข้อหารับจ้างกำหนดผลการแข่งขัน ซึ่งเป็นเกมเดียวกับ ทิพพรไซ อินทะวงสา ผู้รักษาประตูทีมชาติลาว ที่โดนแบนล่าสุด ในเกมที่ ลาวบุกไปพ่าย ฮ่องกง 0-4   จากเกมการแข่งขันแมตซ์ดังกล่าวมีผู้เล่นทีมชาติลาวโดนแบนไปแล้วถึง 3 ราย