เฮนเดอร์สันรอรับทรัพย์, เด เคอา ยืน 1 ! เปิดค่าเหนื่อยนักเตะแมนยู

ดาบิด เด เคอา นายทวารชาวสแปนิช คงจะต้องหวาดหวั่นกับการรักษาตำแหน่งมือ 1 ทัพ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อต้นสังกัดเตรียมจับ ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูจอมหนึบ ขยายสัญญาออกไปถึง 4 ปี ซึ่งงานนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าต้นสังกัดเชื่อมั่นว่า โกลชาวอังกฤษ จะเป็นอนาคตของทีม

    นายด่านปราการสุดท้าย วัย 23 ปีทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วงระหว่างที่ถูกส่งไปเฝ้าเสากับ "ดาบคู่" เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซีซั่นที่ผ่านมา ทำให้บรรดาสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต่างเรียกร้องสโมสรให้โอกาสกับ เฮนเดอร์สัน ในการเฝ้าเสาตัวจริง "ผีแดง" แทน เด เคอา ที่เล่นผิดพลาดบ่อยครั้งจนสร้างความเสียหายให้กับทีม

    ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เล็งเห็นว่า เฮนเดอร์สัน มีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพของเขาไปได้อีกครั้ง จึงได้สะกิดบอร์ดบริหารให้ยื่นสัญญาใหม่กับนักเตะพร้อมเพิ่มจำนวนค่าเหนื่อยจากเดิม 60,000 ปอนด์ (ราว 2.28 ล้านบาท) เป็น 100,000 ปอนด์ (ราว 3.8 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

 

    นอกจากนี้ในสัญญาฉบับใหม่ยังมีออปชั่นสามารถขยายสัญญาเพิ่มได้อีก 1 ปี ที่การยื่นค่าเหนื่อยล่อใจในครั้งนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องแบกรับค่าเหนื่อยให้กับคนในตำแหน่งนายทวารในทีมชุดใหญ่รวมแล้ว 575,000 ปอนด์ (ราว 21.85 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ เลยทีเดียว

     เด เคอา รับเงินอยู่ที่สัปดาห์ละ 350,000 ปอนด์ (ราว 13.3 ล้านบาท) ขณะที่ เซร์คิโอ โรเมโร่ ฟันเงินในตอนนี้ 70,000 ปอนด์ (ประมาณ 2.66 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ส่วน ลี แกรนท์ รับเงินอยู่ที่สัปดาห์ละ 30,000 ปอนด์ (ราว 1.14 ล้านบาท)

 

    ในขณะเดียวกันค่าเหนื่อยที่ เฮนเดอร์สัน ได้รับอยู่ในระดับเดียวกัน บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ในส่วนของ โอเดียน อิกาโล่ หัวหอกตัวยืมชาวไนจีเรีย ได้รับค่าเหนื่อยจากสโมสรถึง 125,000 ปอนด์ (ราว 4.75 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

 

     สำหรับ เมสัน กรีนวู้ด กองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรง ได้มีการอัพเกรดค่าเหนื่อยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงระหว่างที่นักเตะสามารถแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ จำนวน 40,000 ปอนด์ (ราว 1.52 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ในส่วนของ เจสซี่ ลินการ์ด ปีกอินสตราแกรมแม้ผลงานไม่เข้าตาแฟนบอล "ผีแดง" แต่ยังได้รับค่าเหนื่อยถึง 75,000 ปอนด์ (ราว 2.85 ล้านบาท)

 

     แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเหนื่อยให้กับนักเตะประมาณ 352 ล้านปอนด์ (ราว  13,376 ล้านบาท) ซึ่งรวมทั้งนักเตะและสตาฟฟ์โค้ช ในช่วงระหว่างฤดูกาล 2018/2019 ขณะที่ในปีนี้ค่าใช้จ่ายของพวกเขาเพิ่มขึ้นถึง 56 เปอร์เซนต์ ประมาณ 627 ล้านปอนด์ (ราว 23,826 ล้านบาท)

    ที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นก็คือเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ผู้เล่น 11 รายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีรายได้มากกว่า 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว
 
    อันดับค่าเหนื่อยนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
นักเตะ                            ค่าเหนื่อยต่อปี (ปอนด์)                               ค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์ (ปอนด์)
1. ดาบิด เด เคอา                 19.5 ล้าน  (ราว 741 ล้านบาท)                350,000 (ราว 13.3 ล้านบาท)
2. . ปอล ป็อกบา                  15 ล้าน (ราว  570 ล้านบาท)                   290,000 (ราว 11.02 ล้านบาท)
3. อองโตนี่ มาร์กซิยาล          13 ล้าน (ราว 494 ล้านบาท)                    250,000  (ราว 9.5 ล้านบาท)
4.  มาร์คัส แรชฟอร์ด              10.4 ล้าน   (ราว 395.2 ล้านบาท)           200,000 (ราว 7.6 ล้านบาท)
5. แฮร์รี่ แม็กไกวร์                   9.8 ล้าน   (ราว 372.4 ล้านบาท)            189,000 (ราว 7.18 ล้านบาท)
6.  ฆวน มาต้า                        8.3 ล้าน  (ราว 315.4 ล้านบาท)             160,000 (ราว 6  ล้านบาท)
7. ลุค ชอว์                            7.8 ล้าน  (ราว 296.4 ล้านบาท)             150,000 (ราว 5.7 ล้านบาท)
8. โอเดียน อิกาโล่                  6.5 ล้าน (ราว 247 ล้านบาท)                 120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
9. เฟร็ด                                6.2 ล้าน (ราว 247 ล้านบาท)                  120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
9. วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ               6.2 ล้าน  (ราว 247 ล้านบาท)                 120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
9. เนมานย่า มาติช                    6.2 ล้าน (ราว 247 ล้านบาท)                  120,000 (ราว 4.56 ล้านบาท)
12. บรูโน่ แฟร์นันด์ส                5.1 ล้าน  (ราว 193.8 ล้านบาท)             100,000 (ราว 3.8 ล้านบาท)
12. ดีน เฮนเดอร์สัน                 5.1 ล้าน (ราว 193.8 ล้านบาท)              100,000 (ราว 3.8 ล้านบาท)
14. อารอน วาน-บิสซาก้า          4.6 ล้าน (ราว 174.8 ล้านบาท)               90,000 (ราว 3.42 ล้านบาท)
15. เอริก ไบยี่                        4.1 ล้าน (ราว 155.8 ล้านบาท)              80,000 (ราว 3.04 ล้านบาท)
15. มาร์กอส โรโฮ                    4.1 ล้าน (ราว 155.8 ล้านบาท)              80,000 (ราว 3.04 ล้านบาท)
17. ฟิล โจนส์                        3.9 ล้าน  (ราว 148.2 ล้านบาท)              75,000 (ราว 2.85 ล้านบาท)
17. เจสซี่ ลินการ์ด                    3.9 ล้าน (ราว 148.2 ล้านบาท)              75,000 (ราว 2.85  ล้านบาท)
19. คริส สมอลลิ่ง                    3.6 ล้าน (ราว 136.8 ล้านบาท)              70,000 (ราว 2.6 ล้านบาท)
19. เซร์คิโอ โรเมโร่                    3.6 ล้าน (ราว 136.8 ล้านบาท             70,000 (ราว 2.6 ล้านบาท)
21. สกอตต์ แม็คโทมิเนย์            3.1 ล้าน (ราว 117.8 ล้านบาท)               60,000 (ราว 2.28 ล้านบาท)
22. แดเนียล เจมส์                    2.3 ล้าน  (ราว 87.4 ล้านบาท)              45,000 (ราว 1.71 ล้านบาท)
23. เมสัน กรีนวู้ด                      2 ล้าน (ราว 76 ล้านบาท)                     40,000 (ราว 1.52 ล้านบาท)
24. ลี แกรนท์                          1.5 ล้าน (ราว  57 ล้านบาท)                   30,000 (ราว 1.14 ล้านบาท)
24. อันเดรส เปเรยร่า                 1.5 ล้าน (ราว  57 ล้านบาท)                30,000 (ราว 1.14  ล้านบาท)
26. ดีโอโก้ ดาโลต์                    1.3 ล้าน  (ราว 49.4 ล้านบาท)               25,000 (ราว 950,000 บาท)
27. ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์                780,000  (ราว 29.6 ล้านบาท)         15,000 (ราว 570,000 บาท)
28. อักเซล ตวนเซเบ้                    780,000 (ราว 29.6 ล้านบาท)           15,000 (ราว 570,000 บาท)

ฟูลแบ็กอาการหนัก, แนวรุกไม่คม ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู พ่าย เซบีย่า อดชิงยูโรปา ลีก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่สุดท้ายสู้ความช่ำชองของ เซบีย่า ไม่ได้ส่งผลให้ทีมแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ "ปีศาจแดง" ต้องเจ็บช้ำกับการตกรอบตัดเชือก 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้
    "ผีแดง" มีโอกาสที่จะได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ หลังจากที่พวกเขาได้ประตูขึ้นนำจากจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แต่น่าเสียดายที่ทีมมาโดนตีเสมอ จากซูโซ่ และถูก ลุค เดอ ยอง ซัดประตูชัยในครึ่งหลัง ส่งให้ เซบีย่า ได้เข้าชิงถ้วยใบเล็กยุโรปครั้งที่ 6

    ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องกลับไปเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า โดยมีความเป็นไปได้ที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะต้องเสริมแกร่งทั้งในเกมรับ และเกมรุก ซึ่งในแมตช์นี้ขาดความเฉียบคมไปพอสมควร

1. ยิงทิ้งยิงขว้าง


    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คงแทบอยากจะเปลี่ยนตัวเองลงไปเล่นแทน เพื่อเป็นการแสดงให้บรรดาลูกทีมได้เห็นว่าการจบสกอร์ที่เด็ดขาดและเฉียบคมเป็นยังไง หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" สามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากมายโดยเฉพาะในครึ่งหลัง แต่ดันไม่เด็ดขาด

    แมตช์นี้ "เร้ด เดวิลส์" สร้างโอกาสบริเวณหน้าประตูได้ถึง 20 ครั้ง แต่พวกเขาไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้เลย ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการยิงประตูของเหล่ากองหน้าตัวความหวังทั้ง อองโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เมสัน กรีนวู้ด

    โดยเฉพาะในกรณีของ มาร์กซิยาล ที่หลุดเข้าไปในเขตโทษ 2-3 ครั้งแต่ดันยิงไปติดผู้รักษาประตู และยิงแบบไม่มีลุ้น ซึ่งหาก หัวหอกชาวฝรั่งเศส เปลี่ยนจังหวะเหล่านั้นให้เป็นประตู รูปเกมคงจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ฉะนั้นนี่คือสิ่งที่นักเตะต้องกลับไปแก้ไข หากต้องการยึดตำแหน่ง "หน้าเป้า" ถาวร

    จะว่าไปแล้วโอกาสที่ แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างขึ้นมา และยิงไม่ได้ส่วนหนึ่งก็มาจากความเหนียวหนึบของ ยาสซีน บูนู ที่สามารถป้องกันจังหวะเหล่านั้นได้หมด โดยเฉพาะในต้นครึ่งหลังเจ้าตัวเซฟเป็นพัลวัน ทำให้ทีมยังคงรักษาสกอร์เสมอ 1-1 เอาไว้ได้
 
2. มหัศจรรย์ แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือหัวใจของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง เพราะเขาเป็นคนที่คอยปั้นเกมรุกให้กับทีม และยังสามารถปั่นเกมคู่แข่งได้ตลอดเวลา ที่สำคัญการยิงจุดโทษของนักเตะก็สุดฉมัง จนทำให้ทีมยกให้เป็นมือ 1 ในการสังหารจุดโทษไปแล้ว

    สำหรับประตูที่ทำให้ทีมขึ้นนำมาจากจังหวะจุดโทษซึ่งเป็นครั้งที่ 22 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ โดยตอนนี้เขามีส่วนกับการที่ทีมได้ประตูถึง 20 ลูก โดยเป็นการตะบันเอง 12 ประตู กับอีก 8 แอสซิสต์ ซึ่งมีแค่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่มีสถิติเหลือกว่าเขาจาก 5 ลีกชั้นนำในยุโรป

     จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส เป็นจุดศูนย์รวมในการเล่นเกมบุกของ "ปีศาจแดง" โดยมีหลายจังหวะที่ แฟร์นันด์ส ผ่านบอลสวยๆ ให้เพื่อนร่วมทีมได้ยิงประตู โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่ผ่านบอลให้ เมสัน กรีนวู้ด ได้ซัดจ่อๆ แต่ไปติดเซฟของ ยาสซีน บูนู

    อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็เปิดบอลสุดฉมังให้ มาร์กซิยาล ได้ซัด แต่ยังไม่ผ่านมือ บูนู อีกตามเคย ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดฝอยทอง ได้บอลจาก มาร์กซิยาล บริเวณเขตโทษ และซัดเต็มเหนี่ยว แต่น่าเสียดายที่แนวรับของ เซบีย่า วิ่งเข้ามาป้องกันได้ทัน

    ต้องยอมรับเลยว่าเกมนี้ เซบีย่า ไม่าสมารถจัดการกับ แฟร์นันด์ส ได้ เขาแสดงให้เห็นถึงพลังกำลังในการเล่น และเทคนิคชั้นยอดในการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม แต่น่าเสียดายวันนี้ไม่ใช่วันของ แมนฯ ยูฯ เพราะแนวรุกขาดความเฉียบคมอย่างน่าเหลือเชื่อ

3. ฟูลแบ็กไร้ประสิทธิภาพ

    ปกติแล้วฟูลแบ็กของแมนฯ ยูไนเต็ด จะทำผลงานได้ดีแต่ในแมตช์นี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า กับ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ โดยพวกเขาไม่สามารถเติมเกมบุกขึ้นมาสร้างความอันตรายให้เกมรับ เซบีย่า ได้เลย แถมเกมรับยังหลวมโคกอีกต่างหาก

    ในจังหวะที่ทีมเสียประตูตีเสมอเริ่มต้นจาก ลูกัส โอกัมโปส ตัดหลังให้ เซร์คิโอ เรกีลอน ขณะที่ วาน-บิสซาก้า วิ่งตามไม่ทัน ก่อนที่จะผ่านไปให้ ซูโซ่ ซึ่งได้ยืนโล่งๆ สบายๆ เพราะ วิลเลี่ยมส์ ดันหลุดตำแหน่ง ทำให้เขาจัดการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย ชนิดที่ ดาบิด เด เคอา หมดปัญญาป้องกันจริงๆ

    ต้องบอกเลยว่า วาน-บิสซาก้า ค่อนข้างจะเล่นแบบตื่นๆ ไม่เหมือนกันช่วงที่ผ่านมา ที่เขาจะมีอาการนิ่งมากกว่านี้ โดยเฉพาะในจังหวะเสียประตูที่สองหากจะโทษว่าเป็นการประกบที่ผิดพลาดของ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ก็ได้ แต่ แบ็กขวาดาวรุ่งเลือดผู้ดี ก็ต้องรับผิดชอบด้วย ที่ไม่วิ่งเข้ามากดดัน ลุค เดอ ยอง ทำให้เขาซัดประตูได้สบายอุรา

    สำหรับ วิลเลี่ยมส์ ต้องบอกเลยว่านี่คือแมตช์ที่จะทำให้เขาจดจำไปอีกนาน เพราะเกมนี้เจ้าตัวเล่นไม่ออก และยังเป็นบ่อน้ำมันชั้นดีให้ เซบีย่า บุกเข้าไปลุ้นทำประตู ที่สำคัญนักเตะยังเล่นออกแนวตื่นสนามทำให้งานนี้ก็เลยโดนแข้งประสบการณ์ของทีมดังจากสเปน จัดการปั่นป่วนจนเสียขบวน

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทั้งประตูตีเสมอ และประตูชัยของ เซบีย่า เริ่มต้นจากบริเวณฟูลแบ็กทั้งสองฝั่ง ซึ่งงาน โซลชา คงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการแก้ไขปัญหานี้ หากไม่อยากที่จะต้องเจ็บช้ำในการลุ้นความสำเร็จในฤดูกาล 2020/2021

4.  ลินเดอเลิฟ VS แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับเลยว่านี่คือค่ำคืนที่แสนน่าผิดหวังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะคู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ในแมตช์นี้ โดยเฉพาะในรายของ ลินเดอเลิฟ มีกรณีให้ต้องพูดถึงอย่างมาก

    จังหวะที่ "ปีศาจแดง" เสียประตูที่สอง หลายคนมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ลินเดอเลิฟ ยืนผิดตำแหน่ง ทำให้ ลุค เดอ ยอง มีโอกาสซัดโล่งๆ ขณะที่ วาน-บิสซาก้า ก็ไม่ทำอะไรปล่อยให้คู่แข่งได้เล่นสบายๆ และแน่นอนว่าเมื่อเสียประตูอารมณ์ก็ถาโถมเข้าใส่นักเตะทุกคน

    ด้วยความที่ แฟร์นันด์ส พยายามชี้ให้เห็นถึงการเล่นที่ผิดพลาดจนทำให้ทีมเสียประตู แต่ด้วยอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล ทำให้ ลินเดอเลิฟ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิดพลาดแถมยังจัดการด่ากลับด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนกลายเป็นภาพที่แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นกันไปแล้ว

    แม้ว่าหลังจบเกม โซลชา จะไม่ได้ตำหนิ ลินเดอเลิฟ ที่ทำพลาดในจังหวะนั้น แต่ก็ยอมรับว่าทีมควรมีการป้องกันจังหวะการเปิดบอลจากบริเวณด้านข้างให้ดีกว่า ซึ่งการพูดแบบนี้ดูเหมือนว่า "น้าลูกอม" จะบอกเป็นนัยๆ ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องหาคู่หูคนใหม่มาเล่นกับ แม็กไกวร์ ซะแล้ว

5. พลาดเข้าชิง 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้

    โซลา ต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างมาในฤดูกาลนี้เมื่อเขาค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมาและทะลุเข้าไปลุ้นความสำเร็จถึง 3 รายการได้แก่ คาราบาว คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูโรปา ลีก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝันทั้ง 3 ทัวร์นาเมนต์ เพราะต้องโบกมือลารอบตัดเชือกเรียบวุธ

    สำหรับในเกม คาราบาว คัพ ต้องพ่ายให้กับ แมนฯ ซิตี้ แบบเหย้า-เยือน ในขณะที่การดวลเกมฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก็ต้องเจอทีเด็ดของ "สิงโตน้ำเงินคราม" ส่วนในการชิงชัยถ้วยใบเล็กยุโรป ต้องพ่ายให้กับเจ้าพ่อของโทรฟี่รายการนี้

    อย่างไรก็ตามในเกมยูโรปา ลีก รอบตัดเชือก สิ่งหนึ่งน่าจะทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" พอจะมีรอยยิ้มอยู่บ้างก็คือสไตล์การเล่นที่สนุกเร้าใจ และสามารถไล่กดบดขยี้ เซบีย่า จนแทบอยู่หมัด แต่น่าเสียดายที่ทีมขาดความเฉียบคมทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ไปหลายครั้ง ซึ่งเป็นจุดที่ต้องแก้ไขเป็นการด่วน

มาร์ติเนซควงลูกากูเบิ้ล! อินเตอร์ถล่มชัคตาห์ ลิ่วชิงเซบีย่า ยูโรปาลีก

 "งูใหญ่" ทะยานเข้าชิงดำได้สำเร็จหลังไล่ถล่มเอาชนะ  ชัคตาร์ โดเนตส์ค แบบเละเทะ 5-0 เกมนี้ โรเมลู ลูกากู ควงรุ่นน้อง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ยิงคนละสองเม็ด ก่อนพา อินเตอร์ มิลาน ทะยานเข้าไปชิงชนะเลิศได้เป็นหนแรกในรอบ 22 ปี ของรายการนี้ โดยจะเข้าไปพบ เซบีย่า วันศุกร์นี้ ในศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบรองชนะเลิศ ที่ประเทศเยอรมัน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : แมร์เคอร์ สปีล-อารีน่า, ดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมัน

    เกมยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง อินเตอร์ มิลาน ตัวแทนจากอิตาลี ที่รอบ 8 ทีมสุดท้ายผ่าน ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 เข้ามาพบกับ ชัคตาร์ โดเนตส์ค ทีมดังจากยูเครน ซึ่งคว้าชัยเหนือ บาเซิ่ล มาแบบไม่ยาก 4-1 โดยผู้ชนะจะผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศพบกับ เซบีย่า ที่เอาชนะ แมนฯยูไนเต็ด ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม นี้

    อันโตนิโอ คอนเต้  เกมนี้ยังใช้แข้งชุดเก่งวางหน้าคู่เป็น  โรเมลู ลูกากู และเลาตาโร่ มาร์ติเนซ โดยมี แอสชลี่ย์ ยัง ขับเคลื่อนริมเส้นร่วมกับ มาร์เซโล่ โบรโซวิช และโรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ ขณะที่ อดีตแชมป์ปี 2009 จากยูเครน ที่มี หลุยส์ กาสโตร คุมทัพยังฝากความหวังไว้ที่แข้ง บราซิเลี่ยน ทั้ง มาร์ลอส, อลัน แพทริค และ ไทซอน

    ออกสตาร์ทครึ่งแรก นาที 19 โอกาสยิงหนแรกของเกมกลายเป็น อินเตอร์ มิลาน ที่ได้โอกาสแล้วส่งบอลซุกก้นตาข่ายทันที หลังฉกความผิดพลาดของ อังเดร เปียตอฟ ผู้รักษาประตูของชัคตาร์ฯ ที่ออกบอลพลาด กลายเป็นจ่ายเลียดเข้ากลางก่อนโดน นิโกโล่ บาเรลล่า ตัดบอลขึ้นมาด้านขวา แล้วครอสมาในกรอบสุดแม่นให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ โฉบมาโหม่งบอลเข้าไปอย่างสวยงาม ให้ "งูใหญ่" ออกนำ 1-0

    นาที 26 อินเตอร์ฯ เกือบได้เสียวอีก หลัง อเลสซานโดร บาสโตนี่ ครอสบอลมาในกรอบ 6 หลา ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ พุ่งชาร์จไม่ตรงกรอบบอลเลยไปเสาไกล แม้ว่า เลาตาโร่ มาร์ติเนซ จะพุ่งมาตามซ้ำแต่ซัดไปเข้าข้างตาข่าย ก่อนผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ มาร์ติเนซ ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

    กลายเป็น "งูใหญ่" ที่เปิดเกมรุกเข้าใส่เสียมากกว่า นาที 34 ได้โอกาสส่องเข้ากรอบอีกหลัง ลูกากู โขกเช็ดต่อให้ นิโกโล่ บาเรลล่า หลุดเข้าไปซัดมุมแคบด้วยขวาบอลพุ่งติดไซด์จน อังเดร เปียตอฟ นายด่านดีกรีทีมชาติยูเครนต้องปัดออกหลังไป

    นาที 43 ชัคตาห์ เกือบได้ลุ้นตีเสมอจากจังหวะที่ มาร์กอส อันโตนิโอ รับบอลจาก มาร์ลอส ก่อนหวดด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งเฉียดคานออกไป

    จบครึ่งแรก อินเตอร์ มิลาน ขึ้นนำ ชัคตาห์ โดเนตส์ค 1-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 "งูใหญ่" พลาดได้เม็ดที่สองอย่างน่าเสียดายหลัง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ฉกบอลจากแนวรับชัคตาห์ฯ ก่อนพยายามกระดกบอลกว่า 30 หลา ข้ามหัว อังเดร เปียตอฟ ทว่านายด่านของชัคตาห์ยังเหินปัดปลายนิ้วออกหลังไปได้หวุดหวิด

    อีก 2 นาทีถัดมา แอชลี่ย์ ยัง จ่ายให้ ลูกากู ก่อนที่อดีตดาวยิง "ผีแดง" จะปั่นด้วยขวาบอลพุ่งหลุดเสาไกลออกไปแบบได้ลุ้น

    นาที 62 ชัคตาห์ฯ พลาดโอกาสทองในการตีเสมอ หลัง มิโกล่า มัตวิเยนโก้ ครอสบอลมาให้ จูเนียร์ โมราเอส ได้โขกโล่งๆหน้ากรอบแต่บอลยังไปตรงตัว ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช เซฟช่วยทีมไม่ให้เสียประตูได้

    เมื่อทำไม่ได้ นาที 64 มาเสียประตูที่สองให้ "งูใหญ่" หลัง มาร์เซโล่ โบรโซวิช เปิดคอนเนอร์ทางด้านขวามาเสาไกลให้ ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ โขกย้อนหนีมือ อังเดร เปียตอฟ เข้าไปอย่างเด็ดขาด ให้ อินเตอร์ มิลาน นำห่าง 2-0

    รูปเกมยังเป็นลูกทีมของ คอนเต้ ที่โหมบุกอยู่ฝ่ายเดียว นาที 72 เกือบได้เม็ดสาม หลัง มาร์ติเนซ จ่ายให้ ลูกากู หลุดเข้าไปกดด้วยซ้ายแต่บอลพุ่งไปตรงตัวนายด่านชัคตาห์

    ทว่า นาที 74 ทัพเนรัสซูรี่ มาได้ประตูนำโด่ง 3-0 จนได้ หลัง โรเมลู ลูกากู จ่ายบอลให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ซัดนอกกรอบด้วยขวาบอลพุ่งผ่าน เปียตอฟ เข้าไปไม่เหลือเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

    เท่านั้นไม่พอ นาที 78 "งูใหญ่" มาพังประตูที่สี่จากการประสานงานของสองหัวหอกเหมือนเดิม คราวนี้ มาร์ติเนซ จ่ายออกขวาให้ โรเมลู ลูกากู แปด้วยซ้ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด

    นาที 83 ทัพงูใหญ่มาได้ประตูนำห่าง 5-0 คราวนี้ สเตฟาน เดอ ฟราย จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ โรเมลู ลูกากู พลิกบอลก่อนควบเข้าไปซัดด้วยขวาผ่านตัว อังเดร เปียตอฟ เข้าไปเป็นประตูที่สองของอดีตดาวยิงปีศาจแดง

    จบเกม อินเตอร์ มิลาน ไล่ถล่ม ชัคตาร์ โดเนตส์ค เละเทะ 5-0 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ พบ เซบีย่า ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ (วิคเตอร์ โมเสส น.81), นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช (สเตฟาโน่ เซนซี่ น.85), โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง (คริสเตียโน่ บิรากี้ น.66) – โรเมลู ลูกากู (เซบาสเตียโน่ เอสโปซิโต้ น.85), เลาตาโร่ มาร์ติเนซ (คริสเตียน อีริคเซ่น น.81) 

    เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้ 

     ชัคตาร์ โดเนตส์ค (4-2-3-1) : อังเดร เปียตอฟ – โดโด้, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ, ดาวิต โคชาโลว่า, มิโกล่า มัตวิเยนโก้ – มาร์กอส อันโตนิโอ, ทารัส สเตปาเนนโก้ – มาร์ลอส (เยฟเฮน โคโนเปลียนก้า น.75), อลัน แพทริค (มาเนอร์ โซโลแมน น.59), ไทซอน – จูเนียร์ โมราเอส  

    เทรนเนอร์ : หลุยส์ กาสโตร    

    ผู้ตัดสิน : ไซม่อน มาร์ซิเนียค (โปแลนด์)

ผีแดง-ราชันแล้วไง? “เดอ บีก” ยันอยู่ อาแจ็กซ์ฯ ต่อได้แบบไร้ปัญหา

ดอนนี ฟาน เดอ บีก ห้องเครื่องของอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยืนยันว่าตัวเองไม่มีปัญหา หากอดย้ายทีมและต้องอยู่กับต้นสังกัดเดิมต่อไป หลังก่อนหน้านี้ตกเป็นข่าวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด

"มันวุ่นวายมาก ไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตามในแง่ของตลาดซื้อขาย ไม่มีอะไรแน่นอนเลย"

"ผมยังเป็นนักเตะของอาแจ็กซ์ฯ และผมก็ภูมิใจที่ได้อยู่ที่นี่กับทีม ถ้าไม่มีไวรัสโคโรนา มันอาจเป็นอะไรที่ต่างออกไป ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน เราต้องรอดูกันต่อไป"

"ผมยังอยู่ที่นี่และหลังจากหลายปีที่ผ่านมา ผมยังคงสนุกมาก ถ้าผมต้องอยู่กับอาแจ็กซ์ฯต่อ ผมก็ยังสนุก คุณจะไม่ได้ยินผมบ่นแน่" กองกลางทีมชาติเนเธอร์แลนด์วัย 23 ปีกล่าว

ตำนานแมนยูเชื่อมี “ซานโช” เพิ่มแนวรุกเหมือนปี1999

ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ อดีตหัวหอกจอมลีลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กระตุ้นต้นสังกัดเก่ายอมควักเงินแบบไม่มีอิดออดเพื่อคว้าตัว เจดอน ซานโช่ มาเสริมทัพด่วน เพราะทีมจะมีทางเลือกในเกมรุกที่หลากหลายเหมือนสมัยเมื่อปี 1999 ซึ่งนำไปสู่การคว้า 3 แชมป์อย่างยิ่งใหญ่
              ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ตำนานกองหน้าทีมชาติบัลแกเรีย มั่นอกมั่นใจ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อการดึง เจดอน ซานโช ปีกฟอร์มแรง มาร่วมทีมจะทำให้ทัพ "ปีศาจแดง" มีทางเลือกในเกมรุกที่หลากหลาย เหมือนสมัยที่ทีมเคยมี 4 ประสานในชุดที่คว้าทริปเบิลแชมป์ เมื่อปี 1999 

              ซานโช เป็นเป้าหมายหลักของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม ที่หวังจะดึงมาประสานงานร่วมกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด, เมสัน กรีนวู้ด และ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล โดยมีการคาดการณ์ว่านักเตะจะย้ายมาร่วมทีมหาก "ปีศาจแดง" ยินดีจ่ายค่าตัวจำนวน 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) ให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

              สำหรับเม็ดเงินดังกล่าวหลายคนอาจจะมาว่าสูงเกินไปในยุคที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดหนัก แต่ เบอร์บาตอฟ มองอีกมุมว่างานนี้ "ผีแดง" ควรยินดีจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว เพราะ ซานโช จะเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่สามารถนำ แมนฯ ยูไนเต็ด ยิ่งใหญ่เหมือนกับเมื่อปี 1999

             "เบิร์บ" เผยว่าในตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด มีแนวรุกทีเด็ดทั้ง โซลชา, ดไวท์ ยอร์ค, แอนดี้ โคล และ เท็ดดี้ เชอริงแฮม ที่สลับสับเปลี่ยนลงไปช่วยกันยิ่งประตูคู่แข่งเป็นว่าเล่น ฉะนั้นหากต้นสังกัดเก่าของตนอยากประสบความสำเร็จแบบนั้นอีกครั้งก็ควรต้องทุ่มเงินซื้อซานโช มาเสริมแกร่ง

             "เจดอน ซานโช จะเป็นการเซ็นสัญญาที่สุดแสนวิเศษสำหรับทุกๆ ทีม รวมทั้ง ยูไนเต็ด ด้วย มันเป็นปัญหาที่ดีเยี่ยมหากมีตัวเลือกในเกมรุกที่สุดยอดแบบนี้ แต่มันก็จะนำไปสู่ความยากลำบากในการตัดสินใจ บางคนต้องนั่งอยู่ข้างสนาม และ โอเล่ จะต้องเป็นคนบอกเรื่องนี้กับนักเตะเหล่านั้น"

             "อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ มาร์คัส แรชฟอรด์ คงจะทำผลงานได้อย่างสุดยอดในวงการฟุตบอล ส่วน กรีนวู้ด ตอนนี้สมควรที่จะให้โอกาสในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และผมไม่อยากเห็นเขาต้องเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง เรารู้ว่า ยูไนเต็ด สามารถจ่ายเงินสำหรับ ซานโช ได้ และถ้าหากเรื่องนี้เกิดขึ้น สโมสรคงจะมีความสุข"

            "ค่าตัวกว่า 100 ล้านปอนด์ มันเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ผมมั่นใจว่าเขาจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทุกๆ คนที่ยูไนเต็ด กำลังจับตามองการย้ายทีมครั้งนี้ แรชฟอร์ด น่าจะรู้ดีว่า ซานโช่ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ และพวกเขาคงจะยินดีที่จะได้แข่งกันเพื่อแย่งตำแหน่งในทีม แต่ผู้เล่นเกมรุกมักจะมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในใจของพวกเขา"

            "หลังจากนั้นพวกเขาจะใช้สิ่งนี้เป็นแรงกระตุ้น พวกเขาต้องการที่จะได้ตำแหน่งของตัวเองในทีม ถ้าพวกเขายินดีจ่ายเงินเป็นสถิติสโมสรเพื่อซานโช ไม่มีใครคาดหวังว่านักเตะคนนี้จะนั่งอยูในซุ้มม้านั่งสำรอง ดังนั้นอย่างน้อยการลงตัวจริงของ ซานโช จะยิ่งทำให้ทีมแข็งแกร่งมากขึ้น"

            "หากพิจารณากันดีๆ แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด เคยมี โอเล่ , ดไวท์ ยอร์ค, แอนดี้ โคล และ เท็ดดี้ เชอริงแฮม อยู่ในทีมเดียวกัน และทำให้ทีมมีทางเลือกในการเล่นเกมรุกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ โอเล่ คงจะคิดว่าเขาสามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี" เบอร์บาตอฟ ระบุ

คนไร้บ้านตกถังข้าวสาร, ดีใจได้ออกจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ! ครบรอบ 10 ปี เบเบ้ เซ็นซบ แมนยู

เด็กๆ ทุกคนคาดหวังที่จะได้เซ็นสัญญากับสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สำหรับ ติอาโก้ มานูเอล ดิอาส คอร์เรร่า หรือ "เบเบ้" ช่วงเวลาที่เขาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มันเต็มไปด้วยฝันร้าย เพราะชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้โลดแล่นในสนาม และเหมือนเป็นแค่ส่วนเกินของทัพ "ปีศาจแดง" เท่านั้น

    ช่วงสัปดาห์นี้ก็ถือเป็นการครบรอบ 10 ปีที่ ดาวเตะชาวโปรตุกีส ได้ย้ายมาสวมชุด "เร้ด เดวิลส์" โดยย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่รู้ว่าไปเกิดติดตาต้องใจอะไรในผลงานของ ดาวเตะที่เคยผ่านการฟุตบอลโลกของคนไร้บ้าน ถึงได้สะกิดบอร์ดบริหารให้ควักกระเป๋า 7.4 ล้านปอนด์ (ราว 281 ล้านบาท) กระชากนักเตะรายนี้มาร่วมทัพ

     จริงๆ แล้วเรื่องนี้เริ่มมาจาก คาร์ลอส เคยรอซ มือขวาของ "ป๋า" ที่ประทับใจฟอร์มการเล่นของ เบเบ้ และใช้วาจาราวกับสาลิกาลิ้นทองจน "เซอร์เฟอร์กี้" ต้องเข้าไปพบกับบอร์ดบริหารเพื่อให้ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับ วิคตอเรีย กีมาไรส์  ต้นสังกัดของนักเตะทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเห็นผลงานของเขาเลยด้วยซ้ำ

 

     เรื่องราวของ เบเบ้ มันช่างเหมือนกับเทพนิยายที่ยาจกได้กลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน แต่สุดท้าย เบเบ้ ก็ได้พบกับโลกแห่งความเป็นจริงว่าการย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่สิ่งที่สวยงามสำหรับชีวิตเขาเลย ขณะที่ "ผีแดง" ก็ได้รับบทเรียนเพราะนี่คือหนึ่งในดีลที่น่าผิดหวังที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เลยทีเดียว

     เบเบ้ ต้องระเห็จ ออกจาก "โรงละครแห่งความฝัน" ในปี 2014 พร้อมกับสถิติที่แสนเลิศเลอนั่นก็คือการลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่เพียงแค่ 7 เกมในทุกรายการตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ได้เป็น "เด็กผี" โดยในวันที่ก้าวเท้าออกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด นักเตะเคยให้สัมภาษณ์ว่าคนได้พบกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต เมื่อได้ทราบว่าถูกขายให้กับ เบนฟิก้า !!!
 

ช่วงแรกเริ่มของชีวิต

     หลังจากที่โดนทอดทิ้งจากพ่อแม่บังเกิดเกล้า เบเบ้ ได้ใช้ช่วงเวลาในชีวิตเกือบ 10 ปีจากการอาศัยอยู่ในที่พักพิงของคนไร้บ้าน ซึ่งที่นี่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้การร่ำเรียนเขียนอ่าน และศาสตร์ลูกหนัง ที่จะใช้เอาไว้หาเลี้ยงชีพในอนาคตของเขา

         "ผมอาศัยอยู่ในสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าถึง 8 ปี ที่นั่นผมไม่ได้ชื่นชอบฟุตบอลเลย แต่เพื่อนๆ ของผมอยากเล่นฟุตบอลกันตลอด และผมไม่มีทางเลือกก็เลยต้องจำใจเข้าร่วมเล่นด้วย" เบเบ้ กล่าว โดยหารู้ไม่ว่า นี่คือจุดกำเนิดที่ทำให้เขามีโอกาสได้ย้ายไปสู่สโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด

 

 

ฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน

     เบเบ้ ได้พบกับช่วงเวลาที่สุดเหลือเชื่อ หลังจากที่เขาได้รับการเลือกตัวให้เป็นตัวแทนทีมชาติโปรตุเกส ลงแข่งขันในศึกฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน โดยในเวลานั้นเจ้าตัวยอมรับว่ารู้สึกขำมากๆ ที่ได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ที่ไม่เคยรู้จักเลยด้วยซ้ำ

         "พวกเขาขอให้ผมเดินทางไปเล่นฟุตบอลโลกคนไร้บ้าน และผมก็ตอบตกลง ผมไปที่นั่นเพราะมันเป็นอะไรที่ตลกดี แต่ก็ยิงได้ 40 ประตูจากการเล่น 6 แมตช์"

         สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือ เบเบ้ ยอมรับว่าอยากที่จะใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้าน มากกว่าที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรฟุตบอล โดยเจ้าตัวได้อธิบายในเรื่องนี้ว่า "ผมไม่อยากเซ็นสัญญากับทีมไหนทั้งนั้น เพราะผมไม่ได้อยากย้ายออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มันยากจะทำใจที่ต้องย้ายออกไป ที่นั่นเวลาที่ผมกลับไปสามารถนอนเมื่อไหร่ก็ได้ที่ผมต้องการ"
    

ดั่งเทพนิยายได้ย้ายมาอยู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชื่อนี่คอลูกหนังทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดีว่ามันคือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ มีแฟนบอลมากที่สุดในโลก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เบเบ้ ซึ่งไม่มีประสบการณ์ลูกหนังระดับสูงเลย เชื่อว่าหากเขาพูดเรื่องที่ "ปีศาจแดง" สนใจอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม คงมีแต่คนหัวเราะเยาะใส่

         เรื่องราวดั่งเทพนิยายเกิดขึ้นเพียงแค่ 5 สัปดาห์หลังจากที่เขาย้ายจาก เอสเตรลล่า อามาโดร่า ทีมในดิวิชั่น 3 ของโปรตุเกส มาเล่นกับ วิคตอเรีย กีมาไรส์ สโมสรในลีกสูงสุดแดนฝอยทอง "ผมแทบไม่อยากเชื่อตัวเองจริงๆ ผมรู้ว่าชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ และก็คิดว่าคงมีใครซักคนที่คิดเหมือนกับผม"

 

         "ถ้าคุณได้เล่นให้กับทีมในระดับดิวิชั่น 3 หรือ 4 ในโปรตุเกส และทันใดนั้นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลกโทรมาหคุณ ผมคิดว่าทุกๆ คนคงคิดแบบว่า -นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่า ?- ในช่วงหนึ่งหรือสองสัปดาห์ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันอาจจะเป็นแค่การเล่นตลกของพวกเขา ตอนที่ผมเซ็นสัญญา ผมไม่ได้เดินทางไปอังกฤษ แต่ใช้เวลา 4 วันในโปรตุเกส และผมยังคงคิดว่าพวกเขาอำเล่นหรือเปล่า"

 

         "ผมเดินทางไปที่ แคร์ริงตัน (สนามซ้อมแมนฯ ยูไนเต็ด) ผมได้พบกับเพื่อนร่วมทีมครั้งแรก แต่ผมยังคงคิดว่านี่มันเรื่องโกหกใช่ไหม ! แต่ในช่วงเวลานั้นผมได้พูดคุยกับ เฟอร์กูสัน ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่า -ในที่สุดผมก็ได้มาอยู่ที่นี่จริงๆ- ในหัวของผมเริ่มเชื่อแล้วว่านี่คือเรื่องจริง มันต้องใช้อะไรเยอะมากถึงจะเชื่อเรื่องนี้ !"

 

สวรรค์ล่ม ! 4 ปีกับชีวิตในฐานะนักเตะ "เร้ด เดวิลส์"

     เบเบ้ สามารถซัดประตูได้ติดต่อกันในเกมพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส และ บูร์ซาสปอร์ ซึ่งเป็นเกมเปิดตัวในการเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเขา จากนั้นนักเตะได้รับความไว้วางใจให้ลงเล่นตัวจริง 3 เกมให้กับทีมชุดใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ทั้งหมดนี้เป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยเท่านั้น

 

     สำหรับเกมพรีเมียร์ลีก นักเตะแทบไม่มีโอกาสสอดแทรกเข้ามาสู่ทีมเลย และได้สัมผัสเกมลีกสูงสุดในเมืองผู้ดีแค่ 2 นัดซึ่งลงสนามในฐานะตัวสำรองเมื่อฤดูกาล 2010/11 ผลงานแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เบเบ้ โดนสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต้องข้อสงสัยเรื่องศักยภาพ

     เบเบ้ ต้องพบกับชีวิตที่แสนยากลำบากเมื่อเขาแทบไม่ได้มีชื่อในทัพ "ปีศาจแดง" สำหรับลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก และที่ย่ำแย่ก็คือยิงได้แค่ 2 ประตูเท่านั้นภายใต้ชุดสีแดงเพลิง ก่อนที่จะโดนปล่อยให้ เบซิคตัส, ริโอ อาฟ และปากอส เดอ แฟร์ไรร่า ยืมตัวไปใช้งาน

 
สิ้นสุดกันทีกับชีวิตลำเค็ญใน "เธียเตอร์ ออฟ ดรีม"

     เวลาแห่งเทพนิยายของ เบเบ้ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้มาถึงทางตันเรียบร้อยแล้ว โดย "ปีศาจแดง" ยอมตัดใจขายแบบขาดทุนให้กับ เบนฟิก้า ด้วยสนนราคาประมาณ 2.4 ล้านปอนด์ (ราว 91.2 ล้านบาท)  ซึ่งพวกเขาขาดทุนไปถึง 5 ล้านปอนด์ (ราว 190 ล้านบาท)

      การย้ายออกจาก "โรงละครแห่งความฝัน" สำหรับนักเตะคนอื่นๆ คงเสียใจเพราะต้องโบกมือลาสโมสรที่ยิ่งใหญ่ แต่กับ เบเบ้ นี่คือความสุขที่สุดเพราะเขาจะได้มีโอกาสได้โชว์ศักยภาพที่แท้จริงกับสโมสรอื่นที่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา

 

         "ทุกๆ วันผมโทรคุยกับเอเจนต์ของผมเพื่อสอบถามเขาว่าผมจะได้ย้ายออกไปไหม มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายจริงๆ เมื่อคุณไม่ได้ลงเล่น แม้ว่าคุณจะอยู่กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ แต่คุณไม่มีความสุข ดังนั้นจะอยู่ต่อไปทำไมละ ? ผมจำได้ว่าผมมักจะได้ลงเล่นให้ ยูไนเต็ด ร่วมกับทีมเยาวชน และเอเจนต์ของผมโทรมาหาผม พร้อมกับบอกว่าผมจะถูกขายไปให้กับ เบนฟิก้า"

         "บอกเลยว่านั่นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ! ผมเป็นแฟนบอลเบนฟิก้า มันเป็นความฝันมาตลอดที่จะได้ไปเล่นที่นี่ เพราะผมมีเพื่อนๆ และครอบครัวที่เชียร์เบนฟิก้า ผมนอนไม่หลับเลยในวันนั้น ! ผมบอกเลยว่าผมตื่นตลอดทั้งคืนจริงๆ"

 

 

เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ?

     การเล่นให้ เบนฟิก้า ก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลาที่อยู่กับ "ปีศาจแดง" เบเบ้ ได้ลงสนามให้กับ "เหยี่ยวลิสบอน" แค่ 6 เกมจากทุกรายการ และยิงได้แค่ประตูเดียวเท่านั้น ที่สำคัญนักเตะลงเล่นในเกมลีกแดนฝอยทองเพียงแค่ 1 แมตช์เท่านั้นซึ่งถือว่าย่ำแย่สุดๆ

     จากนั้นนักเตะโดนส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ  กอร์โดบา ทีมในลีกสเปน ซึ่งนักเตะควานหาประตูไม่ได้เลย 18 เกม และได้ย้ายไปอยู่กับ ราโย่ บาเยกาโน่ แบบยืมตัวเขายิงได้ 3 ประตูจากการลงสนามในเกมลีกแดนกระทิงดุ 34 แมตช์ ต่อมาในปี 2016 เออิบาร์ ที่ยื่นข้อเสนอให้กับเขาได้ย้ายมาเล่นในสเปนแบบถาวร

 

     ช่วงเวลา 18 เดือนที่ได้เล่นให้กับ เออิบาร์ นักเตะสามารถซัดไป 3 ประตู และ 4 แอสซิสต์ จากการเล่นเกมลีก 29 แมตช์ ในเดือนมกราคม 2018 เขาได้ย้ายมาเล่นแบบยืมตัวกับ ราโย่ บาเยกาโน่ อีกครั้ง โดยในครั้งนี้สโมสรต้องลงไปเล่นในเซกุนด้า ดิวิชั่น หรือ ระดับดิวิชั่น 2 และเขายิงได้ 3 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ตลอด 17 เกมซึ่งนักเตะพอจะมีความดีความชอบเมื่อช่วยให้ทีมหวนคืนสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ

      เบเบ้ ได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จด้วยการเซ็นสัญญาถาวรกับ บาเยกาโน่ ในเดือนสิงหาคม เมื่อ 2 ปีก่อน อย่างไรก็ตามการย้ายมาเล่นกับ บาเยกาโน่ ไม่ได้โสภาสถาพร เพราะสุดท้ายแล้วทีมจบซีซั่น 2018/19ในอันดับบ๊วย ส่งผลให้ต้องหล่นไปเล่นในระดับเซกุนด้า ดิวิชั่น อีกครั้ง โดยในฤดูกาล 2019/2020 พวกเขาจบอันดับ 7 ของตารางลีก

 

     ในส่วนผลงานของ อดีตกองหน้าทีมชาติโปรตุเกส รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ก็เป็นไปตามสภาพเมื่อลงสนาม 95 แมตช์ และยิงได้ 10 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ถือว่าไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟกต์ จนทำให้หลายๆ สโมสรอยากได้ตัวเขาไปร่วมทัพ
 

ย้อนความหลังกับชีวิตนักเตะอาชีพที่แสนเหลือเชื่อ

     ปัจจุบัน เบเบ้ ก็เหมือนกับนักเตะอาชีพหลายๆ คนที่นิยมศิลปะบนเรือนร่างโดยเจ้าตัวก็ชื่นชอบการสัก และยังหันมาไว้หนวดเครา ซึ่งแตกต่างจากสมัยที่ยังเป็นหนุ่มวัยละอ่อน ตอนที่ย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อทศรรษที่ผ่านมา

          นักเตะเพิ่งจะฉลองอายุครบ 30 ปีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และปัจจุบันมีผู้คนเข้ามากดติดตามในอินสตาแกรมของเขาถึง 45,300 ฟอลโลว์ โดยตอนนี้เขาอยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายหลังได้รับบาดเจ็บเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวเข่าเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่เล่นฟุตบอลอาชีพ และยังไม่สามารถกลับมาฟิตสมบูรณ์แม้จะเข้ารับการผ่าตัดไปแล้วก็ตาม

         จากคนธรรมดาสามัญในช่วงชีวิตแรกๆ ปัจจุบัน เบเบ้ กลายเป็นคนที่มีชีวิตสุขสบาย และมีไลฟ์สไตล์หรูหรา โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ "มันเป็นอะไรที่บ้าบอที่สุด ผมอยู่ในโรงเรียน และได้รับเงิน 1,000 ยูโร (ราว 35,000 บาท) สำหรับผมมันเหมือนถูกรางวัลยูโรมิลเลี่ยนส์ชัดๆ"

      แต่หลังจากที่เซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นักเตะได้รับเงินโบนัสมากถึง 500,000 ปอนด์ (ราว 19 ล้านบาท) และยังได้รับค่าเหนื่อยประมาณ 22,000 ปอนด์ (ราว 836,000 บาท) ต่อสัปดาห์ แน่นอนว่าการมีรายได้มหาศาลแบบนั้นทำให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมกลายเป็นคนที่ชื่นชอบการชอปปิ้งไปโดยปริยาย

         "ช่วงแรกบางทีคุณอยากที่จะซื้อของมากมายที่คุณไม่เคยมี และตอนนี้คุณสามารถทำได้ ตอนที่เห็นรองเท้าราคา 200 ยูโร (ราว 7,000 บาท) และนั่นเป็นสิ่งที่คุณยายของคุณไม่มีทางซื้อให้คุณได้ แต่ตอนนี้คุณสามารถซื้อได้ คุณสามารถซื้อของพวกนี้ให้พี่น้องของคุณ คุณสามารถซื้อรถได้แบบสบายๆ"

         "ช่วงคริสต์มาส คุณก็สามารถซื้อของขวัญให้กับทุกๆ คน หรือให้ของขวัญใครซักคนในวันเกิดของพวกเขา มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตกับการมีโอกาสได้งานที่ทำให้คุณสามารถช่วยเหลือครอบครัวของคุณได้"

 

     ในวันที่เขาได้รับเงินก้อนแรกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มันเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืมได้เลย "ตอนที่ผมได้รับซองที่ใส่เงินเดือนก้อนแรก ผมจำได้ว่าผมกลับไปหาคนที่เอาซองมาให้ผม แล้วก็ถามว่านี่เป็นเงินสำหรับ 5 เดือนเหรอ เขาบอกว่ามันแค่เดือนเดียวเท่านั้น แค่นั้นแหละผมก็เริ่มหัวเราะออกมาเลย"

      ปัจจุบันการที่ เบเบ้ มีชีวิตที่หรูหราสุขสบายส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาได้เป็นนักฟุตบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ในขณะเดียวกันสิ่งนี่ก็ถือบทเรียนราคาแพงสำหรับ "ปีศาจแดง" ที่ต้องจดจำไปตลอดกาลกับการซื้อนักเตะซักคนมาร่วมทีม !!!

บรูโน่ซัดโทษ! แมนยูต่อเวลาฯเฉือนโคเปนเฮเก้น ทะลุตัดเชือกยูโรปาลีก

"ปีศาจแดง" ต้องเล่นถึง 120 นาที กว่าจะปราบ เอฟซี โคเปนเฮเก้น ทีมดังจากเดนมาร์กไปได้แบบหืดจับ 1-0 โดยได้ประตูชัยจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซัดจุดโทษในช่วงต่อเวลาพิเศษฯ พาทีมผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ ได้สำเร็จ ในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบตัดเชือก เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน (สนามกลาง), โคโลญจน์ ประเทศเยอรมัน

    ศึกยูโรปา ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยจะแข่งขันกันที่ประเทศเยอรมัน ไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศในวันที่ 21 สิงหาคม นี้ เกมนี้เป็นการพบกันระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากอังกฤษ พบกับ เอฟซี โคเปนเฮเก้น ยอดทีมจากเดนมาร์ก โดยผู้ชนะจะเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือกพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน หรือเซบีย่า

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยน 6 ตำแหน่งจากเกมที่เอาชนะ แอลเอเอสเค ลินซ์ ในเกมล่าสุด แนวรุกให้ ปอล ป็อกบา ปั้นเกมร่วมกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส สนับสนุน เมสัน กรีนวู้ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ขณะที่ สตาเล่ โซลบัคเค่น ของโคเปนเฮเก้นฝากความหวังล่าตาข่ายไว้ที่ โยนาส วินด์ และราสมุส ฟัลค์

    เริ่มเกมมา นาทีที่ 9 "ผีแดง" ทักทายก่อนเลยหลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล เรียกฟรีคิกนอกกรอบให้กับทีมได้ ทว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด ตะบันด้วยขวาผ่านกำแพงหลุดกรอบออกไปแบบไม่ได้ลุ้น ไม่ถึงนาทีต่อมา กรีนวู้ด ได้หลุดไปจิ้มด้วยขวาแต่หลักไม่ดีบอลไปเข้ามือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน นายด่านโคเปนเฮเก้น

    นาที 15 ทีมจากแดนโคนมต้องเปลี่ยนตัวเร็วคนแรกหลัง นิโคลาย โบเลเซ่น ห้องเครื่องตัวเก่งบาดเจ็บก่อนจะส่ง ปิแอร์ เบงก์สสัน ลงเล่นแทน

    กลายเป็น โคเปนเฮเก้น กดดันได้ดีกว่าและเกือบได้ลุ้นขึ้นนำ นาที 16 ราสมุส ฟัลค์ เปิดบอลมาให้ โมฮาเหม็ด ดารามี ซํดด้วยขวาออกข้างไป อีกนาทีถัดมา เยนส์ สเตจ ซัดด้วยซ้ายไปติดบล็อค ไบยี่ ช่วยสกัดบอลออกหวุดหวิด

    นาที 20 ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษให้ แมนฯยูไนเต็ด หลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โดนพลักล้มในกรอบ ทว่าหลังดูจาก วีเออาร์ แล้วกลับคำตัดสินไม่ให้จุดโทษ เนื่องจากก่อนหน้านั้น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อน

    นาที 28 "ปีศาจแดง" ได้ลุ้นจากฟรีคิกหน้ากรอบกว่า 25 หลา แต่คราวนี้แม้จะเปลี่ยนเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส แต่ก็ยังยิงข้ามกำแพงเหินโด่งออกไปไกล

    อีก 5 นาทีถัดมา วาน-บิสซาก้า ไหลบอลให้ เมสัน กรีนวู้ด อัดด้วยซ้ายเต็มแรงบอลพุ่งไปแฉลบ อันเดรียส บีเยลลันด์ ออกหลังเป็นเตะมุม

    นาที 45 มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้ซัดเต็มข้อเน้นๆนอกกรอบ บอลพุ่งอย่างได้ลุ้นแต่ไปตรงตัว คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน แม้จะรับไม่อยู่แต่ยังเคลียร์พ้นหน้าปากประตูไปได้

    ถัดมาอีกนาทีในช่วงทดเจ็บ เมสัน กรีนวู้ด ตะบันด้วยขวาเบียดเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาดแล้ว แต่ผู้ตัดสินหลังเช็กจากสัญญาณ VAR ปฎิเสธไม่ให้ประตูแก่ "ผีแดง" เนื่องจาก กรีนวู้ด อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อน

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเสมอกับ เอฟซี โคเปนเฮเก้น 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 55 แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ไหลสั้นเข้ากลางให้ เฟร็ด วิ่งมายิงแบบไม่จับด้วยซ้ายแต่บอลเบาไปก่อนพุ่งเข้ามือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน

    อีกสองนาทีถัดมา มาร์คัส แรชฟอร์ด ชิ่งให้ให้ เมสัน กรีนวู้ด อัดด้วยขวาเน้นๆบอลพุ่งเลียดผ่านนายด่านโคเปนเฮเก้นไปแล้วแต่ไปชนเสาออกมา แม้ แรชฟอร์ด จะตามซ้ำเข้าไปแต่เป็นลูกล้ำหน้าอย่างน่าเสียดาย

    โคเปนเฮเก้น นานๆ จะได้ลุ้นที นาที 61 ไบรอัน โอเบียโด้ ที่เพิ่งลงมาไหลเข้ากลางให้ โยนาส วินด์ ยิงด้วยซ้ายแต่บอลไม่ห่างตัว โรเมโร่ ล้มตัวรับไว้ได้

    นาที 63 "ผีแดง" น่าจะได้ประตูขึ้นนำ หลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ตั้งป้อมยิงไกลนอกกรอบบอลพุ่งผ่านมือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน ไปแล้วแต่ไปชนเสาประตูอย่างน่าเสียดาย

    ลูกทีมของ โซลชา โหมกระหน่ำบุกมาอย่างต่อเนื่อง นาที 68 บรูโน่ แฟร์นันด์ส อัดด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งติดไซด์ก้อยจนนายด่านโคเปนเฮเก้นต้องปัดออกมา ก่อนจังหวะต่อมา ปอล ป็อกบา จะปั่นนอกกรอบแต่บอลไม่แรงพอไปเข้ามือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน

    นาที 84 อีกครั้งที่ "ปีศาจแดง" ต้องพลาดโอกาสขึ้นนำ คราวนี้เป็น อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ได้บอลนอกกรอบก่อนปั่นด้วยขวากำลังจะเลี้ยวเสียบเสาไกลอยู่แล้วแต่ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน นายด่านโคเปนเฮเก้นพุ่งปัดออกไปแบบหวุดหวิด

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+3 โคเปนเฮเก้น ตอบโต้บ้างคราวนี้เป็น เยนส์ สเตจ กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งเหินคานออกไปไกล ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าจบเกม แมนฯยูไนเต็ด ยังเสมอกับ โคเปนเฮเก้น 0-0 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

    โดยช่วงต่อเวลาฯ โซลชา ส่ง ฆวน มาต้า ลงไปปั้นเกมแทน เมสัน กรีนวู้ด
   
    นาที 92  อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล  เกือบยิงให้ทีมขึ้นนำหลังวิ่งไปซัดบอลมุมแคบไปติดเซฟของ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน ออกหลังไป

    อีกนาทีถัดมา มาร์กซิยาล พลิกบอลหลุดเข้าไปยิงด้วยขวาอีกที แต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือนายด่านโคเปนเฮเก้นที่เซฟได้หวุดหวิด

    กระนั้น นาที 93 "ปีศาจแดง" มาได้ลูกที่จุดโทษ หลัง มาร์กซิยาล โดน อันเดรียส บีเยลลันด์ ทำฟาวล์ล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันทีก่อนที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะซัดผ่านมือ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน เข้าไปให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0

    ทีมดังจากเดนมาร์กรุกไม่ขึ้นเลยกลายเป็นโดน แมนฯยูไนเต็ด โหมกระหน่ำรุกใส่ตลอด นาที 98 "ผีแดง" เกือบได้เม็ดที่สองเพิ่มหลัง มาร์กซิยาล โชว์โซโล่เดี่ยวเลี้ยงบอลแหวกแนวรับโคเปนเฮเก้นเข้าไปแต่จังหวะสุดท้ายยิงไม่ได้ ตอกส้นคืนหลังให้ ฆวน มาต้า ซัดไปติดบล็อค

    ทดเจ็บของต่อเวลาฯครึ่งแรก นาที 105+3 "ปีศาจแดง" เกือบได้เม็ดสองอีก คราวนี้บอลไหลมาเข้าทาง บรูโน่ แฟร์นันด์ส หวดเต็มแรงบอลพุ่งไปติดเซฟของ ยอห์นส์สัน

    ถัดมาอีกนาที นายด่านของโคเปนเฮเก้นโชว์หนึบอีก หลัง ฆวน มาต้า ซัดด้วยซ้ายในกรอบแต่จังหวะสุดท้ายก็ยังไปติดขาของ คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน อีกรอบ

     ช่วง 15 นาทีสุดท้ายของต่อเวลาฯครึ่งหลัง โคเปนเฮเก้น โหมบุกอย่างหนักแต่ยังไม่สามารถทวงประตูตีเสมอได้ จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เบียดเอาชนะ เอฟซี โคเปนเฮเก้น ไปแบบหวุดหวิด 1-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือก โดยจะพบกับผู้ชนะระหว่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน หรือเซบีย่า

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   
        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – อารอน วาน-บิสซาก้า, เอริก ไบยี่ (วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ น.71), แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – ปอล ป็อกบา, เฟร็ด (เนมานย่า มาติช น.70) – เมสัน กรีนวู้ด (ฆวน มาต้า น.91), บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด (เจสซี่ ลินการ์ด น.113) – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

        เอฟซี โคเปนเฮเกน (4-3-3) : คาร์ล-โยฮัน ยอห์นส์สัน – กีเยร์โม่ วาเรล่า (คาร์โล บาร์โตเล็ค น.105), อันเดรียส บีเยลลันด์, วิคเตอร์ เนลส์สัน, นิโคลาย โบเลเซ่น (ปิแอร์ เบงก์สสัน น.15) – เป๊ป บรีล (ไบรอัน โอเบียโด้ น.58), เยนส์ สเตจ (โรเบิร์ต มูดราซิย่า น.105), เซก้า – โมฮาเหม็ด ดารามี (มิคเคล เคาฟ์มันน์ น.57) ,โยนาส วินด์, ราสมุส ฟัลค์ (วิลเลี่ยม วิค น.111)

        เทรนเนอร์ : สตาเล่ โซลบัคเค่น 

ค่าเหนื่อยแพง, เข้ากับเพื่อนร่วมทีมไม่ได้ ! 5 เหตุผลสำคัญทำ ซานเชซ ดับกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

อเล็กซิส ซานเชซ สิ้นสุดฝันร้ายกับการเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว หลังนักเตะย้ายไปเล่นให้กับ "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน แบบถาวรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เขาจะได้โอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง และได้เรียกความมั่นใจในการเล่นฟุตบอลกลับมาอีกครั้ง

    หัวหอกชาวชิลี วัย 31 ปี ใช้เวลาเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมากับการเล่นแบบยืมตัวในถิ่นจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า และทำผลงานถูกใจกุนซืออันโตนิโอ คอนเต้ อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาสะกิดบอร์ดบริหารให้พยายามดึงตัว ซานเชซ มาเสริมแกร่งในช่วงซัมเมอร์นี้ให้ได้

    สำหรับ คอนเต้ แล้วเขาเชื่อมั่นว่า ซานเชซ ยังเป็นนักเตะที่มีศักยภาพ และมีอนาคตกับทัพ "เนรัซซูรี่" ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาอยากจะได้ อดีตสตาร์อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า มาอยู่ในแผนการสร้างทีมเพื่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในฤดูกาลหน้า

    ขณะเดียวกันหลายคนก็คงตั้งคำถามว่าทำไม ซานเชซ ถึงทำผลงานไม่ได้เมื่อสวมชุด "เร้ด เดวิลส์" แล้วมีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้ฟอร์มของเขาสวนทางกับตอนที่เล่นให้ อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า

1. อาการบาดเจ็บ

    ซานเชซ ต้องพบกับความยากลำบากจากปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนั่นทำให้เขาไม่สามารถเรียกจังหวะการเล่นชั้นยอดเหมือนที่เคยเอาไว้กับ อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า

    ต้องยอมรับว่า ซานเชซ ประสบปัญหาบาดเจ็บบ่อยๆ จนทำให้พัฒนาการในการเล่นของเขากับทัพ "ปีศาจแดง" ไม่เข้ารูปเข้ารอย โดยนักเตะไม่ได้ลงเล่นถึง 8 เกมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปี 2018 เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่เอ็นกล้อมเนื้อต้นขา

    วิบากกรรมของ สตาร์ชาวชิลี ยังไม่หมดแค่นั้นเมื่อเขาต้องพลาดลงเล่นอีก 8 เกมในเดือนมีนาคม-เมษายน เนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าในปีถัดมา และเจ้าตัวยังมีปัญหาบาดเจ็บต้นขา และข้อเท้า หลายๆ ต่อหลายครั้ง โดยตลอดซีซั่น 2018/2019 นักเตะโดนปัญหาเหล่านี้เข้ามาแทรกตลอด ทำให้นักเตะไม่สามารถเอาชนะใจสาวก "เร้ด อาร์มี่" ได้เลย

2. แบกรับความคาดหวังสูง

     แม้ว่าในกรณีนี้จะไปโทษ ซานเชซ ซะทีเดียวก็ไม่ได้ แต่จากการที่นักเตะถูกคาดหวังเอาไว้สูงมากๆ ตอนที่ย้ายมาสวมชุด "เร้ด เดวิลส์" พร้อมกับได้รับค่าเหนื่อยมหาศาล ทำให้ทุกๆ คนอยากเห็น ดาวเตะชาวชิลี ระเบิดฟอร์มเหมือนที่เขาเคยทำเอาไว้กับ อาร์เซน่อล และ บาร์ซ่า

    ย้อนไปในวันเปิดตัวที่สุดแสนเท่ของนักเตะที่นั่งเล่นเปียโนพร้อมกับสวมเสื้อหมายเลข 7 ซึ่งเป็นเบอร์ที่เหล่าตำนานของสโมสรใส่ แน่นอนว่านั่นเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ซานเชซ เป็นการเซ็นสัญญาที่สำคัญมากๆ ของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างกลับตาลปัตร

    เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหาร "ปีศาจแดง" แสดงทัศนะเกี่ยวกับ ซานเชซ ตอนที่ได้นักเตะมาร่วมทีมว่า "มันเป็นการโพสต์ที่สุดยิ่งใหญ่สำหรับ ยูไนเต็ด ในอินสตาแกรมที่มีพูดคนกว่า 2 ล้านเข้ามากดไลค์ และแสดงความเห็น รวมทั้งยังมีการแชร์ผ่านเฟซบุ๊ค ยูไนเต็ด มากที่สุดในประวัติการณ์ นอกจากนี้ยังมีการรีทวิตโพสต์นี้มากที่สุด และ #Alexis7 ยังเป็นหัวข้อขึ้นอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ทั่วโลกด้วย"

    ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ ซานเชซ ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน จนนำไปสู่ฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่อย่างที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา

3. เข้ากับพื่อนร่วมทีมไม่ได้

     สิ่งหนึ่งที่ ซานเชซ สามารถควบคุมได้นั่นก็คือการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เจ้าตัวก็ทำไม่สำเร็จ ส่งผลให้เขาไม่สามารถปรับตัวกับชีวิตในเมืองแมนเชสเตอร์ หรือกับเพื่อนๆ ร่วมอาชีพใน "โรงละครแห่งความฝัน"

    เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซานเชซ ซัดไป 4 ประตูให้กับ ชิลี และตะบันตาข่ายคู่แข่ง 2 ประตูให้กับ "ปีศาจแดง" โดยลงสนามไปทั้งหมด 27 เกมให้กับต้นสังกัดและอีก 10 แมตช์ให้กับประเทศชาติ ต้องบอกเลยว่านี่คือสถิติการยิงประตูที่ย่ำแย่สุดๆ ของ ซานเชซ เลยก็ว่าได้

     เรย์นัลโด้ รวยด้า  เทรนเนอร์ทีมชาติชิลี แสดงความเห็นเอาไว้เมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ของ ซานเชซ ว่า "มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะอธิบายได้ แต่ อเล็กซิส อยู่ที่นี่ (ทีมชาติ) และแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างเต็มที่ บางทีที่ แมนเชสเตอร์ เขาไม่ได้ผูกสัมผัสกับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลกระทบจริงๆ"

    ดังนั้นการที่ ซานเชซ ไม่สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมทัพ "ผีแดง" ได้ไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เขาพบกับความล้มเหลวที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
   
4. ความเหนื่อยล้า

    หนึ่งในเหตุผลที่อาจนำ ซานเชซ พบกับอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง นั้่นก็คือการลงสนามหลายแมตช์ก่อนที่จะย้ายมาเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นอาการสะสมมานาน จนกระทั่งมาโป๊ะแตกเมื่อย้ายมาเล่นให้กับ "ปีศาจแดง"

    ลองย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าว ซานเชซ มีส่วนกับการเล่นให้กับทีมชาติชิลี ในทุกๆ ซัมเมอร์ตั้งแต่ปี 2014 รวมทั้งการลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2 สมัย, เกมคอนเฟดเดเรชั่น คัพ และ โคปา อเมริกา 3 สมัย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ สะสมเข้ามาสู่ร่างกายของนักเตะเรื่อยๆ

     แน่นอนว่ามันมีความเป็นได้สูงที่ ซานเชซ ต้องประสบกับความยากลำบากจากอาการเหนื่อยล้าในช่วงเวลาที่อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และทำให้เขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้ รวมไปถึงการที่ร่างกายกรำศึกหนักมานาน ยิ่งทำให้โอกาสได้รับบาดเจ็บสูงด้วย
 
5. ผ่านจุดพีคในการเล่นมาแล้ว ?

    บางที อเล็กซิส ซานเชซ อาจจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดในการค้าแข้ง ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมาเล่นให้กับ สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ตอนที่นักเตะสลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญาในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบ 2 เดือนมกราคมปี 2018

    ในช่วงอาชีพของนักเตะต้องบอกว่าเขาทำผลงานได้ดีเยี่ยมมากๆ โดยเฉพาะในฤดูกาล 2016/2017 ที่เล่นให้กับ อาร์เซน่อล เจ้าตัวงัดฟอร์มถล่มประตูด้วยการซัดไปถึง 30 ประตู จากการลงสนามให้กับ "ไอ้ปืนใหญ่" จำนวน 51 แมตช์จากทุกรายการ

    ขณะที่ในช่วงต้นซีซั่นถัดมา ซานเชซ เริ่มฟอร์มฝืดอย่างต่อเนื่องเมื่อยิงได้แค่ 7 ประตูกับ 3 แอสซิสต์เท่านั้น ก่อนที่เขาจะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า และเดินทางไปเล่นให้กับ "ปีศาจแดง" ด้วยการย้ายสลับขั้วกับ เฮนริค มคิทาร์ยาน ในช่วงปีใหม่

    สำหรับตอนนี้คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ กับการได้เห็น ซานเชซ ค้าแข้งให้กับ อินเตอร์ มิลาน แบบถาวร และนักเตะจะสามารถงัดฟอร์มเก่งกลับมาอยู่ในระดับที่เขาเคยทำได้ในอดีตหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าติดตามจริงๆ

ท้าดวลเซียนยูโรปา! 5 ประเด็นร้อนก่อนแมนยูฉะเซบีย่า

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมอังกฤษเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดในฟุตบอลยุโรปตอนนี้และพวกเขาต้องทำศึก ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ พบกับเจ้าของแชมป์รายการนี้ 5 สมัยอย่าง เซบีย่า แน่นอนว่าเป็นเกมที่ไม่ง่ายสำหรับ "ปีศาจแดง" เพราะนอกจากคู่แข่งจะเป็นเซียนบอลถ้วยนี้แล้วพวกเขายังมีตัวผู้เล่นทีเด็ดที่เป็นหมัดน็อคได้เลย ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่ก่อนเกมจะเริ่มเรามาเช็คประเด็นที่น่าสนใจกัน

1.ไบยี่ หรือ ลินเดอเลิฟ

โซลชา เปลี่ยนผู้เล่นตัวจริงถึง 6 คนในเกมพบ โคเปนเฮเก้น และใช้ตัวสำรองครบ 5 คนใน 120 นาที แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีโอกาสกุนซือ “ผีแดง” จะหมุนเวียนผู้เล่นไปจนจบทัวร์นาเม้นต์

ในส่วนของผู้รักษาประตูนั้นดูเหมือนจะค่อนข้างชัวร์แล้วว่า โซลชา จะให้โอกาส เซร์คิโอ โรเมโร่ แทนที่ของ ดาบิด เด เคอา หลังลงเล่นในนัดเอาชนะ โคเปนเฮเก้น แต่อีกหนึ่งตำแหน่งที่ดูจะยังไม่ชัวร์คือเซนเตอร์แบ็ก โดยฝั่ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ น่าจะยึดตัวจริงอยู่แล้วแต่อีกตำแหน่งหนึ่งจะเป็นของใครระหว่าง วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ หรือ เอริก ไบยี่

ปกติ ลินเดอเลิฟ ถือเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวหลักของทีมแต่เมื่อเกมที่แล้ว โซลชา เลือกใช้ เอริก ไบยี่ ลงเล่นบ้าง อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ ไบยี่ ออกสตาร์ทตัวจริงทุกนัดในยูโรปา ลีกตั้งแต่รอบ 32 ทีมสุดท้าย ฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียวนับตั้งแต่หายเจ็บกลับมา บางคนก็มองว่าน่าเป็นตัวจริงมากกว่า ลินเดอเลิฟ เสียอีก แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ โซลชา ว่าจะให้โอกาส ไบยี่ เหมือนกับ โรเมโร่ ที่ลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ในทัวร์นาเม้นต์นี้ หรือจะเลือก ลินเดอเลิฟ ที่เป็นตัวหลักของทีมอยู่แล้ว

2.หวังล้างแค้นเซบีย่า

เกมคืนนี้เพิ่งจะเป็นการปะทะกันครั้งที่สามในฟุตบอลยุโรปของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ เซบีย่า โดยหากใครยังจำกันได้สองครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นได้ไม่นานนี้เองและแฟน “เร้ด อาร์มี่” ก็น่าจะยังะจำได้ไม่เคยลืมเลือน

ครั้งนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังเป็นนายใหญ่ให้กับ “ผีแดง” เป็นฤดูกาลที่ 2 (2017-18) และเขาพาทีมผ่านเข้าสู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยคู่แข่งที่จับสลากมาเจอกันนั้นคือ เซบีย่า นัดแรกในการออกไปเยือนที่สเปน น้ามูและลูกทีมเก็บผลเสมอ 0-0 ซึ่งถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง แน่นอนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด หวังจะมาเผด็จศึกใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด นัดที่สอง

อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายทำประตูกันไม่ได้จนกระทั่งช่วง 15 นาทีสุดท้าย แฟนบอลที่โรงละครแห่งความฝันถึงกับช็อกเนื่องจาก วิสซาม เบน เยแดร์ ซัดประตูผ่านมือ เด เคอา เสียบตาข่ายให้ทีมเยือนออกนำ ยิ่งไปกว่านั้น เบน เยแดร์ คนเดิมโหม่งประตูที่ 2 ในอีก 4 นาทีถัดมากลายเป็นประตูที่แทบจะดับฝัน แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว แม้ โรเมลู ลูกากู จะยิงประตูตีไข่แตกสำเร็จแต่สุดท้ายก็ไล่ไม่ทันทำให้ทีมของ มูรินโญ่ ต้องอกหักตกรอบไปในที่สุด

นั่นหมายความว่า แมนฯ​ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถเอาชนะได้เลยในการดวลกับ เซบีย่า รอดูกันว่าคืนนี้พวกเขาจะมีครั้งแรกและล้างแค้นได้หรือไม่

3.อาถรรพ์รอบรองฯ

เป้าหมายหลักของ “ผีแดง” ในฤดูกาลนี้สัมฤทธิ์ผลเป็นที่เรียบร้อยหลังสามารถจบอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกพร้อมกับคว้าตั๋วกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า แต่เชื่อว่าแฟนบอลคงต้องการถ้วยติดไม้ติดมือเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของยุคใหม่นี้ อย่างไรก็ตามแม้จะทำได้ผลงานได้ดีทีเดียวในฟุตบอลถ้วยทุกรายการแถมเข้ารอบลึกทั้งหมดด้วย ทว่าพวกเขามักจะมาตกม้าตายในรอบรองชนะเลิศเสมอ

ตัวอย่างเช่นในฟุตบอล คาราบาว คัพ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอันต้องพ่ายให้กับเพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในรอบตัดเชือกด้วยสกอร์รวมสองนัด 2-3 ขณะที่ฟุตบอล เอฟเอ คัพ ก็ฝ่าด่านมาถึงรอบรองชนะเลิศเช่นกันแต่สุดท้ายต้องอกหักตกรอบด้วยน้ำมือของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พา เชลซี เอาชนะ 3-1

มาถึงรายการ ยูโรปา ลีก บ้าง พวกเขาเข้ารอบรองรองชนะเลิศได้อีกเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะปิ่วตกรอบนี้อีกหรือไม่ ครั้งสุดท้ายที่ “ปีศาจแดง” ชูถ้วยแชมป์ต้องย้อนกลับไปในฤดูกาล 2016/17 หลัง โชเซ่ มูรินโญ่ พาทีมซิว ยูโรปา ลีก เพราะฉะนั้นหาก โซลชา หวังจะฉลองความสำเร็จบ้างคงต้องทำลายอาถรรพ์รอบรองฯในฤดูกาลนี้ให้ได้

4.เซบีย่าเซียนยูโรปา

เซบีย่า ภายใต้การคุมทีมฤดูกาลแรกของ จูเลน โลเปเตกี ถือว่าน่าประทับใจทีเดียวหลังออกสตาร์ทซีซั่นด้วยการเกาะกลุ่มหัวตารางทว่าก็มีฟอร์มแผ่วให้เห็นในบางแมตช์ แต่ที่พีคจริงคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมซึ่งมีโอกาสขึ้นไปลุ้นแชมป์กับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า รวมถึงยังเกาะที่สามอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตามในเดือนมกราคมพวกเขาสะดุดบ่อยครั้งโดยชนะเกมลีกแค่นัดเดียวจาก 3 นัดแถมยังพ่าย มิรานเดส ตกรอบ โกปา เดล เรย์ ด้วย

ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ก็ชนะเกมลีกแค่ 2 จาก 5 นัด ส่วนช่วงรีสตาร์ทลีกเดือนมิถุนายนก็สะดุดเสมอถึง 4 นัดติดต่อกันทำให้ แอตเลติโก มาดริด แซงขึ้นมาอันดับที่ 3 กลายเป็นว่าจาก เซบีย่า ลุ้นแชมป์อยู่ดีๆต้องมาทำแต้มเพื่อยึดพื้นที่ท็อปโฟร์เป็นพอ แต่ในช่วง 6 นัดสุดท้ายพวกเขาก็เรียกฟอร์มกลับมาด้วยการชนะ 5 จาก 6 นัดสุดท้ายพร้อมคว้าตั๋ว ชปล. ได้สำเร็จ ก่อนจะมาสานต่อฟอร์มร้อนแรงที่ ยูโรปา ลีก ด้วยการเขี่ย โรม่า และ วูล์ฟแฮปม์ตัน ตกรอบ พร้อมทำสถิติไร้พ่ายในทุกรายการ 19 นัดติดต่อกันแถมยังเก็บคลีนชีท 7 จาก 8 นัดหลังสุดอีกต่างหาก

เจ้าของแชมป์ยูโรปาสูงสุด 5 สมัยยังถือเป็นเซียนของบอลถ้วยนี้เหมือนเดิมหลังยังพ่ายแค่นัดเดียวตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มแถมยังไม่มีสะดุดเสมอเลยด้วย บุคคลที่ “ผีแดง” ควรต้องระวังไว้เลยคือ ลูกัส โอกัมโปส แนวรุกฟอร์มฮอตที่ทำ 17 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ในทุกรายการ โดยมีแอสซิสต์สำคัญในเกมกับ โรม่า รวมถึงโขกประตูชัยถีบ วูล์ฟส์ ตกรอบด้วย ถือเป็นคู่แข่งไม่ธรรมดา “ผีแดง” ห้ามประมาทเด็ดขาด

5.โซลชาเคยเจอมาแล้ว

โซลชา น่าจะรู้พิษสง เซบีย่า ดีหลังเคยเจอกันมาแล้วตั้งแต่คุมทีมโมลด์ในประเทศนอร์เวย์ โดยทั้งสองทีมโคจรมาเจอกันในยูโรปา ลีก นี่แหละซึ่งเป็นรอบ 32 ทีมสุดท้ายในฤดูกาล 2015/16 โดยเกมแรกในบ้านเซบีย่านั้น โมลด์ โดนถลุงไปถึง 3 เม็ดเลยทีเดียว ถึงแม้ว่านัดที่สอง โมลด์ จะกลับมาเล่นที่นอร์เวย์พร้อมกับเก็บชัยชนะ 1-0 ได้สำเร็จข แต่ผลรวมประตูไม่เพียงพอที่จะทำให้ทีมเข้ารอบ แน่นอนว่า โซลชา ก็คงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอาคืนให้ได้

และถ้าหาก โซลชา เก็บชัยชนะได้ในคืนนี้จริงๆจะเป็นการชนะนัดที่ 50 จาก 89 เกมที่คุม “ปีศาจแดง” พร้อมกลายเป็นกุนซือที่ชนะ 50 นัดในทุกรายการเร็วที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสรตามหลัง เออร์เนส แมงนอลล์ (78 นัด) และ โชเซ่ มูรินโญ่ (81 นัด)

มาร์กซัดชัย! ลินการ์ดก็ยิง-แมนยูแซงแอลเอเอสเค รวมลิ่ว8ทีมยูโรปาลีก

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมนี้เล่นแบบไม่เน้นเท่าไหร่หลังเกมแรกตุนสกอร์ไว้เพียบ กระนั้นแข้งผีแดงหลังโดนนำไปก่อนมารัวสองประตูจาก เจสซี่ ลินการ์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พาทีมแซงเอาชนะ แอลเอเอสเค ลินซ์ จากออสเตรีย 2-1 รวมสองนัดเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ เอฟซี โคเปนเฮเกน ในศึกยูโรปาลีก รอบ16ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โอกาสเข้ารอบสดใสหลังนัดแรกบุกไปถล่ม แอลเอเอสเค ลินซ์ 5-0 ทำให้เกมนี้กลับมาเล่นใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แบบไม่กดดัน โดยผู้ชนะของคู่นี้จะเข้าไปพบ เอฟซี โคเปนเฮเกน ซึ่งในรอบก่อนรองชนะเลิศ แบบมินิทัวร์นาเมนท์ แบบน็อคเอาท์ ที่ประเทศเยอรมัน 

   โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนแปลงผู้เล่นเกือบยกทีมจากเกมลีกล่าสุด โดยมีเพียง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กัปตันทีมและ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ คุมเกมรับ แนวรุกวาง ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด และแดเนียล เจมส์ สนับสนุน โอเดียน อิกาโล่ ที่เป็นหน้าเป้า ส่วน แอลเอเอสเค ลินซ์ ฝากความหวังไว้ที่

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก นาทีที่ 4 เจ้าบ้านได้ทักทายก่อนเลยหลัง ฆวน มาต้า เปิดเตะมุมเข้ามาให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เทกตัวโขกข้ามคานไป

    นาที 10 แอลเอเอสเค เกือบชิงขึ้นนำก่อนหลัง อันเดรส อันดราเด้ โขกบอลไปชนคาน ก่อนจังหวะต่อมา ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์ จะซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกหลังแบบได้เสียว

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง "ปีศาจแดง" ได้ลุ้นหนที่สองจากจังหวะเตะมุมอีกครั้ง และเป็น ม้าต้า ที่เปิดมาให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งหลุดกรอบออกไป

    ถัดมาอีกนาที ทีมเยือนได้ส่องเข้ากรอบเป็นครั้งแรก เจมส์ ฮอลแลนด์ แทงขึ้นหน้าให้ มาร์โก รากุซ ตะบันด้วยขวาแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ เซร์คิโอ โรเมโร่

    นาที 33 "ปีศาจแดง" พลาดโอกาสทำประตูอย่างน่าเสียดายหลัง เจสซี่ ลินการ์ด ดีดบอลเร็วให้  โอเดียน อิกาโล่ หลุดเข้าไปในกรอบแต่จังหวะสุดท้ายโดนเบียดทำให้บอลทะลักไปเข้ามือ อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ยังทำอะไร แอลเอเอสเค ลินซ์ ไม่ได้เสมอแบบไร้สกอร์ 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 50 "ผีแดง" ได้ส่องเข้ากรอบเป็นหนแรก หลัง ฆวน มาต้า แทงบอลเข้ากลางให้ โอเดียน อิกาโล่ พลิกตัวยิงแต่หลักไม่ดีทำให้น้ำหนักบอลเบาไปเข้ามือนายด่านทีมเยือน

    นาที 55 "ผีแดง" ต้องเป็นฝ่ายตามหลังก่อน หลัง ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ สกัดบอลจากลูกคอนเนอร์ไม่ดีไปเข้าทาง ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์ แนวรับทีมเยือนตั้งป้อมปั่นบอลด้วยขวาบอลพุ่งโค้งๆ เสียบสามเหลี่ยมเข้าไปชนิดที่ เซร์คิโอ โรเมโร่ หมดสิทธิ์ป้องกันให้ แอลเอเอสเค ลินซ์ บุกมานำ 1-0 สกอร์รวมไล่มาห่าง 1-5

    กระนั้น ทีมเยือนดีใจได้แค่ 2 นาที คราวนี้ ฆวน มาต้า ออกบอลเร็วจากกลางสนามให้ เจสซี่ ลินการ์ด หลุดกับดักล้ำหน้าหลุดเข้าไปซัดด้วยขวาผ่านตัว อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ เข้าไปให้ แมนฯยูไนเต็ด ไล่ตีเสมอทันควัน 1-1

    จากนั้น นาที 62 เจ้าบ้านเกือบแซงขึ้นนำหลัง ลินการ์ด จ่ายต่อให้ ฆวน มาต้า ซัดไปติดเซฟของนายด่านทีมเยือน บอลทะลักมาเข้าทาง ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ กดด้วยซ้ายหลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น

    นาที 63 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนสองคนรวดถอดเอา เจสซี่ ลินการ์ด และเฟร็ด ออกแล้วส่ง ปอล ป็อกบา และอันเดรียส เปเรยร่า ลงเล่นแทน

    นาที 72 โดมินิค ไรเตอร์ สำรองของแอลเอเอสเคเกือบส่องประตูให้ทีมเยือนหนีห่างอีกครั้งเมื่อหลุดเข้าไปซัดเต็มแรง ทว่าบอลพุ่งไปติดขา เซร์คิโอ โรเมโร่ ออกหลังไป

    นาที 88 เจ้าบ้าน "ผีแดง" มาแซงขึ้นนำ 2-1 ฆวน มาต้า จ่ายสั้นๆให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ลงมาสำรองหลุดเข้าไปซัดบอลผ่านตัว อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ แบบเด็ดขาด

    จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด แซงเอาชนะแอลเอเอสเค ลินซ์ 2-1 รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ เอฟซี โคเปนเฮเกน ในวันที่ 10 สิงหาคม นี้ โดยจะจัดการแข่งแบบ มินิทัวร์นาเมนท์ ที่ประเทศเยอรมัน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ , เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด, แดเนียล เจมส์ – โอเดียน อิกาโล่

        เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 

        แอลเอเอสเค ลินซ์ (3-4-2-1) : อเล็กซานเดอร์ ชลาเกอร์ – ฟิลิปป์ ไวซิงเกอร์, เกอร์โนต์ เทราเนอร์, อันเดรส อันดราเด้ – ไรน์โฮลด์ รานฟ์เทิ่ล, เจมส์ ฮอลแลนด์, ปีเตอร์ มิโชรล, เรเน่ เรนเนอร์ – โดมินิค ไฟรเซอร์, มาร์โก รากุซ, ฮูเซียน บาลิช

        เทรนเนอร์ : โดมินิค ธัลฮัมเมอร์

        ผู้ตัดสิน : ทาซอส ซิดิโรปูลอส (กรีซ)