จบไหม!มูรินโญ่เปิดใจฟอร์มเบลเกมสเปอร์สเสมอเวสต์แฮม

โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ส่ายหัวไม่สนบรรดานักข่าวที่พยายามเสี้ยมให้เจ้าตัวแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลงานของ แกเร็ธ เบล ในแมตช์เสมอ เวสต์แฮม 3-3 เกมลีกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชี้ชัดนี่มันเรื่องของการแข่งขันของสองทีมจะมาเน้นอะไรกับผลงานของคนๆ เดียว

โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมจอมแท็คติก "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ผลงานของ แกเร็ธ เบล ปีกมากประสบการณ์ที่ลงเล่นเปิดตัวให้ต้นสังกัดในแมตช์เสมอ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 3-3 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา

เบล ถูกส่งลงมาเล่นในครึ่งหลังนาทีที่ 72 โดยในเวลานั้น สเปอร์ส ยังมีสกอร์นำห่าง "เดอะ แฮมเมอร์ส" 3-0 แต่หลังจากนั้นทีมเยือนยิงได้ 2 ประตูรวดในเวลาไม่ถึง 5 นาที ทำให้สกอร์ตามมาเป็น 3-2 อย่างไรก็ตาม สตาร์ชาวเวลส์ มีโอกาสทองที่จะยิงประตูฝัง เวสต์แฮม เมื่อหลุดเข้าไปในเขตโทษ แต่ดันยิงออกไปหน้าตาเฉย

จนกระทั่งเกิดเหตุเสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด เมื่อ เวสต์แฮม มาได้ประตูสุดงามจากการยิงแบบผีจับยัดของ มานูเอล ลานซินี่ ในนาทีที่ 90+4 ส่งผลให้ทีมของกุนซือเดวิด มอยส์ บุกมาแบ่งแต้มไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ โดยหลังจบเกม มูรินโญ่ ยังคงรู้สึกผิดหวังที่ทีมพลาดเก็บชัยชนะ แต่ก็ชื่นชม "ขุนค้อน" ที่เล่นด้วยความทุ่มเท

สำหรับคำถามเกี่ยวกับผลงานของ เบล ซึ่งลงเล่นเกมแรกนับตั้งแต่ย้ายกลับมาอยู่กับต้นสังกัดนั้น มูรินโญ่ กล่าวว่า "ก่อนเกมพวกคุณอยากพูดเกี่ยวกับ แกเร็ธ และหลังเกมพวกคุณก็ยังคงอยากพูดเรื่อง แกเร็ธ แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดมันเกี่ยวกับ ท็อตแน่ม-เวสต์แฮม และนั่นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด"

 

จอมพลังโรเบิร์ตสัน ! ผ่า 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เปิดหัวเบาๆ บุกเฉือน อาแจ็กซ์

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล คงเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาเซนเตอร์แบ็กหลัง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ต้องพักยาวจากอาการเจ็บเข่า เพราะตอนนี้ "หงส์แดง" มี ฟาบินโญ่ ที่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีไม่มีที่ติ ในเกมล่าสุดที่บุกชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา
    ฟาบินโญ่ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถทำผลงานในตำแหน่งกองกลางได้ดี และยังเล่นเป็นกองหลังได้อย่างสุขุม โดยในเกมเยือน อาแจ็กซ์ นั้น ดาวเตะชาวบราซิเลียน จับคู่กับ โจ โกเมซ ได้อย่างโดดเด่น และจัดการเกมรุกของเจ้าบ้านได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญยังมีชอตเด็ดเคลียร์บอลจากเส้นประตูช่วงท้ายครึ่งแรก ซึ่งถือเป็นชอตไฮไลท์ของเจ้าตัวเลยทีเดียว

    ในขณะเดียวกัน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ดูเหมือนจะกลายเป็นนักเตะที่ คล็อปป์ ฝากผีฝากไข้ได้ในการทำหน้าที่เติมเกมบุกให้กับทีม เพราะ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แทบจะไม่มีบทบาทในการวิ่งขึ้นไปกดดันแนวรับอาแจ็กซ์ ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดวิสกี้ ยังเล่นเกมรับได้ดี และสามารถวิ่งขึ้นลงได้แบบไม่มีหมดพลัง จนทำให้หลายคนสงสัยว่าเจ้าตัวมีเคล็ดลับอะไรที่ได้ฟิตเปรี๊ยะขนาดนี้

    สำหรับ อาเดรียน แมตช์นี้ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเขา แม้ว่าในช่วงต้นเกมจะมีจังหวะไม่เข้าใจกับ โกเมซ แต่ที่เหลือ นายด่านชาวสแปนิช ทำผลงานได้ดีเยี่ยม มีจังหวะการเซฟสวยๆ หลายคน ต้องยอมรับว่า คล็อปป์ ใจเด็ดมากๆ ที่กล้าใช้งานเขา และสิ่งนี้คือรางวัลที่นักเตะตอบแทนให้กับเจ้านายได้ดีเยี่ยม

1.  อาเดรียน ยังพอไว้วางใจได้บ้าง

    หลายคนอาจจะยังคลางแคลงใจในฝีมือของ อาเดรียน แต่ในเมื่อทีมไม่มี อลีสซง เบ็คเกอร์ ฉะนั้น คล็อปป์ จึงไม่มีทางเลือกที่จะไว้วางใจ นายทวารชาวสแปนิช ให้ทำหน้าที่เป็นมือ 1 แม้ว่าเขาจะทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจโดยเฉพาะการพลาดจังหวะง่ายๆ หลายครั้งก็ตาม

    อย่างไรก็ตามในเกมเยือน อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เจ้าตัวทำผลงานที่ทำให้การตัดสินใจของ คล็อปป์ ถูกต้อง เมื่อโชว์จังหวะการป้องกันประตูได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่เซฟระยะเผาขนจากการยิงของ ควินซี่ โพรเมส ได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ยังมีจังหวะป้องกันประตูจากการยิงของ โพรเมส เจ้าเดิม ในนาทที่ 58

    ขณะเดียวกัน อาเดรียน ยังมีจังหวะในการออกมาตัดบอลได้อย่างแม่นยำ ทำให้แนวรับของ "หงส์แดง" ไม่รู้สึกกดดัน อย่างไรก็ตามในช่วงต้นเกมอาจจะมีจังหวะหวาดเสียวที่ไม่เข้าใจกับ โจ โกเมซ จนเกือบเป็นต้นเหตุให้เสียประตู รวมไปถึงการจับบอลที่ไม่ค่อยนิ่ง นอกเหนือจากนั้นฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าน่าประทับใจ

    สำหรับผลงานในแมตช์นี้ยังแสดงให้เห็นว่า อาเดรียน เป็นนักฟุตบอลที่มีจิตใจที่ค่อนข้างนิ่ง ไม่มีอาการประหม่า แม้ว่าเขาจะโดนเสียงวิจารณ์เยอะก็ตาม แต่ผลงานในเกมนี้ที่สามารถเก็บคลีนชีตได้ น่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจในการเฝ้าเสาให้กับเจ้าตัว และเพื่อนร่วมทีมมากยิ่งขึ้น
   
2. ฟาบินโญ่-โกเมส คู่ขวัญเซนเตอร์แบ็ก

    การที่ "หงส์แดง" ไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ อีกหลายเดือนเนื่องจากนักเตะต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ็นไขว้หัวเข่า ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" หวั่นไหวอย่างมาก เพราะเซนเตอร์แบ็กอาชีพที่มีประสบการณ์เหลือแค่ โจ โกเมซ กับ โฌแอล มาติป เท่านั้น ซึ่งทั้งสองคนฟอร์มก็ออกแนวผีเข้าผีออกไว้วางใจไม่ได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ ยังพอมีออปชั่นพิเศษในตำแหน่งกองหลัง นั่นก็คือการจับ ฟาบินโญ่ ลงมาทำหน้าที่เซนเตอร์แบ็กชั่วคราว และเจ้าตัวก็ทำได้ดีไม่มีที่ติ โดยคอยคุมเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น แถมยังมีจังหวะในการตัดบอลและเล่นสวนกลับเร็วจนทำให้ "หงส์แดง" กดดันเกมรับเจ้าบ้านได้ตลอด

    นอกจากนี้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน ยังมีชอตแห่งชีวิตที่ทำให้ ลิเวอร์พูล รอดจากการเสียประตูไปได้อย่างเหลือเชื่อ โดยเกิดขึ้นในนาทีที่ 44 เมื่อ ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน แต่ ฟาบินโญ่ วิ่งมาเตะบอลออกจากเส้นประตูได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันเขามักจะยืนถูกที่ถูกเวลา และยังมีจังหวะที่ขึ้นไปโหม่งลุ้นทำประตูตอนเตะมุมด้วย

    ขณะที่ โจ โกเมซ ก็เล่นได้โดดเด่นเช่นกัน หากไม่นับจังหวะต้นเกมที่ไม่เข้าใจกับ อาเดรียน นอกเหนือจากนั้นเขาสามารถคุมพื้นที่กองหลังได้ดีเยี่ยม แทบไม่มีจังหวะพลาดไม่เห็น ขณะที่ลูกกลางอากาศก็เก็บกินเรียบวุธ ฉะนั้น คล็อปป์ น่าจะพอฝากความหวังเอาไว้กับ กองหลังทีมชาติอังกฤษ ในการเป็นตัวตายตัวแทนของ ฟาน ไดค์

     ฉะนั้นมีความเป็นได้สูงที่ กุนซือชาวด๊อยท์ช จะตัดสินใจใช้งาน ฟาบินโญ่ ยืนคู่กับ โกเมซ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กอีกแมตช์ในเกมลีกพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่สำคัญสำหรับ ดาวเตะเลือดแซมบ้า อาจมีความเป็นได้ที่เขาจะได้ยืนกองหลังไปอีกหลายเกม เพราะผลงานที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเจ้าตัวทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมจริงๆ

3. ไวจ์นัลดุม ผู้ปิดทองหลังพระ

    หนึ่งในนักเตะที่มักจะทำผลงานได้ดีเยี่ยม แต่ไม่ค่อยได้รับคำชมมากนักนั่นก็คือ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เพราะหลายๆ แมตช์ที่เขาลงสนามคอยทำหน้าที่ในแดนกลาง เจ้าตัวเล่นได้ดี มีความคงเส้นคงวา และยังสามารถเชื่อมเกมจากรับเป็นรุกได้อย่างดีไม่มีที่ติ

    ฟอร์มในสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า ของ ไวจ์นัลดุม ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะนักเตะต้องคุมเกมอย่างหนักในแผงมิดฟิลด์ และจัดการกับเกมแดนกลางของ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ได้อยู่หมัด ในขณะเดียวกันก็ยังคอยคุมจังหวะเกมเพื่อสร้างโอกาสให้กับทีมในช่วงที่เปิดเกมบุก

    โดยเฉพาะในช่วงท้ายครึ่งหลัง ไวจ์นัลดุม มีโอกาสปั้นเกมให้กับทีมได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้ "หงส์แดง" เกือบได้ประตูที่สองหลายครั้ง แถมยังคอยตัดบอลในแดนกลางจังหวะที่ อาแจ็กซ์ พยายามจะเติมเกมบุกสวนกลับ ซึ่งทำให้เจ้าบ้านต้องเสียจังหวะหลายครั้ง

    สำหรับตอนนี้แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" คงอยากสะกิด คล็อปป์ ให้รีบเปิดการเจรจาขยายสัญญาฉบับใหม่กับ ไวจ์นัลดุม เป็นการด่วน เพราะการที่ทีมมี ดาวเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนาม จะช่วยทำให้แผงมิดฟิลด์มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าได้จับคู่กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยิ่งทำให้แดนกลางแข็งแกร่งมาขึ้นเป็นทวีคูณ
 
4. สามประสามสำรองทดแทน "หินเหล็กไฟ"

    หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลใจว่า คล็อปป์ ใช้งาน ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มากเกินไปจนอาจส่งผลต่อสภาพร่างกายได้ แต่สำหรับในฤดูกาลนี้ "หงส์แดง" มีขุมกำลังสำรองในเกมรุกที่สามารถลงมาทดแทนทั้ง 3 คน และประสิทธิภาพก็ไม่ลดทอนลงไปด้วย

    สามประสาน "เอสเอ็มเอฟ" ลงสนามเป็นตัวจริงมาตลอดในเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ บางแมตช์พวกเขาต้องเล่นจนจบเกม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีอาการเหนื่อยล้า อย่างไรก็ตามในแมตช์ แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่าทีมยังมีสามแนวรุกที่พร้อมลงไปทดแทน มาเน่, ฟีร์มีโน่ และ "บังโม" ได้ทันที

    คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยนตัวแนวรุก "หินเหล็กไฟ" ออกหลังเกมผ่านไปเกือบชั่วโมง โดยเลือก เซอร์ดาน ชากีรี่, ทาคุมิ มินามิโนะ และ ดีโอโก โชต้า ลงสนามพร้อมกัน โดยพวกเขาเล่นได้ดีเยี่ยมสามารถไล่กดดันเกมรับของ อาแจ็กซ์ ได้ตลอด โดยเฉพาะการวิ่งเพรสซิ่ง จนทำให้พวกเขาตั้งเกมไม่ได้

    นอกจากนี้ยังมีหลายจังหวะในช่วงท้ายเกมที่ทั้งสามคนพยายามสร้างโอกาสยิงประตู อย่างเช่นจังหวะที่ มินามิโนะ มีโอกาสสับไกลบริเวณกรอบเขตโทษแต่โดน อ็องเดร โอนาน่า นายด่านอาแจ็กซ์ ปัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด และยังมีครั้งที่เจ้าตัว ประสานงานกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดเข้าไปในเขตโทษ แต่ยิงไปติดโกลเจ้าบ้านอีกครั้ง

    ในส่วนของ โชต้า ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการเล่น การครองบอลที่เหนียวแน่ และยังมีจังหวะส่งบอลให้ ไวจ์นัลดุม เกือบทำประตูได้ในนาทีที่ 90 สำหรับ ชากีรี่ นอกจากจังหวะที่ส่งบอล ให้ มินามิโนะ ได้ซัดไกลแล้วที่เหลือเจ้าตัวทำผลงานได้ตามมาตรฐาน

    ฉะนั้นหากมองภาพรวมต้องบอกว่าทั้งสามแนวรุกสำรอง พร้อมที่จะลงมาทดแทน มาเน่, ซาล่าห์ และ ฟีร์มีโน่ ได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

5. จอมพลังโรเบิร์ตสัน
    ต้องยอมรับว่าแมตช์นี้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำหน้าที่แบ็กซ้ายได้ดีเยี่ยม โดยวิ่งเติมเกมรุกอย่างต่อเนื่อง และยังเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น สวนทางกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เกมนี้แทบไม่มีบทบาทในเกมรุกมากนัก ส่วนเกมรับก็ยังพอประคับประคองตัวเองไปได้

    การมาเยือน อาแจ็กซ์ ต้องบอกว่า "หงส์แดง" เน้นขึ้นเกมรุกทางฝั่งซ้ายแทบตลอดทั้งเกม โดย โรเบิร์ตสัน ไม่ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" ต้องผิดหวัง เพราะเขาสามารถวิ่งทะลุทะลวงเข้าไปในพื้นที่คู่แข่ง และยังมีโอกาสเปิดบอลสร้างความหวาดเสียวในพื้นที่สุดท้ายได้บ่อยๆ

    หนึ่งในจุดเด่นของฟูลแบ็กชาวสกอตติช ก็คือพละกำลังที่มีเหลือเฟือ วิ่งแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จะว่าไปแล้วต้องบอกว่า โรเบิร์ตสัน เป็นนักเตะที่ฟิตมากกว่าเดิมหลายเท่าด้วยซ้ำ โดยตั้งแต่เสียงนกหวีดดังจนกระทั่งเสียงนกหวีดยาวหมดเวลา นักเตะรายนี้วิ่งแบบไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้เห็น

    ก่อนหน้านี้จะเห็นว่า โรเบิร์ตสัน กับ "เจ้าหนูเทรนต์" จะค่อยช่วยเหลือกันวิ่งเติมเกมรุกทางริมเส้น แต่สำหรับในเกมล่าสุด แบ็กซ้ายทีมชาติสกอตแลนด์ ต้องรับหน้าที่เติมเกมรุกมากกว่าเดิม และยังต้องคอยทำหน้าที่เล่นลูกตั้งเตะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" จะยกย่องแข้งเลือดวิสกี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของทีม

จริงไหม? “บรูโน่” โกรธแมนยูเซ็นแข้งเป้าหมายไม่ได้

สื่อดังตีข่าว บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพเลือดฝอยทอง ไม่ปลื้ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ไม่รักษาสัญญาที่ให้เอาไว้ว่าจะมีการทุ่มเงินเพื่อเสริมแกร่ง โดยหวังจะเห็นทีมเทียบชั้น แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล แต่สุดท้ายแข้งเป้าหมายที่เล็งเอาไว้แห้วเรียบวุธ
               บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลางทีมชาติโปรตุเกสของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวว่าทั้งโกรธและผิดหวังที่ตนเองเหมือนถูกหักหลังจากทัพ "ปีศาจแดง" จากกรณีที่ต้นสังกัดพลาดเซ็นสัญญานักเตะเป้าหมายในช่วงซัมเมอร์นี้ จากการเปิดเผยของ เดอะ ทรานส์เฟอร์ วินโดว์ รายการพ็อดแคสต์เกี่ยวกับการซื้อ-ขายนักเตะในประเทศอังกฤษ 

              "เร้ด เดวิลส์" ตกเป็นข่าวหนาหูเกี่ยวกับเรื่องการเซ็นสัญญากับ เจดอน ซานโช่ ปีกตัวเก่งจาก "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในช่วงตลาดพ่อค้าแข้งรอบแรก นอกจากนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ "ผีแดง" ยังหมายตา แจ็ค กรีลิช มิดฟิลด์กัปตันทีมแอสตัน วิลล่า รวมทั้งความพยายามที่จะซื้อเซนเตอร์แบ็กเพื่อมาอุดช่องโหว่เกมรับ

              กระนั้นหลังจากที่คว้า ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ (ราว 1,330 ล้านบาท) แมนฯ ยูไนเต็ด คาดหวังว่าจะคว้า ซานโช่ มาเสริมแกร่งต่อทันที แต่ติดเพียงแค่ว่าพวกเขาอยากให้ ดอร์ทมุนด์ ลดค่าตัวที่ตั้งเอาไว้สูงถึง 108 ล้านปอนด์ (ราว 4,104 ล้านบาท) ลงมา แต่สุดท้ายก็กินแห้วไปตามระเบียบ ส่วนเป้าหมายอื่นๆ ก็ไม่ได้ตัวมาร่วมทีมด้วย

             จากรายงานของ เดอะ ทรานส์เฟอร์ วินโดว์ ระบุว่า แฟร์นันด์ส ไม่ปลื้มกับแนวทางในการซื้อนักเตะมาเสริมแกร่งในช่วงซัมเมอร์นี้ของสโมสรอย่างมาก และรู้สึกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้เอาไว้ว่ากับเขาตอนที่ตัดสินใจย้ายมาเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

            นอกจากนี้ จอมทัพเลือดฝอยทอง ยังคาดหวังว่าจะได้เห็นนักเตะคุณภาพชั้นยอดเข้ามาเล่นใน "โรงละครแห่งความฝัน" ซึ่งจะทำให้ทัพ "ปีศาจแดง" สามารถที่จะก้าวขึ้นมาแข่งขันกับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ แต่สุดท้ายมันไม่เกิดขึ้น และนั่นทำให้ แมนฯ ยูฯ ดูเหมือนจะยังอยู่ห่างไกลจากการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก

            ก่อนหน้านี้ "ดิ แอธเลติก" สื่อดังระดับโลก ตีข่าวว่า แฟร์นันด์ส ระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงภายในห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่งเกมที่แพ้ยัง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-6 แถมอารมณ์ของเขายิ่งโกรธเป็นทวีคูณเมื่อ โซลชา ตัดสินใจเปลี่ยนตัวออกในครึ่งหลังด้วย

บรูโน่บอดโทษแต่โชว์โหด! 6 ประเด็นร้อนหลังแมนยูบุกถลุงนิวคาสเซิ่ล

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาคืนฟอร์มได้สำเร็จหลังบุกถล่ม นิวคาสเซิ่ล ขาดลอยถึง 4-1 โดยเกมนี้ "ผีแดง" เป็นฝ่ายที่ครองเกมเหนือกว่ามากและมีโอกาสยิงถึง 28 ครั้งเลยทีเดียว แต่ความจริงลูกทีมของ โซลชา มาได้ 3 ประตูรวดในช่วงท้ายเกม ขณะที่ "สาลิกาดง" นอกจากได้ประตูจากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วก็ไม่ได้สร้างความอันตรายให้กับผู้มาเยือนเลยจนสุดท้ายต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด เราสรุปประเด็นเกิดขึ้นในเกมนี้มาให้ทุกท่านแล้ว

1.บรูโน่ดีไม่สุดแต่ยังฉายแสง
แม้ว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะยิงจุดโทษพลาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ย้ายมาเล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด (ยิง 10 ครั้ง พลาด 1 ครั้ง) แต่เจ้าตัวยังโชว์ให้เห็นถึงการมีอิทธิพลในแนวรุกของทีมเป็นอย่างมาก

มันค่อนข้างนานมาแล้วที่ บรูโน่ จะทำผลงานน่าประทับใจตลอดทั้ง 90 นาที และสำหรับเกมนี้เขาก็เป็นเช่นนั้น มองดูสถิติแล้วเขามีเปอร์เซ็นต์จ่ายบอลแม่นยำน้อยที่สุดในทีม (80%) เราจะเห็นเขาออกบอลได้-เสียอยู่หลายครั้งซึ่งผลลัพธ์ส่วนใหญ่จะออกมาทางจ่ายเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตาม บรูโน่ มีสถิติสร้างโอกาสทำประตูถึง 6 ครั้ง และยังมายิงประตูท้ายเกมบวกกับแอสซิสต์ให้ แรชฟอร์ด กดประตูปิดกล่อง ถือว่าฉายแสงเลยทีเดียว มีนักเตะ “ผีแดง” น้อยคนนักที่จะยิงประตูในวันที่เล่นไม่เพอร์เฟคแต่ บรูโน่ สามารถทำแบบนั้นได้และสิ่งนี้ก็ช่วย แมนฯ ยูไนเต็ด เอาตัวรอดมาหลายครั้ง

2.กัปตันเรียกความมั่นใจ

กัปตันทีม แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เริ่มต้นฤดูกาลนี้ด้วยฟอร์มที่ย่ำแย่ ทั้งก่อความผิดพลาดจนเสียหลายประตู รวมถึงการโดนใบแดงในเกมชาติที่ผ่านมาด้วย ก่อนเกมนี้ ริโอ เฟอร์ดินาน และแฟนบอลหลายคนมองว่าปราการหลังรายนี้ควรถูกดร็อปเพื่อกลับไปคิดทบทวนฟอร์มการเล่นของตัวเองรวมถึงให้พักผ่อนหลังจาก โซลชา ใช้งานมาหนักตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม็กไกวร์ ยังได้รับความไว้วางใจจาก โซลชา หลังมีชื่อออกสตาร์ทตัวจริงในเกมนี้ และเขาก็ตอบแทนกุนซือด้วยการโหม่งประตูตีเสมอ นิวคาสเซิ่ล ให้ทีมกลับสู่เกมได้เร็วในครึ่งเวลาแรก ส่วนในเรื่องเกมรับอาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยแต่โดยรวมถือว่าช่วยทีมได้เยอะ ประตูนี้น่าจะเป็นการเรียกความมั่นใจของเจ้าตัวกลับมา แฟนผีก็คงหวังว่าจะได้เห็น แม็กไกวร์ แบบในช่วงที่เขาเก็บคลีนชีทติดๆกันเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

3.วาน-บิสซาก้าเปิดซิงยิง

เกมรุกทางฝั่งขวาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องพึ่ง อารอน วาน-บิสซาก้า เป็นหลัก เนื่องจาก “ผีแดง” ยังไม่มีปีกขวาธรรมชาติที่พึ่งพาได้เข้ามาในทีม เกมนี้ ฆวน มาต้า ยืนทางปีกขวาก็จริงแต่เขามักจะเลี้ยงตัดเข้าด้านในเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเกมรุกทางริมเส้นฝั่งขวาจะเหลือแค่ วาน-บิสซาก้า คนเดียว

แต่อย่างที่เราทราบกันว่าอดีตแบ็กขวาพาเลซโดดเด่นในเรื่องเกมรับมากกว่า นั่นทำให้ประสิทธิภาพเกมรุกทางฝั่งขวาของทีมนั้นด้อยลงไป อย่างไรก็ตามเขายังพอมีพิษสงอยู่บ้าง และเกมนี้เจ้าตัวมาเปิดซิงยิงประตูแรกกับ แมนฯ ​ยูไนเต็ด ด้วยการซัดเต็มข้อเสียบสามเหลี่ยมอย่างสวยงาม ฉลองการลงเล่นครบ 50 นัดกับต้นสังกัดพอดี ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากขึ้นกับการปรับปรุงเกมรุกของเขา

4.มาต้าโดดเด่น

เมื่อทีมขาดตัวรุกทางฝั่งขวาอย่าง เมสัน กรีนวู้ด ที่บาดเจ็บ เลยกลายเป็นประเด็นว่า โซลชา จะเลือกใครลงสนามแทน ซึ่งต้องบอกว่ากุนซือ “ผีแดง” จิ้มเลือกได้เหมาะสมทีเดียว

ฆวน มาต้า ออกสตาร์ทตัวจริงแบบเซอร์ไพรส์อยู่พอสมควร แต่ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้เขาทำผลงานได้ดีในศึกคาราบาว คัพหลังยิง 1 จ่าย 1 ในเกมพบ ไบรท์ตัน จึงเป็นโอกาสของ มาต้า ในการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง และเขาทำได้ดีทีเดียว

แนวรุกชาวสเปนิชมีส่วนกับเกมรุกตลอด ความจริงเขาน่าได้แอสซิสต์ตั้งแต่จ่ายให้กับ บรูโน่ ทำประตูแล้วแต่น่าเสียดายที่เป็นจังหวะล้ำหน้า ทว่าต่อมาเจ้าตัวยังมาเปิดเตะมุมสุดแม่นยำให้ แม็กไกวร์ โขกตีเสมอ

เกมนี้ จามาล ลูอิส แบ็กขวานิวคาสเซิ่ลปั่นป่วนมากกับการเคลื่อนที่ของ มาต้า ทั้งการตัดเข้าตรงกลาง, ดร็อปต่ำรับบอล และ วิ่งตัดหลัง เขายังมีส่วนจ่ายบอลทำเกมรุกให้เกิดประตูที่ 3 ด้วย เป็นฟอร์มที่เราไม่ได้เห็นมานานของ มาต้า เชื่อว่าเขาจะกลับมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในแคนดิเดตแนวรุกฝั่งขวาอีกครั้ง

5.แรชฟอร์ดเปรี้ยงท้ายเกม

มาร์คัส แรชฟอร์ด กลับมาสวมบทบาทกองหน้าตัวเป้าอีกครั้งหลังจาก อ็องโตนี่ มาร์ซิยาล ติดโทษแบน ขณะที่ เอดินสัน คาวานี่ กองหน้าตัวใหม่ของทีมยังไม่สามารถลงสนามได้เนื่องจากอยู่ในช่วงกักตัว

โดยรวมแล้วเกมนี้ถือว่าสอบผ่าน แม้ว่าจะใช้โอกาสยิงค่อนข้างเปลือง (โอกาสยิง 7 ครั้ง เข้ากรอบ 4 ครั้ง) แต่เจ้าตัวมาโชว์ฟอร์มโดดเด่นในช่วงท้ายเกม ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายให้ บรูโน่ ยิงประตูแซงนำ, เรียกจุดโทษให้กับทีม, ทำชิ่งหนึ่งสองให้ วาน-บิสซาก้า ยิงประตู ปิดท้ายด้วยการหลุดเดี่ยวไปซัดประตูปิดกล่อง ถือเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลได้ใช้ได้ทีเดียวกับการยิง 2 จ่าย 2 จากการลงเล่น 4 นัดแม้ว่าฟอร์มอาจจะยังไม่ได้เปรี้ยงถึงที่สุดก็ตามแต่ถือว่าดีกว่าเพื่อนร่วมทีมอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

6.เอาชัยก่อนโปรแกรมหนัก

นี่เป็นชัยชนะครั้งที่สองของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้พร้อมกับขยับขึ้นอันดับที่ 14 ของตาราง นักเตะและตัวกุนซือตอบสนองได้ดีหลังจากพ่ายแพ้คาบ้านมาอย่างยับเยินเมื่อนัดที่แล้ว เกมที่ต้องคว้าสามแต้มสถานเดียวและทีมสามารถทำได้ตามเป้าหมายก็ต้องให้เครดิตกับน้าโอเล่ด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ “ผีแดง” จะเข้าสู่ช่วงโปรแกรมสุดหินแล้ว

3 เกมลีกต่อไป แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องทำศึกหนักทั้งหมด โดยเริ่มจากการเปิดบ้านรับการมาเยือนของสองยอดทีมแห่งลอนดอนนั่นคือ เชลซี และ อาร์เซน่อล ก่อนจะต้องออกไปเยือนทีมฟอร์มร้อนแรงของฤดูกาลนี้อย่าง เอฟเวอร์ตันด้วย นอกจากนี้ช่วงกลางสัปดาห์ของแต่ละอาทติย์ โซลชา ยังต้องลุยศึก ชปล. อีกโดยจะเริ่มจากวันอังคารนี้ที่บุกเยือนของแข็งอย่าง เปแอสเช และยังต้องดวลกับ ไลป์ซิก และ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ด้วย งานนี้ โซลชา จะเซฟเก้าอี้ไหวหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ 6 นัดที่กล่าวมานี้แหละ

บรูโน่แก้ตัว! แรชฟอร์ดยิง1จ่าย2-แมนยูพับสนามบุกถลุงนิวคาสเซิ่ล

"ปีศาจแดง" คว้าชัยชนะนัดที่สองของซีซั่นได้สำเร็จ หลังบุกไปถล่ม นิวคาสเซิ่ล ถึงบ้าน 4-1 เกมนี้แม้ว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะยิงจุดโทษไม่เข้า แต่มาแก้ตัวซัดท้ายเกม ก่อนที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่จ่ายไปสอง ซัดปิดกล่องให้ทีมบุกมาซิวสามแต้มมีเพิ่มเป็น 6 คะแนน ขึ้นมารั้งอันดับ 15 ส่วน "สาลิกาดง" รั้งอยู่ที่ 11 มี 7 คะแนน ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันเสาร์ที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : สนาม : เซนต์ เจมส์ พาร์ค

    เกมพรีเมียร์ลีก คู่สุดท้าย เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา นิวคาสเซิ่ล เปิดบ้านรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยผลงานล่าสุดของทั้งคุ่นั้น "สาลิกาดง" เล่นในบ้านไล่ต้อน เบิร์นลี่ย์ 3-1 ขณะที่ "ผีแดง" ผลงานสุดแย่พ่านคาบ้านเละเทะให้สเปอร์ส 1-6

    เกมนี้ สตีฟ บรูซ จัดชุดเก่งมารบนำโดยสองคู่หน้าอย่าง โชลินตอน และ คัลลั่ม วิลสัน ส่วนทางฝั่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนถึง 5 ตำแหน่งจากเกมพ่าย "ไก่เดือยทอง" คู่กลางใช้ เฟร็ด กับแม็คโทมิเน่ย์ โดยมาต้า และดาเนี่ยล เจมส์ ริมเส้นส่วนบรูโน่ แฟร์นันด์ส รับบทเพลย์เมกเกอร์ปั้นเกมอยู่ข้างหลัง มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ยืนเป็นหน้าเป้า

    เริ่มเกมมาได้แค่ 2 นาที เจ้าถิ่น "สาลิกาดง" ทะยานออกนำ "ผีแดง" 1-0 อย่างรวดเร็ว บอลสวนกลับมาถึง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง ดึงจังหวะก่อนไหลเข้ากลางให้ จอนโจ เชลวี่ย์ ก่อนอดีตแข้งหงส์แดงจะไหลออกขวาให้ เอมิล คราฟธ์ แบ็กขวาเติมขึ้นมาแล้วครอสไปแฉลบขา ลุค ชอร์ ส่งบอลเข้าประตูตัวเอง

    นาที 14 "ผีแดง" ได้ลุ้นตีเสมอบ้างหลัง แดเนียล เจมส์ ไหลเข้ากลางให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด กดด้วยขวากลางประตูแต่บอลไปติดบล็อค  เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ ออกหลัง

    นาที 19 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เล่นกับ มาต้า ก่อนที่บอลจะมาถึง บรูโน่ จะปั่นโค้งเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม ทว่าผู้ตัดสินได้สัญญาณจาก VAR ปฎิเสธไม่ให้ประตูตีเสมอหลัง มาต้า ยืนในตำแหน่งล้ำหน้าไปก่อนทำให้ชวดได้ประตูตีเสมออย่างน่าเสียดาย สกอร์ยังเป็นเจ้าบ้านขึ้นนำ 1-0

    นาที 22 นิวคาสเซิ่ล ลุยขึ้นมาทางขวา จามาล ลูอิส ครอสเร็วไปในกรอบให้ จอนโจ เชลวีย์ วอลเลย์แต่จังหวะยิงหลักไม่ดีทำให้น้ำหนักบอลเบาไปเข้ามือ เด เคอา

    จากนั้นนาทีเดียวต่อมา ทีมเยือนตอบโต้ขึ้นมาเร็ว บรูโน่ แฟร์นันด์ส ไหลออกซ้ายให้ ฆวน มาต้า ซัดเต็มแรงเสาแรกแต่ยังไปติดมือ คาร์ล ดาร์โลว์ ทุบออกหลังเป็นลูกเตะมุม

    นาที 23 ต่อเนื่องจากลูกคอนเนอร์ มาต้า เปิดด้วยซ้ายจากมุมธงมากลางประตูให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เทกตัวเอาชนะแนวรับสาลิกาก่อนโขกบอลเต็มแรงลงพื้นหนีมือ ดาร์โลว์ เสียบเสาไกลอย่างเฉียบขาดให้ แมนฯยูไนเต็ด ไล่ตีเสมอ นิวคาสเซิ่ล 1-1

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง "สาลิกาดง" เกือบแซงขึ้นนำอีกครั้ง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง ลากตัดเข้ากลางแล้ววตะบันด้วยขวาเต็มแรง บอลพุ่งจน ดาบิด เด เคอา ต้องพุ่งปัดออกปัด และจากจังหวะพุ่งมาเซฟนั้นแขนขวาไปเกี่ยวกับตาข่ายก่อนที่จะหัวไหล่จะหล่นลงพื้นทำให้ต้องปฐมพยาบาล ก่อนที่เจ้าตัวจะลุกขึ้นมาเล่นต่อได้

    นาที 36 "ผีแดง" หวิดได้เฮเช่นกันบอลขึ้นมาทางขวาให้ อารอน วาน-บิสซาก้า ก่อนที่อดีตฟูลแบ็กของพาเลซจะพยายามครอสไปหน้าประตู ทว่าเปิดผิดเหลี่ยมบอลพุ่งเกือบจะเสียบมุมสามเหลี่ยมจน คาร์ล ดาร์โลว์ ต้องถอยหลังพุ่งปัดออกไปแบบหวุดหวิด

    ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+3 "ผีแดง" เกือบได้ลุ้นแซงนำ หลัง แม็คโทมิเนย์ ผ่านบอลต่อให้ ดาเนี่ยล เจมส์ พาบอลเข้าไปซัดแต่จังหวะยิงเบาไปก่อนที่จะไปเข้ามือ คาร์ล ดาร์โลว์

    จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ล เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1

    ครึ่งหลัง นาที 49  สตีฟ บรูซ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง ไอแซค เฮย์เด้น มีอาการเจ็บเล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง ฟาเบียน ชาร์ ลงมาเล่นแทน

    อีก 2 นาทีต่อมา เจ้าบ้านเกือบชิงขึ้นนำไปก่อน หลัง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง ป่วนแนวรับโชว์สเต็ปโยกหลอก แม็คโทมิเนย์ ก่อนตักมาในกรอบ 6 หลาให้ คัลลั่ม วิลสัน กระโดดมาถีบบอลกำลังจะเข้าอยู่แล้ว แต่เจอ ดาบิด เค เคอา พุ่งปัดปลายมือออกไปอย่างเหลือเชื่อ

    กระนั้น นาที 55 เคร็ก พาวสัน ได้รับสัญญาณจากห้องควบคุม VAR หลังมีเหตุการณ์ในกรอบเขตโทษจากจังหวะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ลากบอลเข้ามาก่อนโดน จามาล ลูอิส เข้าไปเปิดปุ่มย้ำใส่ที่ข้อเท้า ผู้ตัดสินวิ่งมาไปดูจอที่ข้างสนามก่อนที่จะวิ่งมาชี้ให้จุดโทษแก่ "ปีศาจแดง" ทว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส มือสังหารกลับยิงไม่ดีเมื่อซัดไปติดมือของ คาร์ล ดาร์โลว์ ที่พุ่งถูกทางปัดออกไปได้ สกอร์ยังเสมอกันที่ 1-1 เหมือนเดิม

    นาที 62 บรูโน่ แฟร์นันด์ส ได้โอกาสส่องแถวสองบ้างแต่จังหวะนี้ดันยิงเบาไปบอลเลยพุ่งเข้าซอง คาร์ล ดาร์โลว์ รับไว้ได้สบาย

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนตัวคนแรก ในนาที 69 ถอด เฟร็ด ออกแล้วส่ง ปอล ป็อกบา ลงไปปั้นเกม

    ผีแดงโอกาสครึ่งหลังมีเพียบ นาทีที่ 80 เกือบได้ลุ้นขึ้นนำอีกจาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ลากขึ้นมาก่อนซัดแถวสองบอลพุ่งถากเสาออกไป

    กระนั้น นาที 86 ความพยายามของ "ผีแดง" มาประสบความสำเร็จ บอลโต้กลับเร็ว มาต้า วางบอลมาซ้ายให้ แรชฟอร์ด ก่อนที่จะไขว้จ่ายให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่วิ่งอ้อมมาข้างหลังหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปปั่นหนีมือ คาร์ล ดาร์โลว์ เสียบสามเหลี่ยมเสาไกลอย่างงดงาม แมนฯ ยูไนเต็ด บุกนำ 2-1

    จากนั้น นาทีที่ 90 ทีมเยือนมาได้ประตูที่สามจากจังหวะ ที่ อารอน วาน-บิสซาก้า กระชากบอลขึ้นมาก่อนจะเล่นชิ่งกับ แรชฟอร์ด แล้วเข้าไปซัดผ่านมือ ดาร์โลว์ เข้าไปให้ทีมเยือนบุกมานำห่าง 3-1

    เท่านั้นไม่พอลูกทีมของ โซลชา มาได้ประตูปิดท้ายในช่วงทดเจ็บ นาทีที่ 90+6 คราวนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จ่ายให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด หลุดเข้าไปยิงไม่เหลือ จบเกม  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกมาเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล 4-1 คว้าชัยเป็นเกมที่ 2 ของซีซั่น

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม   

        นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (4-4-2) : คาร์ล ดาร์โลว์ – เอมิล คราฟธ์, จามาล ลาสเซลล์ส, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, จามาล ลูอิส – เจฟฟ์ เฮนดริค, จอนโจ เชลวี่ย์, ไอแซค เฮย์เด้น, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง – โชลินตอน, คัลลั่ม วิลสัน

        ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรูซ

        แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – เฟร็ด, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ – ฆวน มาต้า, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, แดเนียล เจมส์ – มาร์คัส แรชฟอร์ด

        ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

        ผู้ตัดสิน : เคร็ก พาวสัน

แฟนผี,ปืนรอชม!จับตา5แข้งดังเปิดซิงกับต้นสังกัดใหม่สุดสัปดาห์นี้

ตลาดซื้อ-ขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีนักเตะชื่อดังมากมายที่ตบเท้ามาค้าแข้งในเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งก็มีหลายคนที่้เราได้ยลฝีเท้ากันไปแล้ว อาทิเช่น ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาแวร์ตซ์, ดอนนี่ ฟาน เดอร์ เบ็ค และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า แต่ก็ยังมีอีกหลายคนเช่นกันที่รอวันเปิดซิง เพราะดันมีโปรแกรมเกมทีมชาติมาขั้นกลางเสียก่อน ทว่าสุดสัปดาห์นี้เกม พรีเมียร์ลีก จะกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้ง และนี่คือ 5 นักเตะดาวดังที่อาจได้ลงเปิดซิงกับต้นสังกัดใหม่ในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี

– โธมัส ปาร์เตย์ (อาร์เซน่อล)

นี่คือการเซ็นสัญญาที่สาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่ อาร์เซน่อล ปิดดีลคว้าตัวมาจาก แอตเลติโก มาดริด ได้สำเร็จ ทันเดดไลน์ปิดตลาดพอดี เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม แน่นอนว่า ปาร์เตย์ ถูกคาดหวังไว้สูงมากๆ ในการเข้ามาช่วยยกระดับแดนกลางของทีม ซึ่งก็มีโอกาสไม่น้อยที่กุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จะเลือกใช้บริการฝีเท้าของเจ้าตัวทันที ไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือส่งลงสำรอง ในเกมบิ๊กแมตช์ที่ อาร์เซน่อล มีคิวบุกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ วันเสาร์นี้ และด้วยการที่เจอกับทีมแกร่งอย่าง "เรือใบสีฟ้า" มันจึงน่าจะเป็นบททดสอบที่ดีไม่น้อยสำหรับนักเตะค่าตัว 45 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,845 ล้านบาท) 

 – อเล็กซ์ เตลลิส (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

อาจเป็นซัมเมอร์ที่สโมสรเสริมทัพได้ไม่ค่อยโดนใจสาวก "เร้ด อาร์มี่" แต่ เตลลิส ถือเป็นนักเตะฝีเท้าดีที่น่าจะคาดหวังได้ หลังจากที่เจ้าตัวทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ ปอร์โต้ และเกมบุกไปเยือน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่สังเวียนแข้ง เซนต์ เจมส์ พาร์ค วันเสาร์นี้ มีแนวโน้มสูงไม่น้อยเลยที่กุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะส่งฟูลแบ็กชาวบราซิเลียนวัย 27 ปี สู่ทีมตัวจริงทันที หลังจากที่ ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายเลือดผู้ดี ทำผลงานได้น่าผิดหวังในเกมล่าสุดที่พ่ายยับต่อ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-6 คารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว

 – ริอาน บรูว์สเตอร์ (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด)

 บรูว์สเตอร์ ไม่ใช่นักเตะหน้าใหม่ในเวที พรีเมียร์ลีก แต่เขาไม่เคยได้ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก เลย ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่อยู่ในทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล เพราะฉะนั้นการย้ายมาร่วมทีม เชฟฯ ยูไนเต็ด ครั้งนี้ เจ้าตัวมีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะพิสูจน์ฝีเท้าของตัวเอง และด้วยค่าตัวระดับ 23.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 963.5 ล้านบาท) เขาคงไม่ถูกเซ็นมาเพื่อนั่งสำรองแน่ ดังนั้นกุนซือ คริส ไวล์เดอร์ น่าจะให้โอกาส หัวหอกวัย 20 ปี ได้สร้างความมั่นใจในเกมวันอาทิตย์นี้ ที่ทัพ "ดาบคู่" มีคิวเปิดรัง บรามอลล์ เลน รับมือทีมอันดับสุดท้ายอย่าง ฟูแล่ม

  – รูเบน ลอฟตัส-ชีค (ฟูแล่ม)

ไม่ต่างกับ บรูว์สเตอร์ เพราะ ลอฟตัส-ชีค เองก็มีความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ฝีเท้าเช่นกัน หลังจากที่กลายเป็นแข้งส่วนเกินในทีม เชลซี ยุคกุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด แถมเจอปัญหาบาดเจ็บรุมเร้ามาตลอดช่วง 2 ฤดูกาลหลังสุด ดังนั้นการย้ายมาร่วมก๊วน "เจ้าสัวน้อย" ภายใต้สัญญายืมตัวครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับ มิดฟิลด์ร่างใหญ่วัย 24 ปี ที่จะได้ทำผลงาน เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่า เขาไม่ใช่อีกหนึ่งแข้งที่เคยเป็นดาวรุ่งของอังกฤษ แต่กลับไปไม่สุด และเกมวันอาทิตย์นี้ ที่ ฟูแล่ม มีคิวบุกไปเยือน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เขามีแววที่จะถูกส่งลงสนามตั้งแต่วินาทีแรกเลย

 – แกเร็ธ เบล (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์)

หลังปิดดีลย้ายกลับมาจาก เรอัล มาดริด ด้วยสัญญายืมตัว 1 ซีซั่น ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนที่แล้ว เชื่อเหลือเกินว่า แฟนๆ "ไก่เดือยทอง" ต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ที่จะได้เห็น เบล กลับมาลงสนามภายใต้ยูนิฟอร์มของ สเปอร์ส เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ทว่าด้วยสภาพร่างกายที่ยังไม่พร้อม ทำให้ เบล ลงเล่นไม่ได้ตลอดช่วงหลายเกมที่ผ่านมา แต่เกมในวันอาทิตย์นี้ ที่ สเปอร์ส มีโปรแกรมเปิดบ้านทำศึกดาร์บี้แมตช์กรุงลอนดอนกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ถือว่ามีโอกาสไม่น้อยที่ ปีกจรวดชาวเวลส์วัย 31 ปี จะได้รับโอกาสโชว์ฝีเท้าจากกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ หลังจากที่มุ่งมั่นฟิตร่างกายจนกลับมาพร้อมอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายอย่างมากคือ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้เราจะไม่ได้เห็นภาพ เบล ได้รับการต้อนรับที่แสนอบอุ่นจากแฟนบอล "ไก่เดือยทอง" หลายหมื่นชีวิตที่สังเวียนแข้ง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม

โซลชาระเบิดพลังแฝง ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู ฟอร์มหรูย้ำแค้น ปารีสฯ

    ในยามที่กดดันเก้าอี้ร้อน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มักจะระเบิดพลังแฝงออกมาซึ่งในแมตช์เยือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง "น้าลูกอม" ได้โชว์กึ๋นชั้นยอดในการนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอกย้ำความแค้นใส่ "เปแอสเช" ด้วยการบุกชนะ 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา
    ระบบการเล่น 3-5-2 ของ โซลชา เต็มไปด้วยประสิทธิภาพในในเกมรับ และเกมรุก โดยเกมรับทั้ง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, อั๊กเซล ตวนเซเบ้ และ ลุค ชอว์ เล่นได้อย่างเหนียวแน่น ขณะที่ อารอน วาน-บิสซาก้า กับ อเล็กซ์ เตลลิส ช่วยเติมเกมบุกได้ยอดเยี่ยม และเกมรับเหนียวแน่น ทำให้แนวรุกเจ้าบ้านเล่นไม่ออก

    ขณะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยังคงเป็นหัวใจในเกมรุกของทีมเหมือนเดิม ส่วนคู่มิดฟิลด์ เฟร็ด กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระได้อย่างยอดเยี่ยม ด้านกองหน้าอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็โดดเด่น สำหรับ อองโตนี่ มาร์กซิยาล เล่นไม่ค่อยออก แถมยังทำเข้าประตูตัวเองอีกต่างหาก

    ส่วนอีกคนที่สำคัญมากๆ และมีส่วนช่วยให้ทีมชนะนั่นก็คือ ดาบิด เด เคอา เพราะเจ้าตัวโชว์ฟอร์มมหาเทพช่วยป้องกันจังหวะสำคัญๆ จากแนวรุกของ แซงต์-แชร์กแมง ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และฟอร์มของ นายด่านสแปนิช น่าจะทำให้หลายๆ คนหยุดสงสัยในตัวเขาซะที

 

 

1.  บรูโน่ นิ่งสงบไม่มีหวั่นไหว
    เกมนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือนักเตะที่มีหัวใจกล้าแกร่งไม่หวั่นไหวในการรับหน้าที่สังหารจุดโทษ แม้ว่าเขาเพิ่งจะทำพลาดยิงจุดโทษไม่เข้าในแมตช์ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่ถลุง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ตาม

    อองโตนี่ มาร์กซิยาล ช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เปรียบตั้งแต่นาทีที่ 25 เมื่อเขาโดนทำฟาวล์ในเขตโทษ และเป็น แฟร์นันด์ส ที่ขันอาสาจัดการยิงจุดโทษ โดยการยิงครั้งแรกเจ้าตัวใช้ลีลากระโดดยิงแต่โดน เคย์เลอร์ นาบาส เซฟเอาไว้ได้ แต่ท่านเปาให้ยิงใหม่ เพราะนายด่าน "เปแอสเช" ดันขยับออกมาจากเส้นก่อน
 

    เมื่อได้รับโอกาสครั้งที่สอง จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ไม่ยอมพลาดอีกครั้ง และเจ้าตัวแสดงให้เห็นถึงหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งภูผาหิน ด้วยการสังหารจุดโทษไปที่มุมเดิม แต่ครั้งนี้ นาบาส พุ่งผิดทาง ส่งผลให้บอลเข้าไปนอนเล่นในก้นตาข่ายอย่างสวยงาม

    สำหรับประตูขึ้นนำของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เหมือนเป็นการชดเชยจากกรณีที่พวกเขาเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว ในจังหวะที่ ดาบิด เด เคอา เซฟจุดโทษเกมกับ คริสตัล พาเลซ แต่โดนจับว่าขยับตัวออกมาก่อน และต้องยิงใหม่ สุดท้าย "ผีแดง" พ่ายแพ้คาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเดือนที่ผ่านมา

    ที่สำคัญฟอร์มของ แฟร์นันดส์ ในเกมนี้ต้องยอมรับว่าน่าประทับใจมากๆ เพราะนอกจากที่เขาจะเป็นหัวใจในการสร้างเกมบุก และรังสรรค์โอกาสในการทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมแล้ว เจ้าตัวยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะกัปตันทีมอีกด้วย 
 
2. เตลลิส ว่าที่จอมเปิดบอลชั้นยอด
    อเล็กซ์ เตลลิส แสดงให้เห็นถึงผลงานไม่ธรรมดาในเกมเปิดตัวของเขา แถมยังเป็นแมตช์ใหญ่เยือนกรุงปารีสซะด้วย โดยเขาโชว์ความเป็นนักเตะชั้นยอดในการเล่นเกมรุก ขณะเดียวกันยังรับหน้าที่จัดการเล่นลูกตั้งเตะซึ่งเจ้าตัวเปิดบอลได้ดียิ่งกว่าผู้เล่นเท้าซ้ายคนอื่นๆ ของ "ผีแดง" ในเวลานี้

    โดยเฉพาะจังหวะการเล่นลูกเตะมุม เตลลิส โชว์ให้เห็นถึงการเตะมุมที่อันตรายมากๆ และทุกครั้งที่ได้เตะมุมทางฝั่งขวาเขาจะรับหน้าที่เปิดเองซึ่งบอลที่เปิดเลี้ยวเข้าหาประตู และเกือบที่จะช่วยให้ "ปีศาจแดง" ได้ประตูที่สองในช่วงครึ่งแรกด้วย ขณะที่การเปิดบอลจากฝั่งซ้ายก็โดดเด่นไม่แพ้กัน

    ลองนึกภาพเวลาที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มี เอดินสัน คาวานี่ ลงสนามเพราะทีมจะมีหน้าเป้าชั้นยอดคอยทำหน้าที่ยิงประตู ฉะนั้นหากให้ เตลลิส ได้มีโอกาสเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ งานนี้บอกเลยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีสิทธิ์ได้ประตูอย่างแน่นอน

    ในส่วนของเกมรับ เตลลิส ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีไม่มีที่ติดในการคุมพื้นที่ฝั่งซ้ายได้อยู่หมัด แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่เกมแรกของเขาในสีเสื้อ "ปีศาจแดง" เท่านั้น แต่ผลงานแบบนี้น่าจะเป็นการบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ดาวเตะชาวบราซิเลียน พร้อมที่จะเป็นผู้เล่นตัวจริงของทีม และเขาจะทำให้ "ผีแดง" แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 
   
3. วาน-บิสซาก้า, ตวนเซเบ้ แข็งแกร่งน่าประทับใจ
    บอกเลยว่าเกมนี้ อารอน วาน-บิสซาก้า เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ "เปแอสเช" โดยเขาสามารถจัดการหยุดความเก่งฉกาจของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กับ เนย์มาร์ ได้อย่างยอดเยี่ยมทุกครั้งที่ทั้งสองคนนี้บุกเข้ามาอยู่ในพื้นที่การดูแลของเขา

    "เอดับเบิ้ลยูบี" สามารถรับมือทักษะชั้นยอดของ เอ็มบัปเป้ และ เนย์มาร์ ได้เป็นอย่างดี และยังโชว์การเสียบสกัดที่แม่นยำ รวมทั้งการปะทะ เอ็มบัปเป้ ส่งผลให้เขาพลาดโอกาสที่จะยิงประตู นอกจากนี้ "ไอ้แมงมุม" ยังแท็กเกิล มอยเซ่ คีน จนทำให้เขาเสียการครองบอล จนพลาดยิงประตู

    สถิติในแมตช์นี้ของ วาน-บิสซาก้า บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาสำคัญมากๆ เมื่อสกัดได้ 6 ครั้ง, ตัดบอลจากคู่แข่งได้ 2 ครั้ง และหยุดความร้อนแรงของ เนย์มาร์, เอ็มบัปเป้ ได้อยู่หมัด ฉะนั้นนี่เป็นอีกบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นหนึ่งในแบ็กขวาที่ดีที่สุดในเวลานี้

    ขณะที่ อั๊กเซล ตวนเซเบ้  ที่ลงเล่นเกมแรกให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2020 ทำผมได้ดีมากๆ โดยเขาทำหน้าที่เป็นปราการหลังได้อย่างดีไม่มีที่ติ โดยเฉพาะการจัดการกับ เนย์มาร์ และ เอ็มบัปเป้ ที่สำคัญยังมีชอตเด็ดในจังหวะดวลตัวต่อตัวกับ สตาร์ดังทีมชาติฝรั่งเศส และสามารถจัดการนักเตะได้อยู่หมัด

    แน่นอนว่าเกมนี้ถือเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์สำหรับสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" ที่เห็น ตวนเซเบ้ เล่นด้วยความนิ่งทั้งๆ ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กดดันหลายครั้งก็ตาม นอกจากนี้เขายังมีจังหวะเคลียร์บอลที่สุดยอด และด้วยฟอร์มแบบนี้ โซลชา คงพร้อมที่จะให้โอกาสกับเจ้าตัวมากยิ่งขึ้น
 
 4. สามแต้มเปิดตัวที่สุดยอดเยี่ยม
    ต้องยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในแมตช์นี้ โดยส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ โซลชา ในการวางแผนมาเป็นอย่างดีด้วยการใช้ระบบ 3-5-2 เนื่องจากทีมขาด แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำให้ "น้าลูกอม" จำเป็นต้องใช้ระบบนี้ และถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมมากๆ

    วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ตวนเซเบ้ และ ลุค ชอว์ ทำหน้าที่เป็นสามแนวรับที่สมบูรณ์แบบ โดยพวกเขาสามารถจัดการเกมบุกที่แสนดุดันของ แซงต์-แชร์กแมง ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ในแผงกองกลาง โซลชา เลือกดร็อป ปอล ป็อกบา กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค และส่ง เฟร็ด ยืนคู่กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ซึ่งทั้งคู่ทำหน้าที่ได้อย่างเข้าขารู้ใจ ที่สำคัญพวกเขายังช่วยให้ทีมเล่นเกมสวนกลับได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
 

    ในส่วนของแดนหน้าแม้ อองโตนี่ มาร์กซิยาล จะยิงไม่ได้แต่เขาคือคนที่เรียกจุดโทษให้ทีม ฉะนั้นก็พอจะหยวนๆ ให้อภัยในจังหวะที่โหม่งเข้าประตูตัวเอง รวมทั้งอีกหลายจังหวะที่มีโอกาสทำประตูแต่ยิงไม่ดี ส่วน มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ยังคงเป็นหัวหอกตัวความหวัง ความเร็ว และการยิงที่เฉียบคมของเขาช่วยให้ทีมได้ 3 คะแนนสำคัญในแมตช์นี้

    ฉะนั้นการออกมาเยือนถิ่นปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ พร้อมกับคว้าชัยชนะกลับเมืองแมนเชสเตอร์ ถือเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับทีม และยังเป็นกำลังใจให้กับบรรดาแข้ง "ปีศาจแดง" สำหรับแมตช์ที่พวกเขาจะต้องปะทะกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เกมลีกสัปดาห์นี้ 
 
5. ยืนหนึ่งต้อง เด เคอา เท่านั้น
    แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายคนเรียกร้องดร็อป ดาบิด เด เคอา ได้แล้ว และเปิดโอกาสให้ ดีน เฮนเดอร์สัน ได้ทำหน้าที่มือ 1 ซะที เพราะเชื่อว่า นายทวารชาวอังกฤษ มีศักยภาพที่จะดีกว่า โกลเลือดกระทิงดุ ที่มักจะโดนมองว่าฟอร์มตกในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้ เด เคอา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระดับฟอร์มการเล่นของเขายังคงสุดยอดเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมล่าสุดที่ปะทะกับ "เปแอสเช" เจ้าตัวโชว์ความเหนียวหนึบ และต้องบอกเลยว่าเขาคือหนึ่งในนักเตะสำคัญที่นำชัยชนะมาสู่ทัพ "ผีแดง" แมตช์นี้
 

    นายด่านทีมชาติสเปน มีจังหวะเซฟสำคัญๆ หลายครั้งเริ่มตั้งแต่การปฏิเสธจังหวะยิงประตูของ อังเคล ดิ มาเรีย ในนาทีที่ 11 จากนั้นก็โชว์ความเหนียวหนึบจากการยิงของ เลย์วิน คูร์ซาว่า ในนาทีถัดมา ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะในครึ่งหลังเขายังเซฟจังหวะยิงอย่างเหนือชั้นของ เอ็มบัปเป้ ในนาทีที่ 47  จากนั้นก็หยุดการยิงของ เนย์มาร์ ในนาทีที่ 82

    แน่นอนว่าฟอร์มการเซฟประตูของ เด เคอา ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด รอดพ้นจากหายนะในแมตช์นี้ แถมยังนำไปสู่การได้ชัยชนะด้วย ฉะนั้นหาก เฮนเดอร์สัน อยากจะรู้ว่าตัวเองควรจะมีมาตรฐานในระดับไหนถึงจะได้เป็นมือ 1 "ปีศาจแดง" ก็ให้ดูผลงานของ นายด่านเลือดกระทิงดุ เอาไว้ และหากยังทำไม่ได้ในระดับนี้ ก็ยากจะได้เป็นตัวจริง

ห่วยทุกตำแหน่ง! ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมสปอร์สยำใหญ่คาบ้าน

ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์อันเลวร้ายของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังพ่ายแพ้คาบ้านต่อ สเปอร์ส ถึง 6-1 เกมนี้แข้ง "ผีแดง" ครบสูตรคำว่า "ย่ำแย่" โดยเฉพาะเรื่องเกมรับที่ปล่อยให้คู่แข่งถลุงตาข่ายง่ายอีกแล้ว นอกจากนี้แนวรุกยังมาโดนใบแดงตอกย้ำอีกด้วย และนี่คือผลสอบของนักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนี้

ดาบิด เด เคอา 4

ไม่ได้แย่เหมือนแผงหลังที่อยู่หน้าเขาแต่ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบกับการเสีย 6 ประตูจากการยิงตรงกรอบ 8 ครั้งในเกมนี้ โดยเฉพาะลูกที่โดน ซน ฮึง-มิน ยิงลอดขา

อารอน วาน-บิสซาก้า 4

อาจจะเป็นคนที่ผิดพลาดน้อยที่สุดในแผงหลัง มีการทำถึง 4 แท็กเกิ้ล แต่ก็เจองานหนักในการประกบ ซน ที่มีความเร็วในลูกสวนกลับ ไม่ได้ทำประโยชน์มากนักเมื่อมีบอลอยู่กับตัว

เอริก ไบยี่ 2

มีโอกาสได้ลงเล่นตัวจริงแทนที่ ลินเดอเลิฟ แล้วแต่คว้าโอกาสไม่ได้ ลูกที่ 2 เขามัวแต่เหม่อจนตาม ซน ฮึง-มิน ไม่ทัน ขณะที่ลูกที่สามรับไปเต็มเนื่องจากจ่ายพลาดหน้าปากประตู

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ 3

ความผิดพลาดของเขาทำให้ทีมเสียประตูตีเสมอเร็วจนโมเมนตัมเปลี่ยน ยังเป็นคนที่เข้าบอลโฉ่งฉ่างจนเสียฟรีคิกและเสียประตูที่สองด้วย

ลุค ชอว์ 2

กลายเป็นบ่อน้ำมันรูเบ้อเร่อของเกมนี้ ทั้งการยืนตำแหน่งที่ผิดพลาดไปหมดจน สเปอร์ส ขึ้นเกมรุกแบบขวาผ่านตลอด รวมถึงมีส่วนกับการเสียประตูทั้งหลายลูก

ปอล ป็อกบา 4

ไม่ได้สร้างอิมแพ็คกับเกมรุกเลยแถมยังทำเสียบอลถึง 13 ครั้งเลยทีเดียว เข้าแท็กเกิ้ลพลาดจนทำเสียจุดโทษแบบง่ายๆ

เนมานย่า มาติช 3

แทบจะตามเกมรุกของสเปอร์สไม่ทัน ไม่ได้ทำแท็กเกิ้ลหรือตัดบอลแม้แต่ครั้งเดียวในครึ่งแรก

เมสัน กรีนวู้ด 4

ทำสุดความสามารถของเขา แต่ช่วยเกมรุกได้น้อย โอกาสง้างเท้านับครั้งได้

บรูโน่ แฟร์นันด์ส 5.5

    อุตส่าห์ยิงจุดโทษให้ทีมขึ้นนำเร็วแท้ๆ แต่พอทีมเสียประตูตีเสมอและเสียโมเมนตัมบทบาทก็น้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งโดนเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่ง

มาร์คัส แรชฟอร์ด 4

มีโอกาสหลุดไปยิงชนเสาแต่เป็นจังหวะล้ำหน้าและก็แทบไม่มีบทบาทกับเกมเนื่องจากบอลไปไม่ถึงเขามากนักโดยเฉพาะครึ่งหลังที่โดนจับโยกไปเล่นกองหน้า

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล 3

เรียกจุดโทษให้กับทีมได้สำเร็จแต่เรื่องดีของเขาทั้งเกมมีแค่นั้น อาจจะไม่แฟร์นักที่โดนใบแดงอยู่คนเดียว แต่ต้องยอมรับว่าเป็นบทเรียนสำคัญของเจ้าตัวไม่ให้ใช้อารมณ์มากเกินไป

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม

เฟร็ด 4 (ลงมาแทน บรูโน่ แฟร์นันด์ส น.46)

ถูกส่งมาเพื่อให้แดนกลางเข้าที่มากขึ้นแต่สุดท้ายไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่นัก แถมจ่ายขึ้นหน้าพลาดหลายครั้ง

สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ 4 (ลงมาแทน เนมานย่า มาติช น.46)

ไม่ต่างจาก เฟร็ด เนื่องจากไม่ได้ช่วยแดนกลางให้ดีขึ้น

ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค 5 (ลงมาแทน เมสัน กรีนวู้ด น.68)

ลงมาเล่นทางฝั่งขวาแต่ได้บอลค่อนข้างน้อย

 

แมนยู สโมสรลงทุนนักเตะดาวรุ่งมากที่สุด

เด็กวันนี้เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า !  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่ทุ่มเงินในการซื้อนักเตะดาวรุ่งมาร่วมทีมแบบไม่อั้น โดยพวกเขาเชื่อมั่นว่าผู้เล่นเหล่านี้จะเป็นอนาคต และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับยอดทีมแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด  

เป็นที่รู้กันดีว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คือหนึ่งในสโมสรที่ผลิตนักเตะเยาวชนขึ้นมาประดับวงการลูกหนังมากมาย และที่โดดเด่นดังคับโลกคงหนีไม่พ้นเหล่าแก๊ง "คลาส ออฟ 92" ได้แก่ เดวิด เบ็คแฮม, ไรอัน กิ๊กส์, แกรี่-ฟิล เนวิลส์", นิคกี้ บัตต์ และ พอล สโคลส์ ภายใต้การอบรมบ่มนิสัยจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

หลังจากหมดยุค "คลาส ออฟ 92" แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงผลิตนักเตะดาวรุ่งขึ้นมาประดับทีมอย่างต่อเนื่องอย่างเช่น แดนนี่ เวลเบ็ค, อัดนาน ยานาไซ, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ และอีกหลายๆ คน รวมทั้ง ปอล ป็อกบา (ย้ายไปดังกับ ยูเวนตุส) แม้ว่าจะไม่ดังไม่ปังเท่ากับรุ่นพี่ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า "ผีแดง" ยังคงให้ความสำคัญกับดาวรุ่งอยู่เสมอ

สำหรับเรื่องการวางรากฐานให้กับสโมสรเป็นสิ่งที่แมนฯ ยูไนเต็ด พยายามทำมาตลอด ด้วยเหตุนี้ทำให้พวกเขาจึงพร้อมที่จะทุ่มเงินคว้านักเตะดาวรุ่งมาร่วมทีม นั่นจึงทำให้ "เร้ด เดวิลส์" เป็นทีมที่ลงทุนกับนักเตะวัยละอ่อนมากที่สุดในปัจจุบัน
    
แมนฯ ยูฯ ตัดสินใจทุ่มเงินซื้อ อาหมัด ดิยัลโล่ ตราโอเร่ ปีกดาวรุ่ง วัย 18 ปีจาก อตาลันต้า มาร่วมทัพด้วยค่าตัวเบื้องต้น 18 ล้านปอนด์ (ราว 684 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามค่าตัวของนักเตะจะพุ่งไปถึง 37 ล้านปอนด์ (ราว 1,406 ล้านบาท) เลยทีเดียว นอกจากพวกเขายังคว้าตัว ฟากุนโด้ เปยิสตรี ปีกดาวรุ่งจาก คลับ แอตเลติโก เปนารอล มาเสริมทัพด้วย โดย ดาวเตะวัย 18 ปี มีศักยภาพที่พร้อมที่ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ได้เลย

อยู่หรือไปเดี๋ยวได้รู้ ! 7 เกมสำคัญที่อาจชี้ชะตาอนาคต โซลชา

อนาคตของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในการนั่งกุมบังเหียนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" ทำผลงานได้น่าผิดหวังในช่วงต้นฤดูกาล 2020/2021 โดยพวกเขาแพ้ไปแล้ว 2 เกมจาก 3 แมตช์ที่ลงสนาม ที่สำคัญยังเป็นการพ่ายยับคาถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด พร้อมกับฟอร์มที่ไม่ดีเอาซะเลย
    "น้าลูกอม" เหมือนโดนฟ้ากลั่นแกล้งเพราะผลงานที่ว่าย่ำแย่ในเวลานี้ แถมยังมาโดนโปรแกรมที่แสนโหดเหลือเกิน เพราะหลังจากที่หมดช่วงพักเบรกทีมชาติ ทัพ "ปีศาจแดง" มีคิวต้องลงเล่นในแมตช์ที่ต้องบอกว่าสุดหิน เนื่องจากแต่ละทีมที่จะเจอออกไปทางแกร่งเลยทีเดียว

    จากผลงานในเกมพรีเมียร์ลีกที่แพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3 ตามด้วยการโดน "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไล่ต้อนยับ 1-6 ทำให้ขาเก้าอี้ของ โซลชา เริ่มออกอาการโคลงเคลง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ "เร้ด เดวิลส์" เริ่มมีกระแสข่าวลือเรื่องการทาบทาม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ มักซิมิเลียโน่ อัลเลกรี เข้ามารับเผือกร้อนแทน

    การที่มีรายงานว่าบอร์ดบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด พยายามติดต่อ 2 กุนซือชั้นยอดที่ยังว่างงานในเวลานี้ เพราะพวกเขาดูเหมือนจะพยายามเตรียมแผนสำรอง เนื่องจาก "ปีศาจแดง" กำลังมีโปรแกรมที่น่าเป็นห่วงมาก 7 แมตช์ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นการชี้ชะตาอนาคตของ โซลชา ก็ว่าได้

    สำหรับโปรแกรม 7 พิฆาตผ่าอนาคต "น้าลูกอม" ว่าจะอยู่หรือไป โดยจะเริ่มตั้งแต่ช่วงสัปดาห์นี้เมื่อพวกเขาต้องเดินทางไปเยือน "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่สนามเซนต์ เจมส์ พารค์ ในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ โดยการที่แมตช์นี้ยังคงต้องเล่นแบบไม่มีกองเชียร์ อาจจะทำให้นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ขาดแรงกระตุ้น และความมั่นใจไปบ้าง

     หลังจากจากนั้นก็ต้องเดินทางไปยังกรุงปารีส เพื่อปะทะกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับว่า "เปแอสเช" เป็นทีมที่แข็งแกร่ง แมนฯ ยูฯ และคงทำให้ ยอดทีมแห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้องเจอกับงานสุดหินในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม  เอช

     แม้ว่าหลังจากไปเยือนเมืองหลวงดินแดนน้ำหอมแล้ว พวกเขาจะกลับมาเฝ้า "โรงละครแห่งความฝัน" ในเกมพรีเมียร์ลีก แมตช์ต่อไปก็ตาม แต่คู่แข่งดันเป็น "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่อุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าระดับพระกาฬแถมฟอร์มกำลังดีวันดีคืน งานนี้คงทำให้ โซลชา ต้องเตรียมทีมให้ดี ไม่งั้นอาจจะเกิดโศกนาฎกรรมคาบ้านแบบย่อยยับเหมือนตอนที่รับมือ สเปอร์ส

    โปรแกรมต่อไปคือการไปพบกับ แอร์เบ ไลป์ซิก สโมสรที่ฟอร์มแรงมากๆ และได้เข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ฉะนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องวางแผนมาให้รัดกุม แต่อย่างน้อยๆ การเล่นในบ้านน่าจะทำให้พวกเขาพอจะอุ่นใจได้บ้าง

    หลังจากรับมือกับ ไลป์ซิก แล้ว โซลชา ยังต้องเจอกับงานสุดหินอีกแมตช์เมื่อต้องดวลกับ อาร์เซน่อล ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แน่นอนว่าตอนนี้ "เดอะ กันเนอร์ส" ภายใต้การกุมบังเหียนของ มิเกล อาร์เตต้า กำลังฟอร์มดีขึ้นเรื่อยๆ แถมยังได้แชมป์มาแล้ว 2 รายการ (เอฟเอ คัพ กับ คอมมิวนิตี้ ชิลด์) ทำให้พวกเขามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ที่สำคัญผลงานในลีกช่วงต้นซีซั่นก็ดูดีมีอนาคต

     ฟอร์มของ อาร์เซน่อล ในเกมลีกค่อนข้างดีเลยทีเดียว เมื่อพวกเขาเก็บชัยชนะได้ 3 เกมจาก 4 แมตช์ โดยเกมที่แพ้ก็เกิดขึ้นในการปะทะกับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า ที่สนามแอนฟิลด์ ที่สำคัญฟอร์มในแมตช์นั้น "เดอะ กันเนอร์ส" เล่นได้ดีเยี่ยม แต่สู้ความเฉียบของเจ้าบ้านไม่ได้เท่านั้นเอง

    หลังจากจบเกมรับมือ "ไอ้ปืนใหญ่" แล้ว โซลชา แทบไม่มีเวลาให้คิดทบทวนอะไรมากนัก เนื่องจากเขาจะต้องนำลูกทีมบินทะยานฟ้าไปยังประเทศตุรกี เพื่อพบกับ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ซึ่งเป็นสโมสรที่คว้าแชมป์ลีกดินแดนไก่งวง ซีซั่นที่ผ่านมา ฉะนั้นนี่ไม่ใช่งานง่ายๆ สำหรับ แมนฯ ยูฯ ที่สำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตุรกีเป็นดินแดนที่สร้างปัญหาให้กับทัพ "ผีแดง" อยู่บ่อยๆ ซะด้วย

     นอกจากนี้ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ยังมีนักเตะหลายคนที่ผ่านการเล่นในพรีเมียร์ลีก อย่างเช่น เดมบา บา, นาเซอร์ ชาดลี่, มาร์ติน สเคอร์เทล และ ราฟาเอล ดา ซิลวา ซึ่งแน่นอนว่านักเตะเหล่านี้ย่อมมีประสบการณ์ในการเจอกับ แมนฯ ยูฯ มาแล้ว และน่าจะมีประโยชน์เมื่อต้องสู้กับพวกเขาอีกครั้ง

     ตบท้ายแมตช์ที่สำคัญมากๆ ซึ่งไม่รู้ว่า โซลชา จะยังได้นั่งอยู่ในเก้าอี้กุนซือ "ปีศาจแดง" หรือไม่ แต่หากยังอยู่เกมนี้ถือว่าสุดหินจริงๆ เพราะทีมจะต้องไปเยือน "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงเก็บชัยชนะ 4 เกมรวดในลีก รั้งตำแหน่งจ่าฝูงในเวลานี้

    เอฟเวอร์ตัน ภายใต้การกุมบังเหียนของกุนซือคาร์โล อันเชลอตติ เล่นได้อย่างดุดันในเกมรุก และรัดกุมในเกมรับ ฉะนั้นนี่ถือเป็นงานที่เปรียบเสมือนเข็นครกขึ้นภูเขาสำหรับ โซลชา จริงๆ และเขาต้องพยายามวางแผนให้ดีที่สุดในการสู้กับกึ๋นของ "คาร์เล็ตโต้"


 

    แน่นอนว่า หลังเกมพักเบรกทีมชาติ หาก โซลชา สามารถนำทีมทำผลงานได้ดีพร้อมกับโชว์ฟอร์มได้โดดเด่น ก็ถือว่าเหมาะสมที่จะได้อยู่ยื้ออนาคตกับต้นสังกัดต่อไป

    แต่หากเจ้าตัวทำไม่ได้ คงต้องมาลุ้นกันว่าบอร์ดบริหารจะยอมอดทนและให้โอกาสเขาอีกต่อไปไหน เพราะการที่จะปลุกปีศาจต้องใช้ปีศาจ อาจจะไม่ใช่คำตอบ (อีกต่อไป) !!!??!! ว่าซั่น……