ไม่ขอโทษ!เนย์มาร์ลั่นอยากชกหน้าแข้งเหยียดผิว

เนย์มาร์ ดาวเตะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไม่คิดที่จะขอโทษกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยบอกว่าอยากอัดหน้า อัลบาโร่ กอนซาเลซ ด้วยซ้ำ พร้อมยืนกรานว่าโดนแข้ง มาร์กเซย เหยียดผิวจริงๆ

เนย์มาร์ กองหน้าคนดังของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กล่าวว่าที่จริงตนอยากชกหน้า อัลบาโร่ กอนซาเลซ ปราการหลัง โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยซ้ำ หลังจากที่ เนย์มาร์ กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเหยียดผิวตนระหว่างเกม ลีก เอิง ฝรั่งเศส นัด เลอ คลาสสิก ที่ทัพ "เปแอสเช" แพ้ "โอแอ็ม" 0-1 คารัง ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา

นัดดังกล่าวได้รับการจับตามองจากหลายฝ่ายเพราะมันถือเป็นเกมใหญ่ของลีกแดนน้ำหอม แต่กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของเกมนี้คือเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลัง โดยที่มีนักเตะโดนไล่ออกจากสนามถึง 5 คน แบ่งเป็น 2 คนของ มาร์กเซย และของ ปารีสฯ 3 ราย

สำหรับ เนย์มาร์ นั้น เป็นหนึ่งในนักเตะของเจ้าถิ่นที่โดนไล่ออก โดยตอนแรกเขาไปตบด้านหลังศีรษะ อัลบาเรซ ที่ตอนนั้นกำลังมีปากเสียงกับ เลอันโดร ปาเรเดส เพื่อนร่วมทีมของ เนย์มาร์ จนทำให้แข้งชาวสแปนิชโมโหสุดๆ และหันมาพูดบางอย่างกับอดีตแข้ง บาร์เซโลน่า ด้วยความเดือดดาล ซึ่งดาวเตะทีมชาติบราซิลก็ตวาดกลับไปเช่นกัน

ที่จริงตอนแรกกรรมการไม่เห็นชอตที่ เนย์มาร์ ตบหัวอีกฝ่าย แต่พอมาเช็กกับกล้องข้างสนามและทีมงานวีเออาร์แล้วนั้นเชิ้ตดำก็ชักใบแดงไล่ เนย์มาร์ ทันที ซึ่งในตอนที่เดินออกจากสนาม เนย์มาร์ ก็ไปบอกกับหนึ่งในทีมงานผู้ตัดสินว่าเขาโดน กอนซาเลซ เหยียดผิวใส่

ทั้งนี้ หลังจากจบเกมไปแล้วนั้น เนย์มาร์ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขอโทษอีกฝ่าย โดยกล่าวบน ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังว่า "สิ่งเดียวที่ทำให้ผมเสียใจคือการไม่ได้ชกหน้าไอ้เวรตะไลนั่น"

นอกจากนี้ เนย์มาร์ ยังโพสต์เพิ่มด้วยว่าเขาโดน อัลบาเรซ เหยียดผิวจริงๆ "วีเออาร์ จับจังหวะที่ผมแสดง -ความก้าวร้าว- ได้อย่างง่ายดาย เอาล่ะ ตอนนี้ผมก็อยากจะเห็นภาพที่ไอัคนเหยียดผิวเรียกผมว่า -โมโน ฮิโต้ เดอ ปูต้า" (ภาษาสเปน แปลว่าไอ้ลิงจ๋อหน้าตัวเมีย) เหมือนกัน ผมอยากเห็นชอตนั้น!"

ขณะเดียวกัน ผู้บรรยายเกมการแข่งขันของ เทเลฟุต สื่อชื่อดังของฝรั่งเศสก็บอกเช่นกันว่า กอนซาเลซ เหยียดผิว เนย์มาร์ จริงๆ โดยอ้างว่า กอนซาเลซ ใช้คำว่า "ไอ้ลิงจ๋อโสโครก" อย่างไรก็ตาม กอนซาเลซ โพสต์ทาง ทวิตเตอร์ ว่าไม่ได้เหยียดผิวอีกฝ่ายเลย โดยบอกว่า "มันไม่มีที่ว่างให้กับการเหยียผิว ผมมีอาชีพการค้าแข้งที่ใสสะอาดทุกวันร่วมกับเพื่อนร่วมทีมและเพื่อนๆ หลายคน บางครั้งคุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะแพ้ และยอมรับมันในสนาม วันนี้เป็นการได้ 3 แต้มที่ยอดเยี่ยม

ฮาแวร์ทซ์เงียบ-แวร์เนอร์เรียกโทษ! เชลซีบุกอัดไบรท์ตัน-ลัลลาน่าเจ็บอีก

"สิงห์บลูส์" ประเดิมสามแต้มแรกฤดูกาลใหม่ได้สำเร็จ หลังบุกไปคว้าชัยเหนือ ไบรท์ตัน 3-1 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้สตาร์ป้ายแดงทั้ง ติโม แวร์เนอร์ และไค ฮาแวร์ทซ์ ต่างได้ออกสตาร์ทตัวจริงทั้งคู่ กระนั้นข่าวร้ายของไบรท์ตันคือต้องเสีย อดัม ลัลลาน่า ที่บาดเจ็บเล่นได้แค่ครึ่งเดียว

    เกมที่ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม เป็นเกมประเดิมสนามนัดแรกของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่น 2020-21 ระหว่างเจ้าถิ่น ไบรท์ตัน เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี

    แกรม พ็อตเตอร์ เกมนี้มาพร้อมเต็มสูบแนวรุกวางหน้าคู่เป็น เลอันโดร ทรอสซาร์ และนีล โมเปย์ โดยใช้ อดัม ลัลลาน่า มิดฟิลด์ที่เพิ่งคว้ามาจาก "หงส์แดง" คอยขับเคลื่อนเกมกลางสนาม

    ขณะที่ฝั่งของ "สิงห์บลูส์" ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ประเดิมแข้งหน้าใหม่ทั้ง  ไค ฮาแวร์ทซ์ และติโม แวร์เนอร์ ลงเป็นตัวจริงเกมแรก โดยมี เมสัน เมาน์ท สนับสนุนร่วมกับ รูเบน ลอฟตัน-ชีค และเอ็นโกโล่ ก็องเต้

    เปิดฉากมาครึ่งแรก นาทีที่ 5 เจ้าถิ่นไบรท์ตันทักทายก่อนเลยหลัง อดัม เว็บสเตอร์ เติมขึ้นสูงก่อนส่องด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งเหินคานออกไปไกล

    โอกาสลุ้นหนแรกของทีมเยือน ต้องรอถึงนาที 19 เมสัน เมาน์ท เปิดเข้ากลางให้ ติโม แวร์เนอร์ พยายามเช็ดบอลไปเสาสองแต่ไปแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นก่อนเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    กระนั้นอีก 2 นาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" มาได้ลูกที่จุดโทษ หลังเจ้าถิ่นทำเสียบอลกลางสนามโดน จอร์จินโญ่ แทงบอลให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าไปแตะหลบ แม็ทธิว ไรอัน ก่อนโดนนายด่านเจ้าถิ่นขวางล้มลงในกรอบ ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที ก่อนที่
จอร์จินโญ่ จะเป็นมือสังหารซัดจุดโทษเข้าไปไม่พลาดในนาที 23 ให้ เชลซี บุกมานำไบรท์ตัน 1-0

    เจ้าถิ่นหลังเสียประตูพยายามโหมบุกเพื่อทวงตีเสมอให้ได้ นาที 26 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ครอสบอลไปเสาแรกให้ นีล โมเปย์ โฉบมาโขกแต่บอลไปโดนหัวไหลสุดท้ายไปเข้ามือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    นาที 35 สตีเว่น อัลซาเต้ กระชากเข้าหน้ากรอบก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งไปเสียบเสาไกลแล้ว แต่ยังโดน เกป้า พุ่งปัดออกไป บอลมาเข้าทางปืน ซอลลี่ มาร์ช ซ้ำด้วยซ้ายไปติดบล็อค อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    นาที 45 ไบรท์ตัน ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง อดัม ลัลลาน่า ห้องเครื่องคนใหม่มีอาการเจ็บเล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง อารอน คอนนอลลี่ ลงมาเล่นแทน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 ติโม แวร์เนอร์ เกือบเบิกสกอร์แรกให้ต้นสังกัดใหม่อย่างเป็นทางการ หลังกระชากหนีแนวรับเจ้าถิ่นเข้าไปซัดมุมแคบ แต่ยังไปติดเซฟของ เกป้า ที่ปัดออกหลังหวุดหวิด

    จบครึ่งแรก ไบรท์ตัน ตามหลัง เชลซี 0-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นตีเสมอ ซอลลี่ มาร์ช กระชากหลบแข้งสิงห์บลูส์ก่อนหนีตัวประกบถึงเส้นหลังแล้วครอสไปเสาแรกให้ คอนนอลลี่ เข้าชาร์ทเสาแรกหลุดกรอบไป

    เกมรุกของไบรท์ตันเกือบแผลงฤทธิ์อีก อีก 2 นาทีต่อมา ทาริก แลมป์ตีย์ อดีตเด็กปั้นของเชลซีเองกระชากบอลแหวกอลอนโซ่ และเมสัน เมาน์ท เข้าไปซัดด้วยขวาเสาแรกบอลพุ่งแรกไปติด คูร์ท ซูม่า ออกหลัง

    แต่แล้ว นาที 54 ความพยายามของ ไบรท์ตัน มาประสบผลสำเร็จไล่ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ที่เล่นได้โดดเด่นไหลบอลเข้ากลางให้ เลอันโดร ทรอสซาร์ ตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงนอกกรอบ บอลพุ่งหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เสียบ
โคนเสาสองไปอย่างสวยงาม

    ทว่าอีก 2 นาทีถัดมา นาที 56 ลูกทีมของแฟร้งค์ แลมพาร์ด มาแซงขึ้นนำ 2-1 จากความยอดเยี่ยมของ รีซ เจมส์ แบ็กขวาดาวรุ่งของ เชลซี ที่ซัดเต็มข้อด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งติดไซด์หนีมือ แม็ทธิว ไรอัน เสียบมุมสามเหลี่ยมชนิดงามหยด
ย้อย

    นาที 66 เชลซี มาได้ประตูนำห่างเจ้าบ้าน 3-1 บอลต่อเนื่องจากจังหวะเตะมุม รีซ เจมส์ เปิดมาให้ คูร์ท ซูม่า ตวัดยิงด้วยขวาหน้ากรอบไปแฉลบ อดัม เว็บสเตอร์ เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป ก่อนจะให้เครดิต ซูม่า เป็นผู้ทำประตู

    นาที 80 ไบรท์ตันได้ลุ้นจากจังหวะที่ อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ แข้งสำรองที่เพิ่งลง ผ่านบอลให้ อารอน คอนนอลลี่ แต่บอลยังไม่ผ่านมือ  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    ช่วงเวลาที่เหลือเจ้าบ้านไล่ไม่ทัน จบเกม ไบรท์ตัน แพ้คาบ้านให้ เชลซี 1-3

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   
        ไบรท์ตัน (3-4-1-2): แม็ทธิว ไรอัน – เบน ไวท์ (ปาสกาล กรอสส์ น.79), ลูอิส ดังค์, อดัม เว็บสเตอร์ – ทาริก แลมป์ตีย์, สตีเว่น อัลซาเต้ (อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ น.79), อีฟส์ บิสซูม่า, ซอลลี่ มาร์ช – อดัม ลัลลาน่า (อารอน คอนนอลลี่ น.45) – เลอัน
โดร ทรอสซาร์, นีล โมเปย์

        เทรนเนอร์ : แกรม พ็อตเตอร์

        เชลซี (4-3-3): เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, คูร์ท ซูม่า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, มาร์กอส อลอนโซ่ – รูเบน ลอฟตัน-ชีค (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.61), เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ (เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า น.85) – ไค ฮาแวร์ทซ์ (คัลลัม ฮัดสัน-โอดอน
น.80),  ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาน์ท

ทัวร์ลงแหงๆ!โอลิเวอร์ลงเป่าเกมลิเวอร์พูลดวลลีดส์

ฮือฮาไม่แพ้นักฟุตบอล! ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ท่านเปาคนดัง ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินแมตช์ที่ ลิเวอร์พูล ต้องรับมือ ลีดส์ ยูไนเต็ด นัดเปิดซีซั่นใหม่เกมลีก วันเสาร์นี้ ขณะที่ พอล เทียร์นี่ย์ สวมบทกรรมการคอยเช็ควีเออาร์

ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ กรรมการฝีมือดี ได้รับมอบหน้าให้ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินหลักในแมตช์ที่ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ปะทะกับ "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สนามแอนฟิลด์ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดเปิดฤดูกาล 2020/2021 วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้

ทีมของกุนซือมาร์เซโล่ บิเอลซ่า ซึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาในฐานะแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ต้องเดินทางไปเยือน แชมป์พรีเมียร์ลีก ซีซั่นล่าสุด ซึ่งเป็นการดวลกันครั้งแรกในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี นับตั้งแต่ปี 2004 โดยแมตช์นี้จะได้ โอลิเวอร์ ทำหน้าที่เป็นกรรมการในสนาม

ในส่วนของผู้กำกับเส้นเป็นของ สจ๊วร์ต เบิร์ต และ ไซม่อน เบนเน็ตต์  ขณะที่ ไมค์ ดีน ได้รับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่ 4 สำหรับ พอล เทียร์นี่ย์ ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เช็ควีเออาร์ ส่วน แอนดี้ ฮอลลีเดย์ มีบทบาทในฐานะผู้ช่วยวีเออาร์ ในแมตช์แชมป์ชนแชมป์เกมนี้

สิงโตหงอย! อังกฤษเร่งไม่ขึ้นเจ๊าเดนมาร์กไร้สกอร์ศึกเนชั่นส์ ลีก

แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ "สิงโตคำราม" เกือบเอาตัวไม่รอดหลังปรับทัพหลายตำแหน่งก่อนบุกเจ๊า เดนมาร์ก 0-0 มีเพิ่มเป็น 4 คะแนน ยึดรองจ่าฝูง ส่วนทาง เดนมาร์ก เก็บแต้มแรกในการแข่งขันรายการนี้สำเร็จ ในศึกฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2) คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เตเลีย ปาร์เก้น, โคเปนเฮเกน

    เดนมาร์ก เสียสถิติไม่แพ้ใคร 15 เกมรวด ในวันที่พ่ายต่อเบลเยียมคาสนามแห่งนี้ ทีมชุดนี้คุมทัพโดย คาสเปอร์ ฮูลมานด์ เทรนเนอร์คนใหม่ สภาพทีมเกมนี้ ฮูลมานด์ไร้ปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม โดยปรับทัพ 2 ตำแหน่งจากเกมพ่าย เบลเยียม

    ส่วนทาง แกเร็ธ เซาธ์เกต เทรนเนอร์ทีมชาติอังกฤษ พาทีมเบียดชนะไอซ์แลนด์แบบสุดเฮง 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เพราะเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกม ความพร้อมเกมนี้จะไม่มี ไคล์ วอล์คเกอร์ ติดโทษแบน ขณะที่ดูโอสุดแสบ เมสัน กรีนวู้ด กับ ฟิล โฟเด้น ถูกส่งกลับสโมสรเรียบร้อย

    10 นาทีผ่านเป็น "สิงโตคำราม" ทักทายก่อนจากลูกวางยาวของ คอเนอร์ เคาดี้ ทิ้งออกขวาให้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สอดมาเก็บบอลแต่จังหวะเปิดเข้าในไปติดขา อันเดรียส คริสเตนเซ่น สกัดออกหลังไป

    จากลูกเตะมุมทางขวา คีแรน ทริปเปียร์ เล่นสูตรเปิดย้อนให้ เจดอน ซานโช่ สลัดตัวประกบวิ่งย้อนมาซัดด้วยขวาบอลไปติดบล็อคผู้เล่น เดนมาร์ก หวดทิ้งออกมาได้ทัน

    นาทีที่ 18 "โคนม" ตอบโต้บ้างเป็นจังหวะสวนกลับของ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก สอดมารับบอลโชว์ลีลาแหวกแนวรับ อังกฤษ 3 คนก่อนดึงหลบ เอริก ดายเออร์ ตะบันด้วยขวาเฉี่ยวคานออกไปนิดเดียว

    30 นาทีผ่าน เดนมาร์ก พลาดโอกาสทองจากจังหวะเคลียร์ไม่ขาดของ คอเนอร์ เคาดี้ บอลมาเข้าทาง มาร์ติน เบรธเวท เก็บตกก่อนก้มหน้าอัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลถากเสาไกลหลุดออกหลัง

    7 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เกือบขึ้นนำอีกครั้งคราวนี้เป็น คริสเตียน เอริคเซ่น ชิงเหลี่ยมพลิกหลบ เอริก ดายเออร์ ก่อนแทงต่อให้ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก หลุดเข้าเขตโทษอัดด้วยขวาเต็มข้อบอลติดมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟเอาไว้ได้เหลือเชื่อ

    หมดครึ่งเวลาแรก เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0

    60 นาทีผ่าน อังกฤษ หวิดเบิกสกอร์แรกจากลูกหยอดของ ราฮีม สเตอร์ลิง ตักข้ามแนวรับให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเดี่ยวเข้าไปอัดด้วยซ้ายติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แต่ข้างสนามธงล้ำหน้าขึ้นไปก่อนแล้ว

    หลังจากนั้น แกเร็ธ เซาธ์เกต แก้เกมทันทีเปลี่ยนตัว เจดอน ซานโช่ สตาร์เนื้อหอมที่แทบไม่มีส่วนร่วมกับเกมส่ง เมสัน เมาท์ ลงสนามแทน

    นาทีที่ 68 "สิงโตคำราม" พยายามเร่งเครื่อง เมสัน เมาท์ โชว์ความขยันตามไปเก็บบอลก่อนจ่ายย้อนให้ คีแรน ทริปเปียร์ ครอสลึกมาเสาไกลเข้าหัว แฮร์รี่ เคน โขกคนเดียวหลุดข้ามคานอย่างน่าเสียดาย

    นาทีต่อมา ราฮีม สเตอร์ลิง ขอทำเองบ้างลากตัดเข้าในก่อนได้ช่องปั่นด้วยขวาหน้าหัวกะโหลกบอลกระดอนพื้นเกือบเบียดเสาแต่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผวาปัดออกไปหวุดหวิด

    10 นาทีสุดท้าย เดนมาร์ก มาพลาดโอกาสสำคัญเป็น ยุสซุฟ โพลเซ่น แอบมาเสาไกลก่อนโขกตั้งให้ คริสเตียน เอริคเซ่น เติมมาในเขตโทษก่อนตามน้ำด้วยซ้ายจ่อๆบอลเหินข้ามคานไม่ได้ลุ้น

    นาทีสุดท้าย อังกฤษ มาส่งท้ายจากจังหวะของ แจ็ค กรีลิช เก็บบอลหน้าเขตโทษก่อนป้ายออกขวาให้ แฮร์รี่ เคน เลือกยิงหักข้อบอลผ่านหน้าประตูหลุดออกไปเหมือนเดิม

    ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+3 แฟน "สิงโตคำราม" เกือบได้เฮจากจังหวะของ แฮร์รี่ เคน ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเอาชนะแนวรับ เดนมาร์ก ก่อนแต่งบอลหลบ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แปร์เข้าหาปากประตูโล่งๆ แต่ต้องชม มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น ตามมาเคลียร์ทิ้งจากบนเส้น

    จบเกม เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0 ลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต เก็บเพิ่ม 1 แต้มมี 4 คะแนนยึดรองจ่าฝูง ลีก เอ กลุ่ม 2

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    เดนมาร์ก (4-3-3) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ดาเนี่ยล วาสส์, มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, โรเบิร์ต สคอฟ – คริสเตียน เอริคเซ่น, คริสเตียน นอร์การ์ด (ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก น.73), โธมัส เดอลานี่ย์ – ยุสซุฟ โพลเซ่น, คาสเปอร์ โดลเบิร์ก (ราสมุส ฟัลค์ น.76), มาร์ติน เบรธเวท (ไซม่อน เคียร์ น.82)

เทรนเนอร์ : คาสเปอร์ ฮูลมานด์ 
 
    อังกฤษ (4-3-3) :
จอร์แดน พิคฟอร์ด – เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์ น.86), โจ โกเมซ, เอริก ดายเออร์, คีแรน ทริปเปียร์ – เดแคลน ไรซ์, คอเนอร์ เคาดี้, คาลวิน ฟิลลิปส์ (แจ็ค กรีลิช น.76) – เจดอน ซานโช่ (เมสัน เมาท์ น.60), แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิง

เทรนเนอร์ : แกเร็ธ เซาธ์เกต

    ผู้ตัดสิน : อิสต์วาน โควัคส์ (โรมาเนีย)

“บาเรลล่า”โขกชัย! อิตาลีคืนฟอร์มบุกสยบฮอลแลนด์ศึกเนชั่นส์ ลีก

โรแบร์โต้ มันชินี่ นายใหญ่ “อัซซูรี่” พาทีมคืนฟอร์มเก่งหลังบุกเฉือน ฮอลแลนด์ 1-0 จากประตูชัยของ นิโคโล่ บาเรลล่า ช่วงท้ายครึ่งแรกพาทีมเก็บเพิ่มเป็น 4 คะแนนแซงยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1 สำเร็จ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, อัมสเตอร์ดัม
   
    ดไวท์ โลเดเว็กส์ กุนซือชั่วคราวทีมชาติฮอลแลนด์ พาทีมเฉือนชนะโปแลนด์ 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด ด้วยประตูชัยของ สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ปีกตัวเก่งจากสเปอร์ส ยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1

    ทางด้าน โรแบร์โต้ มันชินี่ เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี พาทีมเสมอบอสเนียฯ 1-1 แบบหืดจับ โดยได้ประตูแบ่งแต้มจาก สเตฟาโน่ เซนซี่ มิดฟิลด์จากอินเตอร์ มิลาน

    10 นาทีผ่านเกมค่อนข้างอึดอัดเป็น อิตาลี ที่ดูดีกว่าในการครองบอลแต่สู้กันในแดนกลางเป็นส่วนมากมีจังหวะลุ้นยิงฝั่งละครั้งแต่ยังไม่ตรงกรอบ

    นาทีต่อมาเป็น “อัซซูรี่” ได้ลุ้นอีกครั้งจากความผิดพลาดของ โยเอล เฟลท์มัน จ่ายบอลไม่ดีโดน จอร์จินโญ่ โขกดักก่อนบอลมาเข้าทาง นิโคโล่ บาเรลล่า ตะบันด้วยขวาหน้าเขตโทษเฉี่ยวคานออกไปนิดเดียว

    นาทีที่ 17 อิตาลี เร่งเครื่องคราวนี้เป็น เลโอนาร์โด้ สปินัซโซล่า พาบอลแหวกมาสุดเส้นก่อนตักย้อนไปเสาไกลให้ นิโคโล่ ซานิโอโล่  ลอยตัวจักรยานอากาศด้วยซ้ายข้ามคานนิดเดียว

    โหมบุกต่อเนื่องคราวนี้ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ถอยลงมาต่ำก่อนตวัดจังหวะเดียวทิ้งบอลให้ ชิโร่ อิมโมบิเล่ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปแต่งหาช่องปั่นด้วยขวาผ่านมือ ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น หลุดเสาไกลได้ลุ้น

    นาทีที่ 32 "อัศวินสีส้ม" ตอบโต้บ้างเป็นความสามารถเฉพาะตัวของ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม พิงบอลก่อนชิงจังหวะพลิกแหวกผู้เล่น อิตาลี ลากตัดเข้าในก้มหน้าอัดด้วยขวาไปตรงตัว จานลุยจิ ดอนนารุมม่า

    2 นาทีต่อมา อิตาลี แลกหมัดทันควัน ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เก็บบอลทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนลากแต่งเข้าในปั่นโค้งด้วยขวาอ้อม ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ที่พุ่งไปสุดมือถากเสาไกลออกไปเหมือนเดิม

    แต่แล้วนาทีที่ 45+1 อิตาลี ทะยานออกนำจนได้เป็น ชิโร่ อิมโมบิเล่ พาบอลลุยเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนตักเข้าในให้ นิโคโล่ บาเรลล่า สอดตัดหน้า นาธาน อาเก้ โขกเข้าไปตุงตาข่าย

    หมดครึ่งเวลาแรก ฮอลแลนด์ 0 อิตาลี 1

    เปิดฉากครึ่งหลังได้ 10 นาที ทีมเยือน เกือบบวกสกอร์เพิ่มเป็น ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ตั้งป้อมปั่นด้วยขวาหน้าหัวกะโหลกบอลไปติดปลายมือ ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ผวาปัดออกไปหวุดหวิด

    นาทีต่อมา ฮอลแลนด์ เสียวบ้างจากจังหวะสวนกลับ ควินซี่ โพรเมส สอดมารับบอลในเขตโทษก่อนตบเข้าในให้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เติมมาซัดด้วยขวาติดมือ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า เสยคานบนหลุด
ออกหลัง

    60 นาทีผ่าน "อัศวินสีส้ม" ครองเกมได้มากขึ้นได้ลุ้นตีเจ๊าอีกรอบจากลูกยิงของ เมมฟิส เดอปาย ลองอัดด้วยซ้ายยัดเสาแรกบอลพุ่งหลุดสามเหลี่ยมออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 67 ชิโร่ อิมโมบิเล่ เกมนี้โดดเด่นเหลือเกินถอยมารับบอลก่อนจ่ายยัดให้ มอยเซ่ คีน สอดมาตวัดตามน้ำด้วยซ้ายลอดขา นาธาน อาเก้ แต่ไม่ตรงกรอบเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกหลังไปอีก

     5 นาทีสุดท้ายจากจังหวะลูกเตะมุมบอลชุลมุนในเขตโทษสุดท้าย ไบรอัน คริสตันเต้ เหมือนไปผลัก เดนเซล ดัมฟรีส์ ร่วงลงไปแต่ เฟลิกซ์ ไบรช์ ผู้ตัดสินใจแข็งโบกมือให้ลุกขึ้นมาเล่นต่อ

    ช่วงทดเจ็บ เจ้าถิ่น ได้ลุ้นก่อนเป็น เมมฟิส เดอปาย สอดมาเสาไกลทิ้งตัวซัดด้วยซ้ายบอลกระดอนพื้นหลุดข้ามคานออกไป จากจังหวะต่อเนื่อง อิตาลี เอาบ้าง มอยเซ่ คีน หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะบอล ซิลเลสเซ่น แต่หักข้อไม่พอเข้าข้างตาข่ายเหลือเชื่อ

    จบเกม ฮอลแลนด์ 0 อิตาลี 1 ลูกทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ เรียกความมั่นใจเก็บ 3 แต้มสำคัญมีเพิ่มเป็น 4 คะแนนแซงยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ฮอลแลนด์ (4-32-3) : ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น – ฮันส์ ฮาเตบัวร์ (เดนเซล ดัมฟรีส์ น.70), โยเอล เฟลท์มัน, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, นาธาน อาเก้ (ลุค เดอ ยอง น.81) – มาร์เท่น เดอ รอน, เฟร็งกี้ เดอ ยอง, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค (สตีเฟน เบิร์กไวจ์น น.57) –  จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เมมฟิส เดอปาย, ควินซี่ โพรเมส

    เทรนเนอร์ : ดไวท์ โลเดเว็กส์ (รักษาการ)
 
    อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – ดานิโล ดิอัมโบรซิโอ, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, เลโอนาร์โด้ สปินัซโซล่า – มานูเอล โลกาเตลลี่ (ไบรอัน คริสตันเต้ น.81), จอร์จินโญ่, นิโคโล่ บาเรลล่า – ลอเรนโซ่ อินซินเญ่, ชิโร่ อิมโมบิเล่ (เฟเดริโก้ เชียซ่า น.90), นิโคโล่ ซานิโอโล่ (มอยเซ่ คีน น.42)

    เทรนเนอร์ : โรแบร์โต้ มันชินี่

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

เดอบรอยน์จ่าย2-บาตชูอายี่เบิ้ล!เบลเยียมถล่มไอซ์แลนด์ เฮ2นัดรวดศึกเนชั่นส์ลีก

เควิน เดอ บรอยน์ แอสซิสต์ 2 ประตู ขณะที่ มิชี่ บาตชูอายี่ ตะบันคนเดียวสองตุงช่วย เบลเยียม ที่โดนนำไปก่อนแล้วกลับมาระเบิดฟอร์มสุดโหดไล่ยำใหญ่ใส่ ไอซ์แลนด์ แบบยับเยิน 5-1 คว้าสามแต้มเต็มพร้อมกับรั้งจ่าฝูงกลุ่มแบบเดี่ยวๆ ทันทีเหตุเพราะทีมชาติอังกฤษทำได้เพียงเสมอกับเดนมาร์กแบบไร้สกอร์ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2) วันอังคารที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2)
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2563
เบลเยียม 5   –   1 ไอซ์แลนด์

   
สนาม : สต๊าด รัว โบดวง, บรัสเซลส์

    นาทีที่ 11 เป็นไอซ์แลนด์ออกนำไปก่อน 1-0  แบบมีดวงเมื่อ ฮอล์เบิร์ต อรอน ฟริดอนสัน ได้หมุนตัวตวัดยิงกลางกรอบเขตโทษระยะประมาณ 20 หลาบอลไปแฉลบกองหลังเบลเยียมบอลลอยโด่งย้อยข้ามหัว โคเอน คาสตีลส์ เขาไปแบบที่นายด่านเบลเยียมได้แต่ป้องกันด้วยสายตาเท่านั้น

    แต่เพียงแค่สองนาทีถัดมาเบลเยียมตามตีเสมอได้สำเร็จเป็น 1-1 จากจังหวะลูกฟรีคิดทางฝั่งซ้ายเป็น ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่ปั่นบอลโค้งอย่างสวยแต่ไม่ผ่านมือ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน นายด่านไอซ์แลนด์ที่โดดปัดสุดปลายมือก่อนที่บอลจะไปชนเสาแล้วกระเด้งมาเข้าทาง อักเซล วิตเซล ที่ยืนอยู่คนเดียวโล่งๆ แล้วแปบอลเข้าไปแบบจ่อๆ อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 17 เบลเยียม ได้ประตูแซงนำ 2-1 จากการโหมบุกเข้าใส่ไอซ์แลนด์อีกครั้งบอลมาอยู่ที่ ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่รับบอลในเขตโทษก่อนจิ้มยอนคืนให้ อักเซล วิตเซล ได้ตั้งป้อมแปยัดเล่นทาเน้นๆ แต่ไปติดเซฟ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ที่พยายามรับไว้แต่ไม่อยู่กระดอนออกมาเข้าทาง มิซี่ บาตซูอายี่ ตามมาซ้ำดาบสองเข้าไปไม่เหลือซาก

    นาทีที่ 19  เบลเยียม หวิดได้ประตูที่สามเมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ ตัดบอลได้จากแดนตัวเองก่อนใช้ความเร็วควบกระชากจี้เข้าหาเขตโทษไอซ์แลนด์ แล้วส่งต่อมาทางขวาให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ได้สับไกเน้นๆ แต่บอลดันเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ผ่านพ้นมาถึงนาทีที่ 40 เบลเยียมได้ลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้ายแล้วพยายามเล่นไวก่อนถูกแข้งไอซ์แลนด์เคลียร์ออกไปได้แต่ก็ยังเป็นเบลเยียมที่เก็บบอลได้แล้วโต้กลับขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ มิชี่ บาตซูอายี่ หลุดเดี่ยวขึ้นมาทางฝั่งขวาได้ก้มหน้ากดเน้นๆ เต็มข้อแต่หลักไม่ดีบอลเหินข้ามคานออกอีกครั้ง

    นาทีที่ 44 เบลเยียม เกือบได้ประตูอีกครั้งจากจังหวะทำชิ่งหนึ่งสองของ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ กับ โธมัส เมอนิเย่ร์ ก่อนที่ อัลเดอร์ไวเรลด์ จะได้เปิดบอลสุดริมเส้นย้อนมาเข้าทาง ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่พยายามใช้ปลายเท้าแหย่บอลให้เปลี่ยนทางหวังเข้าเสาไกลแต่ดันหลุดออกไปนิดเดียว

    จบครึ่งแรกเป็นเบลเยียมที่่ครองเกมบุกได้มากกว่านำ ไอซ์แลนด์ 2-1

    มาลุ้นต่อครึ่งหลังยังคงเป็นเบลเยียมที่ครองเกมบุกได้มากกว่านาทีที่ 49 เควิน เดอ บรอยน์ ได้ตั้งป้อมซัดนอกกรอบระยะประมาณ 20 หลาบอลทำท่าจะเสียบโคนเสาแต่ถูกปฏิเสธสกอร์โดย อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ผู้รักษาประตูไอซ์แลนด์ที่พุ่งปัดไว้ได้ด้วยปลายมือ

    และจากจังหวะลูกเตะมุมต่อเนื่องเบลเยียมได้ประตูนำห่าง 3-0 นาทีที่ 50 เมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ รับบอลที่ส่งมาจากเพื่อนร่วมทีมแล้วลากจี้เข้ากรอบเขตโทษไอซ์แลนด์ก่อนส่งบอลลอดขา  อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน  ไปให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่รับบอลแล้วใช้ความไวล้มตัวยิงเข้าไป

    นาทีที่ 62 ไอซ์แลนด์ ตอบโต้กลับขึ้นมาบ้าง อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน หลุดเดียวเข้าไปหวดเน้นๆ ด้วยเท้าซ้ายทางฝั่งซ้ายแต่ไม่ผ่าน โคเอน คาสตีลส นายด่านเบลเยียมที่ยืนปิดมุมดีและใช้ปลายท้ายป้องกันเอาไว้ได้

    นาทีที่ 66 เบลเยียมได้ลุ้นบวกสกอร์อีกครั้งจากการยิงเหน่งๆ กลางประตูของ ดรีส เมอร์เท่นส์ แต่คราวนี้ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ไม่ปล่อยให้บอลผ่านเส้นประตูไปได้เจ้าตัวออกมาป้องกันพ้นเขตอันตราย

    จนแล้วจนรอดนาทีที่ 69 เบลเยียมได้ประตูนำขาด 4-1 จนได้จากจังหวะทำเกมสุดงาม เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลหักข้อให้ ยาริ เวอร์เชเรน หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งซ้ายแล้วส่งต่อไปที่จุดนัดพบให้  มิชี่ บาตชูอายี่ ได้ไขว้ยิงด้วยส้นเท้าเข้าไปอย่างเหนือชั้น

    ยังคงเป็นเบลเยียมที่ได้บุกต่อเนื่องนาทีที่ 77 เจเรมี โดคู ได้เปิดบอลสุดริมเส้นฝั่งซ้ายบอลลอยมาเข้าหัว ธอร์กกาน อาซาร์ โขกตั้งย้อนมาให้ เควิน เดอ บรอยน์ ได้วอลเล่ย์แบบไม่รอให้บอลตกพื้นแต่ดันโดนไม่เต็ม

    นาทีที่ 80 เบลเยียมได้ประตูนำ 5-1 เมื่อ  เจเรมี โดคู รับบอลแล้วกระชากจึ้เข้าไปในเขตโทษไอซ์แลนด์ก่อนจะโยกหลอกแล้วซัดไวด้วยเท้าขวาบอลพุ่งดุจจรวดเสียบสามเหลี่ยมฝั่งไกลเข้าไปแบบสุดจะบรรยาย

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกมเป็น เบลเยียม ที่โดนแหย่รังแตนถูกนำไปก่อนแล้วมาระเบิดฟอร์มโหดกดแซงรวดเดียวจบที่ผลชัยใส่ไอซ์แลนด์ 5-1

    ทั้งนี้ เบลเยียม ชนะ 2 นัดรวดรับ 6 แต้มเต้มพร้อมกับรั้งจ่าฝูงกลุ่มแบบเดี่ยวๆ ทันทีเหตุเพราะทีมชาติอังกฤษทำได้เพียงเสมอกับเดนมาร์กแบบไร้สกอร์

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
   
    เบลเยียม
(4-3-3) : โคเอน คาสตีลส์ (ซิมง มิโญเล่ต์ น.55) – โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, เจสัน เดนาเยอร์, แยน แฟร์ต็องเก้น, โธมัส เมอนิเย่ร์ – อักเซล วิตเซล, ธอร์กกาน อาซาร์ (ยารี เวอร์ชาเรน น.65), เควิน เดอ บรอยน์ (ฮานส์ วานาเค่น น.81) –  มิชี่ บาตชูอายี่, เจเรมี โดคู, ดรีส เมอร์เท่นส์
    เทรนเนอร์ : โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ
 
    ไอซ์แลนด์ (4-3-3) : อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน  – ยอน กุดนี่ ฟโยลูสัน, โฮลมาร์ ออร์น เอโยอล์ฟส์สัน, ฮอร์ตูร์ เฮอร์มันน์สสัน, อาริ เฟรย์ สกุลาสัน – วิคเตอร์ ปัลส์สัน, แอนดรี่ ฟานนาร์ บาล์ดูร์สสัน (เอมิล ฮอลล์เฟร็ดส์สัน น.54), เบียร์เคียร์ บียาร์นาสัน – ฮอล์เบิร์ต เอรอน ฟริดอนสัน (จอน ดาออย บูวาร์สสัน น.70), อาร์เนอร์ ซิกูร์สสัน (มิคาเอล อันเดร์ซอน น.72),  อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน
    เทรนเนอร์ : เอริค ฮัมเร็น   

    ผู้ตัดสิน : พาเวล ราซคอฟสกี้ (โปแลนด์)

ช็อก! โนเล่โดนปรับแพ้ร่วงยูเอสโอเพ่นหลังหวดบอลอัดผู้กำกับเส้นหญิง (มีคลิป)

โนวัค ยอโควิช แร็กเกตเลือดเซิร์บ โดนปรับแพ้ฟาวล์อย่างน่าเสียดายหลังหวดลูกเทนนิสใส่ผู้กำกับเส้นหญิง ส่งผลให้เขาแพ้  ปาโบล การ์เรโน บุสตา นักหวดจากสเปน ร่วงตกรอบ 16 คนสุดท้ายในศึกยูเอส โอเพ่น เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โนวัค ยอโควิช นักเทนนิสมือ 1 ของโลก ชาวเซอร์เบีย ถูกปรับแพ้ฟาวล์จากการหวดบอลอัดผู้กำกับเส้นหญิง ส่งผลให้โดยปรับแพ้ และร่วงตกรอบ 16 คนสุดท้าย ศึกเทนนิสแกรนด์ สแลม ยูเอส โอเพ่น ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา

เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในช่วงเซตแรก หลังจากที่ ยอโควิช ซึ่งคว้าแชมป์แกรนด์สแลม 17 รายการ เกิดอาการหัวเสียเนื่องจากโดน ปาโบล การ์เรโน บุสตา แร็กเกตชาวสแปนิช เบรกเกมเสิร์ฟ และตกเป็นรองอยู่ 5-6 เกม จากนั้นเจ้าตัวก็หยิบลูกเทนนิสออกมาจากกระเป๋าแล้วหวดทิ้ง แต่บอลเจ้ากรรมดันพุ่งไปโดนที่ลำคอของผู้กำกับเส้นหญิงพอดีจนเธอล้มคว่ำไป

แม้ว่า "โนเล่" รู้ตัวเองว่าทำผิดและรีบเข้าไปดูอาการของผู้กำกับเส้นหญิงดวงแตกที่นอนกองอยู่กับคอร์ตเทนนิส พร้อมกับขอโทษขอโพยเธอ  หลังจากเจ้าตัวก็ได้เข้าไปพูดคุยกับผู้ตัดสินเพื่อชี้แจงว่าไม่ได้เจตนาทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม

กระนั้นผู้ตัดสินมองว่าแม้จะไม่ได้ตั้งใจแต่การกระทำแบบนั้นถือเป็นเรื่องที่อันตราย สุดท้ายก็เลยตัดสินใจปรับ ยอโควิช แพ้ฟาวล์ในที่สุด และยังส่งผลให้ แร็กเกตวัย 33 ปี พลาดโอกาสที่จะล่าแชมป์แกรนด์สแลม ใบที่ 18 ไปอย่างน่าเสียดาย

มาร์กซัดชัย! ลินการ์ดก็ยิง-แมนยูแซงแอลเอเอสเค รวมลิ่ว8ทีมยูโรปาลีก

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมนี้เล่นแบบไม่เน้นเท่าไหร่หลังเกมแรกตุนสกอร์ไว้เพียบ กระนั้นแข้งผีแดงหลังโดนนำไปก่อนมารัวสองประตูจาก เจสซี่ ลินการ์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พาทีมแซงเอาชนะ แอลเอเอสเค ลินซ์ จากออสเตรีย 2-1 รวมสองนัดเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ เอฟซี โคเปนเฮเกน ในศึกยูโรปาลีก รอบ16ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โอกาสเข้ารอบสดใสหลังนัดแรกบุกไปถล่ม แอลเอเอสเค ลินซ์ 5-0 ทำให้เกมนี้กลับมาเล่นใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แบบไม่กดดัน โดยผู้ชนะของคู่นี้จะเข้าไปพบ เอฟซี โคเปนเฮเกน ซึ่งในรอบก่อนรองชนะเลิศ แบบมินิทัวร์นาเมนท์ แบบน็อคเอาท์ ที่ประเทศเยอรมัน 

   โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนแปลงผู้เล่นเกือบยกทีมจากเกมลีกล่าสุด โดยมีเพียง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีมและ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ คุมเกมรับ แนวรุกวาง ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด และแดเนียล เจมส์ สนับสนุน โอเดียน อิกาโล่ ที่เป็นหน้าเป้า ส่วน แอลเอเอสเค ลินซ์ ฝากความหวังไว้ที่

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก นาทีที่ 4 เจ้าบ้านได้ทักทายก่อนเลยหลัง ฆวน มาต้า เปิดเตะมุมเข้ามาให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เทกตัวโขกข้ามคานไป

    นาที 10 แอลเอเอสเค เกือบชิงขึ้นนำก่อนหลัง อันเดรส อันดราเด้ โขกบอลไปชนคาน ก่อนจังหวะต่อมา ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์ จะซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกหลังแบบได้เสียว

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง "ปีศาจแดง" ได้ลุ้นหนที่สองจากจังหวะเตะมุมอีกครั้ง และเป็น ม้าต้า ที่เปิดมาให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งหลุดกรอบออกไป

    ถัดมาอีกนาที ทีมเยือนได้ส่องเข้ากรอบเป็นครั้งแรก เจมส์ ฮอลแลนด์ แทงขึ้นหน้าให้ มาร์โก รากุซ ตะบันด้วยขวาแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ เซร์คิโอ โรเมโร่

    นาที 33 "ปีศาจแดง" พลาดโอกาสทำประตูอย่างน่าเสียดายหลัง เจสซี่ ลินการ์ด ดีดบอลเร็วให้  โอเดียน อิกาโล่ หลุดเข้าไปในกรอบแต่จังหวะสุดท้ายโดนเบียดทำให้บอลทะลักไปเข้ามือ อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ยังทำอะไร แอลเอเอสเค ลินซ์ ไม่ได้เสมอแบบไร้สกอร์ 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 50 "ผีแดง" ได้ส่องเข้ากรอบเป็นหนแรก หลัง ฆวน มาต้า แทงบอลเข้ากลางให้ โอเดียน อิกาโล่ พลิกตัวยิงแต่หลักไม่ดีทำให้น้ำหนักบอลเบาไปเข้ามือนายด่านทีมเยือน

    นาที 55 "ผีแดง" ต้องเป็นฝ่ายตามหลังก่อน หลัง ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ สกัดบอลจากลูกคอนเนอร์ไม่ดีไปเข้าทาง ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์ แนวรับทีมเยือนตั้งป้อมปั่นบอลด้วยขวาบอลพุ่งโค้งๆ เสียบสามเหลี่ยมเข้าไปชนิดที่ เซร์คิโอ โรเมโร่ หมดสิทธิ์ป้องกันให้ แอลเอเอสเค ลินซ์ บุกมานำ 1-0 สกอร์รวมไล่มาห่าง 1-5

    กระนั้น ทีมเยือนดีใจได้แค่ 2 นาที คราวนี้ ฆวน มาต้า ออกบอลเร็วจากกลางสนามให้ เจสซี่ ลินการ์ด หลุดกับดักล้ำหน้าหลุดเข้าไปซัดด้วยขวาผ่านตัว อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ เข้าไปให้ แมนฯยูไนเต็ด ไล่ตีเสมอทันควัน 1-1

    จากนั้น นาที 62 เจ้าบ้านเกือบแซงขึ้นนำหลัง ลินการ์ด จ่ายต่อให้ ฆวน มาต้า ซัดไปติดเซฟของนายด่านทีมเยือน บอลทะลักมาเข้าทาง ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ กดด้วยซ้ายหลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น

    นาที 63 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนสองคนรวดถอดเอา เจสซี่ ลินการ์ด และเฟร็ด ออกแล้วส่ง ปอล ป็อกบา และอันเดรียส เปเรยร่า ลงเล่นแทน

    นาที 72 โดมินิค ไรเตอร์ สำรองของแอลเอเอสเคเกือบส่องประตูให้ทีมเยือนหนีห่างอีกครั้งเมื่อหลุดเข้าไปซัดเต็มแรง ทว่าบอลพุ่งไปติดขา เซร์คิโอ โรเมโร่ ออกหลังไป

    นาที 88 เจ้าบ้าน "ผีแดง" มาแซงขึ้นนำ 2-1 ฆวน มาต้า จ่ายสั้นๆให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ลงมาสำรองหลุดเข้าไปซัดบอลผ่านตัว อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ แบบเด็ดขาด

    จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด แซงเอาชนะแอลเอเอสเค ลินซ์ 2-1 รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ เอฟซี โคเปนเฮเกน ในวันที่ 10 สิงหาคม นี้ โดยจะจัดการแข่งแบบ มินิทัวร์นาเมนท์ ที่ประเทศเยอรมัน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ , เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด, แดเนียล เจมส์ – โอเดียน อิกาโล่

        เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

        แอลเอเอสเค ลินซ์ (3-4-2-1) : อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ – ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์, เกอร์โนต์ เทราเนอร์, อันเดรส อันดราเด้ – ไรน์โฮลด์ รานฟ์เทิ่ล, เจมส์ ฮอลแลนด์, ปีเตอร์ มิโชรล, เรเน่ เรนเนอร์ – โดมินิค ไฟรเซอร์, มาร์โก รากุซ, ฮูเซียน บาลิช

        เทรนเนอร์ : โดมินิค ธัลฮัมเมอร์

        ผู้ตัดสิน : ทาซอส ซิดิโรปูลอส (กรีซ)

 

แมนยูทัพสำรอง!จัด “อิกาโล่-ลินการ์ด” ผนึกหลอนลินซ์ 16ทีมยูโรปา

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดจัดทีมสำรองนำโดย โอเดียน อิกาโล่ กับ เจสซี่ ลินการ์ด ที่จะประสานคมแข้งล่าสกอร์ เกมเปิดบ้านรับ แอลเอเอสเค ลินซ์ ในศึก ฟุตบอล ยูโรปา ลีก (รอบ 16 ทีมสุดท้าย) วันพุธที่ 5 ส.ค. ศกนี้ (เวลา : 02.00 น.)
ปรีวิวฟุตบอล ยูโรปา ลีก (รอบ 16 ทีมสุดท้าย)
วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
แมนฯ ยูไนเต็ด   –   แอลเอเอสเค ลินซ์

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เทรนเนอร์แมนฯ ยูไนเต็ด พาทีมบุกมาถล่มแอลเอเอสเค ลินซ์ ตุนไว้ก่อนถึง 5-0 ในนัดแรก ก่อนชนะเลสเตอร์ 2-0 ในนัดส่งท้ายพรีเมียร์ลีก เป็นชัยชนะนัดแรกในรอบ 3 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ โซลชาจะไม่มี ลุค ชอว์, ฟิล โจนส์ และ อักเซล ตวนเซเบ้ ที่บาดเจ็บทั้งหมด

    และหลังจากตุนสกอร์จากนัดแรกไว้ถึง 5-0 ก็เชื่อว่าโซลชาน่าจะมีการปรับทีมพอสมควร เพื่อเปิดโอกาสให้พวกแข้งสำรองหลายต่อหลายคน

    ไม่ว่าจะเป็น เซร์คิโอ โรเมโร่, เอริก ไบยี่, ดีโอโก้ ดาโลต์, ฆวน มาต้า, แดเนียล เจมส์ และ โอเดียน อิกาโล่ ได้สลับมาออกสตาร์ตบ้าง 

    โดมินิค ธัลฮัมเมอร์ เทรนเนอร์แอลเอเอสเค ลินซ์ คนใหม่ ซึ่งเข้ามารับงานต่อจาก วาเลอเรียง อิสมาแอล ที่โดนเด้งไป พาทีมแพ้เซนิก้า 0-2 ในเกมอุ่นเครื่องล่าสุด

    การไปเยือนโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เกมนี้ จึงถือว่าเป็นการประเดิมคุมทีมในเกมอย่างเป็นทางการ

    สภาพทีมเกมนี้ ธัลฮัมเมอร์จะไม่มี โธมัส กอยกิงเกอร์ และ เปตาร์ ฟิลิโปวิช ที่ต้องพักยาว

    แต่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ อย่าง เกอร์โนต์ เทราเนอร์, เจมส์ ฮอลแลนด์, ปีเตอร์ มิโชรล, เรเน่ เรนเนอร์, ซามูเอล เต็ตเตย์ และ มาร์โก รากุซ ต่างพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม
 

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – ดีโอโก้ ดาโลต์, เอริก ไบยี่, วิคตอร์ ลินเดอลอฟ, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – แดเนียล เจมส์, ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด – โอเดียน อิกาโล่
    เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

    แอลเอเอสเค ลินซ์ (3-4-2-1) : อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ – ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์, เกอร์โนต์ เทราเนอร์, อันเดรส อันดราเด้ – ไรน์โฮลด์ รานฟ์เทิ่ล, เจมส์ ฮอลแลนด์, ปีเตอร์ มิโชรล, เรเน่ เรนเนอร์ – ซามูเอล เต็ตเตห์, โดมินิค ไฟรเซอร์ – ชูเอา เคล้าส์
    เทรนเนอร์ : โดมินิค ธัลฮัมเมอร์

    ผู้ตัดสิน : ทาซอส ซิดิโรปูลอส (กรีซ)

ตั้งสติ!เอฟเอออกกฎเปาแจกใบแดงแข้งเจตนาไอ

สมาคมลูกหนังเมืองผู้ดี ออกกฎใหม่ให้อำนาจกรรมการแจกใบแดงนักเตะที่ตั้งใจไอใส่คู่แข่งหรือผู้ตัดสิน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่รุนแรงเทียบเท่าการใช้คำหยาบ หรือการทำร้ายร่างกาย โดยเป็นมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
               สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) แถลงการณ์การณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับกฎใหม่ที่ให้อำนาจผู้ตัดสินสามารถแจกใบแดงให้กับนักเตะได้ทันที หากผู้เล่นคนนั้นตั้งใจไอใส่นักเตะคู่แข่งหรือกรรมการในช่วงระหว่างที่อยู่ในการแข่งขัน

              ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ตอนนี้วงการกีฬาจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีมาตรการสำคัญเพื่อใช้ในการป้องกันไม่ว่าจะเป็นการห้ามจับมือในขณะที่อยู่ในสนาม, การเว้นระยะห่างทางสังคม รวมไปถึงการห้ามแฟนบอลเข้าชมเกมฟุตบอล เป็นต้น

              สำหรับสมาคมลูกหนังเมืองผู้ดี ได้เพิ่มความเข้มข้นของการป้องกันด้วยการออกกฎใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยหากมีการ "ไอ" ใส่ผู้อื่นในสนามไม่ว่าจะเป็นกับคู่แข่งหรือกรรมการ โดยเจตนา บุคคลนั้นมีสิทธิ์ถูกลงโทษด้วยการโดนใบแดง และต้องออกจากสนามทันที

              "หากผู้ตัดสินทราบว่ามีใครก็ตามที่ตั้งใจไอใส่หน้าคู่แข่งหรือกรรมการในระยะใกล้ ….ผู้ตัดสินสามารถใช้กฎข้อ 12 ที่ระบุเกี่ยวกับพฤติกรรมน่ารังเกียจ, ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น หรือใช้วาจาหรือแสดงสัญลักษณ์ที่ส่อไปในทางหยาบคาย  แต่ถ้าหากเหตุการณ์ไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นไล่ออก นักเตะก็จะถูกตักเตือนเนื่องจากแสดงพฤติกรรมไม่มีน้ำใจนักกีฬา และขาดความเคารพในเกม" แถลงการณ์ เอฟเอ ระบุ

              อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ของสมาคมลูกหนังเมืองผู้ดี ได้ระบุเพิ่มเติมว่าผู้ตัดสินจะไม่ทำการลงโทษในกรณีที่นักเตะไอธรรมดา หรือการถ่มน้ำลายลงพื้นสนาม เป็นต้น แม้ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่มีการขอความร่วมมือให้งดเว้นก็ตาม