ฉลาดไม่มีโกง ! เหตุผลสำคัญช่วย เชลซี ทุ่มเงินเสริมทัพสนั่น

ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทุกๆ วงการ โดยเฉพาะในวงการฟุตบอลซึ่งสิ่งนี้ทำให้หลายๆ สโมสรต้องคิดอย่างรอบคอบในการเซ็นสัญญากับผู้เล่นซักคนในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่สำหรับ เชลซี ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ยี่หระกับการใช้เงิน เพราะตอนนี้ทีมควักกระเป๋าเสริมแกร่งไปแล้วกว่า 211 ล้านปอนด์ (ราว 8,018 ล้านบาท)

หลังจากที่จบฤดูกาล 2019/2020 ในอันดับ 4 แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม ตัดสินใจเคาะประตูห้องบอร์ดบริหารเพื่อหวังที่จะได้การสนับสนุนทางการเงินในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับ "สิงห์บลูส์" สำหรับการเบียดแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ย้อนกลับไปเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เชลซี โดน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ลงโทษห้ามซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพช่วงตลาดเปิดซัมเมอร์ที่ผ่านมาและช่วงเดือนมกราคม 2020  อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (ซีเอเอส) ตัดสินลดโทษแบนเสริมทัพ ทำให้ทีมสามารถซื้อผู้เล่นมาร่วมทัพในช่วงเปิดตลาดหน้าหนาวเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

"สิงห์บลูส์" ประเดิมการปลดแอกด้วยการเซ็นสัญญาล่วงหน้ากับ ฮาคิม ซิเย็ค ที่ย้ายจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 36 ล้านปอนด์ (ราว 1,368 ล้านบาท) จากนั้นก็สวมบทสิงห์ปืนไวคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกฟอร์มแรงจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ด้วยค่าตัว 54 ล้านปอนด์ (ราว 2,052 ล้านบาท) ตัดหน้า ลิเวอร์พูล ช่วงต้นซัมเมอร์นี้

จากนั้นทีมก็เติมเต็มเกมรับด้วยการคว้าตัว เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายฟอร์มแรง เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) รายล่าสุดเป็นคิวของ ไค ฮาแวร์ตซ์ กองกลางดาวรุ่งพุ่งแรงเลือดเบียร์ มาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยสนนราคา 71 ล้านปอนด์ (ราว 2,911 ล้านบาท)

ทำให้ยอดเงินรวม ณ เวลานี้ เชลซี จ่ายไปแล้วกว่า 211 ล้านปอนด์ และยังมีทีท่าว่าจะไม่หยุดแค่นั้น เพราะเพิ่งมีรายงานว่าพวกเขาเตรียมยื่นข้อเสนอคว้าตัว  เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูของ แรนส์ ภายในสัปดาห์นี้ โดยค่าตัวน่าจะประมาณ 18 ล้านปอนด์ (ราว 684 ล้านบาท)

 แน่นอนว่าบรรดาแฟนบอลสโมสรอื่นๆ คงรู้สึกอิจฉาตาร้อนที่เห็น เชลซี ใช้เงินเป็นว่าเล่นในการเสริมแกร่ง ทั้งๆ ที่ทีมอื่นๆ ต้องประสบปัญหาด้านการเงินจากสถานการณ์เชื้อไวรัสมรณะแพร่ระบาด แต่พวกเขากลับทำเรื่องสวนทางอย่างเห็นได้ชัด

ย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2018/2019 เชลซี มีสถิติใช้จ่ายเงินไปจำนวน 120 ล้านปอนด์ (ราว 4,560 ล้านบาท) โดยตัวเลขผลประกอบการประจำปีก่อนหักภาษีพวกเขาขาดทุนถึง 101.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,868 ล้านบาท) แต่ด้วยการโดนโทษแบนห้ามซื้อนักเตะ 2 ช่วงเวลาในฤดูกาล 2019/2020 ถือเป็นโชคดีในโชคร้ายของ "สิงห์บลูส์"

เพราะการโดนสั่งห้ามเสริมทัพทำให้ เชลซี สามารถฟื้นสภาพคล่องทางการเงินได้ในปีถัดมา โดยหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สโมสรมีสถานะทางการเงินที่ดียิ่งขึ้นมาจากการขาย เอแด็น อาซาร์ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม ให้กับ เรอัล มาดริด ประมาณ 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) และอาจจะสูงถึง 140 ล้านปอนด์ (ราว 5,320 ล้านบาท) เลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังขาย อัลบาโร่ โมราต้า ให้ แอตเลติโก มาดริด ประมาณ 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900  ล้านบาท) ตามด้วย มาริโอ ปาซาลิช มิดฟิลด์ทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับ อตาลันต้า ในซีซั่น 2019/2020 ก่อนจะย้ายถาวรด้วยค่าตัว 14 ล้านปอนด์ (ราว 532 ล้านบาท)

ขณะเดียวกัน เชลซี เซ็นสัญญากับ มาเตโอ โควาซิช มิดฟิลด์เลือดโครแอต ซึ่งทำผลงานได้ดีจากการเล่นแบบยืมตัว 1 ซีซั่น มาร่วมทีมถาวรในราคาเพียง 40 ล้านปอนด์ (ราว 1,520 ล้านบาท) ซึ่งเป็นนักเตะเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สโมสรซื้อมาร่วมทัพเมื่อซีซั่น 2019/2020 (นักเตะลงทะเบียนกับ "สิงห์บลูส์" ตั้งแต่อยู่เล่นให้ทีมแบบสัญญายืมตัวเมื่อฤดูกาลก่อนแล้ว จึงไม่มีปัญหาในกรณีโดนแบนเสริมทัพ)

จากการเซ็นสัญญากับ ซิเย็ค ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ตามด้วย แวร์เนอร์, ฮาแวร์ตซ์  และ ชิลเวลล์ ซึ่งค่าตัวรวมกันแล้วประมาณ 104 ล้านปอนด์ (ราว 3,952 ล้านบาท) รวมแล้วทีมจ่ายเงินไปประมาณ 211 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 2020/2021 อย่างไรก็ตามเม็ดเงินจากการขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา  ทำให้ เชลซี ขาดทุนไม่มากนัก

กระนั้นตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้จะปิดในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ เชลซี อาจจะมีซื้อผู้เล่นเพิ่ม ในขณะเดียวกันพวกเขาก็อาจจะได้เงินเพื่อนำมาใช้ลงทุนอีก เพราะมีรายงานว่าทีมพร้อมปล่อยตัว เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี่ กับ มิชี่ บาตชูอายี่ ออกไปด้วย

 การทำธุรกิจที่ชาญฉลาดคือเหตุผลที่ทำให้ เชลซี สามารถทุ่มเงินได้มากกว่าทีมคู่แข่งในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีในช่วงซัมเมอร์นี้ ที่สำคัญเม็ดเงินที่พวกเขาลงทุน ยังไม่เป็นการผิดกฎไฟแนนเชียลแฟร์เพย์ ด้วย

ถ้าได้ครบสยองแน่ ! เปิด 11 ตัวจริง เชลซี สุดแกร่งลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

   เชลซี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง ด้วยการทุ่มเงินสร้างทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพวกเขาได้นักเตะชั้นยอดมาเสริมแกร่งหลายคน ทำให้ตอนนี้ "สิงโตน้ำเงินคราม" มีขุมกำลังที่น่าเกรงขามอย่างมากในการสู้ศึกฤดูกาล 2020/2021
   
จริงๆ แล้ว "สิงห์บลูส์" ไม่ได้ใช้เงินเลยเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ลงโทษห้ามพวกเขาซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพช่วงตลาดเปิดซัมเมอร์ที่ผ่านมาและช่วงเดือนมกราคม 2020  อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (ซีเอเอส) ตัดสินลดโทษแบนเสริมทัพ ทำให้ทีมเดินหน้าเสริมแกร่งทันที

    เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนหนุ่มไฟแรง ไม่ได้ใช้เงินในการเสริมทัพเลย และต้องใช้งานนักเตะที่มีอยู่ในทีมผสมกับแข้งดาวรุ่ง แต่ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ เมื่อสามารถนำ เชลซี จบฤดูกาลในอันดับ 4 คว้าสิทธิ์ไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

    สำหรับตอนนี้ เชลซี ปลดแอกโทษแบนการซื้อนักเตะแล้ว ทำให้พวกเขาเดินเครื่องใช้เงินเต็มที่ โดยผู้เล่นที่ดึงตัวเข้ามารายแรกก็คือ ฮาคิม ซิเย็ค ที่ย้ายจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 38 ล้านปอนด์ (ราว 1,444 ล้านบาท) จากนั้นก็สวมบทสิงห์ปืนไวคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกฟอร์มแรงจาก ไลป์ซิก ด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ (ราว 2,090 ล้านบาท) ตัดหน้า ลิเวอร์พูล

    ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ เชลซี ยังคงเดินเครื่องใช้เงินไม่หยุดโดยพวกเขาพร้อมที่จะควักกระเป๋าเป็นสถิติสโมสรด้วยการซื้อตัวหนึ่งในนักเตะพรสวรรค์สูงแห่งวงการลูกหนังยุโรป นั่นก็คือ ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่ง "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยสนนราคา 90 ล้านปอนด์ (ราว 3,420 ล้านบาท)

    ขณะที่ เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายฟอร์มแรง ก็เพิ่งจะมาเป็นสมาชิกใหม่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,900 ล้านบาท) ตามด้วย ติอาโก้ ซิลวา ซึ่งย้ายมาแบบไม่มีค่าตัวจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยการเสริมเกมรับในครั้งนี้ "แลมพ์ส" ต้องการที่จะอุดช่องโหว่แนวรับที่เสียไปถึง 79 ประตูจากการเล่นทุกรายการเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

     นอกจากนี้ทีมยังคว้าตัว มาล็อง ซาร์ กองหลังดาวรุ่งอีกราย ซึ่งย้ายมาแบบไม่มีค่าตัว แต่ เชลซีปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานก่อนในซีซั่นหน้า สำหรับผู้รักษาประตูพวกเขาเล็งกระชากตัว  อ็องเดร โอนาน่า โกลจอมหนึบจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,140 ล้านบาท) โดยหวังที่จะเอามาแทนที่ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ที่มักจะเล่นผิดพลาดบ่อยๆ

     รวมๆ กันแล้วตอนนี้หาก เชลซี ได้นักเตะที่เล็งเอาไว้มาร่วมทีมอย่างที่ตั้งใจ นั่นหมายความว่า แลมพาร์ด ใช้เงินเพื่อสร้างทีมของเขาขึ้นมาไปแล้วประมาณ 250 ล้านปอนด์ (ราว 9,500 ล้านบาท) และด้วยขุมกำลังที่มีอยู่ผสมกับแข้งใหม่ที่เข้ามา ทำให้ "สิงห์บลูส์" กลายเป็นหนึ่งในทีมที่สามารถลุ้นแชมป์ลีกได้ทันที

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขุมกำลังเชิงลึกของ เชลซี ต้องบอกว่าน่าเกรงขามมากๆ เพราะพวกเขายังมีนักเตะฟอร์มแรงอย่าง เมสัน เมาท์, แทมมี่ อบราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช และ ฟิคาโย่ โทโมรี่ รวมทั้ง รอสส์ บาร์คลี่ย์, มิชี่ บัตชูอายี่, จอร์จินโญ่ และ เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี่ เป็นต้น

     สำหรับการจัด 11 ตัวจริงของ แลมพาร์ด ที่จะนำมาใช้ในฤดูกาลใหม่ โดยหากเขาได้นักเตะที่ต้องการมาครบจริงๆ ต้องบอกว่าเลยว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" ชุดนี้ น่ากลัวมากๆ เพราะเป็นการผสมผสานผู้เล่นที่มีอยู่เดิม กับนักเตะใหม่ที่เต็มไปด้วยความสามารถเฉพาะตัว และการเล่นที่โดดเด่น

    งานนี้ "แลมพ์ส" พร้อมจับ เมาท์ กับ พูลิซิช ลงเล่นร่วมกันโดยทำหน้าที่เป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองฝั่ง ขณะที่ตำแหน่งจอมทัพจะใช้  ฮาแวร์ทซ์  คอยทำหน้าที่ปั้นเกม โดยมี แวร์เนอร์ ซึ่งซัดไป 34 ประตูจากการเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อซีซั่นล่าสุด ยืนเป็นหน้าเป้า

      อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่ เมาท์ กับ พูลิซิช คนใดคนหนึ่งไม่สามารถลงเล่นตัวจริงในช่วงต้นซีซั่นใหม่ โดยอาจจะเป็นไปได้ที่พวกเขาต้องถูกกักตัวอย่างน้อย 14 วันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แลมพาร์ด ก็อาจจะส่ง ซิเย็ค ลงมาเติมเต็มในด้านหน้าแทน

     สำหรับ สตาร์ทีมชาติโมร็อคโก ต้องบอกเลยว่าเป็นนักเตะเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่เหตุผลที่ แลมพาร์ด ไม่เลือกเขาลงเล่นตัวจริง เนื่องจากมองว่านักเตะน่าจะเล่นไม่เข้าขากับ ฮาแวร์ทซ์  ฉะนั้นเขาจึงเลือกใช้งาน เมาท์ ซึ่งได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับผู้เล่นคนอื่นๆ ในทีมเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา มากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า เชลซี เจอกับทีมไหน เพราะแผนของ แลมพ์ส สามารถยืดหยุ่นได้เสมอเนื่องจากมีตัวเลือกให้ใช้งานได้หลากหลาย

    ในส่วนของแดนกลาง แน่นอนว่า กุนซือคนหนุ่มเลือดผู้ดี จะใช้งาน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ  มาเตโอ โควาซิช ซึ่งได้รับเลือกเป็นนักเตะแห่งซีซั่นของทีมเมื่อฤดูกาลล่าสุด ขณะที่ในตำแหน่งแบ็กซ้ายปกติแล้วจะเป็น เอแมร์ซอน กับ มาร์กอส อลอนโซ่ ที่สลับกันลงเล่น แต่การที่ทีมได้ตัว ชิลเวลล์ มาเสริมแกร่ง ทำให้ตอนนี้โอกาสที่ ฟูลแบ็กทีมชาติอังกฤษ จะกลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งนี้มากที่สุด

     ชิลเวลล์ มีจุดเด่นที่ แลมพาร์ด ชื่นชอบมากๆ นั่นก็คือการเล่นที่โดดเด่นทั้งเกมรับ และเกมรุก รวมทั้งยังเป็นผู้เล่นที่มีเท้าซ้ายสุดฉมัง และสิ่งนี้จะเป็นการสร้างมิติการเล่นเกมบุกให้กับ เชลซี มากยิ่งขึ้น ด้าน  รีซ เจมส์ แข้งดาวรุ่งจะได้รับโอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอในตำแหน่งแบ็กขวา เพราะนักเตะเต็มไปด้วยความสด และเล่นได้โดดเด่นถูกใจ "แลมพ์ส" มากๆ ในซีซั่นที่ผ่านมา

    ด้านตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กแน่นอนว่า ซิลวา จะเข้ามายืนเป็นตัวหลักของทีมแม้ว่านักเตะจะอายุ 36 ปีในเดือนกันยายนนี้ก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์ในการเล่นในลีกชั้นยอดทั้ง กัลโช่ เซเรีย อา และ ลีก เอิง น่าจะช่วยขันเกมรับให้กับ เชลซี เหนียวแน่นยิ่งขึ้น ที่สำคัญความสามารถของเขาจะช่วยพัฒนาบรรดานักเตะดาวรุ่งของทีมด้วย

    ส่วนคู่หูของ ซิลวา ก็คงเป็น เคิร์ก ซูม่า ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แต่ แลมพาร์ด เชื่อว่านักเตะรายนี้ยังไม่ได้พัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นการได้เล่นร่วมกับ สตาร์ดังชาวบราซิเลียน จะช่วยดึงความสามารถของเขาออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    ตบท้ายด้วยตำแหน่งโกล ต้องบอกเลยว่า แลมพาร์ด ไม่ไว้วางใจ เกปา อีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นจึงต้องมองหาตัวเลือกที่ดีที่สุด ก่อนหน้านี้เขาอยากได้ ยาน โอบลัค นายด่าน "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด แต่ด้วยค่าตัวที่มหาศาล ทำให้ทีมเบนเข็มไปที่ โอนาน่า ที่มีค่าตัวถูกกว่าเยอะ และฟอร์มการเล่นก็เหนียวหนึบไม่ต่างกันมากนัก

    นอกจากการได้ 11 ตัวจริงที่คาดว่า แลมพาร์ด จะนำมาใช้งานในฤดูกาล 2020/2021 แล้ว ขุมกำลังสำรองของ เชลซี ต้องบอกเลยว่าอัดแน่นด้วยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ซึ่งมีพรสวรรค์อันโดดเด่นแต่นักเตะอาจจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกซักระยะ เช่นเดียยวกับ โทโมรี่ ที่ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อโอกาสในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก

     ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะทีมยังมีนักเตะประสบการณ์สูงทั้ง อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เป็นต้น รวมทั้งนักเตะดาวรุ่งที่พร้อมสอดแทรกแย่งตำแหน่งอย่าง บิลลี่ กิลมอร์ กับ รูเบน ลอฟตัส-ชีค และอีกหลายๆ คน

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าขุมกำลังของ เชลซี ในฤดูกาลใหม่ต้องบอกว่าอัดแน่นไปด้วยคุณภาพมากๆ และการมีขนาดทีมที่ใหญ่แบบนี้ ทำให้ แลมพาร์ด สามารถปรับกลยุทธ์ได้หลากหลายเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ที่ทีมต้องเจอในแต่ละเกม

    11 ตัวจริง เชลซี ในฤดูกาล 2020/2021 หากพวกเขาคว้านักเตะที่เล็งเอาไว้มาร่วมทีมได้ครบ

ผู้รักษาประตู : อ็องเดร โอนาน่า

กองหลัง : เบน ชิลเวลล์,  เคิร์ก ซูม่า, ติอาโก้ ซิลวา, รีซ เจมส์

กองกลาง :   เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาเตโอ โควาซิชล, เมสัน เมาท์, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช

กองหน้า :  ติโม แวร์เนอร์

จริงดิ?สื่อสเปนเผย3เหตุผลมาเน่สนซบบาร์ซ่า

ฟังหูไว้หู! สื่อเมืองกระทิงดุ ชี้ 3 เหตุผล ซาดิโอ มาเน่ มีโอกาสอำลา ลิเวอร์พูล ไปอยู่กับ บาร์ซ่า
    มุนโด เดปอร์ติโบ สื่อสเปน รายงานข่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวเก่ง ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมที่จะพิจารณาย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่ ลา ลีกา ในช่วงซัมเมอร์นี้ หาก ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าอาร์เจนไตน์ อำลาถิ่น คัมป์ นู

    มาเน่ ตกเป็นเป้าหมายเสริมทัพของ บาร์ซ่า และเชื่อว่า เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้วในการเข้ามาทดแทน เมสซี่ โดยขนาดที่กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ยังเคยโหวตให้ปีกเซเนกัล เป็นแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของ ฟีฟ่า มาแล้ว และค่าตัวของนักเตะอยู่ที่ราว 107 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,387 ล้านบาท) หลังยังเหลือสัญญากับ "หงส์แดง" อีก 3 ปี

    มุนโด เดปอร์ติโบ อ้าง 3 เหตุผลที่ มาเน่ วัย 28 ปี สนใจจะมาอยู่กับ บาร์ซ่า ไม่ว่า เมสซี่ จะอยู่ต่อหรือย้ายออกไปก็ตาม โดยเหตุผลแรกคือ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ โรนัลด์ คูมัน กุนซือคนใหม่ของ "เจ้าบุญทุ่ม" หลังเคยร่วมงานกันมาแล้ว สมัยอยู่ที่ เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยกันระหว่างปี 2014-2016

    ส่วนเหตุผลที่สองคือ มาเน่ มองว่า เวลานี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดในการไปพิสูจน์ตัวเองที่สเปน เนื่องจากคิดว่า ตัวเองไม่ค่อยได้รับการยกย่องมากเท่าที่ควรในทัพ "หงส์แดง" หลังได้รับคำชมน้อยกว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกอียิปต์ หรือแม้แต่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ทั้งที่ทำผลงานเยี่ยมมาตลอด

    นอกจากนั้น สื่อแดนกระทิงดุยังมโนต่อถึงเหตุผลที่ 3 คือ มาเน่ เชื่อว่า ตัวเองมีโอกาสได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จส่วนตัวมากกว่าถ้าย้ายไปเล่นให้กับ บาร์ซ่า อีกด้วย

นิชิโนะ ถึงไทยวันนี้ พร้อมไปดูไทยลีก 12 ก.ย.

อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักเตะทีมชาติไทย เตรียมเดินทางกลับจากญี่ปุ่นถึงไทยวันนี้  ซึ่งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้จัดเตรียมสถานที่กักตัว 14 วันให้กับกุนซือใหญ่ทัพช้างศึกแล้ว

    โดยหลังจากการกักตัว "นิชิโนะ" จะเริ่มทำงานทันที และมีแผนว่าจะเดินทางไปชมเกม "ไทยลีก 1" ซึ่งจะกลับมาเตะนัดที่ 5 ในวันที่ 12 กันยายนนี้

    ส่วนการเรียกสต๊าฟโค้ชของทีมชาติไทยกลับมาทำงานเลยหรือไม่ "พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง" นายกสมาคมฯ กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของ "โค้ชนิชิโนะ" หากกุนซือญี่ปุ่นต้องการให้ใครมาช่วยงาน ทางสมาคมฯ ก็จะเรียกมา ยินดีให้การสนับสนุนอยู่แล้ว คาดว่า นิชิโนะ คงหารือกับสตาฟฟ์โค้ชไว้แล้ว

    ขณะที่เรื่องการฝึกซ้อมทีมชาตินั้น อากิระ นิชิโนะ ต้องการใช้ฟีฟ่าเดย์ช่วยเดือนตุลาคม เรียกนักเตะเข้าแคมป์ฝึกซ้อม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม แต่จะสามารถเก็บตัวได้กี่วันนั้นต้องปรึกษากับสโมสรอีกที

เหตุเกิดที่ฮ่องกง แข้งลาว 3 คนโดนโทษหนักห้ามเล่นตลอดชีวิต

สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย(เอเอฟซี) ประกาศลงโทษแบนหนัก ทิพพรไซ อินทะวงสา ผู้รักษาประตูทีมชาติลาว ด้วยการห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลตลอดชีวิต หลังถูกตรวจพบว่ามีส่วนพัวพันกับเรื่องราวของการล็อคผลสกอร์การแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องระดับเอ แมตซ์ นัดที่ ลาวบุกไปพ่าย ฮ่องกง 0-4 ที่สนามกีฬาแห่งชาติมงก๊ก สเตเดี้ยม เกมนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ต.ค.60
   จากการตรวจสอบของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ที่เข้าไปเช็กรายละเอียดต่างๆ ซึ่งทำงานร่วมกับสปอร์ตเรดาห์ เกมการแข่งขันคู่ระหว่างฮ่องกง เอาชนะ ลาว 4-0  ในการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องนานาชาติ เกมระดับ เอ แมตซ์ ที่เอเอฟซี และ ฟีฟ่า รองรับ เมื่อวันที่ 5 ต.ค.60 มีสิ่งที่เป็นเรื่องน่ากังขาหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องของผลสกอร์ ซึ่งทางเอเอฟซี ตรวจพบว่า  ทิพพรไซ  อินทะวงสา ผู้รักษาประตูทีมชาติลาวมีส่วนต่อการล็อคผลการแข่งขันจึงมีคำสั่งแบนจอมหนึบทีมชาติลาวตลอดชีวิต

   ก่อนหน้านี้ เอเอฟซี ได้ลงดาบหนักกับ 2 นักเตะทีมชาติลาวด้วยการแบนตลอดชีวิตกับ คำแพง ไซยาวุดทิ อดีตแข้งที่เคยมาแข้งในไทยลีก และ แลมโบ้ ไสสะนะ  เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในข้อหารับจ้างกำหนดผลการแข่งขัน ซึ่งเป็นเกมเดียวกับ ทิพพรไซ อินทะวงสา ผู้รักษาประตูทีมชาติลาว ที่โดนแบนล่าสุด ในเกมที่ ลาวบุกไปพ่าย ฮ่องกง 0-4   จากเกมการแข่งขันแมตซ์ดังกล่าวมีผู้เล่นทีมชาติลาวโดนแบนไปแล้วถึง 3 ราย
 

ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้ : ไทยลีก 2020 กลับมาเตะเมื่อไหร่?

ฟุตบอลลีกไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ด้วยผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และนี่คือเรื่องราวที่คุณควรรู้ก่อนศึกไทยลีกจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง

จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพของไทยวุ่นวายทั้งโปรแกรมการแข่ง , ตลาดนักเตะ , มาตรการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 หากแข่งขันสนามปิด รายละเอียดจะมีอะไรบ้าง และมีหลักปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โกล ประเทศไทย หาคำตอบมาให้คุณได้ติดตามครบจบในที่เดียว…

1.การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพฤดูกาล 2020-21 หลังเบรคโควิด-19
การแข่งขันโตโยต้า ไทยลีก (ไทยลีก 1)จะกลับมาแข่งขันต่อจากเดิมในสัปดาห์ที่ 5 โดยยึดผลการแข่งขันและอันดับจาก 4 นัดที่ผ่านมาตามเดิม และจะคัด 4 สโมสรที่มีคะแนนสูงสุดในเลกที่ 1 ได้รับสิทธิ์แข่งขันในรายการ AFC Champions League หากคะแนนเท่ากัน จะพิจารณาจากประตูได้เสีย

การแข่งขัน M-150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) จะกลับมาแข่งขันต่อจากเดิมในสัปดาห์ที่ 5 โดยจะยังมีการแข่งขันในรอบเพลย์ออฟ เพื่อหาทีมเลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 1 ฤดูกาลถัดไป (รอบเพลย์ออฟ 2-23 พฤษภาคม 2564)

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้รวมการแข่งขันไทยลีก 3 และไทยลีก 4 เข้าด้วยกันเป็นศึกออมสิน เนชั่นแนล ลีก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 6 โซน โซนละ 12-14 ทีม แชมป์และรองแชมป์ของแต่ละโซน จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบซูเปอร์ลีก ที่จะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ทีม

แชมป์กลุ่มจะได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 2 อัตโนมัติ และเข้าไปเล่นในรอบชิงแชมป์ประเทศ ขณะที่รองแชมป์กลุ่มจะเล่นในนัดชิงอันดับ 3 เพื่อหาทีมสิทธิ์เลื่อนชั้นไปไทยลีก 2 ขณะที่ทีมอันดับสุดท้ายของแต่ละโซนจะตกชั้น

2.กำหนดวันแข่งขันไทยลีก1-3 และฟุตบอลถ้วยฤดูกาล 2020-21
ศึกโตโยต้า ไทยลีก (ไทยลีก 1) จะเริ่มกลับมาแข่งขัน 12 กันยายน 2563 ปิดฤดูกาล 15 พฤษภาคม 2564 ส่วน M-150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) จะแข่งขัน 12 กันยายน 2563 ปิดฤดูกาล 25 เมษายน 2564 โดยรอบเพลย์ออฟจะแข่งขันวันที่ 2-23 พฤษภาคม 2564

ขณะที่ศึกออมสิน เนชั่นแนล ลีก (ไทยลีก 3) จะแข่งขันวันที่ 3 ตุลาคม 2563 และปิดฤดูกาล 28 กุมภาพันธ์ 2564 โดยรอบแชมเปี้ยนส์ลีกจะเริ่มวันที่ 6 มีนาคม -25 พฤษภาคม 2564

ด้านฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ รอบแรกจะแข่งขันวันที่ 30 กันยายน 2563 รอบชิงชนะเลิศ 22 พฤษภาคม 2564 ส่วนถ้วยลีก คัพ จะเริ่มรอบสอง 21 ตุลาคม 2563 รอบชิงชนะเลิศ 1 พฤษภาคม 2564

3.วันเปิด-ปิดตลาดซื้อขายนักเตะ ฤดูกาล 2020-21
ฟีฟ่า อนุมัติให้กรแข่งขันฟุตบอลอาชีพของไทยสามารถเปิดตลาดนักเตะรอบใหม่ได้รวมทั้งหมด 3 รอบด้วยกัน โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดรอบแรกไปเมื่อต้นฤดูกาล 2020 ส่วนรอบล่าสุดจะเปิดระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 7 กันยายน 2563 และรอบที่ 3 วันที่ 28 ธันวาคม 2563 – 10 มกราคม 2564 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่า ยังคงยึดระเบียบเดิม ที่ให้นักกีฬาฟุตบอลอาชีพสามารถลงสนามให้กับสโมสรต้นสังกัดได้มากที่สุด 2 สโมสร ภายใน 1 ฤดูกาลเช่นเดิม แม้จะมีการเปิดตลาด 3 รอบในไทยลีกฤดูกาลนี้ก็ตาม ยกเว้นกรณีเป็นนักกีฬาที่มาจากลีกที่มีปฏิทินการแข่งขันไม่ตรงกับประเทศไทย

4.ระยะเวลาการลงทะเบียนผู้เล่น
สำหรับการขึ้นทะเบียนนักกีฬาในกรณีเพิ่มเติมพิเศษของฤดูกาล 2020-21 จะเปิดให้ขึ้นทะเบียนระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 7 กันยายน 2563 โดยไทยลีก 1 สามารถขึ้นทะเบียนได้ทั้งสิ้น 37 คน ไทยลีก 2 จำนวน 35 คน สำหรับโควตาผู้เล่นต่างชาติ ยังยึดตามระเบียบการขึ้นทะเบียนของฤดูกาล 2562

ส่วนไทยลีก 3 สามารถขึ้นทะเบียนได้ 35 คน โควตานักผู้เล่นต่างชาติ 3 คน และมีการยกเลิกทีม บี ส่วนการขึ้นทะเบียนนักกีฬา ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2563 – 10 มกราคม 2564 สามารถเปลี่ยนแปลงนักกีฬาได้ไม่เกินทีมละ 10 คน

5.หลักปฏิบัตินำแข้งต่างชาติเข้าประเทศไทย
นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมต่างชาติที่เดินเข้าเข้าประเทศไทยจะต้องเข้าร่วมโครงการพื้นที่ควบคุมโรคแห่งรัฐทางเลือก 14 วัน (Alternative State Quarantine – ASQ) โดยจะต้องมีใบรับรองแพทย์ประเภท Fit to Fly และใบรับรองแพทย์ ยื่นที่สนามบิน ซึ่งเป็นหลักฐานว่า ไม่มีเชื้อโควิด-19 ในช่วงระยะเวลา 72 ชม.ก่อนเดินทาง

ปัจจุบันมีนักเตะและเจ้าหน้าที่ทีมชาวต่างชาติ แจ้งความประสงค์เดินทางเข้ามาประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 76 คน

6.มาตรการจัดการแข่งขันฟุตบอลเป็นอย่างไร?
การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก จะต้องแข่งขันแบบปิด และปฏิบัติตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และ การกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนี้

นักกีฬารวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องตรวจหาเชื้อโควิดก่อนการแข่งขัน 72 ชั่วโมง โดยวันแข่งขันจะต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” และแพลตฟอร์ม “สปิริต” ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจะมีการจัดลงทะเบียนทั้งก่อนเข้าและออกบริเวณทางเข้าออกที่จะมีเพียงทางเดียวเท่านั้น

ผู้เล่น , ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องสวมหน้ากากอนามัย ลดการพูดคุย และเดินผ่านจุดวัดอุณหภูมิที่ต้องไม่เกิน 37.5 องศา เพื่อคัดกรองผ่านก่อนเข้าสถานที่รวมถึงจัดสบู่ , เจลแอลกอฮอล์ล้างมือล้างมือให้พร้อม

หากพบนักกีฬาหรือเจ้าหน้าที่ทีมงานสตาฟฟ์คนใดมีอาการป่วย ไข้ ไอ จาม หรือเป็นหวัด ให้งดการไปเข้าร่วมกิจกรรมทันที

ผู้ที่อยู่ภายในและโดยรอบสนามจะต้องไม่เกินกว่า 250 คน สำหรับนักกีฬาทั้งสองทีม จะต้องมีไม่เกิน 37 คน ส่วนทีมงานสตาฟฟ์โค้ช และเจ้าหน้าที่ทีม มีทีมละ 16 คน ผู้แทนสมาคมฯ หรือเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน ทางคณะผู้ตัดสิน, ผู้ควบคุมการแข่งขันผู้ประเมินผู้ตัดสิน รวม 5 คน

ส่วนเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดจำกัดไม่เกิน 35 คน บุคลากรด้านการรักษาความปลอดภัย ทั้งหมดไม่เกิน 25 คน

บุคลากรด้านการแพทย์ ทั้งหมดไม่เกิน 20 คน เจ้าหน้าที่ด้านถ่ายทอดโทรทัศน์ และสื่ออื่น ๆ บุคลากรด้านการถ่ายทอดโทรทัศน์และถ่ายทอดผ่านสื่ออื่น ๆ ทีมงานวีดิทัศน์ช่วยการตัดสิน ทั้งหมดไม่เกิน 30 คน ส่วนสื่อมวลชนจากสํานักข่าวต่าง ๆ จะต้องไม่เกิน 15 คนและผู้บริหาร และผู้ให้การสนับสนุน สโมสร ทั้งหมดไม่เกิน 10 คน

จะต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือ โซเดียมไฮโปคลอไรด์ 0.9% ทั้งก่อนและหลังใช้ รวมทั้งซักเสื้อผ้าที่ใช้ในการ ฝึกซ้อมทุกครั้งหลังให้บริการ รวมไปถึงห้องสุขา และพื้นที่ในบริเวณสถานที่อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง และต้องทําความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

7.การถ่ายทอดสดฟุตบอลลีก
จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพของไทยต้องเลื่อนออกไป และจบฤดูกาลในปี 2564 อย่างไรก็ตามทาง ทรู วิชั่นส์ ยืนยันจะถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2563 ตามสัญญาเดิม

ทั้งนี้ทางสมาคมฯอาจต้องหาผู้เจรจาสัญญาใหม่สำหรับการถ่ายทอดสดสำหรับแมตช์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 แต่มูลค่าสิทธิประโยชน์จะลดลง เนื่องจากจำนวนทีมลดลงจาก 18 เป็น 16 ทีม ทำให้แมตช์ลดลง

8.แนวทางการแข่งขันอื่นๆที่ยังอยู่ระหว่างรอลงมติ?
เนื่องจาก ทรู วิชั่นส์ ไม่ต่อสัญญาถ่ายทอดสดถึงปี 2564 ทำให้สิทธิประโยชน์หลายสโมสรที่จะได้รับมีมูลค่าลดลง ซึ่งหลายทีมแสดงความต้องการกลับมาแข่งขันให้จบภายในฤดูกาล 2563 ตามเดิม ล่าสุดทางสมาคมฯ เปิดเผยความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ออกเป็นสองกรณี

กรณีแรกหากแข่งจบภายในสิ้นปีนี้ สโมสรสามารถยอมรับความถี่ในการลงแข่งขันของแต่ละแมตช์อาจจะแข่งขัน 2-3 วัน ต่อ 1 แมตช์ เพื่อให้สโมสรได้ลงเล่นครบจำนวน 26 แมตช์ที่เหลืออยู่

ส่วนเงินสนับสนุนที่สโมสรจะได้รับจะขึ้นอยู่กับการเจรจากับ ทรูวิชั่นส์ และคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพร่างกายนักกีฬาและการบริหารจัดการด้านอื่นๆของสโมสร ซึ่งเรื่องนี้ทางสมาคมฯ จะแจ้งให้สโมสรได้ทราบรายละเอียดเพื่อร่วมกันพิจารณาอีกครั้ง

กรณีที่สองหากสโมสรสมาชิกต้องการเสนอให้กลับมาแข่งขันก่อนเดือนกันยายนที่เคยมีมติจากสโมสรในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สมาคมฯจะเรียกสโมสรสมาชิกหารือให้ครบถ้วน ว่าสามารถยอมรับได้หรือไม่กับการเริ่มการแข่งขัน โดยขาดผู้เล่นต่างชาติที่ยังไม่สามารถมาร่วมทีมได้ และกระทบต่อช่วงเวลาการโอนย้ายผู้เล่นและลงทะเบียนในช่วงตลาดซื้อขาย

9.โปรแกรมการแข่งขันไทยลีกนัดแรกหลังพักเบรคโควิด-19
ทาง ไทยลีก ได้ประกาศกำหนดการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก ไทยลีก 1 และ M-150 แชมเปี้ยนชิพ ไทยลีก 2 ประจำฤดูกาล 2020 ที่จะแข่งขันต่อหลังพักเบรกโควิด-19 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย

โดยการแข่งขันจะเริ่มกลับมาแข่งขันต่อในนัดที่ 5 ดำเนินต่อโดยยึดตารางคะแนนเดิมจากเกม 4 นัดแรกที่แข่งขันไปตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาก่อนพักเบรค

โปรแกรมการแข่งขัน โตโยต้า ไทยลีก 2020 นัดที่ 5
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563
17.45 น. ราชบุรี มิตรผล เอฟซี พบ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ณ สนามมิตรผล สเตเดี้ยม
18.00 น. สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด พบ พีที ประจวบ เอฟซี ณ สนามสิงห์ สเตเดี้ยม
19.00 น. สุพรรณบุรี เอฟซี พบ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ณ สนามกีฬากลาง จ.สุพรรณบุรี
20.00 น. สุโขทัย เอฟซี พบ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ณ สนามทะเลหลวง สเตเดี้ยม

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563
18.00 น. ชลบุรี เอฟซี พบ ตราด เอฟซี ณ สนามชลบุรี สเตเดี้ยม
18.00 น. การท่าเรือ เอฟซี พบ โปลิศ เทโร เอฟซี ณ สนามแพท สเตเดี้ยม
19.00 น. สมุทรปราการ ซิตี้ พบ ระยอง เอฟซี ณ สนามสมุทรปราการ สเตเดี้ยม
19.00 น. บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ณ สนามลีโอ สเตเดี้ยม

โปรแกรมการแข่งขัน M-150 แชมเปี้ยนชิพ 2020 นัดที่ 5
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563
17.45 น. อยุธยา ยูไนเต็ด พบ เชียงใหม่ เอฟซี ณ สนามกีฬากลาง จ.พระนครศรีอยุธยา
18.00 น. ไทยยูเนี่ยน สมุทรสาคร เอฟซี พบ แพร่ ยูไนเต็ด ณ สนามกีฬากลาง จ. สมุทรสาคร
19.00 น. ชัยนาท ฮอร์นบิล พบ ศรีสะเกษ เอฟซี ณ สนามเขาพลอง สเตเดี้ยม
19.00 น. ขอนแก่น ยูไนเต็ด พบ สโมสรฟุตบอลราชนาวี ณ สนามกีฬา อบจ.ขอนแก่น
20.00 น. เชียงใหม่ ยูไนเต็ด พบ หนองบัว พิชญ เอฟซี ณ สนามกีฬา ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (ดอยสะเก็ด)

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563
18.00 น. อุดรธานี เอฟซี พบ ขอนแก่น เอฟซี ณ สนามกีฬา ม.การกีฬาแห่งชาติ จ.อุดรธานี
18.00 น. อุทัยธานี เอฟซี พบ แกรนด์อันดามัน ระนอง ยูไนเต็ด ณ สนามกีฬากลาง จ.อุทัยธานี
19.00 น. ลำปาง เอฟซี พบ เกษตรศาสตร์ เอฟซี ณ สนามกีฬากลาง จ.ลำปาง
19.00 น. เอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ด พบ นครปฐม ยูไนเต็ด ณ สนามกีฬาลาดกระบัง 54

ไม่ต่อสัญญา!ประธานบริหารเตรียมแยกทางกับลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล ทำการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งประธานบริหาร หลังจากไม่ต่อสัญญากับ ปีเตอร์ มัวร์ โดยที่ บิลลี่ โฮแกน คนที่ทำให้ทีมได้เซ็นสัญญากับ ไนกี้ จะขึ้นมารับงานต่อจากเขา

    ปีเตอร์ มัวร์ ประธานบริหาร ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมที่จะต้องแยกทางกับทีมหลังหมดเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากที่ผู้บริหารของ "หงส์แดง" ตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญากับเขา

    มัวร์ เข้ามาเป็นซีอีโอของทีมต่อจาก เอียน แอร์ เมื่อปี 2017 และการดำเนินงานของเขาก็มีส่วนทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกด้วย หากอ้างอิงจาก แบรนด์ ไฟแนนซ์ หน่วยงานด้านการประเมินมูลค่าขององค์กรต่างๆ หลังจากที่ล่าสุดมูลค่าของ ลิเวอร์พูล แตะหลัก 1.143 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 45,720 ล้านบาท) โดยที่ มัวร์ ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นแฟนบอลตัวยงของ ลิเวอร์พูล เช่นกัน

    ทั้งนี้ มัวร์ กล่าวผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ ลิเวอร์พูล ว่าที่จริงไม่เคยฝันมาก่อนด้วยซ้ำว่าจะประสบความสำเร็จกับทีมได้ถึงขนาดนี้ และตนก็จะจดจำความทรงจำที่สร้างร่วมกับ ลิเวอร์พูล ไปตลอดกาล "มันเหนือกว่าความฝันที่ผมฝันเอาไว้ซะอีกที่เราได้ทั้งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และ พรีเมียร์ลีก ในช่วงที่ผมทำงานร่วมกับทีม มันเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมของผู้จัดการทีม, นักเตะ และเหล่าสตาฟฟ์ ทีมชุดนี้สมควรได้รับคำชมและการยกย่องอย่างเต็มที่ ผมจะจดจำความทรงจำเหล่านี้ไปตลอดกาล"

    สำหรับคนที่จะเข้ามารับงาน ซีอีโอ ลิเวอร์พูล ต่อจาก มัวร์ ได้แก่ บิลลี่ โฮแกน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการที่เป็นกำลังสำคัญในการปรับปรุงฝ่ายการตลาดของ ลิเวอร์พูล และมีส่วนทำให้ทีมได้เซ็นสัญญากับสปอนเซอร์หลายเจ้า โดยว่ากันว่าเขาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเจรจากับ ไนกี้ จนทำให้บริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลกเซ็นสัญญาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้กับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งข้อเสนอนี้จะทำให้ทีมดังแห่งถิ่น แอนฟิลด์ ได้รับเงินจาก ไนกี้ ปีละ 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) เลยทีเดียว

    ด้าน โฮแกน เผยว่ารู้สึกเป็นเกียรติสุดๆ ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญระดับนี้ "หลังจากได้รับเกียรติให้ทำงานร่วมกับสโมสรแห่งนี้มานานเกิน 8 ปีแล้วน้น ผมก็ถือว่ามันเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้เป็นประธานบริหารของทีม และจะได้สานต่องานอันยอดเยี่ยมที่ทุกคนในองค์กรทำร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ ผมขอขอบคุณ จอห์น (ดับเบิ้ลยู เฮนรี่), ทอม (เวอร์เนอร์) และ ไมค์ (กอร์ดอน) สำหรับโอกาสในครั้งนี้ที่ทำให้ผมได้นำองค์กรเข้าสู่ช่วงต่อไปของเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น"

ทางการ! ไบรท์ตันคอนเฟิร์มซิวลัลลานาร่วมทัพ

อดัม ลัลลานา อดีตแข้งดัง ลิเวอร์พูล เปิดตัวกับต้นสังกัดใหม่อย่าง ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เรียบร้อย พร้อมเผยหมายเลขเสื้อด้วย
     ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน สโมสรลูกหนังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศยืนยัน เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า ได้ทำการคว้าตัว อดัม ลัลลานา กองกลางจอมเทคนิคเลือดผู้ดี มาร่วมทัพเรียบร้อย ภายใต้สัญญา 3 ปี

     ดาวเตะวัย 32 ปี ย้ายร่วมทัพ "เดอะ ซีกัลล์ส" แบบไร้ค่าตัว พร้อมกับได้สวมเสื้อหมายเลข 14 หลังจากที่หมดสัญญากับ ลิเวอร์พูล ที่ซึ่งเจ้าตัวประสบความสำเร็จอย่างมากมายตลอดช่วง 12 เดือนหลัง กับการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และล่าสุด พรีเมียร์ลีก

 "ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลยกับเรื่องคุณภาพฝีเท้าของ อดัม ซึ่งทุกคนก็คงจะได้รู้อย่างชัดเจน หากได้ดูประวัติการเล่นฟุตบอลของเขา" เกรแฮม พ็อตเตอร์ ผู้จัดการทีม ไบรท์ตัน กล่าว "เขาผ่านการเล่นในระดับสูงสุดมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นระดับสโมสรหรือทีมชาติ อดัม ถือเป็นการเซ็นสัญญาที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับพวกเรา และผมก็มั่นใจว่า แฟนๆ ต่างตั้งตารอที่จะได้เห็นเขาลงเล่น เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง"

     ทั้งนี้ ลัลลานา ลงเล่นให้ "หงส์แดง" ไปทั้งสิ้น 178 นัด ทำได้ 22 ประตู นอกจากนี้ยังมีสถิติรับใช้ทีมชาติอังกฤษ 34 นัด ทำได้ 3 ประตู

เว็บลิเวอร์พูลประกาศลอฟเรนลาทีม ได้สังกัดใหม่แล้ว สื่อเผยค่าตัวเฉียด436ล.

เว็บไซต์ทางการสโมสร ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก ประกาศยืนยัน เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังจอมแกร่งเลือดโครแอต ได้อำลาทีมเพื่อไปอยู่กับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในรัสเซียเรียบร้อยแล้ว
    ปราการหลังทีมชาติโครเอเชียวัย 31 ปิดฉากช่วงเวลาหกปีในถิ่น แอนฟิลด์ และเตรียมเก็บข้าวของไปอยู่ในรัสเซียกับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก โดย ลอฟเรน ย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน สู่ เมอร์ซี่ย์ไซด์ เมื่อเดือน ก.ค. 2014 และทำไป 8 ประตูให้ "หงส์แดง" ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการโขกใส่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ช่วงทดเวลาบาดเจ็บเมื่อเดือน เม.ย. 2016 ส่งให้ ลิเวอร์พูล โค่นทีมเก่า เจอร์เก้น คล็อปป์ และทะลุสู่รอบตัดเชือก ยูโรปา ลีก
 
    ทั้งนี้ ลอฟเรน ยังถือเป็นกำลังสำคัญของ ลิเวอร์พูล ชุดแชมป์ยุโรปสมัยหกเมื่อฤดูกาลที่แล้ และยังประสบความสำเร็จทั้งได้แชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุดด้วย ซึ่งทางสโมสร ได้อวยพรให้กองหลังจอมแกร่งโชคดีกับเส้นทางชีวิตต่อไป

    สำหรับการย้ายทีมครั้งนี้ ทาง ลิเวอร์พูล ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใดๆ แต่ทางสื่อต่างประเทศ รายงานว่า "หงส์แดง" ได้เงินจาก เซนิตฯ 10.9 ล้านปอนด์ (ราว 436 ล้านบาท) ขณะที่ตัวนักเตะเซ็นสัญญากับทีมใหม่เป็นเวลาสามปี

“ดานิโล่” หักหน้าฟีฟ่ายกโด้แชมป์3ลีกใหญ่คนเดียว

"ลบแทบไม่ทัน" ดานิโล่ ฟูลแบ็กตัวเก่ง ยูเวนตุส มีอาการเคืองนิดๆ ที่ ฟีฟ่า เชิดชู คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นนักเตะคนเดียวที่ได้แชมป์ลา ลีกา, พรีเมียร์ลีก และ เซเรีย อา เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วเจ้าตัวก็ทำได้เหมือนกับ "ซีอาร์ 7" แถมยังมีแชมป์ลีกโปรตุเกสอีก 2 สมัยด้วย
              ดานิโล่ กองหลังชาวบราซิเลียน ของ "ม้าลาย" ยูเวนตุส จัดการหักหน้าสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ที่ระบุข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์เพื่อนร่วมสังกัด เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่คว้าแชมป์ใน 3 ลีกยักษ์ใหญ่ทวีปยุโรป

              โรนัลโด้ เป็นหนึ่งในนักเตะสำคัญที่ช่วยให้ ยูเว่ ผงาดคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่พวกเขาจัดการปราบ "ลา ซามพ์" ซามพ์โดเรีย 2-0 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้ทัพ "เบียงโคเนรี่" กลายเป็นแชมป์ลีกสูงสุดแดนมะกะโรนี 9 สมัยติดต่อกัน

               ฟีฟ่า ได้ร่วมด้วยช่วยกันเชิดชู โรนัลโด้ ด้วยการโพสต์ข้อความใน ทวิตเตอร์ เว็บไซต์ยอดฮิตด้วยการระบุว่า กัปตันทีมชาติโปรตุเกส เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ได้แชมป์ลา ลีกา (เรอัล มาดริด) , พรีเมียร์ลีก อังกฤษ (แมนฯยูไนเต็ด) และ กัลโช่ เซเรีย อา "10 ประตูใน 10 เกมนับตั้งแต่ที่เกมลีกกลับมาแข่งกันต่อ  @SerieA_EN ช่วยให้  @Cristiano เป็นนักเตะที่คว้าแชมป์ลีกทั้งในอังกฤษ, สเปน และ อิตาลี ไม่มีนักเตะคนไหนได้แชมป์ 3 ลีก ประเทศไม่มีความสำคัญเมื่อคุณมาจากดาวดวงอื่น"

               อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จบไม่สวยเมื่อ ดานิโล่ จัดการรีทวิตข้อความของสหพันธ์ลูกหนังโลกพร้อมกับใส่ภาพอีโมจิเป็นรูปขบคิดสงสัย จากกรณีนี้ทำเอา ฟีฟ่า ตั้งสติได้รีบจัดการลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งทันที เนื่องจาก ฟูลแบ็กเลือดแซมบ้า ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้แชมป์ 3 ลีกยักษ์ใหญ่ยุโรปเช่นกัน

               ดาวเตะวัย 29 ปีคว้าแชมป์ ลา ลีกา ร่วมกับ โรนัลโด้ สมัยที่เล่นให้กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด เมื่อปี 2017 และจากนั้นเขาได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จากการย้ายไปเล่นให้ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2018 และประสบความสำเร็จกับ "ม้าลาย" นอกจากนี้ ดานิโล ยังได้แชมป์พรีเมียร่า ลีกา โปรตุกีส กับ ปอร์โต้ ในปี 2012 และ 2013