เซาธ์เกตแอบเหน็บเฮียมูเรื่องใช้งานเคน

แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษให้สัมภาษณ์เชิงเหน็บ โชเซ่ มูรินโญ่ เล็กน้อย หลังจากที่นายใหญ่ชาวโปรตุกีสเคยขอร้องตนว่าอย่าใช้งาน แฮร์รี่ เคน หนักเกินควร แต่แจงว่าไม่ได้โกรธ มูรินโญ่ แต่อย่างใด

แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเหน็บ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรชั้นนำแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่ มูรินโญ่ เคยพยายามจะเรียกร้องให้ เซาธ์เกต อย่าใช้งาน แฮร์รี่ เคน กองหน้าคนเก่งของทีมมากเกินไป

มูรินโญ่ เคยแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกทีมแต่ละคนของเขาได้รับผลกระทบจากการไปรับใช้ทีมชาติอยู่บ้าง อย่างเมื่อฤดูกาลก่อน เคน ก็เคยลงเล่นทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติอย่างต่อเนื่องจนสุดท้ายเจ็บหนักและต้องพักเป็นเวลานาน ซึ่งมันก็ส่งผลกระทบกับผลงานของ สเปอร์ส ตามไปด้วย

เซาธ์เกต เผยว่า "สิ่งที่ โชเซ่ จำเป็นต้องทำในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม (ปีหน้า) ก็คือเขาต้องดูแล แฮร์รี่ เคน ให้กับเรา เพราะมันจะมีคน 55 ล้านคน (หมายถึงประชากรอังกฤษทั้งประเทศ) ที่จะพึ่งพาเรื่องนั้น (หมายถึงการให้ เคน มีสภาพร่างกายพร้อมสำหรับการเล่น ยูโร 2020) ที่จริงถ้าเขาดูแล เคน ได้ดีมันก็จะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย ตอนนี้ โชเซ่ กำลังท็อปฟอร์มเลยทีเดียว ผมได้ยินเขาพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้น (การไม่อยากให้ เคน ลงเล่นให้ทีมชาติเยอะเท่าไหร่) เขาจะไม่โทรศัพท์มาบอกเราหรอกว่าควรจะทำยังไง แต่เขาคงจะไปอยู่บนอัฒจันทร์ของ ท็อตแน่ม แล้วตะโกนบอกเรา ซึ่งนั่นก็คงเป็นเรื่องดีน่ะนะ"

อย่างไรก็ตาม อดีตกองหลังคนดังก็เสริมว่าตนไม่ได้โมโห มูรินโญ่ แต่อย่างใด และที่ผ่านมากุนซือเลือดฝอยทองก็ไม่เคยกดดันตนเรื่องที่ว่าอย่าเลือกลูกทีมของเขาไปติดทีมชาติอังกฤษด้วย "ผมผิดหวังนิดหน่อยที่ผมไม่ได้เป็นหนึ่งในเพื่อนของเขา สตีฟ (ฮอลแลนด์ ผู้ช่วยกุนซือทีมชาติอังกฤษ) สนิทกับเขา แต่มันก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไม 2 คนนี้สนิทกัน เพราะว่าเขา (ฮอลแลนด์) เคยช่วยให้เขาได้แชมป์มาครอง"

"โชเซ่ ไม่เคยกดดันผมเรื่องที่ว่าอย่าเลือกลูกทีมของเขามาติดทีม เขายอมรับด้วยดีอยู่เสมอในตอนที่ลูกทีมของเขาต้องไปเล่นเกมทีมชาติ เขาไม่เคยขอผมว่าอยากเลือกลูกทีมของเขามาติดทีมของผม แน่นอนว่าเราคงไม่คิดที่จะส่งนักเตะบางคนลงเล่นเป็นตัวจริงทั้ง 3 นัดหรอก แต่ผมก็ไม่สามารถรับปากได้เหมือนกันว่าจะมีคนที่ได้พักจนถึงขนาดไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่นาทีเดียวตลอดทั้ง 3 เกมที่จะถึงนี้"

 

‘ซาก้า’ควง’เปเป้’ซัด! อาร์เซน่อลเปิดรังเฉือนเชฟฟิลด์หวิว-แซงขึ้นท็อปโฟร์

บูกาโย่ ซาก้า และ นิโกล่าส์ เปเป้ กดคนละตุง พา อาร์เซน่อล เปิดรังเฉือน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-1 แซง เชลซี ขึ้นไปรั้งที่ 4 ของตาราง ขณะที่ทีม "ดาบคู่" อาการโคม่าแพ้ 4 นัดรวดหล่นไปรั้งรองบ๊วยของตาราง ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา

    ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2563 ที่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ระหว่าง อาร์เซน่อล ทีมอันดับ 9 ของตาราง พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 18

    อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า เกมนี้มีการเปลี่ยน 11 ตัวจริงบางตำแหน่งส่ง กาเบรียล มากัลเญส ลงก่อน ร็อบ โฮลดิ้ง ในแนวรับ ขณะที่แนวรุกส่ง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยืนเป็นหน้าเป้าก่อน อเล็กซ็องด์ ลากาแซตต์ ประสานงานร่วมกับ วิลเลียน และ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง

    ด้าน เชฟฯ ยูไนเต็ด ของ คริส ไวล์เดอร์ ที่พาทีมแพ้มา 4 นัดติดต่อกัน เกมนี้ได้ จอห์น เอแกน กองหลังตัวหลัก พ้นโทษแบนกลับมา ส่วนคู่หน้าใช้ โอลิเวอร์ เบิร์ค และ เดวิด แม็คโกรดิค ล่าตาข่าย

    ครึ่งแรกเปิดฉากมา 20 นาที แม้ อาร์เซน่อล จะครองเกมได้เหนือกว่าชัดเจน แต่ยังเจาะเกมรับ เชฟฟิลด์ ไม่เข้า เกมส่วนใหญ่ยังอยู่บริเวณกลางสนามทำให้ทั้งสองทีมยังเสมอกันอยู่ 0-0

    ทีม "ปืนใหญ่" ขึงบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียวต่อบอลอยู่หน้าเขตโทษ เชฟฟิลด์ และมาได้ลุ้นจบสกอร์ครั้งแรก ในนาที 28 เมื่อ บูกาโย่ ซาก้า เปิดจากริมเส้นฝั่งซ้ายให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ขึ้นโขกแต่บอลไม่มีน้ำหนักทำให้ อารอน แรมส์เดล ล้มตัวรับไว้ไม่ยาก

    จากนั้น อาร์เซน่อล เกือบได้ประตูขึ้นนำ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ปั่นด้วยขวาหน้าเขตโทษบอลกำลังจะเสียบใต้คานแต่ อารอน แรมส์เดล พุ่งปัดปลายมือบอลออกหลังไปหวุดหวิด ในนาที 37

    ท้ายครึ่งแรก นาที 44 เจ้าถิ่นได้ลุ้นส่งท้ายครึ่งแรกจากจังหวะตวัดยิงในเขตโทษของ โอบาเมย็อง แต่บอลไปตรงตัวของ แรมส์เดล รับได้ไม่ยาก

    ช่วงที่เหลือทั้งสองทีมยังทำอะไรกันไม่ได้ ทำให้จบครึ่งแรกยังเสมอกัน 0-0

    ครึ่งหลังเริ่มมาถึง นาที 52 อาร์เซน่อล ชวดได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย จากจังหวะที่ ดานี่ เซบายอส แทงบอลทะลุช่องให้ โอบาเมย็อง หลุดเข้าไปชาร์จจ่อๆหน้าปากประตูแต่ไม่โดนบอลออกหลังไป

    จนกระทั่ง นาที 60 ความพยายามของ อาร์เซน่อล มาประสบผลสำเร็จจากจังหวะการทำชิ่งหน้าปากประตูบอลไปถึง เอคตอร์ เบเยริน หลุดไปถึงสุดเส้นหลัง ก่อนจะชิพไปเสาไกลให้ บูกาโย่ ซาก้า ได้โหม่งโล่งๆเข้าประตูไป

    เท่านั้นไม่พอ นาที 64 "ปืนใหญ่" ได้ประตูนำห่าง 2-0 เบเยริน จ่ายบอลให้ นิโกล่าส์ เปเป้ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลังกระชากเข้าไปซัดด้วยซ้ายข้างถนัดส่งบอลเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม

    อย่างไรก็ตาม นาที 83 เชฟฟิลด์ ไม่ยอมง่ายๆ ได้ประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 เดวิด แม็คโกรดิค ปั่นโค้งๆหน้าเขตโทษบอลพุ่งเสียบเสาเข้าไป แบรนด์ เลโน่ หมดสิทธิ์เซฟ

    เวลาที่เหลือ เชฟฟิลด์ ไล่ไม่ทัน จบเกม อาร์เซน่อล เอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-1 ขยับขึ้นไปรั้งที่ 4 ของตาราง ขณะที่ทีม "ดาบคู่" อาการโคม่าแพ้ 4 นัดรวดแถมยังยิงใครไม่ได้หล่นไปรั้งรองบ๊วยของตาราง

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : แบร์นด์ เลโน่ – กาเบรียล มากัลเญส, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอคตอร์ เบเยริน, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, ดานี่ เซบายอส (กรานิต ชาคา น.81), บูกาโย่ ซาก้า (เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส น.87) – วิลเลี่ยน, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (นิโกล่าส์ เปเป้ น.58)
 
เชฟฯ ยูไนเต็ด (3-5-2) : อารอน แรมส์เดล – คริส บาแชม (บิลลี่ ชาร์ป น.76), จอห์น เอแกน, แจ็ค โรบินสัน – จอร์จ บัลด็อค, จอห์น ลุนด์สแตรม, ซานเดอร์ เบิร์ก, เบน ออสบอร์น (จอห์น เฟล็ค น.63), เอ็นดา สตีเว่นส์ – เดวิด แม็คโกรดิค, โอลิเวอร์ เบิร์ค (โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นีย์ น.56)  

ใครเป็นเต็ง1?บ่อนเปิดราคากุนซือใหม่แมนยูแทนที่โซลชา

แพ็ดดี้ พาวเวอร์ เปิดราคาคนที่จะได้คุม แมนฯ ยูไนเต็ด แทน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา โดยที่เต็ง 1 คือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ส่วน มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ตามมาเป็นที่ 2
    แพ็ดดี้ พาวเวอร์ บ่อนรับพนันถูกกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐไอร์แลนด์เปิดราคาให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยราคา 9/5 (แทง 5 จ่าย 9 ไม่รวมทุน)

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือคนปัจจุบันของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดนตำหนิมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนแล้วว่าพาทีมทำผลงานได้ไม่คงเส้นคงวาเท่าที่ควร และขาดความเชี่ยวชาญด้านแท็กติกจนทำให้ทีมมีสไตล์การเล่นที่ไม่มากนัก และซีซั่นนี้เขาก็เจอกับความกดดันอย่างหนักหลังพาทีมแพ้ในลีกถึง 2 จาก 3 นัดแรก แถมนัดล่าสุดยังเป็นการพ่าย ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คาบ้าน 1-6 ด้วย

    สำหรับ โปเช็ตติโน่ นั้น เป็นที่ชื่นชอบของบอร์ดบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด มานานแล้ว และตอนนี้เขาก็ว่างงานอยู่พอดี ขณะที่ตัวเต็งอันดับ 2 ในสายตาของ แพ็ดดี้ พาวเวอร์ ได้แก่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี อดีตนายใหญ่ เอซี มิลาน และ ยูเวนตุส ที่ราคา 7/1 (แทง 1 จ่าย 7 ไม่รวมทุน)

    ทั้งนี้ เต็ง 3 ได้แก่ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์หนุ่มไฟแรงของ แอร์เบ ไลป์ซิก แต่อัตราต่อรองของเขาอยู่ที่ 25/1 (แทง 1 จ่าย 25 ไม่รวมทุน) เลยทีเดียว ส่วนเต็ง 4 มีอยู่ 6 คน ประกอบไปด้วย หลุยส์ เอ็นรีเก้, เอริค เทน ฮาก, ราล์ฟ รังนิค, โลร็องต์ บล็องก์, คริส ไวล์เดอร์ และ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งราคาของพวกเขาอยู่ที่ 33/1 (แทง 1 จ่าย 33 ไม่รวมทุน)

ชิลเวลล์ประเดิมยิง1จ่าย1! เชลซีถล่มพาเลซยับแซงขึ้นท็อปโฟร์-จอร์จินโญ่เบิ้ลโทษ

เบน ชิลเวลล์ แบ๊กซ้ายป้ายแดงประเดิมเกมลีกนัดแรกด้วยฟอร์มสุดฮอตทำ 1 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ส่วน จอร์จินโญ่ ซัด 2 จุดโทษ ช่วยให้ เชลซี เปิดรังถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-0 ขยับขึ้นไปรั้งที่ 4 ชั่วคราว ส่วน "ปราสาทเรือนแก้ว" แพ้ 2 นัดรวดหล่นมารั้งที่ 8 ของตาราง ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แรกประจำวันเสาร์ที่ 3 กันยายน 2563 ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป้นการพบกันระหว่าง เชลซี พบ คริสตัล พาเลซ

    เชลซี ของกุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เกมนี้ส่ง เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูรายใหม่ลงประเดิมเฝ้าเสาเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมลีก เช่นเดียวกับ เบน ชิลเวลล์ แบ๊กซ้ายรายใหม่ได้ลงเป็นตัวจริงเช่นกัน ขณะที่แนวรุกดร็อป เมสัน เมาท์น เป็นเพียงสำรองแล้วส่ง ไค ฮาแวร์ทซ์ คอนทำเกมรุกสนับสนุนคู่หน้าอย่าง ติโม แวร์เนอร์ และ แทมมี่ อบราฮัม

   ส่วน คริสตัล พาเลซ ของกุนซือ รอย ฮ็อดจ์สัน จัพทัพเต็มสูบนำโดย แอนดรอส ทาวน์เซนด์ คอยทำเกมสนับสนุนคู่หน้าอย่าง จอร์แดน อายิว และ วิลฟรีด ซาฮา

    ครึ่งแรกเกมดำเนินมาถึง นาที 14 เชลซี มีโอกาสลุ้นประตูก่อนจากจังหวะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ รับบอลจาก ไค ฮาแวร์ทซ์ แล้วปั่นด้วยขวาหน้าเขตโทษแต่บอลเหินข้ามคานไปไกล

    จากนั้นยังเป็นโอกาสของเจ้าถิ่น ใน นาที 19 จากจังหวะสวนกลับ ไค ฮาแวร์ทซ์ จ่ายบอลมาทางซ้ายให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าเขตโทษแล้วเอี้ยวตัวยิงด้วยขวา แต่บอลยังไปตรงตัวของ บิเซนเต้ ไกวต้า รับเข้าซองสบาย

    พาเลซ ยังเน้นเล่นเกมรับตามสไตล์และหวังใช้จังหวะสวนกลับเล่นงาน เชลซี จน นาที 42 แอนดรอส ทาวน์เซนด์ เปิดโค้งด้วยซ้ายจากริมเส้นฝัางขวาบอลไปเข้าหัวของ มามาดู ซาโก้ ที่เติมขึ้นมาขึ้นโขกแต่บอลไม่ตรงกรอบ

    ช่วงที่เหลือแม้ เชลซี จะเป็นขึงเกมบุกใส่มากกว่าแต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบคมพอ ทำให้จบครึ่งแรกยังเสมอกันอยู่ 0-0

    ครึ่งหลังเล่นมาได้เพียง 5 นาที เชลซี ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะชุลมุนหน้าปากประตู ชีกู กูยาเต้ โหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทางปืนของ เบล ชิลเวลล์ เติมขึ้นมาหวดเต็มข้อด้วยซ้ายส่งบอลตุงตาข่าย

    พาเลซ มีโอกาสเปิดเกมบุกใส่บ้าง นาที 63 จอร์แดน อายิว หลุดมาซัดด้วยขวาในเขตโทษคราวนี้ไปติดเซฟของ เอดูอาร์ เมนดี้ พุ่งปัดไว้ได้

    อย่างไรก็ตามการบุกของ เชลซี ได้น้ำได้เนื้อมากกว่า และมาได้ประตูนำห่าง 2-0 จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม เบน ชิลเวลล์ เปิดบอลจากซ้ายให้ เคิร์ท ซูม่า ขึ้นโขกเน้นๆไม่เหลือ

    หลังจากนั้น นาที 75 "สิงห์บลูส์" เกือบได้ประตูที่สาม คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย เปิดจากริมเส้นฝั่งขวาให้ แทมมี่ อบราฮัม โขกเน้นๆบอลหลุดเสาออกไปนิดเดียว

    อย่างไรก็ตาม นาที 76 ไทริค มิตเชลล์ ไปสกัด แทมมี่ อบราฮัม ล้มลงในเขตโทษผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนจะเป็น จอร์จินโญ่ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ เชลซี นำห่างเป็น 3-0

    เท่านั้นไม่พอ นาที 82 มามาดู ซาโก้ ไปทำฟาวล์ใส่ ไค ฮาแวร์ทซ์ ในเขตโทษผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษอีกครั้ง แล้วเป็น จอร์จินโญ่ คนเดิม สังหารเข้าไปไม่เหลือให้สกอร์ไหลเป็น 4-0 พร้อมเป็นประตูที่สองของมิดฟิลด์ทีมาชติอิตาลีในเกมนี้

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม เชลซี ถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-0 ขยับขึ้นไปรั้งที่ 4 ของตารางชั่วคราว
   
   
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, เคิร์ท ซูม่า, ติอาโก้ ซิลวา, เบน ชิลเวลล์ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (มัตเตโอ โควาซิช น.83), จอร์จินโญ่ – คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย (คริสเตียน พูลิซิช น.83), ไค ฮาแวร์ทซ์, ติโม แวร์เนอร์ – แทมมี่ อบราฮัม

คริสตัล พาเลซ (4-4-2) : บิเซนเต้ ไกวต้า – โจเอล วอร์ด, ชีกู กูยาเต้, มามาดู ซาโก้, ไทริค มิตเชลล์ – แอนดรอส ทาวน์เซนด์, เจมส์ แม็คคาร์ธี่ (ลูก้า มิลิโวเยวิช น.67), เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, เอเซ่ – จอร์แดน อายิว, วิลฟรีด ซาฮา

 

สาวกปืนเฮ!อาร์เซน่อลคอนเฟิร์มคว้า “ปาร์เตย์” จากแอตมาดริด

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" เพราะล่าสุด อาร์เซน่อล ปิดดีลกระชากตัว โธมัส ปาร์เตย์ มิดฟิลด์จอมแกร่ง มาจาก แอตเลติโก มาดริด เรียบร้อย ด้วยค่าตัวเฉียด 2,000 ล้านบาท

อาร์เซน่อล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศคว้าตัว โธมัส ปาร์เตย์ กองกลางทีมชาติกานา มาจาก แอตเลติโก มาดริด สโมสรดังในศึก ลา ลีกา สเปน อย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเซ็นสัญญาร่วมงานกันเป็นเวลา 4 ปี

สำหรับค่าตัวของ ปาร์เตย์ อยู่ที่ 45 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,845 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นดีลที่ อาร์เซน่อล ยอมทุ่มเงินซื้อตามค่าฉีกสัญญา โดยตามรายงานระบุว่า ดาวเตะวัย 27 ปี จะรับค่าเหนื่อยสัปดาห์ล่ะ 260,000 ปอนด์ (ประมาณ 10.66 ล้านบาท)

ขณะเดียวกันนั้น "ไอ้ปืนใหญ่" ได้ปล่อยตัว ลูคัส ตอร์เรร่า กองกลางทีมชาติอุรุกวัย ให้ "ตราหมี" ยืมใช้งานเป็นเวลา 1 ฤดูกาล หลังจากที่ฤดูกาลก่อน มิดฟิลด์วัย 24 ปี ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแข้งตัวหลักของทีมได้
   
ทั้งนี้ ปาร์เตย์ จะได้สวมเสื้อ อาร์เซน่อล หมายเลข 18 สู้ศึกฤดูกาลนี้

 

เลสเตอร์หวังยึดฝูงคืน! “วาร์ดี้” ประจำการลั่นไกรับเวสต์แฮม PPTV ยิงสด

"จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ หากคว้าชัยมีโอกาสแซงกลับขึ้นไปนำจ่าฝูงอีกครั้งโดย เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิงตัวเก่งยังคงลงตัวจริงล่าสกอร์เหมือนเดิม เกมรับการมาเยือนของ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : PPTV HD และ True Premier HD1 (เวลา : 18.00 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2563
เลสเตอร์ ซิตี้   –   เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
ถ่ายทอดสด
 :  PPTV HD และ True Premier HD1 (เวลา : 18.00 น.)


สนาม : คิง เพาเออร์ สเตเดี้ยม

    เลสเตอร์ ซิตี้ จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ออกสตาร์ตด้วยการชนะ 3 เกมรวด โดยเกมล่าสุดพวกเขาบุกไปถล่ม แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า 5-2 โดยเกมนั้น เจมี่ วาร์ดี้ หัวหอกตัวเก่ง สามารถทำแฮตทริก ใส่ทัพเรือใบสีฟ้าอีกด้วย 

    สภาพทีมเกมที่จะถึงนี้ ทัพจิ้งจอกสยามจะยังไม่สามารถใช้งาน ริคาร์โด้ เปเรยร่า, วิลเฟรด เอ็นดิดี้ และ ฟิลิป เบนโควิช ที่ยังเดี้ยงอยู่ ส่วนในรายของ จอนนี่ อีแวนส์ เจ็บน่อง, เดนนิส ปราต เจ็บเข่า, เดมาไร เกรย์ มีอาการป่วย และ เจมี่ วาร์ดี้ เจ็บสะโพก นั้นต้องรอเช็กสภาพความฟิตว่าจะพร้อมสำหรับเกมพรุ่งนี้ไหม ส่วนแข้งใหม่ล่าสุดอย่าง เวสเล่ย์ โฟฟาน่า กองหลังที่เพิ่งมาจากแซงต์-เอเตียน เมื่อวันศุกร์ ก็พร้อมประเดิมเช่นกัน 

    การจัดทัพ บีร็อดน่าจะมาในระบบ (4-1-4-1) โดยมี แคเปอร์ ชไมเคิ่ล ยืนเฝ้าเสา คู่เซนเตอร์ใช้งานทาง จอนนี่ อีแวนส์ จับคู่กับทาง คักลาร์ โซยุนชู แบ็กขวาเป็นทาง ติโมธี คาสตานเญ่ แบ็กซ้ายใช้งาน เจมส์ จัสติน ขยับมาที่แดนกลาง ใช้ น็อมปาลิส เมนดี้ เป็นตัวตัดเกม โดยมี ยูริ ตีเลอมันส์ และ เจมส์ แมดดิสัน เป็นตัวขับเคลื่อนเกมในแดนกลาง ริมเส้นฝั่งขวาใช้ เดนนิส ปราต ริมเส้นฝั่งซ้ายใช้ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ โดยมี เจมี่ วาร์ดี้ เป็นหัวหอกตัวเป้า

    ด้านเวสต์แฮมที่ตอนนี้ใช้ อลัน เออร์ไวน์ เป็นคนดูแลข้างสนามแทน เดวิด มอยส์ ที่ติดโควิด-19 เพิ่งพาทีมถล่มวูล์ฟแฮมป์ตัน 4-0 ในเกมลีกล่าสุด ก่อนโดนเอฟเวอร์ตันถล่มเละ 4-1 ในลีก คัพ เมื่อกลางสัปดาห์ เป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 3 เกม 

    สภาพทีมเกมที่จะถึงนี้ ทีมขุนค้อนจะขาด อิสซ่า ดิย็อป และ จอช คัลเลน 2 แข้งที่ติดโควิดพร้อมกับมอยส์ ส่วนผู้เล่นที่มีอาการบาดเจ็บมีเพียงเเค่ ไรอัน เฟรเดอริคส์ ที่เจ็บเอ็นหลังหัวเข่า ขณะที่ วลาดิเมียร์ ซูฟัล แบ็กขวาตัวใหม่ที่ย้ายมาจากสลาเวีย ปราก มีลุ้นประเดิมลงสนามให้ต้นสังกัดใหม่เช่นกัน 

    การจัดทัพ เวสต์แฮมน่าจะมาในระบบ 5-4-1 มี ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ยืนเฝ้าเสา แผงหลังมี ฟาเบียน บัลบูเอน่า, อันเจโล่ อ็อกบอนน่า และ อารอน เครสส์เวลล์ เป็นสามเซนเตอร์ แบ็กขวาใช้ทาง เบนจามิน จอห์นสัน ทางซ้ายเป็น อาร์กตูร์ มาซูอากู แดนกลางใช้ โทมัส ซูเช็ค กัล เดแคลน ไรซ์ ยืมคุมเกม ส่วนตัวริมเส้นทำเกมฝั่งขวา-ซ้ายใช้ จาร์ร็อด โบเว่น กับ ปาโบล ฟอร์นัลส์ โดยมี มิคาอิล อันโตนิโอ เป็นหน้าเป้า


นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
    
    เลสเตอร์ ซิตี้ (4-1-4-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ติโมธี คาสตานเญ่, จอนนี่ อีแวนส์, คักลาร์ โซยุนชู, เจมส์ จัสติน-น็อมปาลิส เมนดี้-เดนนิส ปราต, ยูริ ตีเลอมันส์, เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์-เจมี่ วาร์ดี้ 
    ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส     

    เวสต์แฮม (5-4-1) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้-เบนจามิน จอห์นสัน, ฟาเบียน บัลบูเอน่า, อันเจโล่ อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์, อาร์กตูร์ มาซูอากู-จาร์ร็อด โบเว่น, โทมัส ซูเช็ค, เดแคลน ไรซ์, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ 
    ผู้จัดการทีม : อลัน เออร์ไวน์ (รักษาการ)
 
    ผู้ตัดสิน : แอนดี้ แมดลี่ย์ 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน

23/01/20    พรีเมียร์ลีกเลสเตอร์ 4 – 1 เวสต์แฮม 
29/12/19    พรีเมียร์ลีกเวสต์แฮม 1 – 2 เลสเตอร์
20/04/19    พรีเมียร์ลีกเวสต์แฮม 2 – 2 เลสเตอร์
27/10/18    พรีเมียร์ลีกเลสเตอร์ 1 – 1 เวสต์แฮม 
05/05/18    พรีเมียร์ลีกเลสเตอร์ 0 – 2 เวสต์แฮม 


ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เลสเตอร์

27/09/20 ชนะ แมนฯ ซิตี้ 5-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
24/09/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-2 (เหย้า) ลีก คัพ 
21/09/20 ชนะ เบิร์นลี่ย์ 4-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
13/09/20 ชนะ เวสต์บรอมวิช 3-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
05/09/20 เสมอ แบล็คเบิร์น 1-1 (เหย้า) กระชับมิตร 

เวสต์แฮม
30/09/20 แพ้ เอฟเวอร์ตัน 1-4 (เยือน) ลีก คัพ
27/09/20 ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
23/09/20 ชนะ ฮัลล์ ซิตี้ 5-1 (เหย้า) ลีก คัพ 
20/09/20 แพ้ อาร์เซน่อล 1-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก 
16/09/20 ชนะ ชาร์ลตัน 3-0 (เหย้า) ลีก คัพ 

ตามรอยตำนาน!แมนยูประกาศเบอร์เสื้อคาวานี่เรียบร้อย

 "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คอนเฟิร์มเรียบร้อย สำหรับหมายเลขเสื้อของ เอดินสัน คาวานี่ ดาวยิงคนใหม่ ซึ่งถือเป็นเบอร์เดียวกับตำนานผู้ยิ่งใหญ่หลายรายในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

     แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศยืนยัน เมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าดาวดังคนใหม่ของทีม จะได้สวมเสื้อหมายเลข 7
 
     หัวหอกทีมชาติอุรุกวัยวัย 33 ปี ซึ่งหมดสัญญากับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน เพิ่งปิดดีลย้ายมายังถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แบบไร้ค่าตัว ในวันปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา

     ล่าสุด "ปีศาจแดง" คอนเฟิร์มแล้วว่า คาวานี่ จะได้สวมเสื้อเบอร์ 7 ตามรอยตำนานของสโมสรอย่าง จอร์จ เบสต์, ไบรอัน ร็อบสัน, เอริก คันโตน่า, เดวิด เบ็คแฮม และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

     ทั้งนี้ เบอร์ 7 ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับ คาวานี่ เพราะเจ้าตัวเคยใช้เบอร์นี้มาแล้วสมัยค้าแข้งที่อิตาลีกับ ปาแลร์โม่ และ นาโปลี ส่วนตอนอยู่กับ เปแอสเช สวมเบอร์ 9

เป๊ปช้ำ-แมนซิตี้สะดุดอีก! โรดริโก้แสบซัดพาลีดส์ไล่เจ๊าสุดมันส์

ราฮีม สเตอร์ลิง แม้จะซัดประตูให้ "เรือใบสีฟ้า" ขึ้นนำไปก่อนทว่าในครึ่งหลังเจอทีเด็ดของ โรดริโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนซัดจ่อๆพา ลีดส์ ยูไนเต็ด ไล่เจ๊า 1-1 แบ่งแต้มกันไป ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

รสนาม : เอลแลนด์ โร้ด

    พรีเมียร์ลีก นัดที่ 4 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 ชนะมา 2 เกมติด ล่าสุดบุกเฉือนชนะ เชฟฯยูไนเต็ด 1-0 เกมนี้รับมือ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯซิตี้ ทีมอันดับ 12 ที่ลงเล่นเป็นนัดที่ 3 หลัง2เกมแรกชนะและแพ้มา ซึ่งฟอร์มล่าสุดพ่ายคาบ้านให้ เลสเตอร์ ซิตี้ สุดเละเทะ 2-5

    มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ใช้ แพทริค แบมฟอร์ด เป็นหน้าเป้า โดยมีตัวสนับสนุนอย่าง เอลแดร์ กอสต้า และไทเลอร์ โรเบิร์ต ส่วนฝั่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ประเดิมใช้ รูเบน ดิอาส เซ็นเตอร์แบ็กตัวใหม่ที่ซื้อมาด้วยคาตัว 62 ล้านปอนด์ ขณะที่แนวรุกยังใช้ 3ประสานทั้ง เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง และริยาด มาห์เรซ

    เริ่มเกมมาไม่ถึง 3 นาที "เรือใบสีฟ้า" เกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน เควิน เดอ บรอยน์ ตะบันฟรีคิกกว่า 35 หลาบอลพุ่งชนเสาแรกอย่างน่าเสียดาย แม้ ราฮีม สเตอร์ลิง จะพุ่งมาซ้ำแต่บอลชนหน้าแข้งออกหลังไป

    ทีมเยือนยังเปิดเกมรุกโจมตีอย่างหนัก นาที 11 เควิน เดอ บรอยน์ ลากมาซัดกลางประตูไปติด โรบิน ค็อช ก่อนอีก 2 นาทีถัดมา เฟร์ราน ตอร์เรส ได้หลุดไปทางขวาก่อนจะหวดไปติดแนวรับยูงทองเช่นกัน

    นาที 15 ลูกทีมของเป๊ปชวดได้ประตูอีก คราวนี้ สเตอร์ลิง โชว์สเต็ปสับขาก่อนล็อคหนี ลุค อายลิ่ง แล้วปาดไปเสาไกลให้ ตอร์เรส วิ่งมาอัดด้วยซ้ายบอลน่าจะเข้า แต่ก็ยังไปติดบล็อค สจ๊วร์ต ดัลลัส

    นาที 18 หลังบดอยู่นาน แมนฯซิตี้ มาพังตาข่ายนำเจ้าถิ่น 1-0 สำเร็จ เป็นความยอดเยี่ยมของ ราฮีม สเตอร์ลิง กระชากจากซ้ายตัดเข้ากลางก่อนซัดด้วยขวาไม่ถึง 18 หลาส่งบอลพุ่งเสียบมุมตาข่าย

    นาที 24 เจ้าบ้าน "ยูงทอง" มีโอกาสลุ้นเช่นกัน เอลแดร์ กอสต้า จ่ายสั้นๆให้ แพทริค แบมฟอร์ด กดด้วยซ้ายพุ่งข้ามคานแบบได้เสียว

    นาที 37 ลูกทีมของ บิเอลซ่า เกือบได้ลุ้นตีเสมอ ไทเลอร์ โรเบิร์ต ไหลสั้นให้ สจ๊วร์ต ดัลลัส หลุดเข้าไปซัดมุมแคบในกรอบ 6 หลาแต่บอลยังไปติดเซฟของ เอแดร์ซอน ที่ออกมาบล็อคลูกได้ทัน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 เจ้าบ้านพลาดได้ประตูอีกครั้ง หลัง ลุค อายลิ่ง ฉกความผิดพลาดของ เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนลากเข้าไปล็อกหนี เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ แต่จังหวะซัดด้วยซ้ายดันไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ที่เซฟได้อย่างเหลือเชื่อ

   จบครึ่งแรก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตามหลัง แมนฯซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า เปลี่ยนตัวถอดเอา  เอซกาน อลิโอสกี้ ที่ไม่มีส่วนร่วมกับเกมเท่าไหร่ออกแล้วส่ง เอียน โปเวด้า-โอกัมโป้ ลงเล่นแทน

    แค่ นาที 46 เจ้าบ้านได้ลุ้นตีเสมออีก คราวนี้ โปเวด้า-โอกัมโป้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์โ ซัดด้วยซ้าย ทว่ายังไปติดบล็อคของ รูเบน ดิอาซ ที่ช่วยเซฟสกัดไม่ให้ทีมเยือนเสียประตู

     นาที 56 "ยูงทอง" เปลี่ยนตัวอีกส่ง โรดรีโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนลงมาเล่นแทน ไทเลอร์ โรเบิร์ต

    แค่ 2 นาทีที่อยู่ในสนาม โรดรีโก้ เกือบแผลงฤทธิ์หลังกระชากเข้าไปในกรอบแล้วหวดด้วยซ้ายมุมแคบบอลไปแฉลบแนวรับก่อนพุ่งชนสามเหลี่ยนมออกหลัง

    นาที 59 จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม เจ้าบ้านมาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ คัลวิน ฟิลลิปส์ เปิดคอนเนอร์มากลางประตู ทว่า เอแดร์ซอน นายด่านของซิตี้ออกมาตัดบอลพลาดทำหลุดมือไปชน เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนมาเข้าทาง  โรดรีโก้ โมเรโน่ ซัดจ่อๆด้วยขวาเข้าไป เป็นประตูของเจ้าตัวในพรีเมียร์ลีกนับแต่ย้ายมาร่วมทีม

    เป๊ป ต้องแก้เกมบ้าง ถอดเอา เฟร์ราน ตอร์เรส ออกแล้วส่ง แบร์นาร์โด้ ซิลวา ที่หายเจ็บกลายมาเล่นแทน

    นาที 68 เจ้าบ้านเกือบพลิกแซงขึ้นนำ บอลจากฟรีคิกทางซ้ายเปิดมาในกรอบ เลียม คูเปอร์ เทกตัวโขกไปแฉลบหัว โรดรี้ ก่อนไปติดปลายมือ เอแดร์ซอน ปัดชนเสาอย่างน่าเสียดาย

    ทัพ "ยูงทอง" โหมกดดันบุกใส่อย่างหนัก คราวนี้ ลุค อายลิ่ง ครอสจากขวามาเสาแรก แพทริค แบมฟอร์ด โขกเช็ดเช็ดกลางให้ โรดรีโก้ โมเรโน่ โหม่งย้อนไปเสาแรก บอลกำลังจะย้อยเข้าอยู่แล้วแต่ เอแดร์ซอน ยังเหินปัดไปชนคานออกหลังหวุด
หวิด

    นาที 72 "เรือใบสีฟ้า" พลาดโอกาสขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ อิลล็อง เมสลิเย่ร์ แต่จังหวะสุดท้ายพยายามจะเลี้ยงหลบเลยโดนนายด่านยูงทองตะครุบบอลไว้ได้

    นาที 74 เอแดร์ซอน ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง โรดริโก้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์ด หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้าย ยังดีนายด่านทีมชาติบราซิลช่วยชีวิต "ซิตี้" ไว้ได้

    ท้ายเกม ลูกทีมของ เป๊ป ไม่สามารถเจาะแนวรับยูงทองเพิ่มได้ จบเกม ลีดส์ ยูไนเต็ด เสมอกับ แมนฯซิตี้ 1-1 แบ่งแต้มกันไป
   
    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ลีดส์ ยูไนเต็ด (4-1-4-1) : อิลล็อง เมสลิเย่ร์ – ลุค อายลิ่ง, โรบิน คอช, เลียม คูเปอร์, สจ๊วร์ต ดัลลัส – คัลวิน ฟิลลิปส์ – เอลแดร์ กอสต้า, ไทเลอร์ โรเบิร์ต, มาเตอุสซ์ คลิช, เอซกาน อลิโอสกี้ – แพทริค แบมฟอร์ด

        ผู้จัดการทีม : มาร์เซโล่ บิเอลซ่า

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์,  เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, รูเบน ดิอาส, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, ฟิล โฟเด้น – เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง, ริยาด มาห์เรซ

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

 

แพ้ยับตามผี! วิลล่าโหดกระซวกลิเวอร์พูลเละ กรีลิชกด2จ่าย3-วัตกิ้นส์แฮตทริก

เหลือเชื่อ! "สิงห์ผงาด" งัดฟอร์มเด็ดเปิดบ้านไล่ถล่มแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ไม่ไว้หน้าถึง 7-2 เกมนี้ แจ็ค กรีลิช โชว์โหดกด2ประตูแถมจ่ายอีก 3 ขณะที่  โอลลี่ วัตกิ้นส์ หอกตัวใหม่ประเดิมซัดแฮตทริก ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แม้จะซัดเบิ้ลแต่ไม่ช่วยให้ทีมพ้นความปราชัย ส่งให้ แอสตัน วิลล่า มี 9 แต้มเท่าหงส์, ปืน และจิ้งจอก ทว่าลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นรองจ่าฝูง

สนาม : วิลล่า พาร์ค

    เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่สุดท้ายของคืนวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา แอสตัน วิลล่า ที่ชนะมา 2 นัดติดแบบไม่เสียประตู เปิดบ้านรับมือ "แชมป์เก่า" ลิเวอร์พูล ที่ชนะมา 3 เกมรวดเช่นกัน
   
    เกมนี้ ดีน สมิธ ปรับแดนกลาง ส่ง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ที่ยืมมาจาก เชลซี ลงเล่นแทน คอเนอร์ ฮูริแฮน โดยแนวรุกยังเป็น มาห์มูด เทรเซเก้ต์, โอลลี่ วัตกิ้นส์ และแจ็ค กรีลิช ขณะที่ฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ปวดหัวนอกจากจะไม่มี ซาดิโอ มาเน่ ที่ติดเชื้อโค
วิด-19 แล้วล่าสุดยังเสีย อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่มาเจ็บตอนซ้อม ทำให้เกมนี้ต้องใช้ อาเดรียน ลงเฝ้าเสาแทน ส่วนแนวรุกส่ง ดีเอโก้ โชตา ประสานงานกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

    เปิดฉากครึ่งแรกมาได้แค่ 4 นาที กลายเป็น "สิงห์ผงาด" ที่ชิงขึ้นนำแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล อย่างรวดเร็ว 1-0 เป็นความผิดพลาดของ อาเดรียน ที่จ่ายบอลพลาดหน้าปากประตูตัวเอง แจ็ค กรีลิช ตามไปเก็บบอลก่อนปาดเลียดมาให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ ที่
ยืนโล่งๆ ยิงด้วยซ้ายเสียบตาข่ายเข้าไป เป็นประตูแรกของเจ้าตัวนับแต่ย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

    นาทีที่ 8 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นเม็ดสอง และเป็น แจ็ค กรีลิช ที่จ่ายเข้ากลางให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลแบบได้เสียว

    นาที 15 "หงส์แดง" พลาดโอกาสไล่ตีเสมอ หลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จ่ายทะลุช่องให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลุดเข้าไปซัดติดเซฟ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    นาที 21 อดีตนายด่านปืนใหญ่ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง ฟีร์มีโน่ โซโล่เดี่ยวเข้าไปในกรอบก่อนจะล็อคหนีแล้วซัดมุมแคบไปติดมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    ทีมเยือนบุกเพลินๆ กลายเป็นโดนเม็ดที่ 2 อย่างไม่น่าเชื่อ หลังอีกสองนาที วิลล่า สวนกลับขึ้นมาทางซ้าย แจ็ค กลีลิช แทงบอลให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไป ก่อนกระชากหนี โจ โกเมซ ล้มตัวซัดด้วยขวาเสียบเสาเหลี่ยมเสาไกลอย่างงด
งาม

    แชมป์เก่าอยู่ไม่ได้หลังโดนไปสองเม็ด นาที 25 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดด้วยซ้ายไปติด ไทโรน มิงส์ สกัดมาเข้าทาง ดีเอโก้ โชต้า ที่เก็บได้แถวสองวอลเลย์สวนไปตรงตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ รับไว้ไม่มีพลาด

    นาที 28 ดีเอโก้ โชต้า ลากตัดจากริมเส้นทางซ้ายมากลางประตู ก่อนตัดสินใจชิพบอล กำลังจะย้อยข้ามหัว มาร์ติเนซ อยู่แล้ว แต่นายด่านวิลล่ายังเร็วพอถอยหลังปัดปลายมือข้ามคานหวุดหวิด

    เกมสวนกลับของ "สิงห์ผงาด" ยังอันตราย นาที 31 เจ้าบ้านเกือบพังประตูที่สาม บอลออกจากเท้า แจ็ค กรีลิช เข้ากลางมาให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ แตะขึ้นหน้าเข้าไปเบียดกับ ฟาน ไดค์ แต่หลักไม่ดีซัดบอลหลุดกรอบออกไป

    กระนั้น นาที 33 "หงส์แดง" มาตีไข่แตกพังประตูไล่มาเป็น 1-2 โชต้า กระชากจากซ้ายเข้ากลางก่อนจ่ายให้ นาบี เกอิต้า หมุนตัวซัดไปติดบล็อค แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ ก่อนปลิ้นมาเข้าทาง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงสวนเข้าไปไม่เหลือ

    บอลแลกกันสนุก นาที 34 แม็ตตี้ แคช วางบอลยาวให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ หลุดกับดักล้ำหน้าขึ้นมาทางขวา ก่อนจะเลือกยิงเสาแรกไปติดขา อาเดรียน ออกหลัง

    และต่อเนื่องจากจังหวะเตะมุม นาที 35 สกอร์ของเจ้าถิ่นทะยานหนี ลิเวอร์พูล 3-1 บาร์คลี่ย์ เปิดเตะมุมมากลางประตู โจ โกเมซ สกัดบอลไปเข้าทาง จอห์น แม็คกินน์ ซัดแบบไม่จับไปแฉลบขา ฟาน ไดค์ เปลี่ยนทางเสียบมุมเข้าไป

     นาที 38  เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ มาโดนใบเหลืองหลังไปเข้าเสียบใส่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ อย่างน่าเกลียด และจากฟรีคิกที่เจ้าถิ่นได้ บาร์คลี่ย์ ลุกมาเปิดฟรีคิกเข้าไป บอลเลยถึง มาห์มูด เทรเซเก้ต์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายไม่ล้ำหน้าก่อนครอสมากลางประตูถึง 
โอลลี่ วัตกิ้นส์ โขกตุงตาข่าย เป็นแฮตทริกของอดีตแข้งเบรนฟอร์ด ช่วยให้ "สิงห์ผงาด" นำโด่ง 4-1

    ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หลุดไปซัดด้วยซ้ายมุมแคบ แต่ยังไม่ผ่านมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ที่เซฟไว้ได้อีก

    จบครึ่งแรก แอสตัน วิลล่า นำห่าง ลิเวอร์พูล อย่างเหลือเชื่อ 4-1

    ครึ่งหลัง  เจอร์เก้น คล็อปป์ ปรับทัพถอดเอา นาบี เกอิต้า ออกแล้วส่ง ทาคูมิ มินามิโนะ ลงไปเล่นแทน

    นาที 55 แอสตัน วิลล่า มาได้ประตูนำห่าง 5-1 จากจังหวะที่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ เล่นชิ่งกับ กลีลิช หน้ากรอบก่อนที่บอลจะมาเข้าเท้า บาร์คลี่ย์ อีกครั้งแล้วซัดเต็มเท้าไปแฉลบ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ บอลพุ่งเปลี่ยนทางเสียบเสาไกลชนิดที่ อา
เดรียน หมดสิทธิ์ป้องกัน

    ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง "หงส์แดง" มาทวงประตูไล่มาเป็น 2-5 จากจังหวะที่ ฟีร์มีโน่ ได้บอลแล้วแทงให้ ซาลาห์ หลุดเข้าไปในกรอบแล้วซัดด้วยซ้ายผ่านมือ มาร์ติเนซ เสียบเสาแรกเข้าไป เป็นประตูที่สองของดาวยิงชาวอียิปต์ในเกมนี้

    ต่างฝ่ายยังเปิดเกมรุกเล่นกันสนุก นาที 66 กลายเป็น "สิงห์ผงาด" ที่มาได้ประตูที่หก คราวนี้เป็น วัตกิ้นส์ ที่จ่ายให้ แจ็ค กรีลิช ดึงหนี เทรนท์ ก่อนซัดด้วยขวาไปแฉลบ ฟาบินโญ่ พุ่งเปลี่ยนทางเสียบเสาแรก พา แอสตัน วิลล่า นำห่าง 6-2

    นาที 75 เกมรับทีมเยือนเละเทะอีก คราวนี้ จอห์น แม็คกินน์ แทงบอลให้ แจ็ค กรีลิช หลุดเข้าไปก่อนซัดผ่าน อาเดรียน เข้าไปอย่างเยือกเย็นให้ วิลล่า ทะยานนำลิ่วแบบเหลือเชื่อ 7-2

    จบเกม แอสตัน วิลล่า งัดฟอร์มสุดยอดไล่ถล่มแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ขาดลอย 7-2 คว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 9 คะแนน เท่ากับ เลสเตอร์, อาร์เซน่อล และลิเวอร์พูล แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้รั้งรองจ่าฝูง โดยตามหลังจ่าฝูง "ทอฟฟี่" ที่คว้าชัย 4 นัด รวดอยู่ 3 คะแนน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แอสตัน วิลล่า (4-3-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – แม็ตตี้ แคช, เอซรี่ คอนซ่า, ไทโรน มิงส์, แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ – รอสส์ บาร์คลี่ย์, ดั๊กลาส ลุยซ์, จอห์น แม็คกินน์ – มาห์มูด เทรเซเก้ต์, โอลลี่ วัตกิ้นส์, แจ็ค กรีลิช
 
        ผู้จัดการทีม : ดีน สมิธ
 
        ลิเวอร์พูล (4-3-3) :  อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – นาบี เกอิต้า, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ดิโอโก้ โชต้า

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

        ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

เริ่ดคะ!มาเน่มีชื่อลุ้นแข้งยอดเยี่ยมลีกกันยายน

ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะคนเก่งลิเวอร์พูล มีชื่อลุ้นรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก ประจำเดือนกันยายน หลังระเบิดฟอร์มสุดยอดในเกมลีก 3 แมตช์ที่ผ่านมา

ซาดิโอ มาเน่ กองหน้าความเร็วสูงทีมชาติเซเนกัลของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล สโมสรขวัญใจมหาชนแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีลุ้นรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายน หลังจากนักเตะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ที่เปิดฤดูกาล 2020/2021

ดาวเตะเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 ได้รับความไว้วางใจจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ ลงสนามเป็นตัวจริงทั้ง 3 แมตช์ในเกมลีกช่วงเดือนที่ผ่านมา และระเบิดฟอร์มสุดยอดช่วยให้แชมป์เก่า สามารถเก็บชัยชนะเรียบวุธ โดยตอนนี้ "เดอะ เร้ดส์" มี 9 คะแนนเต็มเท่ากับ เลสเตอร์ ซิตี้ และ เอฟเวอร์ตัน

ผลงานของ มาเน่ โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะในแมตช์ที่ชนะ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 2-0 ซึ่ง ดาวเตะเซเนกัล ซัดไปสองประตู ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดอีกครั้งเมื่อช่วยทีมซัด 1 ประตูในเกมไล่ถลุง "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล 3-1 ที่สนามแอนฟิลด์

นอกจาก มาเน่ แล้วคนที่ได้รับการเสนอชื่อลุ้นรางวัลนี้ยังมี แพทริค แบมฟอร์ด  (ลีดส์ ยูไนเต็ด), โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน และ ฮาเมส โรดริเกซ (เอฟเวอร์ตัน), ติโมธี คาสตานเญ่ และ เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์ ซิตี้), แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์) และ ทาริก แลมป์ตีย์  (ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน)