ปลื้ม!โรเบิร์ตสันเผยไอดอลชมตนแบ็กซ้ายดีสุดในโลก

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายคนสำคัญของ ลิเวอร์พูล ระบุ ตอนที่เล่นศึกชิงแชมป์สโมสรโลกเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น ฟิลิเป้ หลุยส์ ถึงขั้นชมตนเลยว่าตนเป็นแบ็กซ้ายที่เก่งที่สุดของโลก และมันก็ทำให้ตนดีใจสุดๆ เพราะว่า หลุยส์ เป็นหนึ่งในขวัญใจของตน
   
แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายคนเก่งของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่า ฟิลิเป้ หลุยส์ อดีตฟูลแบ็ก แอตเลติโก มาดริด และ เชลซี เคยชมตนต่อหน้าเลยว่าตนเป็นแบ็กซ้ายที่เก่งที่สุดของโลก

    โรเบิร์ตสัน กับ หลุยส์ ได้ดวลกันในนัดชิงชนะเลิศของศึกชิงแชมป์สโมสรโลกเมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปีก่อน หลังจากที่ ลิเวอร์พูล กับ ฟลาเมงโก้ โคจรมาเจอกันในนัดชิงดำ ก่อนที่ "หงส์แดง" จะชนะไป 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากประตูชัยของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ในนาทีที่ 99

    แข้งชาวสกอตต์กล่าวในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า "ร็อบโบ้ : นาว ยูอาร์ กอนน่า บีลีฟ อัส" (ROBBO: NOW YOU RE GONNA BELIEVE US) ว่า "หลังจากเสียงนกหวีดจบเกมการแข่งขันดังขึ้นแล้วน่ะผมก็ตรงไปหาฟูลแบ็กคนหนึ่งของ ฟลาเมงโก้ อย่างรวดเร็วเพื่อที่จะได้คุยกับเขา แต่คนที่ผมพูดถึงนี่ไม่ใช่ ราฟินญ่า หรอกนะ แน่นอนว่าเรา (โรเบิร์ตสัน หมายถึงตัวเองกับ ราฟินญ่า) ดวลกันแบบสนุกหลายครั้งในระหว่างการแข่งขัน แต่คนที่ผมอยากคุยด้วยมากๆ คือ ฟิลิเป้ หลุยส์ ฟูลแบ็กอีกคนหนึ่งต่างหาก"

    "หลุยส์ เป็นหนึ่งในนักเตะในตำแหน่งเดียวกับผมที่ผมชื่นชอบมากๆ เช่นเดียวกับนักเตะอย่าง ปาทริซ เอวร่า, แอชลี่ย์ โคล รวมถึง แจ็คกี้ แม็คนามาร่า และ ทอม บอยด์ ของ เซลติก ผมเคยตามดูเขาเล่นอยู่เป็นประจำในตอนที่เขาอยู่กับ แอตเลติโก มาดริด และผมก็ชอบทุกอย่างเกี่ยวกับเขา"

    "ตอนนั้นผมตรงไปหาเขา, พูดปลอบเขาเกี่ยวกับผลการแข่งขัน และตอนที่ผมกำลังจะแสดงความยินดีกับการที่เขามีอาชีพการค้าแข้งที่ยอดเยี่ยมน่ะเขาก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อนว่า -นายเป็นแบ็กซ้ายที่เก่งที่สุดในโลกเลย- มันทำให้ผมดีใจมากๆ มันมีความหมายกับผมสุดๆ หลังจากนั้นผมก็ไปพูดเรื่อง เฟลิเป้ กับทาง อาลี่ (อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูชาวบราซิเลียนของ ลิเวอร์พูล) เพราะเขาเป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาในบราซิล แล้วเขาก็เล่าให้ผมฟังว่าเขา (หลุยส์) เป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากแค่ไหน"

    "การได้รับการยกย่องจากคนที่เคยทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในระดับสูงสุดมาหลายปีมันมีความหมายมากๆ คำพูดของเขามันทำให้ผมเซอร์ไพรส์สุดๆ ซึ่งมันอาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยสื่อถึงบางอย่างเกี่ยวกับผม (ในสายตาของคนอื่น) ได้ ปกติแล้วคุณจะไม่ปล่อยให้ตัวเองมีความเชื่อในเรื่องอะไรก็ตาม แต่พอมันออกมาจากปากของคนอย่างเขาแล้วมันก็เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่จริงแล้ว เฟลิเป้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพูดแบบนั้นออกมาเลยนอกจากว่าเขาจะคิดแบบนั้นจริงๆ"

เดอะค็อปยิ้ม!คล็อปป์แย้มอนาคตกับลิเวอร์พูล

แฟนบอล ลิเวอร์พูล คงยิ้มแก้มปริ หลัง เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่ง เปิดใจถึงอนาคตระยะยาวกับ "หงส์แดง"

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่ปิดโอกาสที่จะต่อสัญญาคุมทัพ "หงส์แดง" หลังสัญญาฉบับปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในปี 2024 อย่างไรก็ตาม ยืนยันถ้าถึงเวลาอำลาถิ่น แอนฟิลด์ จะยังไม่รับงานที่อื่นทันที โดยจะขอพักเป็นเวลา 1 ปี

กุนซือชาวเยอรมัน วัย 53 ปี ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องยูทูบของ ลีรอย มาตาต้า เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมาว่า "ผู้คนมากมายถามผมถึงเรื่องนี้ ผมไม่เห็นเคยได้ยินคนถาม เป็ป กวาร์ดิโอล่า (ผู้จัดการทีม แมนฯ ซิตี้) แบบนี้เลยทั้งที่สัญญาของเขาจะหมดในปีหน้า"

"ผมยังเหลือสัญญาอีกถึง 4 ปี หลายอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลานั้นไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์ ผมคิดว่าอีก 4 ปี ผมถึงจะค่อยคิดว่า จะต่อสัญญาหรือไม่ต่อสัญญา หากผมไม่ต่อ ผมก็จะไปพักร้อน"

"เมื่อผมอำลา ลิเวอร์พูล ไป แน่นอนว่า ผมจะไม่ทำงานใหม่ทันทีในวันรุ่งขึ้น ผมจะขอพักเบรกเป็นเวลา 1 ปีหลังลาจาก ลิเวอร์พูล" คล็อปป์ ที่เข้ามาทำงานในถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อปี 2015 และพาทีมได้ทั้งแชมป์ พรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ สโมสรโลก กล่าวทิ้งท้าย

ถูกโฉลก!ชมประตูของอัลลี่เวลาเจอเอฟเวอร์ตัน (มีคลิป)

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ จะเริ่มต้นฤดูกาล 2020-21 อย่างเป็นทางการด้วยการเปิดรัง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม เจอกับ เอฟเวอร์ตัน ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายนนี้ ซึ่งมันน่าจะเป็นงานหนักพอตัวสำหรับเจ้าถิ่น

ทั้งนี้ หนึ่งในตัวความหวังของ สเปอร์ส สำหรับเกมในวันอาทิตย์นี้คงหนีไม่พ้น เดเล่ อัลลี่ เพราะมิดฟิลด์ชาวอังกฤษทำผลงานได้ดีพอตัวเวลาเจอกับ เอฟเวอร์ตัน ด้วยการทำไป 4 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จากทั้งหมด 8 นัด ซึ่งวันนี้เราก็มีประตูที่เขาเคยทำได้ในการดวลกับ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" มาให้ได้ดูกัน

แมนยูขีดเส้นใต้ค่าตัวซานโช่ให้ได้แค่นี้

สื่อเมืองผู้เผย แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่ท้อในการไล่ล่า เจดอน ซานโช่ แต่พร้อมให้ค่าตัวต่างกับที่ ดอร์ทมุนด์ ตั้งไว้อยู่เยอะเหมือนกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก พรีเมียร์ลีก พร้อมจะจ่ายค่าตัวของ เจดอน ซานโช่ ปีกดาวรุ่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ให้ได้สูงสุดแค่ 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) เท่านั้น ตามรายงานจาก เอ็กซ์เพรส สื่ออังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา

"ปีศาจแดง" ตกเป็นข่าวกับ ซานโช่ วัย 20 ปี มาพักใหญ่แล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาข้อสรุปเรื่องค่าตัวกับ ดอร์ทมุนด์ ไม่ลงตัว เพราะ "เสือเหลือง" ประกาศชัดเจนว่าต้องได้ที่ 108 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,320 ล้านบาท) เท่านั้นถึงจะยอมปล่อย แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่พร้อมจ่ายให้มากถึงขนาดนั้น

แมนฯ ยูไนเต็ด เคยพยายามคว้าตัวปีกทีมชาติอังกฤษ มาแล้ว 2 หน โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ปี 2017 ตอนก่อนย้ายจาก แมนฯ ซิตี้ ไปอยู่กับ ดอร์ทมุนด์ และอีกครั้งคือเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว แต่เวลานั้นไม่สามารถคว้าตั๋วไปเล่นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้นักเตะไม่สนใจมาอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลนี้ "ปีศาจแดง" ได้กลับไปเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้ ซานโช่ พร้อมมาอยู่ด้วย และมีรายงานว่า สามารถตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกันได้เรียบร้อยแล้ว แต่ติดปัญหาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ค่าตัวได้สูงสุด 80 ล้านปอนด์

ขณะที่ แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวา แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ปัจจุบันไปทำหน้าที่นักวิเคราะห์เกมให้กับสถานีโทรทัศน์ สกาย สปอร์ตส์ มองว่า "ปีศาจแดง" ควรจะหันไปหาตัวเลือกอื่นแทน ซานโช่ หาก ดอร์ทมุนด์ ยืนกรานค่าตัวที่ 108 ล้านปอนด์

เปิดก่อนเลย! “แลมพาร์ด” ลั่นแข้งสิงห์บลูส์พร้อมดวลหงส์แดงอาทิตย์นี้

แฟรงค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี มั่นใจว่าทีมของเขาสามารถเอาชนะลิเวอร์พูล แชมป์เก่าศึกพรีเมียร์ลีก วันอาทิตย์นี้ได้

"ผมตื่นเต้นมาก มันชัดเจนที่ลิเวอร์พูลคือทีมที่ดีที่สุดในลีกเมื่อฤดูกาลก่อน แต่ทุกเกมที่พวกเราเจอกับพวกเขา พวกเราก็ต่อสู้ได้ดีจริงๆ พวกเราเคยเอาชนะพวกเขามาแล้วในเอฟเอ คัพ แต่ก็แพ้ในเกมลีกทั้งสองนัด ซึ่งเราก็ทำได้ดีในการต่อกรกับพวกเขา"

"ผมตื่นเต้นที่จะได้เห็นพวกเราสู้กับพวกเขาอีก และดูว่าเราจะอยู่ในจุดไหน เรามีนักเตะหน้าใหม่เข้ามาในตอนนี้โดยมีเวลาเรียกความฟิตแค่สั้นๆ ผมคิดว่าปรีซีซั่นของพวกเราคือหนึ่งในลีกที่หนักที่สุดในโลกแล้ว"

"ลิเวอร์พูลได้ซ้อมมากกว่าพวกเรา 2 สัปดาห์ แต่มันก็เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมในการเจอกับพวกเขาแต่เนิ่นๆ และดูว่าพวกเราสามารถทำอะไรได้บ้าง พวกเราต้องมั่นใจ เราไม่กลัวลิเวอร์พูล แต่พวกเราให้ความเคารพพวกเขา พร้อมเชื่อมั่นในตัวเองด้วย"

คล็อปป์ว่าอย่างไรเรื่องเกมรับรั่วเสีย 3 ประตู

เจอร์เก้น คล็อปป์ ดูเหมือนจะไม่ได้กังวลอะไรมากเกี่ยวกับเกมรับของ ลิเวอร์พูล ถึงแม้จะเสียถึง 3 ประตูในเกมเปิดซีซั่น ที่ทีมเอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

"แชมป์เก่า" ลิเวอร์พูล เอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 ในเกมเปิดสนามพรีเมียร์ลีก โดยถึงแม้เกมรุกจะทำได้ถึง 4 ประตู แต่เรื่องเกมรับเป็นคำถามว่าพวกเขาหละหลวมเกินไปหรือเปล่าที่เสียประตูในเกมเดียวถึง 3 ลูก

โดยทาง เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ‘หงส์แดง’ เองก็ได้ให้คำอธิบายถึงเรื่องนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นกังวลมากเท่าไหร่ พร้อมกระตุ้นให้ทีมพัฒนาต่อไป

"ผมไม่ได้มองว่าเราเจอความยุ่งยากอะไรเรื่องเกมรับเลยนะ ในแนวทางการเล่นของพวกเขาน่ะ เราไม่มีทางป้องกันได้ 100% ตลอดเวลาหรอก" นายใหญ่เลือดด๊อช์ท เผย

"ประตูแรก ฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งอยู่ลึกกว่าคู่ เซนเตอร์แบ็ก ซึ่งมันไม่ควรที่จะเกิดขึ้น ประตูที่สองผมคิดว่าเกิดจากความไม่เข้าใจกันระหว่าง เฟอร์กิล (ฟาน ไดค์) และ อลีสซง ซึ่งมันเป็นอะไรที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ก็ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นแต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ผมไม่คิดว่าเราจะเจอแบบนี้บ่อยๆ หรอก ส่วนประตูที่สาม​ เราเพิ่งเปลี่ยนตัว​ก่อนหน้านั้นไม่นาน​ แล้ว​จากจังหวะทุ่ม​ เราไม่ขยับตาม,​ เสียสมาธิ, เปิดช่องว่างให้พวกเขาฝ่าแนวรับเข้ามา​" "

"ดังนั้น ในเรื่องเกมรับ มันต้องมีการอธิบาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาแก้ตัวอะไรหรอกนะ เมื่อ 4 วันก่อน แนวรับทั้ง 4 คนไปเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ, ทีมชาติฮอลแลนด์ และทีมชาติสกอตแลนด์"

"ทีมชั้นนำทั้งหมด มีการเล่นเกมรับที่แตกต่างกันออกไป ความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้ และมันก็ไม่ควรจะมาตัดสินในช่วงต้นฤดูกาล"

"หลายคนพูดกันว่าพวกเขาเล่นกันมากว่า 500 นัด แต่เรื่องของเกมรับไม่ได้ง่ายเหมือนการขี่จักรยาน คุณต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันก็ยังมีช่องว่างเพื่อการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น"

สื่อชี้แวร์เนอร์VSฟานไดค์ความเร็วตัดสินชัย

สื่อผู้ดี ระบุเกมระหว่าง เชลซี พบ ลิเวอร์พูล อาจจะวัดผลแพ้ชนะกันที่ความเร็วของ ติโม แวร์เนอร์ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เพราะงานนี้ สตาร์ทีมชาติเยอรมัน ต้องปะทะกับกองหลังที่ตัวใหญ่และเต็มไปด้วยความไว

เดอะ ซัน สื่อดังในเมืองผู้ดี ระบุเกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง เชลซี พบ ลิเวอร์พูล ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ ความเร็วของ ติโม แวร์เนอร์ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินเกมนี้

แวร์เนอร์ มีโอกาสได้สัมผัสกับความเข้มข้นในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีแล้ว เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าเขาจะไม่สามารถยิงประตูได้ แต่ฟอร์มการเล่นถือว่ายอดเยี่ยม และยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้จุดโทษนำไปสู่ประตูขึ้นนำ แมตช์ถลุง ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1

หลังจบเกม สตาร์ดังทีมชาติเยอรมนี ซึ่งมีส่วนสูง 5 ฟุต 11 นิ้วหรือ 180 เซนติเมตร ยอมรับว่าไม่เคยเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในการสู้กับกองหลังที่ตัวใหญ่ของทัพ "นกนางนวล" ซึ่งในกรณีนี้อาจจะทำให้เขาต้องเจองานหนักอีกครั้ง เนื่องจากต้องสู้กับ ฟาน ไดค์ ที่มีส่วนสูงถึง 6 ฟุต 4 นิ้ว หรือประมาณ 193 เซนติเมตร

ฉะนั้นการที่จะเล่นลูกโด่งกับแนวรับ "หงส์แดง" อาจจะเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล ก็มีจุดอ่อนนั่นก็คือกองหลังของพวกเขามักจะดันขึ้นสูง ซึ่งทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ แสดงให้เห็นมาแล้วหลายเกม ล่าสุดแมตช์เฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 มักจะทิ้งพื้นที่ในแนวรับจนทำให้โดนคู่แข่งสวนกลับได้ตลอด

อย่างไรก็ตามปัญหาที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องตีโจทย์ให้แตกก็คือวิธีจัดการกับ ฟาน ไดค์ ที่มีทั้งความรวดเร็ว, แข็งแกร่ง และสูงใหญ่ โดยเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แนวรับทีมชาติฮอลแลนด์ มีสถิติวิ่งเร็วสุด 21.4 ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.79 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ซึ่งถือเป็นกองหลังที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก

ขณะที่ โจ โกเมซ คู่หูเซนเตอร์ฮาล์ฟที่คาดว่าน่าจะได้ลงเล่นเคียงข้างกับ ฟาน ไดค์ ก็มีความเร็วไม่แพ้กันโดยเขาวิ่งได้ถึง 21.5  ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.80 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ส่วน แวร์เนอร์ สถิติท็อปสปีดอยู่ที่ 21.7 ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.802 กิโลเมตร/ชั่วโมง) กระนั้นด้วยรูปร่างที่เล็กและบางเมื่อเทียบกับกองหลังตัวใหญ่ มีความเป็นไปได้ว่าเขาจะสามารถเร่งสปีดความเร็วได้มากกว่านี้

ด้วยเหตุนี้การสู้กับ แชมป์เก่านั้น เชลซี ก็มีโอกาสที่จะเอาชนะพวกเขาได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือ "สิงห์บลูส์" จะต้องใช้ประโยชน์จากนักเตะที่มีความเร็วของพวกเขาฉกฉวยความได้เปรียบบริเวณแดนกลาง จากนั้นก็พยายามส่งบอลตัดหลังแนวรับ "หงส์แดง" โดยความเร็วของ แวร์เนอร์ น่าจะเป็นหนึ่งในกุญสำคัญตัดสินชะตาของเจ้าบ้านในแมตช์นี้

คูตี้กลับบาร์ซ่าช่วยลิเวอร์พูลได้เงิน184ล้าน

แฟนบอล ลิเวอร์พูล คงเชียร์ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ได้ลงสนามให้กับ บาร์เซโลน่า ในซีซั่นใหม่ เพราะจะช่วยทำให้ "หงส์แดง" ได้โบนัสอีกราว 184 ล้านบาท

ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีโอกาสจะได้เงินโบนัสอีก 4.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 184.5 ล้านบาท) หลัง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลางบราซิเลียน ย้ายจาก บาเยิร์น มิวนิค กลับไปเล่นให้ บาร์เซโลน่า ในฤดูกาล 2020/21 ตามรายงานจาก สปอร์ต สื่อกีฬาของสเปน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา

อนาคตของ คูตินโญ่ เป็นหนึ่งในประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังไม่สามารถแจ้งเกิดกับ บาร์เซโลน่า  จนทำให้ซีซั่น 2019/20 โดนปล่อยมาเล่นแบบยืมตัวกับ บาเยิร์น แต่ "เสือใต้" ตัดสินใจไม่ซื้อขาดหรือยืดสัญญายืมตัว จนทำให้เจ้าตัวต้องกลับถิ่น คัมป์ นู

คูตี้ ย้ายจาก ลิเวอร์พูล มาอยู่กับ บาร์เซโลน่า เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 ด้วยค่าตัวรวมโบนัส 142 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,822 ล้านบาท) และ "บาร์ซ่า" มีข้อตกลงว่า จะต้องจ่ายเงินให้ "หงส์แดง" 4.5 ล้านปอนด์ ต่อการลงเล่นให้ทีมทุกๆ 15 นัดไปจนครบ 90 เกม และจนถึงเวลานี้ คูตินโญ่ ลงสนามไปแล้ว 76 เกม

ขณะที่ โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ของ บาร์เซโลน่า พร้อมที่จะให้โอกาส คูตินโญ่ ได้พิสูจน์ตัวเองกับทีมในยุคของเขา หลังจาก อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สนใจที่จะยืมตัวไปใช้งานในฤดูกาลหน้า

 

มีแววซบ!ชิรูด์คุยเงื่อนไขกับยูเวนตุสฉลุย

จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ เหยี่ยวข่าวชาวอิตาเลียนบอกว่า โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หัวหอก เชลซี บรรลุเงื่อนไขหลักๆ กับ ยูเวนตุส ได้แล้ว โดยเขาจะได้สัญญาที่มีระยะเวลา 2 ปีด้วยกัน

โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าประสบการณ์สูงของ เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บรรลุเงื่อนไขหลักๆ กับ ยูเวนตุส ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามรายงานของ จานลูก้า ดิ มาร์ซิโอ นักข่าวชื่อดังชาวอิตาเลียน
 
"เบียงโคเนรี่" ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการเสริมทัพในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากตอนนี้พวกเขาไม่มีตัวเลือกที่ดีในตำแหน่งนั้นมากเท่าไหร่ แถม กอนซาโล่ อิกวาอิน กำลังจะย้ายออกจากทีมเต็มทีแล้ว หลังมีข่าวว่ามีการยกเลิกสัญญาระหว่าง อิกวาอิน กับ ยูเวนตุส เป็นที่เรียบร้อย

เดิมที ยูเวนตุส กาหัว หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอก บาร์เซโลน่า เป็นเป้าหมายเบอร์ 1 แต่พวกเขายกให้ ชิรูด์ เป็นตัวเลือกสำรองเผื่อเกิดปัญหา และตอนนี้แข้งวัย 33 ปีตกลงเงื่อนไขหลักๆ กับ ยูเวนตุส ได้แล้ว โดยที่เขาจะได้สัญญาเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งขั้นตอนในตอนนี้คือ ยูเวนตุส ต้องเจรจาเรื่องค่าตัวกับ เชลซี ให้ได้ โดยเชื่อกันว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" ตั้งค่าหัวของเขาเอาไว้ที่ราว 4.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 188.6 ล้านบาท)

หงส์,สิงห์,จิ้งจอก,ทอฟฟี่,สาลิกา! เจาะทีมดังพรีเมียร์ลีก เปิดม่านฤดูกาล 2020/21 ภาคแรก

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 เตรียมเปิดฉากขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งแต่ละทีมจะมีความพร้อมอย่างไร ได้ผู้เล่นคนไหนเข้าสู่ทีมบ้าง ในสกู๊ปนี้เราจะพาแฟนๆ ไปเช็กข้อมูลกัน เพื่อเรียกความพร้อมก่อนศึกใหญ่ปีนี้จะเริ่มขึ้น

 ลิเวอร์พูล : ภารกิจป้องกันแชมป์!

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน สวมบทมหาบุรุษผู้ปลดแอกแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" เฝ้ารอคอยมานานถึง 30 ปีได้สำเร็จ หลังจากนำทีมระเบิดฟอร์มสุดยอดเมื่อฤดูกาล 2019/2020 พร้อมทำแต้มทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 แบบไม่เห็นฝุ่นถึง 18 คะแนน

คล็อปป์ สร้างผลงานสุดอลังการด้วยการนำทัพ "หงส์แดง" สะกดคำว่าแพ้ในแอนฟิลด์ ไม่เป็นในเกมลีก นับตั้งแต่เกมที่พ่ายให้ คริสตัล พาเลซ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2017 ขณะเดียวกันเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ไร้พ่ายไปถึง 27 เกมก่อนจะโดน "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด ต่อยตาปูดด้วยสกอร์ 0-3 ทำให้พวกเขาต้องพบกับคำว่าแพ้เป็นเกมแรกของฤดูกาล พร้อมทั้งหยุดสถิติไร้พ่ายเอาไว้ที่ 44 นัดติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ผลงานของ ลิเวอร์พูล เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ เพราะพวกเขาสามารถเก็บแต้มได้ถึง 99 คะแนนทุบสถิติเดิม 97 คะแนนในซีซั่น 2018/2019 และเป็นสถิติเก็บแต้มได้สูงสุดในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนจะนำโทรฟี่แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี มาประดับเอาไว้ในตู้โชว์ที่สนามแอนฟิลด์ได้สำเร็จ

สำหรับภารกิจประจำฤดูกาล 2020/2021 นั่นก็คือการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก เอาไว้ให้ได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ แมนฯ ซิตี้ ยังคงเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์ในซีซั่นใหม่นี้ ขณะที่ เชลซี ทุ่มเงินไม่อั้นในการเสริมทัพ สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนนี้กำลังเข้ารูปเข้ารอยตามแบบที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องการ

ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน ก็พร้อมสู้เต็มสูบหลังมีการเสริมแกร่งต่อเนื่อง ด้าน อาร์เซน่อล ดูเหมือนว่านักเตะเริ่มเข้าใจปรัชญาการทำทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า แถมพวกเขายังได้แชมป์มาแล้ว 2 รายการ (เอฟเอ คัพ กับ คอมมิวนิตี้ ชิลด์) ยิ่งเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น และยังมีอีกหลายทีมที่พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ในฤดูกาลใหม่นี้

– การเสริมทัพ

 "หงส์แดง" คว้าตัว คอสตาส ซิมิคาส แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติกรีซ มาจาก โอลิมเปียกอส ด้วยค่าตัว 11.75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 481.75 ล้านบาท) เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่ช่วงต้นฤดูกาลใหม่นักเตะอาจจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมเนื่องจากถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะเดียวกันพวกเขามีข่าวสนใจ ติอาโก้ อัลกันตาร่า จอมทัพ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค แต่ตอนนี้ยังติดปัญหาเรื่องค่าตัวของนักเตะ อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ "เดอะ เร้ดส์" ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวในเรื่องการเสริมทัพ แต่ดูเหมือน คล็อปป์ อาจจะเลือกให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่ง โดยเฉพาะในช่วงอุ่นเครื่องที่ผ่านมามีแข้งสายเลือดใหม่ได้รับโอกาสลงสนามหลายคนเลยทีเดียว

– ดาวเด่นที่น่าจับตามอง

ด้วยการที่ ลิเวอร์พูล เพิ่งจะได้ตัว ซิมิคาส มาเสริมแกร่งแค่คนเดียวเท่านั้น ขณะที่ในรายของ ติอาโก้ ก็ยังเป็นเพียงแค่ข่าวลือ ฉะนั้นดาวเด่นที่น่าจับตามองของพวกเขาคงหนีไม่พ้นบรรดานักเตะยังบลัด ที่ คล็อปป์ เตรียมดันขึ้นมาจากทีมเยาวชนมาเล่นทีมชุดใหญ่มากขึ้นได้แก่ เคอร์ติส โจนส์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์, เนโก วิลเลี่ยมส์, เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, คี-ยาน่า ฮูแฟร์, บิลลี่ คูเมติโอ และ ริอาน บรูว์สเตอร์ ซึ่งรายหลังนี้ถูกส่งไปฝึกปรือฝีเท้าแบบยืมตัวกับ สวอนซี ซิตี้ แล้วก็ทำผลงานได้ดีในเกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมา ขณะที่ ทาคุมิ มินามิโนะ ยิ่งเล่นยิ่งพัฒนา คาดว่าในฤดูกาลใหม่ เขาจะได้รับโอกาสจะ คล็อปป์ มากขึ้น

– คีย์แมน

สำหรับฤดูกาล 2020/2021 ผู้เล่นสำคัญของ ลิเวอร์พูล ยังคงหนีไม่พ้น 3 ประสาน "หิน เหล็ก ไฟ" ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ที่จะคอยทำหน้าที่ไล่ล่าตาข่ายคู่แข่งเช่นเดิม ในขณะที่แดนกลาง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม ยังคงเป็นหัวใจในแผงมิดฟิลด์ ส่วนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ 2 ฟูลแบ็กซ้ายขวา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ซึ่งทั้งสองคนมีส่วนสำคัญกับความสำเร็จของทีมในช่วง 2 ซีซั่นที่ผ่านมา จากความสามารถในการแอสซิสต์ที่เฉียบคม ส่วน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ หัวใจในเกมรับและอันตรายทุกครั้งในจังหวะเล่นลูกฟรีคิก สุดท้ายตำแหน่งผู้รักษาประตู อลีสซง เบ็คเกอร์ มือ 1 ของทีม จะทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายเพื่อให้แนวรับของ "เดอะ เร้ดส์" มีความสมบูรณ์แบบ

เชลซี : ช็อปไม่ยั้ง หวังลุ้นสู้หงส์-เรือใบ

 แม้ปราชัยให้กับ อาร์เซน่อล 1-2 ในเกมรอบชิงฯ เอฟเอ คัพ ฤดูกาลก่อน แต่ผลงานของ เชลซี ภายใต้การนำทัพครั้งแรกของตำนานสโมสรอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พาทีมจบอันดับสี่ในลีก ถือว่าไม่เลวเลย เพราะต่อให้เสียประตูเยอะ (54 ลูก ซึ่งมากสุดในกลุ่ม 10 อันดับแรก) แต่ก็ยิงคู่แข่งได้แยะเช่นกัน (69 ลูก ซึ่งเป็นรองแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล เท่านั้น) ถือเป็นทีมที่เอนเตอร์เทนแฟนบอลได้เป็นอย่างดี แต่ซีซั่น 2020/21 ที่กำลังจะมาถึง พวกเขาไม่ได้มาแบบขำๆ อีกต่อไป แถมอาจจะคิดการใหญ่ถึงขั้นหวังเบียดลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก เลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเกินเลยอะไรนัก หากพิจารณาถึงการเดินหน้าเสริมทัพชนิดบ้าคลั่งตามสไตล์เศรษฐีโมโหในช่วงซัมเมอร์นี้ของพวกเขา

– การเสริมทัพ

หลังจากที่ไม่สามารถซื้อใครได้ในช่วงถูกแบน พอพ้นโทษ เชลซี เลยจัดหนักในช่วงซัมเมอร์นี้ ด้วยการดึงแข้งสตาร์ดังอย่าง ฮาคิม ซิเยค (36 ล้านปอนด์, จาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม), ติโม แวร์เนอร์ (47.7 ล้านปอนด์, จาก แอร์เบ ไลป์ซิก), เบน ชิลเวลล์ (45.18 ล้านปอนด์, จาก เลสเตอร์ ซิตี้) และ ไค ฮาแวร์ตซ์ (72 ล้านปอนด์, จาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น) มาเสริมทัพ ซึ่งสี่คนนี้มีมูลค่ารวมกันทะลุ 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,200 ล้านบาท)

แถมยังได้ของฟรีคุณภาพสูงอย่าง ติอาโก้ ซิลวา เซนเตอร์แบ็กจอมเก๋าชาวบราซิเลียน และสองกองหลังดาวรุ่งอย่าง มาล็อง ซาร์ และ ซาเวียร์ เอ็มบูยัมบ้า อีกด้วย ถือเป็นซัมเมอร์ที่ "สิงห์บลูส์" เสริมทัพได้โหดสะใจแฟนบอลดีแท้ และไม่น่าจะหยุดอยู่เพียงแค่นี้ โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้รักษาประตูที่น่าจะมีตัวใหม่เข้ามาเสริมในอีกไม่ช้า ดังนั้นการเสียแข้งตัวรุกเก๋าประสบการณ์อย่าง วิลเลี่ยน และ เปโดร จึงไม่น่าส่งผลกระทบอะไรมาก แต่แน่นอนว่า หลังจากนี้ เชลซี คงต้องมีการปล่อยหรือขายผู้เล่นบางคนออกไปด้วย 

– ดาราใหม่น่าจับตา

เชลซี มีนักเตะหน้าใหม่ที่น่าจับตามองเพียบ แต่คนที่ถูกโฟกัสมากเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้น ฮาแวร์ตซ์ ที่ก่อนหน้านี้แทบจะได้รับความสนใจจากทุกสโมสรระดับท็อป ก่อนที่จะเป็น "สิงห์บลูส์" ที่สอยตัวมาร่วมก๊วนได้สำเร็จ การมาของ ฮาแวร์ตซ์ ทำให้ แลมพาร์ด มีทางเลือกหลากหลายในการเล่นเกมรุก เพราะ ดาวเตะทีมชาติเยอรมนีวัย 21 ปีคนนี้ เป็นตัวรุกโดยธรรมชาติ เล่นได้ทั่วในแดนหน้า ทั้งมิดฟิลด์ตัวรุก, ปีก, หน้าเป้า, หน้าต่ำ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับ "แลมพ์ส" ว่า จะสามารถใช้งานและดึงศักยภาพที่แท้จริงของ ฮาแวร์ตซ์ ออกมาได้มากน้อยเพียงใด

– คีย์แมน

ถึงแม้มีปัญหาบาดเจ็บรบกวนเป็นระยะ แต่ซีซั่นแรกของ พูลิซิช ในเวที พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถือว่ามีผลงานที่น่าพอใจเลยทีเดียว (ลงเล่น 25 นัด, ทำได้ 9 ประตู) ดังนั้นฤดูกาล 2020/21 ที่กำลังจะถึงนี้ จึงถือเป็นฤดูกาลสำคัญของ ดาวเตะชาวอเมริกันวัย 21 ปี ที่จะได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่า เขาพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทีมและเป็นตัวความหวังของทีม เหมือนกับที่ เอแด็น อาซาร์ เคยสร้างความยิ่งใหญ่เอาไว้ภายใต้สีเสื้อตัวนี้ เพราะหากมองถึงศักยภาพโดยรวมแล้ว พูลิซิช ก็มีดีไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า อาซาร์ เลย

เลสเตอร์ ซิตี้ : จิ้งจอกยังบลัด

น่าเสียดายแทนสาวก ‘เดอะ ฟ็อกซ์’ เสียเหลือเกินที่ซีซั่นก่อนพลาดโควตาตั๋ว แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมสุดท้าย หลังหลุดฟอร์มตอนช่วงท้ายฤดูกาล

เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทัพของ แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ออกสตาร์ทฤดูกาล 2019/20 ดีเกินความคาดหมาย ทำคะแนนเกาะกลุ่มหัวตารางมาโดยตลอด ทว่ามาเจอปัญหาตัวผู้เล่นหลักมีอาการบาดเจ็บหลายคน ทั้ง เบน ชิลเวลล์, ริคาร์โด้ เปเรยร่า และ เจมส์ แมดดิสัน ทำให้การจัดการไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม การที่พวกเขาติดท็อป 5 ของ พรีเมียร์ลีก นับว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม และดาวรุ่งหลายคนที่ได้โอกาสช่วงท้ายซีซั่น กลับส่งผลดีในเวลาต่อมา ซึ่งแน่นอนว่าฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น ‘จิ้งจอกสีน้ำเงิน’ ก็ยังเป็นทีมที่น่าจับตามองที่บรรดายักษ์ใหญ่ในลีกประมาทไม่ได้

– การเสริมทัพ

ขุมกำลังของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในปีนี้ แม้พวกเขาเสีย ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติอังกฤษให้แก่ เชลซี ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ แต่ก็ได้ ทิโมธี กาสตานเย่ ฟูลแบ็กทีมชาติเบลเยียมจาก อตาลันต้า เข้ามาเป็นกำลังเสริมด้วยค่าตัว 21.5 ล้านปอนด์

– ดาราน่าจับตา

ฮาวี่ย์ บาร์นส์ ตัวรุกริมเส้นวัย 22 ปีที่แจ้งเกิดเต็มตัว และมักถูก ร็อดเจอร์ส ใช้งานอยู่เป็นประจำ รวมถึง วิลฟรีด เอ็นดีดี้ ตัวตัดเกมฝีเท้าดีที่ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระชะลอเกมรุกฝั่งตรงข้าม ซึ่งสถิติบ่งชี้ว่า 8 นัดที่ เอ็นดีดี้ ลงสนามน้อยกว่า 30 นาที หรือไม่ได้ลงเลย เลสเตอร์ คว้าชัยชนะแค่ 2 เกมเท่านั้น ส่วนอีก 4 เกมแบ่งเป็น เสมอ 3 และ แพ้ 3

คีย์แมน

แม้ เจมี่ วาร์ดี้ จะอายุเข้าสู่วัย 33 ปี แต่ผลงานกลับสุดปังคว้าดาวซัลโวของ พรีเมียร์ลีก เมื่อซีซั่นที่แล้ว ซึ่งตลอดการเล่นบนเวทีสูงสุดอังกฤษ 5 ปีหลังสุด เจ้าตัวการันตีซัดประตูได้อย่างน้อย 10 ลูกทุกปี แน่นอนว่ายังไงเขาก็ยังเป็นหัวหอกเบอร์ 1 ของทีม เพราะตัวเลือกที่เหลือยังไม่มีใครดีพอที่จะขึ้นมาทดแทนเขาได้

เอฟเวอร์ตัน : มาเงียบๆ แต่ซื้อเพียบนะ

เอฟเวอร์ตัน กลายเป็นอีกหนึ่งทีมที่ได้รับการจับตามองก่อนที่ฤดูกาล 2019/20 จะเปิดฉากขึ้น หลังจากพวกเขาเสริมผู้เล่นใหม่มาใน่ชวงซัมเมอร์ได้น่าสนใจทั้ง อังเดร โกเมส มิดฟิลด์ที่ดึงมาจาก บาร์เซโลน่า, มอยเซ่ เคน กองหน้าจาก ยูเวนตุส และ อเล็กซ์ อิโวบี้ ปีกจาก อาร์เซน่อล มาเสริมทัพ ทำให้แฟนๆต่างคาดหวังกับผลงานของทีมไว้สูงลิบ

อย่างไรก็ตามผลงานของ "ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน" ภายใต้การคุมทีมของ มาร์โก ซิลวา กลับย่ำแย่สุดๆ โดยถึงขั้นเคยพาทีมแพ้ 4 เกมรวดในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว ก่อนที่สุดท้ายจะกระเด็นตกเก้าอี้ไปตามคาด หลังจากเกมที่แพ้ ลิเวอร์พูล 2-5 เมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ก่อนที่ เอฟเวอร์ตัน จะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการดึง คาร์โล อันเชล็อตติ นายใหญ่จอมเก๋าเข้ามากุมบังเหียนแทน และพาทีมกลับมาทำผลงานดีขึ้นแต่สุดท้ายก็พาทีมประคองตัวจบด้วยการรั้งที่ 12 ของตารางเท่านั้น ซึ่่งในฤดูกาลหน้าน่าติดตามต่อไปว่าเมื่อ อันเช่ ได้เสริมผู้เล่นหน้าใหม่ตามที่ต้องการจะสามารถพาทีมบินสูงได้ถึงไหนกับซีซั่นที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น

– การเสริมทัพ

ช่วงตลาดซัมเมอร์นี้ เอฟเวอร์ตัน สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเมื่อได้ตัว อัลลัน มิดฟิลด์จาก นาโปลี ด้วยค่าตัว 22 ล้านปอนด์ (ประมาณ 902 ล้านบาท) ต่อด้วย ฮาเมส โรดิเกซ จอมทัพชาวโคลอมเบีย จาก เรอัล มาดริด ในราคา 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 820 ล้านบาท) และล่าสุดอย่าง อับดูลาย ดูคูเร่ มิดฟิลด์จาก วัตฟอร์ด อยู่ที่ราว 20 ล้านปอนด์

– ดาราใหม่น่าจับตา

หากดูจากชื่อชั้นแล้วคงจะต้องยกให้กับดีลของ ฮาเมส โรดิเกซ แม้ว่าดาวเตะชาวโคลอมเบียจะแทบไม่ได้ลงเล่นกับ เรอัล มาดริด ในซีซั่นที่ผ่านมาเลย แต่หากพูดถึงเรื่องประสบการณ์ และเรื่องฝีเท้าต้องยอมรับว่าเขาก็ยังอยู่ในระดับหัวแถวของยุโรป ยิ่งไปกว่านั้นการได้กลับมาร่วมงานกับ อันเชล็อตติ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมาถึง 2 สโมสรทั้ง เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค น่าจะทำให้เขาปรับตัวได้ง่ายขึ้น

– คีย์แมน

สำหรับคีย์แมนคนสำคัญนั้นยังต้องยกให้กับคู่หูกองหน้าอย่าง ริชาร์ลิซอน และ โดมินิค คัลเวิร์ต เลวิน ที่ซัดไปคนละ 15 ประตูรวมทุกรายการในซีซั่นที่ผ่านมา ซึ่งการได้ตัวจ่ายบอลอย่าง ฮาเมส มาร่วมทีมก็อาจทำให้ทั้งคู่ผลิตสกอร์ได้มากขึ้น

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด : ยักษ์หลับที่ยังรอวันตื่น

ความฝันของเหล่าแฟนบอล นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่จะได้เห็นทีมหลุดพ้นจากการครอบครองของ ไมค์ แอชลี่ย์ เจ้าของทีมที่พวกเขามองว่าบริหารทีมได้อย่างย่ำแย่ยังไม่สามารถเป็นความจริงได้สักที

ที่จริงก่อนหน้านี้มันเหมือนจะมีความหวังจากการที่กลุ่มทุนซาอุดิอาระเบียซึ่งนำโดย เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งประเทศซาอุดิอาระเบีย พร้อมเข้าเทคโอเวอร์ทีมด้วยข้อเสนอสูงถึง 300 ล้านปอนด์ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท) แต่สุดท้ายมันก็ล่มลงเป็นที่เรียบร้อย และเหล่าสาวก "ทูน อาร์มี่" ก็ต้องทนกับ แอชลี่ย์ ต่อไปอีก 1 ซีซั่น และหวังว่าสถานการณ์มันจะต่างจากฤดูกาลก่อนบ้าง

ซีซั่นที่แล้ว บรูซ เข้ามาคุม นิวคาสเซิ่ล เป็นซีซั่นแรก แต่เขาก็เหมือนกับหลายคนก่อนหน้านี้ที่ยังไม่สามารถพาทีมกลับขึ้นไปติดกลุ่มท็อปของตารางคะแนนได้ นิวคาสเซิ่ล ได้เพียงอันดับที่ 13 ของตารางคะแนน เท่ากับซีซั่น 2018-19 ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ เป๊ะ แถมที่จริงทีมของ บรูซ ยังชนะในลีกเพียง 11 นัดเท่านั้น แม้ว่าในศึก เอฟเอ คัพ นิวคาสเซิ่ล จะไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ จนเป็นการชดเชยการที่จอดป้ายตั้งแต่รอบ 2 ของศึก คาราบาว คัพ ได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลงานโดยรวมก็ถือว่าน่าผิดหวังอยู่ดี

ในฤดูกาลที่แล้วถือว่า นิวคาสเซิ่ล ทำได้แย่ทั้งเกมรับและเกมรุก พวกเขายิงในลีกได้เพียง 38 ประตู ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 2006-07 ที่เคยทำได้ 38 ประตูเหมือนกัน นอกจากนี้พวกเขาก็เสียประตูถึง 58 ลูก เยอะที่สุดนับตั้งแต่ที่เคยเสียไป 65 ประตูในฤดูกาล 2015-16 ด้วย

ถ้าเกิด บรูซ ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้แล้วล่ะก็ มันก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงโอกาสที่จะติด 10 อันดับแรกของตารางคะแนนเลย แค่การอยู่รอดปลอดภัยใน พรีเมียร์ลีก ต่อไปก็ดูเป็นงานยากสุดๆ ด้วยซ้ำ

– การเสริมทัพ

มาร์ค จิลเลสพี, ไนออล บรู๊คเวลล์, เจฟฟ์ เฮนดริค, ไรอัน เฟรเซอร์, คัลลั่ม วิลสัน และ จามาล ลูอิส คือบรรดานักเตะที่ นิวคาสเซิ่ล ได้มาร่วมทัพ ซึ่งนอกจาก บรู๊คเวลล์ แล้วนั้น ที่เหลือเป็นประเภทที่พร้อมเป็นขุมกำลังให้ทีมชุดใหญ่ทันทีทั้งหมด แถมมีเพียง 2 คนที่พวกเขาต้องเสียค่าตัวในการดึงมาอยู่กับทีม นั่นคือ วิลสัน และ ลูอิส

อย่างไรก็ตาม แค่ 2 คนนั้นก็มีค่าตัวรวมกัน 35 ล้านปอนด์เข้าไปแล้ว แบ่งเป็น 20 ล้านปอนด์ในดีลของ วิลสัน และ 15 ล้านปอนด์ที่เสียไปกับการเอา ลูอิส มาร่วมทีม ซึ่งมันดูเป็นค่าตัวที่สูงในระดับหนึ่งสำหรับการเอานักเตะจากทีมที่เพิ่งตกชั้นไปเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ มาร่วมทัพ

สำหรับส่วนที่ปล่อยออกไปนั้น มีแค่ แจ็ค โคลแบ็ค, ร็อบ เอลเลียตต์ และ เจมี่ สเตอร์รี่ ที่เคยถูกใส่ชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ นั่นหมายความว่าการเสียทั้ง 3 คนไม่น่าจะส่งผลเสียกับขุมกำลังของ นิวคาสเซิ่ล มากนัก

– ดาราใหม่น่าจับตา

ถ้าจะบอกว่า วิลสัน คือหนึ่งในคนที่อาจจะมีส่วนสำคัญที่สุดในการชี้ชะตา นิวคาสเซิ่ล ในฤดูกาลนี้ก็คงไม่ผิดนัก ในฤดูกาล 2018-19 เขาเคยทำได้ 14 ประตู จากการลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก 30 นัดให้กับ บอร์นมัธ แต่พอถึงซีซั่นก่อนทำได้เพียง 7 ประตูจากการลงสนาม 35 เกม เรียกได้ว่าถ้าเกิดเขาโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้ นิวคาสเซิ่ล ก็น่าจะมีผลงานโดยรวมที่ดี แต่ถ้าทำไม่ได้มันก็จะกลายเป็นการเสียเงิน 20 ล้านปอนด์แบบไม่คุ้มค่าสุดๆ

– คีย์แมน

อัลแล็ง แซงต์-มักซิแม็ง คือคนที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดของ นิวคาสเซิ่ล เมื่อฤดูกาลก่อน เขามีค่าเฉลี่ยการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งในลีกถึง 4.7 ครั้งต่อนัด และยังมีจังหวะผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญเฉลี่ย 1.3 ครั้งต่อเกมด้วย จนส่งผลให้ซีซั่นก่อนเขาทำไป 3 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 26 เกม ถ้าเกิด แซงต์-มักซิแม็ง ทำผลงานได้ดีแบบคงเส้นคงวาแล้วล่ะก็ เขาก็จะทำให้เกมรุกของ นิวคาสเซิ่ล ไหลลื่นได้ดีเลยทีเดียว