มาแน่!ลิเวอร์พูลรอต้อนรับแข้งใหม่รายที่2ได้เลย

บรรดา "เดอะ ค็อป" เตรียมรอรับแข้งใหม่ได้เลย หลังโกลอนาคตไกลแดนกาแฟ อำลาสโมสรต้นสังกัดและเพื่อนๆ เพื่อมาเมืองผู้ดีแล้ว

ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังจะได้นักเตะใหม่รายที่ 2 มาเสริมทัพอย่างเป็นทางการในซัมเมอร์นี้ หลัง มาร์เซโล่ ปิตาลูก้า ผู้รักษาประตูดาวรุ่ง ฟลูมิเนนเซ่ ทีมดังในลีกประเทศบราซิล ประกาศอำลาและขอบคุณต้นสังกัดแล้ว ก่อนที่จะย้ายมาเข้าถิ่น แอนฟิลด์

ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวว่า ลิเวอร์พูล กับ ฟลูมิเนนเซ่ ตกลงค่าตัวรวมโบนัสของนายด่านวัย 17 ปีเรียบร้อย โดยอยู่ที่ราว 1.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 73.8 ล้านปอนด์) และจะเซ็นสัญญาเป็นเวลา 3 ปี ส่งผลให้จะเป็นนักเตะใหม่คนที่ 2 ในซัมเมอร์นี้ ต่อจาก คอสตาส ชิมิกาส แบ็กซ้ายทีมชาติกรีซ

ปิตาลูก้า เผยผ่านเว็บไซต์สโมสร ฟลูมิเนนเซ่ ว่า "ผมซาบซึ้ง ฟลูมิเนนเซ่ เป็นเวลา 10 ปีที่ผมอยู่กับสโมสรตั้งแต่ระดับฟุตซอลจนมาถึงฟุตบอลอาชีพ ผมได้รับการปฎิบัติอย่างดีมาตลอด และได้รับการช่วยเหลือทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาทั้งส่วนตัวและในฐานะนักกีฬา โอกาสนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับตัวผมเนื่องจากผมมีพาสปอร์ตยุโรปอยู่แล้ว"

ทั้งนี้ ปิตาลูก้า เป็นโกลมือ 4 ของ ฟลูมิเนนเซ่ โดยมือ 1 ของทีมคือ มูเรียล เบ็คเกอร์ พี่ชายของ อลีสซง นายทวารคนเก่งของ ลิเวอร์พูล นั่นเอง

 

 

ส่อย้าย?บรูว์สเตอร์ส่งสัญญาณเหมือนจะลาลิเวอร์พูล

ทุกวันนี้นักฟุตบอลชอบกด "ไลค์" ข่าวสารตามโลกโซเชียลเยอะพอตัว และล่าสุดก็มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนั้นเมื่อ ริอาน บรูว์สเตอร์ หัวหอกอนาคตไกลของ ลิเวอร์พูล ดันกด "ถูกใจ" ข่าวที่บอกว่าเขาจ่อที่จะย้ายไปอยู่กับ เชฟฯ ยูไนเต็ด แล้ว

ริอาน บรูว์สเตอร์ กองหน้าดาวรุ่งของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ส่งสัญญาณเหมือนกับว่ากำลังจะย้ายไปอยู่กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หลังจากไปกด "ถูกใจ" ข่าวที่บอกว่าเขาอาจจะไปซบที่นั่น

บรูว์สเตอร์ ถือเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองรายหนึ่ง โดยเขาเคยทำประตูให้ทีมเยาวชนของ ลิเวอร์พูล ได้เยอะพอตัว ขณะที่ฤดูกาลก่อนตอนไปเล่นกับ สวอนซี ซิตี้ ด้วยสัญญายืมตัวเขาก็ทำได้ 10 ประตู จากการลงเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ 20 นัด แถมในซีซั่นนี้เขาก็ได้ลงเล่นเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่ "หงส์แดง" แพ้ อาร์เซน่อล ในช่วงดวลจุดโทษด้วย

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยังไม่คิดว่าเขาดีพอที่จะเป็นกำลังของทีมสำหรับการสู้ศึกฤดูกาล 2020-21 อยู่ดี จนทำให้แข้งวัย 20 ปี ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมหนักพอตัว โดยนอกจาก เชฟฯ ยูไนเต็ด แล้วนั้น คริสตัล พาเลซ ก็เป็นอีกทีมที่ให้ความสนใจในตัวเขาเหมือนกัน และไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่า ลิเวอร์พูล ตอบรับข้อเสนอจาก "ดาบคู่" แล้ว หลังจาก เชฟฯ ยูไนเต็ด เสนอจ่ายค่าตัวให้ 25 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,025 ล้านบาท)

ทั้งนี้ Risingballers เพจด้านข่าวสารวงการฟุตบอลบน อินสตาแกรม ก็เล่นข่าวนี้เช่นกัน ซึ่งมันก็มีคนเข้าไปกด "ถูกใจ" เยอะพอตัว แต่ประเด็นคือหนึ่งในคนที่กดถูกใจก็คือ บรูว์สเตอร์ เอง จนทำให้ดูเหมือนกับว่ามีโอกาสสูงที่มันจะเป็นเรื่องจริง

คล็อปป์เปิดใจเรื่องทำเฟอร์กี้ตื่นตอนตี3ครึ่ง

หลังจากไม่กี่เดือนก่อน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บอกว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้เขาต้องตื่นมาตอนตี 3 ครึ่ง จากการที่ คล็อปป์ แจ้งเรื่อง ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ลีกนั้น ล่าสุด คล็อปป์ ก็บอกว่าตนเผลอทำอย่างนั้นไปจริงๆ จากการที่ส่งข้อความตอบกลับไปหา เฟอร์กูสัน พร้อมบอกว่าไม่รู้ว่า เฟอร์กูสัน จะวางโทรศัพท์มือถือเอาไว้ข้างเตียง
 
เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอมรับว่าตนทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องตื่นมาตอนประมาณตี 3 ครึ่งจริงๆ หลังจากตอนแรก เฟอร์กูสัน ส่งข้อความเชิงแสดงความยินดีที่ทีมของตนได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20 มาให้ตนตั้งแต่ในช่วงกลางคืน แต่ตนเพิ่งมาอ่านเจอข้อความนั้นและส่งข้อความตอบกลับไปในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คล็อปป์ ได้รับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำปี 2020 ของสมาคมผู้จัดการทีมลีกในประเทศอังกฤษ (แอลเอ็มเอ) จากการที่เขาพาทีมได้แชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยถ้วยรางวัลดังกล่าวมีชื่อว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โทรฟี่ ซึ่งเป็นการตั้งชื่อเพื่อให้เกียรติแก่ เฟอร์กูสัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการฟุตบอลอังกฤษ

เดอบรอยน์เผยไม่เคยสนข่าวเมสซี่-ชี้แมนซิตี้แกร่งอยู่แล้ว

เควิน เดอ บรอยน์ กองกลาง แมนฯ ซิตี้ ประกาศชัด ไม่เคยสนใจเรื่องระหว่าง ลิโอเนล เมสซี่ กับ "เรือใบสีฟ้า" เลย โดยบอกด้วยว่าทีมของตนแกร่งพออยู่แล้ว แม้จะยอมรับว่าถ้าได้ เมสซี่ มาร่วมทีมมันจะทำให้ แมนฯ ซิตี้ แกร่งขึ้นก็ตาม

เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์คนเก่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าไม่เคยสนใจแม้แต่นิดเดียวว่า ลิโอเนล เมสซี่ ดาวยิง บาร์เซโลน่า จะย้ายมาอยู่กับ "เรือใบสีฟ้า" รึเปล่า

เมสซี่ เคยตกเป็นข่าวกับ แมนฯ ซิตี้ อย่างหนักในช่วงหลายวันก่อน หลังจากที่ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ยื่นเรื่องขอย้ายออกจากทีมโดยตั้งใจจะใช้เงื่อนไขที่สามารถยกเลิกสัญญากับ "อาซูลกราน่า" ได้ทุกๆ ซัมเมอร์ แต่สุดท้ายดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ก็จำใจอยู่กับ บาร์เซโลน่า ต่อไป หลังจากที่ทีมดังของถิ่น คัมป์ นู อ้างว่าเงื่อนไขที่ว่ามันหมดอายุในทุกๆ วันที่ 10 มิถุนายน

เดอ บรอยน์ เผยว่า "พูดกันตามตรงนะ ผมไม่เคยคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย ถ้ามันเกิดขึ้นได้ก็แล้วไป ถ้าคุณได้ เมสซี่ มาอยู่กับทีมของคุณมันก็จะทำให้ทีมของคุณมีลุ้นแชมป์อยู่เสมอ ถ้ามองในด้านการเล่นแล้วน่ะผมก็พอจะเข้าใจถึงเรื่องนั้นได้ (ว่าทำไม แมนฯ ซิตี้ ถึงอยากได้ เมสซี่) ยิ่งถ้าเป็นในฐานะสโมสรแล้วน่ะมันก็พอจะเข้าใจได้มากเป็นพิเศษว่าทำไมถึงมีข่าวแบบนี้"

"ในแง่ของธุรกิจแล้วมันน่าจะทำให้ทีมมีสปอนเซอร์และเงินไหลเข้ามาเทมาเยอะสุดๆ ต่อให้คุณจะเสียเงินไปเยอะเพื่อดึงเขามาร่วมทีมแต่คุณก็จะได้เงินในระดับเดียวกันกลับมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นผมเลยเข้าใจได้ว่าทำไมสโมสรถึงตัดสินใจพยายามทำแบบนั้น แต่พูดกันตรงๆ เลยนะ ผมไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว"

 "ผมไม่สนเลยจริงๆ แน่นอนว่าถ้าเขาย้ายมาอยู่กับเรามันคงจะช่วยเราได้มาก เพราะสำหรับผมแล้วเขาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดของโลก แต่ผมไม่เคยสนใจเลยว่านักเตะคนไหนที่อาจจะย้ายมาอยู่กับทีม หรือเรื่องที่ว่ามันอาจจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง คุณจะเล่นด้วยนักเตะเท่าที่มี และผมคิดว่าเราก็มีทีมที่แข็งแกร่งอยูแล้ว มันคงจะเป็นเรื่องที่โง่มากๆ สำหรับผมที่จะทึกทักว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหากเราได้นักเตะบางคนมาอยู่กับทีม ในวงการฟุตบอลน่ะมันเกิดเรื่องแบบนั้นอยู่เสมอ บางคนควรจะย้ายมาอยู่กับทีมแต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดการย้ายทีมขึ้นจริงๆ แถมช่วงที่มีข่าว (ระหว่าง แมนฯ ซิตี้ กับ เมสซี่) น่ะผมก็ยุ่งสุดๆ อยู่ด้วยล่ะนะ (หมายถึงการที่ต้องคอยเป็นกำลังใจให้ มิเชล ภรรยาของเขาที่คลอดลูกคนล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน)"

สื่อชี้แวร์เนอร์VSฟานไดค์ความเร็วตัดสินชัย

สื่อผู้ดี ระบุเกมระหว่าง เชลซี พบ ลิเวอร์พูล อาจจะวัดผลแพ้ชนะกันที่ความเร็วของ ติโม แวร์เนอร์ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เพราะงานนี้ สตาร์ทีมชาติเยอรมัน ต้องปะทะกับกองหลังที่ตัวใหญ่และเต็มไปด้วยความไว

เดอะ ซัน สื่อดังในเมืองผู้ดี ระบุเกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง เชลซี พบ ลิเวอร์พูล ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ ความเร็วของ ติโม แวร์เนอร์ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินเกมนี้

แวร์เนอร์ มีโอกาสได้สัมผัสกับความเข้มข้นในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีแล้ว เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าเขาจะไม่สามารถยิงประตูได้ แต่ฟอร์มการเล่นถือว่ายอดเยี่ยม และยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้จุดโทษนำไปสู่ประตูขึ้นนำ แมตช์ถลุง ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1

หลังจบเกม สตาร์ดังทีมชาติเยอรมนี ซึ่งมีส่วนสูง 5 ฟุต 11 นิ้วหรือ 180 เซนติเมตร ยอมรับว่าไม่เคยเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในการสู้กับกองหลังที่ตัวใหญ่ของทัพ "นกนางนวล" ซึ่งในกรณีนี้อาจจะทำให้เขาต้องเจองานหนักอีกครั้ง เนื่องจากต้องสู้กับ ฟาน ไดค์ ที่มีส่วนสูงถึง 6 ฟุต 4 นิ้ว หรือประมาณ 193 เซนติเมตร

ฉะนั้นการที่จะเล่นลูกโด่งกับแนวรับ "หงส์แดง" อาจจะเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล ก็มีจุดอ่อนนั่นก็คือกองหลังของพวกเขามักจะดันขึ้นสูง ซึ่งทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ แสดงให้เห็นมาแล้วหลายเกม ล่าสุดแมตช์เฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 มักจะทิ้งพื้นที่ในแนวรับจนทำให้โดนคู่แข่งสวนกลับได้ตลอด

อย่างไรก็ตามปัญหาที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องตีโจทย์ให้แตกก็คือวิธีจัดการกับ ฟาน ไดค์ ที่มีทั้งความรวดเร็ว, แข็งแกร่ง และสูงใหญ่ โดยเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แนวรับทีมชาติฮอลแลนด์ มีสถิติวิ่งเร็วสุด 21.4 ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.79 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ซึ่งถือเป็นกองหลังที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก

ขณะที่ โจ โกเมซ คู่หูเซนเตอร์ฮาล์ฟที่คาดว่าน่าจะได้ลงเล่นเคียงข้างกับ ฟาน ไดค์ ก็มีความเร็วไม่แพ้กันโดยเขาวิ่งได้ถึง 21.5  ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.80 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ส่วน แวร์เนอร์ สถิติท็อปสปีดอยู่ที่ 21.7 ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.802 กิโลเมตร/ชั่วโมง) กระนั้นด้วยรูปร่างที่เล็กและบางเมื่อเทียบกับกองหลังตัวใหญ่ มีความเป็นไปได้ว่าเขาจะสามารถเร่งสปีดความเร็วได้มากกว่านี้

ด้วยเหตุนี้การสู้กับ แชมป์เก่านั้น เชลซี ก็มีโอกาสที่จะเอาชนะพวกเขาได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือ "สิงห์บลูส์" จะต้องใช้ประโยชน์จากนักเตะที่มีความเร็วของพวกเขาฉกฉวยความได้เปรียบบริเวณแดนกลาง จากนั้นก็พยายามส่งบอลตัดหลังแนวรับ "หงส์แดง" โดยความเร็วของ แวร์เนอร์ น่าจะเป็นหนึ่งในกุญสำคัญตัดสินชะตาของเจ้าบ้านในแมตช์นี้

ขาดคนนี้ไม่ได้จริงๆ!เผยสถิติน่าทึ่ง “อาร์เซน่อล” หวิดตกชั้นหากไม่มี “โอบาเมยอง”

ช่วงนี้ อาร์เซน่อล มีแต่เรื่องดีๆ มาให้เหล่าสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ได้ชื่นใจ ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นคือการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ (ถึงปี 2023) ของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้ากัปตันทีมคนเก่ง ที่เพิ่งมีขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน และล่าสุด The Sun สื่อดังของอังกฤษ ได้มีการเล่นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสำคัญของ โอบาเมยอง ที่มีต่อ "ไอ้ปืนใหญ่" ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา

ฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซน่อล จบที่อันดับ 8 ในตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก ด้วยการมี 56 แต้ม ทว่าหากปราศจาก 22 ประตู ของ ยอดดาวยิงชาวกาบองวัย 31 ปี สถานการณ์ของพวกเขาจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เพราะทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จะมีคะแนนน้อยลงถึง 20 แต้ม!!!

เท่านั้นยังไม่พอ อันดับในตารางคะแนนของ อาร์เซน่อล ก็จะถูกกระชากลงจากที่ 8 ไปอยู่ที่ 16 เลยทีเดียว แถมอยู่เหนือจากโซนตกชั้นแค่ 2 แต้มเท่านั้น (บอร์นมัธ จบที่อันดับ 18 มี 34 แต้ม) ซึ่งจากชาร์ตผลการแข่งขันทั้ง 38 เกม ที่ The Sun จัดมาให้ เราจะเห็นได้ว่า แต่ละประตูจาก โอบาเมยอง นั้น มีค่ามากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่มันมีถึง 13 เกม ที่สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล ได้รับผลการแข่งขันที่ดีกว่าเดิม 

สำหรับ 13 เกมที่ว่านั้น แบ่งเป็น 2 เกมที่ประตูของ โอบาเมมอง สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล พลิกจาก "แพ้" เป็น "ชนะ" (+6 แต้ม), 3 เกมที่ช่วยพลิกจาก "เสมอ" เป็น "ชนะ" (+6) และมีถึง 8 เกมที่ประตูจาก อดีตหัวหอก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ช่วยทีมคว้าผลเสมอ (+8) ซึ่งจากสถิติตรงนี้ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า "ไอ้ปืนใหญ่" ลำบากแน่ๆ หากไม่มี โอบาเมยอง ยืนประจำการในแนวรุก

… ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่าทำไมแฟนบอล อาร์เซน่อล ถึงตั้งตารอคอยการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ของ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง อย่างใจจดใจจ่อ เพราะต้องยอมรับเลยว่า เขาคนนี้เป็นดาวยิงที่ทีมขาดไม่ได้จริงๆ…

ชอตไหน?โซลชาเผยความประทับใจแรกกับฟานเดอเบ็ค

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ ชอตแรกที่ทำให้ตนถูกใจ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค คือตอนที่แข้งวัย 23 ปีกล้าขึ้นโขกเพื่อทำประตูให้ อาแจ็กซ์ ในตอนที่ตนนำ โมลด์ ไปเยือนทีมดังกล่าว เมื่อปี 2015 โดยชอตนั้น ฟาน เดอ เบ็ค ถึงขั้นได้เลือดเลย พร้อมบอกว่า ฟาน เดอ เบ็ค จะช่วยทีมได้หลายอย่าง โดยเฉพาะการทำประตูจากแดนกลางที่ "ปีศาจแดง" กำลังต้องการอยู่พอดี

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าความประทับใจในตัว ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ครั้งแรกของตนนั้น เกิดขึ้นในตอนที่มิดฟิลด์ชาวดัตช์กล้าเล่นชอตเสี่ยงๆ เพื่อทำประตู ในเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2015-16 ที่ โมลด์ ทีมของตนในตอนนั้นบุกไปเสมอกับ อาแจ็กซ์ 1-1 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ปี 2015

เกมดังกล่าวเป็นนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอ โดยที่ อาแจ็กซ์ นำก่อนจากลูกโขกของ ฟาน เดอ เบ็ค ในนาทีที่ 14 ซึ่งจังหวะนั้นมิดฟิลด์ชาวดัตช์ถึงขั้นหัวชนกับผู้เล่นของ โมลด์ จนทำให้เลือดไหลออกมาด้วย โดยมันเป็นประตูแรกของ ฟาน เดอ เบ็ค กับทีมชุดใหญ่ของ อาแจ็กซ์ เช่นกัน

โซลชา เผยว่า "ผมตามดู ดอนนี่ มาโดยตลอด เขาทำประตูแรกของเขาได้ในเกมที่เจอกับ โมลด์ ในเกม ยูโรปา ลีก เมื่อปี 2015 วันนั้นเราบุกไปเสมอที่ อัมสเตอร์ดัม อารีน่า (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า) 1-1 และเขาก็ทำประตูจากลูกโขกที่ยอดเยี่ยมได้ ที่จริงถ้าจะพูดให้ถูกก็คือการโขกกับเซนเตอร์แบ็กของผมด้วยน่ะนะ ดังนั้นก็ต้องบอกเลยว่าเขาเล่นด้วยความกล้าหาญสุดๆ เช่นกัน"

 "จังหวะนั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นเกมอยู่เลย ดังนั้นผมเลยชอบทัศนคติที่ยอดเยี่ยมจนถึงขั้นมีผลต่อผู้อื่นด้วยแบบเขา ตอนนั้นเขายิ้มอย่างเริงร่า (ทั้งที่มีเลือดไหลออกมา) และเมื่อคุณเห็นนักเตะที่มีแรงผลักดันกับความมุ่งมั่นแบบนั้นแล้วน่ะมันก็ทำให้สายตาของคุณต้องจับจ้องไปยงเขาเป็นธรรมดา ผมยังได้คุยกับ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ และนักเตะคนอื่นๆ ที่เคยเล่นร่วมกับเขาด้วย คุณต้องใช้ประโยชน์จากคนที่คุณรู้จักและคนที่คุณเชื่อใจในการจับตาดูทัศนคติของนักเตะ"

"เขาเป็นนักเตะที่มีประโยชน์หลากหลาย, เป็นคนที่ฉลาด, มีเรี่ยวแรงล้นเหลือ และมีความกระตือรือร้นอย่างมากด้วย เขาพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเลย เขาสามารถทำประตูได้ และเราก็ต้องการให้แผงกลางของเราทำประตูให้มากกว่านี้พอดี จริงอยู่ว่าบรรดากองหน้าของเราพอจะทำประตูได้เยอะในระดับหนึ่งเมื่อฤดูกาลก่อน ส่วน บรูโน่ (แฟร์นันด์ส) ที่ย้ายมาอยู่กับทีมก็ทำประตูได้หลายลูกเช่นกัน แต่เราต้องการให้ทุกคนในทีมทำประตูให้ได้ เพราะที่ผ่านมาเราทำประตูได้ไม่มากพอสำหรับการที่จะไปลุ้นแชมป์แข่งกับทีมอื่นๆ เขาจะช่วยเพิ่มความสร้างสรรค์ในการเล่นให้เรา เขาอ่านเกมได้ดีและเข้าใจเกมอย่างถ่องแท้ เขาสามารถมองเห็นช่องว่างและเข้าไปยังพื้นที่นั้นแบบถูกที่ถูกเวลาได้ การกะจังหวะของเขามันยอดเยี่ยมมากๆ"

เพราะอะไร?ตอร์เรสเปิดใจสาเหตุที่ต้องอำลาลิเวอร์พูล

เฟร์นานโด ตอร์เรส อดีตหัวหอกคนดัง เปิดอก สาเหตุที่ทำให้ตนบอกลา ลิเวอร์พูล ก็เพราะช่วงนั้นอยากได้แชมป์มากๆ และ "หงส์แดง" ก็อยู่ในสภาพที่เหมือนกับว่าต้องทำทีมหลายปีกว่าที่จะมีทีมที่แข็งแกร่งพอสำหรับการลุ้นแชมป์ พร้อมรับว่าตนพลาดเองที่ไม่สามารถระเบิดฟอร์มเก่งกับ เชลซี ได้

เฟร์นานโด ตอร์เรส อดีตกองหน้าคนดัง เปิดเผยว่าสาเหตุที่ตนย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปอยู่กับ เชลซี คู่แข่งร่วมลีกก็เพราะตอนนั้นต้องการคว้าแชมป์มาครองให้ได้มากๆ

ตอร์เรส ย้ายจาก แอตเลติโก มาดริด มาอยู่กับ ลิเวอร์พุล เมื่อปี 2007 ซึ่งเขาก็โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นจนถึงขั้นทำประตูให้ทีมไป 72 ประตูตลอดช่วง 3 ฤดูกาลแรกกับทีม ส่งผลให้เขาเป็นขวัญใจของ "เดอะ ค็อป" หลายคน อย่างไรก็ตาม ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2010 เขาตกเป็นข่าวว่าอยากบอกลา แอนฟิลด์ สุดๆ และในช่วงเดียวกันนั้น จอร์จ ยิลเล็ตต์ กับ ทอม ฮิคส์ เจ้าของทีม ลิเวอร์พูล ก็จำเป็นต้องขายทีมเหมือนกัน หลังจากที่ตอนนั้นพวกเขามีหนี้ก้อนโต

แม้ว่าเขาจะยังอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล 2010-11 แต่สุดท้ายแล้ว ตอร์เรส ก็ย้ายไปซบ เชลซี ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2011 ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่กับที่นั่น เพราะทำได้เพียง 45 ประตูจากการลงเล่น 172 นัดในทุกรายการ แต่เขาก็ยังได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ยูโรปา ลีก กับ เอฟเอ คัพ ร่วมกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" อย่างละ 1 สมัย ต่างกับตอนอยู่ ลิเวอร์พูล ที่ไม่ได้แชมป์เลย

อดีตแข้งวัย 36 ปี ให้สัมภาษณ์กับ ทอล์คสปอร์ต สื่อรายหนึ่งว่า "ที่จริงตอนนั้นผมมีความสุขกับที่ ลิเวอร์พูล มากๆ แต่ถ้าคุณจำกันได้น่ะตอนนั้นกำลังจะมีการขายสโมสร และพวกเขาก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก พวกเขาขายนักเตะชั้นยอดทุกคน ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ย้ายออกไป, ชาบี อลอนโซ่ ก็ย้ายออกไป, ราฟาเอล เบนิเตซ ยังแยกทางกับทีมเลย แล้วพวกเขาก็เริ่มเอาบรรดานักเตะดาวรุ่งเข้ามาอยู่กับทีม นั่นหมายความว่าพวกเขาอาจจะจำเป็นต้องใช้เวลาถึง 5, 6 หรือ 7 ปีเพื่อที่จะสร้างทีมที่มีศักยภาพดีพอสำหรับการเป็นแชมป์ขึ้นมาอีกครั้ง และผมก็ไม่สามารถรอนานขนาดนั้นได้ เพราะที่ผมบอกลา แอตเลติโก ซึ่งเป็นเหมือนบ้านของผมมันก็เพราะผมอยากได้แชมป์"

"น่าเศร้าที่ตอนนั้นเจ้าของทีมในช่วงนั้นของ ลิเวอร์พูล โกหกหลายต่อหลายครั้ง และสุดท้ายแล้วผมก็จำเป็นต้องหาทางออกให้กับตัวเอง นั่นก็คือการไปอยู่กับ เชลซี พวกเขาเป็นสโมสรที่ผมคิดว่าจะสามารถทำให้ผมมีโอกาสคว้าแชมป์มาครองแบบเป็นกอบเป็นกำได้"

ตอร์เรส เสริมว่ามันเป็นความผิดของตนเองที่ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับ เชลซี ได้ เพราะตนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้เร็วพอ แถมยังโชว์ฟอร์มได้ไม่คงเส้นคงวาอีก "มันอาจจะเป็นความผิดของผมเองที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมให้เร็วกว่านี้ได้ มันอาจจะมีบางช่วงที่ผมเล่นได้ดี แต่ผมก็ไม่คงเส้นคงวามากเท่าที่ควรเหมือนกัน และการอยู่กับทีมใหญ่อย่าง เชลซี น่ะ ถ้าคุณไม่สามารถทำผลงานที่คงเส้นคงวาได้ รวมถึงไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้ทุกสัปดาห์แล้วล่ะก็ คนอื่นก็จะเข้ามาและแย่งตำแหน่งของคุณไป"

จบนะ!แลมพาร์ดลั่นไม่ขายก็องเต้

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ระบุ จะไม่ขาย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ในช่วงซัมเมอร์นี้แน่นอน พร้อมบอกว่าซีซั่นก่อน ก็องเต้ โดนอาการเดี้ยงเล่นงานอย่างหนักจนส่งผลเสียกับเรื่องอื่นๆ ตามไปด้วย

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศว่าต้องการเก็บ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสเอาไว้ใช้งานต่อไป

หลายเดือนก่อนมีกระแสข่าวลือว่า แลมพาร์ด มองว่า ก็องเต้ เป็นหนึ่งในส่วนเกินของทีม หลังจากที่มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้มีหลายทีมที่ตกเป็นข่าวกับแข้งวัย 29 ปี อย่างเช่น อินเตอร์ มิลาน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น

แลมพาร์ด เผยว่า "มันเห็นได้ชัดว่าทุกทีมในโลกอยากมี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ อยู่ในทีม ผมอ่านเจอข่าวลือต่างๆ มาบ้างเหมือนกัน เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม รวมถึงเป็นคนที่ดีมากๆ ผมไม่อยากเสียคนแบบเขาไป เขาเป็นฟันเฟืองหลักของสิ่งที่ผมกำลังพยายามทำอยู่ แน่นอนว่าเราสามารถพูดเกี่ยวกับบรรดานักเตะตัวรุกหลายต่อหลายคนได้ แต่คนอย่าง เอ็นโกโล่ และผลงานที่เขาทำได้ในแผงกลางก็สมควรถูกพูดถึงเหมือนกัน ฤดูกาลก่อนถือเป็นซีซั่นที่ยากลำบากสำหรับเขาเพราะเขาโดนอาการบาดเจ็บตามเล่นงาน"

"เขาเข้าสู่ฤดูกาลก่อนโดยที่มีอาการบาดเจ็บติดตัว และมันก็ส่งผลอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งซีซั่น เหมือนกับเป็นโดมิโน่ที่ล้มติดๆ กัน ที่เขาเจ็บอย่างต่อเนื่องแบบนั้นมันอาจจะเป็นเพราะเขาลงเล่นเยอะเป็นเวลา 4 หรือ 5 ปีก็ได้ ดังนั้นผมเลยตื่นเต้นมากๆ ที่ตอนนี้ได้เขาในสภาพฟิตเต็มถังมาอยู่กับทีม เขาดูมีสภาพร่างกายที่พร้อมสุดๆ เขาเป็นคนสำคัญสำหรับผม แน่นอนว่าผมอยากเก็บ เอ็นโกโล่ เอาไว้กับทีมต่อ"

สำคัญมาก!แกรี่ชี้ลิเวอร์พูลต้องมีติอาโก้

แกรี่ เนวิลล์ ระบุ ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาร่วมทัพให้ได้ เพราะเขาจะช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้คนในทีมได้ รวมถึงจะทำให้บางพื้นที่ของ "หงส์แดง" ดีขึ้นด้วย

แกรี่ เนวิลล์ อดีตยอดแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพให้ได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทีมไม่ฟอร์มตกไปในตัว

"หงส์แดง" ถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว ติอาโก้ ไปร่วมทัพตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตดาวเตะ บาร์เซโลน่า ตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างหนัก แต่จนถึงตอนนี้การย้ายทีมก็ยังไม่เกิดขึ้นสักทีจนบางคนตั้งประเด็นว่าดีลนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้

เนวิลล์ เผยว่า "มันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเลยถ้าจะบอกว่าพวกเขาจะฟอร์มตกลงสักนิดถ้าพวกเขาไม่กระตุ้นขุมกำลังที่มีอยู่ด้วยการทำบางอย่าง การที่นักเตะกลุ่มนี้อยู่ด้วยกันมา 3 ปีมันเป็นการดูดพลังใจไปอย่างมาก การขอให้พวกเขาลุยอีกครั้งและทำแบบเดิมให้ได้มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจนเข้าขั้นเป็นเรื่องเหนือมนุษย์

 "การจะให้พวกเขาทำผลงานแบบเดิมโดยที่ไม่มีการปรับปรุงขุมกำลังเลยมันทำได้ยากมากๆ มันต้องทำให้พวกเขามีกำลังใจที่ดีอีกครั้ง ตรงจุดนี้แหละที่การเซ็นสัญญากับ ติอาโก้ จะส่งผลดีอย่างมากกับ ลิเวอร์พูล มันจะเป็นการส่งข้อความไปถึงนักเตะคนอื่นๆ ว่าทีมเซ็นสัญญากับหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดของโลกในตำแหน่งนั้นได้แล้ว"

"เขาเป็นนักเตะระดับโลก และจะทำให้การเล่นในพื้นที่ที่ยังไม่ถึงขั้นดีในระดับโลกของพวกเขาเข้าข่ายการเป็นระดับโลกได้ พวกเขาจำเป็นต้องมีแรงกระตุ้นที่จะยังทำให้สามารถเล่นในระดับเดิมได้ ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ พวกเขาอาจจะทำเหมือนอย่างที่ทำได้ก่อนหน้านี้ได้ก็ได้ แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาน่ะมันไม่ค่อยเป็นแบบนั้นบ่อยเท่าไหร่ (หมายถึงทีมที่เสริมทัพน้อยไม่ค่อยประสบความสำเร็จ)"