เรือ,ผี,ไก่,ปืนใหญ่,หมาป่า! เจาะทีมดังพรีเมียร์ลีก เปิดม่านฤดูกาล 2020/21 ภาคจบ

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 เตรียมเปิดฉากขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งแต่ละทีมจะมีความพร้อมอย่างไร ได้ผู้เล่นคนไหนเข้าสู่ทีมบ้าง ในสกู๊ปนี้เราจะพาแฟนๆ ไปเช็กข้อมูลกัน เพื่อเรียกความพร้อมก่อนศึกใหญ่ปีนี้จะเริ่มขึ้น

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : ยุทธการทวงคืนบัลลังก์แชมป์

ฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา แม้เป็นทีมที่มีเกมรุกสุดดุดัน กดไปถึง 102 ประตูในลีก แต่ด้วยการที่ขาดความคงเส้นคงวาในเรื่องของการเก็บผลการแข่งขัน และพลาดท่าแพ้ในเกมที่ไม่น่าแพ้หลายครั้ง นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" เสียตำแหน่งแชมป์ และจบแค่อันดับสอง ด้วยการมีคะแนนตามหลัง ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ ถึง 19 แต้ม จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่พวกเขากระหายอย่างมาก ที่จะกลับมาทวงโทรฟี่แชมป์ในฤดูกาลนี้ ถึงแม้จะไม่มีตัวเก๋าอย่าง ดาบิด ซิลบา รวมถึงตัวจี๊ดอย่าง ลีรอย ซาเน่ แล้วก็ตาม

– การเสริมทัพ

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอดกุนซือชาวสแปนิช รู้ดีว่า แมนฯ ซิตี้ มีจุดอ่อนตรงไหน และต้องเสริมในตำแหน่งใดบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า การย้ายออกไปของ ซิลบา และ ซาเน่ ทำให้พวกเขามีช่องโหว่ในแนวรุก และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาประเคนเงิน 20.75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 850.75ล้านบาท) ไปให้ บาเลนเซีย เพื่อสู่ขอ เฟร์ราน ตอร์เรส มาสู่ถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม หลังจากนั้นแค่อึดใจเดียว พวกเขาก็จัด นาธาน อาเค่ กองหลังสารพัดประโยชน์ชาวดัตช์ (จาก บอร์นมัธ) มาเสริมแนวรับ ในราคา 40 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,640 ล้านบาท) ซึ่งในรายของ อาเค่ น่าจะโดนใจ เป๊ป เพราะเล่นได้ทั้งแบ็กซ้ายและเซนเตอร์แบ็ก แต่จากสถานการณ์ตอนนี้ (9 ก.ย.) พวกเขาคงเดินหน้าเสริมทัพต่ออย่างแน่นอน โดยเฉพาะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ที่พวกเขายังต้องการตัวท็อปๆ มาช่วยทีม เพราะของที่มีอยู่ตอนนี้คงไม่เพียงพอต่อการลุ้นความสำเร็จในระยะยาว

– ดาราใหม่น่าจับตา

ทั้ง อาเค่ และ เฟร์ราน ต่างเป็นนักเตะพลังหนุ่มที่น่าจับตามอง แต่อยากจะโฟกัสไปที่รายหลัง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแข้งที่เนื้อหอมอย่างมากในตลาดช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะก่อนที่จะลงเอยกับ "เรือใบสีฟ้า" เขามีข่าวได้รับความสนใจจากทั้ง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ยูเวนตุส รวมถึง เรอัล มาดริด

ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์อะไร หากคุณได้เห็นฟอร์มอันจัดจ้านของ ดาวเตะวัย 20 ปีรายนี้ ทั้งสองเกมที่เจ้าตัวลงเล่นให้ทีมชาติสเปน ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป ดูแล้ว เฟร์ราน น่าจะเป็นนักเตะที่ตรงสเปค เป๊ป ไม่น้อย เพราะนอกจากมีความเร็วแล้ว ยังพาบอลทะลุทะลวงได้เก่ง แถมมีลูกเปิดเข้ากลางที่อันตราย เหมาะกับสไตล์การเล่นของ แมนฯ ซิตี้ ดีเหลือเกิน ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยว่า เฟร์ราน จะไปได้สวย และสามารถประสบความสำเร็จ ตามรอยแข้งสแปนิชรุ่นพี่อย่าง ดาบิด ซิลบา ได้หรือไม่

– คีย์แมน

หาก เซร์คิโอ อเกวโร่ คือสุดยอดเครื่องจักรทำประตู เควิน เดอ บรอยน์ ก็คือน้ำมันเครื่องชั้นดีนั่นเอง ดังนั้นคีย์แมนของ แมนฯ ซิตี้ ชุดนี้ยังไงก็คงเป็น เดอ บรอยน์ ที่เปรียบเสมือนเป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุกของทีม เป็นคนที่มีพิษสงรอบตัว เพราะนอกจากจะเป็นตัวเปิดป้อนระดับเวิลด์คลาส ที่พร้อมส่งบอลให้เพื่อนจบสกอร์ได้ทุกรูปแบบแล้ว เขายังเป็นจอมทัพที่ยิงบอลได้รุนแรงและเฉียบคมอีกด้วย

แถมแน่นอนมากๆ ทั้งลูกยิงจุดโทษ รวมถึงฟรีคิก… ตราบใดที่มี ยอดดาวเตะชาวเบลเยียมวัย 29 ปีคนนี้ อยู่ในสนาม แมนฯ ซิตี้ ก็พร้อมที่จะกระซวกตาข่ายทีมคู่แข่งได้ทุกเมื่อ สมกับที่ได้รางวัลแข้งยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ ประจำฤดูกาลที่ผ่านมา

แมนฯ ยูไนเต็ด : ขอใกล้เคียงที่สุดเพื่อเบียดท็อป 2

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นำทัพ "ปีศาจแดง" จบฤดูกาลที่แล้วด้วยอันดับ 3 ใน พรีเมียร์ลีก ทำให้คว้าโควตาไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ รวมทั้งยังผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ คาราบาว คัพ และ ยูโรปา ลีก ด้วย

แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บไปได้ 66 คะแนนใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่นที่ผ่านมา น้อยกว่า ลิเวอร์พูล ถึง 33 แต้ม ส่วนใน ยูโรปา ลีก แพ้ เซบีย่า 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ ส่วนรอบตัดเชือก คาราบาว คัพ แพ้ "เรือใบสีฟ้า" ด้วยสกอร์รวมสองนัด 2-3

ขณะที่ในฤดูกาล 2020/21 นั้น บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายในประเทศอังกฤษ มองว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นแค่เต็ง 4 ในการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ต่อจาก แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และ เชลซี

– การเสริมทัพ

จนถึงตอนนี้ (วันพุธที่ 9 กันยายน) แมนฯ ยูไนเต็ด  เพิ่งได้นักเตะใหม่มาเสริมทัพแค่คนเดียวคือ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กองกลางทีมชาติฮอลแลนด์ วัย 23 ปี ที่ย้ายมาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,480 ล้านบาท) บวกโบนัสต่างๆ อีก 5 ล้านยูโร (ประมาณ 185 ล้านบาท)
 
ส่วนที่ปล่อยออกไปก็มี อเล็กซิส ซานเชซ ที่ย้ายซบ อินเตอร์ มิลาน แบบถาวร, ทาฮิธ ชอง ไปเล่นให้ แวร์เดอร์ เบรเมน แบบยืมตัว และ โจแอล เปเรยร่า ที่ส่งไปให้ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ยืมใช้งาน

– นักเตะน่าจับตามอง

นักเตะที่น่าจับตามองของ "ปีศาจแดง" ในฤดูกาลใหม่คือ ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูดีกรีทีมชาติอังกฤษ ที่กลับมาอยู่กับทีม หลังไปทำผลงานเยี่ยมให้ เชฟฯ ยูไนเต็ด แบบยืมตัว

เฮนเดอร์สัน จะต้องเข้ามาแย่งตำแหน่งมือ 1 กับ ดาบิด เด เคอา นายทวารทีมชาติสเปน ที่ฤดูกาลก่อนเล่นพลาดให้เห็นหลายนัด และช่วงแรก โซลชา คงให้โอกาสกับโกลเลือดกระทิงก่อน แต่ถ้ามีความผิดพลาดก็จะเป็นหน้าที่ของ เฮนเดอร์สัน ที่ได้ลงเฝ้าเสาแทน

– คีย์แมน

แน่นอนว่า นักเตะสำคัญสุดของ "ปีศาจแดง" ในเวลานี้คือ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส หลังเข้ามาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทันทีตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

บรูโน่ ซัดไป 12 ประตู กับ 8 แอสซิสต์ ในการเล่นให้ "เร้ด เดวิลส์" ตลอดทุกรายการเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และจุดเด่นที่ทำให้หลายๆ คนต้องยกย่องนักเตะก็คือความเป็นยอดเพชฌฆาตสังหารจุดโทษเมื่อมีสถิติซัดจุดโทษเข้า 8 ประตู

โซลชา ชื่นชมมิดฟิลด์ทีมชาติโปรตุเกสที่สังหารจุดโทษได้อย่างเด็ดขาดว่า เป็นคนที่เดาใจได้ยากเวลารับหน้าที่ยิงจุดโทษ โดยมีทั้งเลือกที่จะก้าวเข้าไปยิงทันที หรือกระโดดหนึ่งครั้งก่อนยิง

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ : ฤดูกาลที่อาจชี้ชะตาทีม (และ มูรินโญ่)

2019-20 ถือเป็นฤดูกาลแรกในรอบหลายซีซั่นที่ผ่านมาที่ สเปอร์ส ทำผลงานได้เลวร้ายสุดๆ พวกเขาได้เพียงอันดับ 6 ในลีก, ไปถึงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, จอดป้ายเพียงรอบ 5 ในศึก เอฟเอ คัพ และหยุดที่รอบ 3 ของ คาราบาว คัพ ผลงานที่ว่านี้ต่างกันราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบกับซีซั่น 2018-19 ที่พวกเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ลีก และเป็นอันดับ 4 ในลีก

แม้ว่าฤดูกาลก่อน สเปอร์ส จะยอมปลด เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ผู้จัดการทีมคู่บุญที่ทำผลงานให้ทีมได้ยอดเยี่ยมหลายฤดูกาลมาเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ถึงขั้นดีขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จนทำให้หลายคนบอกด้วยซ้ำว่า มูรินโญ่ ไม่เก่งเหมือนเก่า อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ฤดูกาลก่อน สเปอร์ส มีผลงานแย่เป็นเพราะ แฮร์รี่ เคน กองหน้าคนเก่งของทีมเจ็บหนักจนเคยต้องพักไปนาน และสุดท้ายก็ได้เล่นในลีกไปแค่ 29 นัด

ด้วยเหตุนี้ ซีซั่น 2020-21 จึงเป็นโอกาสอันดีของทั้ง สเปอร์ส และ มูรินโญ่ ที่จะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง โดยสำหรับ สเปอร์ส นี่ถือเป็นฤดูกาลที่อาจจะตัดสินอนาคตระยะยาวของพวกเขาเลยก็ว่าได้ เพราะลือกันว่าถ้าหากซีซั่นนี้่ทีมยังไม่ได้แชมป์รายการใหญ่ๆ อีกแล้วล่ะก็ เคน ก็อาจจะย้ายออกจากทีม หลังจากเจ้าตัวยังไม่เคยได้แชมป์รายการไหนเลยทั้งที่ทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ตลอด ซึ่งการเสียยอดกองหน้าระดับนี้ไปก็อาจจะส่งผลเสียกับพวกเขาไปอีกหลายปีเลย

ขณะเดียวกัน มูรินโญ่ ก็หมายมั่นปั้นมือว่าการได้คุม สเปอร์ส แบบเต็มตัวซีซั่นแรกของเขาจะออกมาดีจนเป็นการลบล้างคำสบประมาททั้งหลาย และทำให้เขากลับมาเป็นกุนซือที่ทุกคนในโลกลูกหนังต้องหวาดกลัวอีกครั้ง

 – การเสริมทัพ

จนถึงตอนนี้ (วันที่ 8 กันยายน) สเปอร์ส ได้นักเตะหน้าใหม่มาร่วมทีม 4 คน ประกอบด้วย อัลฟี่ เดวิน, ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก, โจ ฮาร์ท และ แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ ซึ่งมีแค่ 3 คนหลังเท่านั้นที่เป็นการเสริมทัพแบบพร้อมลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ทันที ส่วนกลุ่มที่โดนปล่อยออกไปก็ไม่มีใครที่เป็นกำลังหลักของทีมเลย

– ดาราใหม่น่าจับตา

 ในกลุ่ม 3 แข้งหน้าใหม่ที่ดีพอเป็นขุมกำลังให้ทีมชุดใหญ่นั้น ฮอยเบิร์ก คือคนที่น่าสนใจมากที่สุด เพราะฤดูกาลก่อนกองกลางตัวรับชาวเดนมาร์กมีค่าเฉลี่ยการสกัดโดนบอล 2.3 ครั้งต่อนัด และอ่านเกมขาดจนตัดบอลแบบไม่ต้องพุ่งเสียบได้ 1.4 ครั้งต่อเกม

ส่วนรายของ โดเฮอร์ตี้ ฤดูกาลก่อนเล่นได้ดีในระดับหนึ่ง เพราะนอกจากจะทำไป 4 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ จากการลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก ให้กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 36 เกมแล้วนั้น เขายังสกัดโดนบอลเฉลี่ย 1.5 ครั้งต่อเกมด้วย ขณะที่ ฮาร์ท คงเป็นเพียงอะไหล่ของ อูโก้ โยริส เท่านั้น

– คีย์แม

แน่นอนว่าอันดับ 1 คงหนีไม่พ้น เคน ถ้าจะบอกว่าเขาคือคนที่แบก สเปอร์ส มากที่สุดตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่ผิดนัก ด้วยสถิติ 188 ประตูจากการลงเล่นให้ สเปอร์ส 287 นัดในทุกรายการทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าที่เก่งที่สุดของยุโรปในตอนนี้ ขอแค่ไม่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน เคน ก็พร้อมที่จะทำประตูให้กับทีมของ มูรินโญ่ อยู่เสมอ

อาร์เซน่อล : ปีแรกเต็มตัวของ อาร์เตต้าน

ต้องยอมรับว่าฤดูกาล 2019/20 เป็นปีแห่งความวุ่นวายของ อาร์เซน่อล เลยก็ว่าได้ แม้จะเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการคว้าชัยสองนัดรวดในยุคของกุนซือ อูไน เอเมรี่ แต่หลังจากนั้นผลงานของทีมก็กระท่อนกระแท่น แถมกุนซือชาวสแปนิชยังโดนข้อครหาจากการให้ กรานิต ชาก้า สวมปลอกแขนกัปตันทีม ก่อนที่ดาวเตะชาวสวิตจะสร้างเรื่องฉาวด้วยการทำท่าเยาะเย้ยแฟนบอลของทีมตัวเอง ระหว่างเกมที่เสมอกับ คริสตัล พาเลซ 2-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม ปีก่อน หลังจากถูกแฟนบอลโห่ใส่อย่างหนัก

แน่นอนจากสองปัญหาที่เกิดขึ้นมันกลายเป็นพายุที่ถาโถมเข้ามาใส่ เอเมรี่ ก่อนที่เจ้าตัวจะโดนปลดออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน หลังพาทีมไม่ชนะใคร 5 นัดรวด พร้อมกับแต่งตั้ง เฟรดดี้ ลุงเบิร์ก ขึ้นมานั่งเก้าอี้กุนซือชั่วคราว และแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นผลงานของทีมก็ยังไม่สามารถกลับเข้าฝั่งได้

อย่างไรก็ตามทีมมาเจอจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจาก มิเกล อาร์เตต้า กุนซือชาวสแปนิช ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายใหญ่คนใหม่ ทีม "ปืนใหญ่" ค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ ผู้เล่นหลายคนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นมากขึ้น เล่นได้ตามแท็คติกที่วางเอาไว้ จนผลงานของทีมดีขึ้นทันตาเห็น ก่อนจะจบฤดูกาลด้วยการจบอันดับที่ 8 ของตาราง

เท่านั้นไม่พอ อาร์เตต้า ยังสร้างผลงานผลงานมาสเตอร์พีซด้วยการพาทีมผงาดคว้าแชมป์เอฟ เอ คัพ มาครองได้สำเร็จทั้งที่เพิ่งมาคุมทีมเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น พร้อมกับตีตั๋วลุยฟุตบอลยูโรปาลีกซีซั่นหน้า

สำหรับฤดูกาลหน้าถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของกุนซือชาวสแปนิชว่าจะพาทีมกลับมาจบท็อปโฟร์เพื่อคว้าตั๋วกลับไปสู้ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกครั้งได้หรือไม่ 
 
– การเสริมทัพ

ช่วงซัมเมอร์นี้ดูเหมือน มิเกล อาร์เตต้า จะเน้นไปที่การเสริมผู้เล่นแนวรับมากที่สุด จนถึงตอนนี้ อาร์เซน่อล ได้แข้งใหม่มาเสริมทัพแล้ว 4 รายด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ วิลเลียม ซาลิบา กองหลังดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสที่จะย้ายมาเล่นให้ทีมเป็นฤดูกาลแรก หลังจากถูกปล่อยให้ แซงต์ เอเตียน อดีตต้นสังกัดยืมใช้งานในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา

เท่านั้นไม่พอพวกเขายังจัดการดึงตัว กาเบรียล มากัลเญส เซ็นเตอร์ชาวบราซิลมาจาก ลีลล์ อีกหนึ่งราย ด้วยค่าตัว 27 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,107 ล้านบาท) เท่ากับว่าในเวลานี้ "ปืนใหญ่" มีนักเตะในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางถึง 8 คน หากรวมแข้งหน้าเก่าอย่าง ดาวิด ลุยซ์, ปาโบล มารี, ร็อบ โฮลดิ้ง, โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส, ชโคดราน มุสตาฟี่ และ คัลลั่ม แชมเบอร์ส แต่ 3 รายหลังสุดคาดว่าจะถูกปล่อยออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

ขณะที่แนวรุก อาร์เซน่อล ก็จัดการดึงตัว วิลเลียน มาจาก เชลซี และ ดานี่ เซบายอส มิดฟิลด์ชาวสแปนิช ที่ประสบความสำเร็จในการยืมตัวมาใช้งานต่ออีก 1 ฤดูกาล หลังจากเจ้าตัวหมดสัญญาเช่า และเดินทางกลับไปยัง เรอัล มาดริด แล้ว ซึ่งถือเป็นการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยมเพราะ เซบายอส เป็นแข้งคนสำคัญของ อาร์เตต้า มาโดยตลอด และที่สำคัญแทบไม่ต้องมาใช้เวลาปรับตัวใหม่

– ดาราใหม่น่าจับตา

สำหรับบิ๊กดีลที่น่าสนใจคงต้องยกให้กับ วิลเลียน ที่ดึงตัวมาจาก เชลซี แบบไร้ค่าตัว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งดีลที่คุ้มค่า เนื่องจากปีกชาวบราซิลมีประสบการณ์โชกโชนเป็นกำลังสำคัญให้ทัพ "สิงห์บลูส์" มาตลอดหลายฤดูกาล และจะมาเบียดแย่งตำแหน่งโดยตรงกับ นิโกล่าส์ เปเป้ ทางฝั่งขวา แถมยังรับบทเป็นเพลเมกเกอร์ได้อีกด้วย ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับ อาร์เตต้า มากยิ่งขึ้น

– คีย์แมน

แน่นอนว่าคีย์แมนคนสำคัญจะเป็นใครไม่ได้ นอกเสียจาก ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมย็อง ดาวยิงชาวกาบอง ที่เป็นตัวความหวังของทีมมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา จากผลงาน 71 ประตูจาก 110 เกมทุกรายการ ส่วนในซีซั่นที่ผ่านมาเจ้าตัวกระหน่ำไป 22 คว้ารองดาวซัลโวร่วมกับ แดนนี่ อิงส์ จาก เซาธ์แฮมป์ตัน

วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส : โปรตุกีส คอนเนคชั่น!

ฤดูกาล 2019/20 ถือเป็นปีที่ วูล์ฟส์ เจอศึกหนักตลอดทั้งซีซั่น เนื่องจากช่วงต้นพวกเขาต้องลงเล่นศึก ยูโรปา ลีก ตั้งแต่รอบคัดเลือก จนกรุยทางเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนผลงานในลีกก็ถือว่าน่าพอใจเมื่อรั้งอันดับ 7 ของตาราง ทว่าพลาดตั๋วถ้วยเล็กยุโรปไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อ อาร์เซน่อล เป็นฝ่ายคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ไปครอง

ด้วยระแบบการเล่น 3-5-2 อันเป็นเอกลักษณ์ ผู้เล่นทุกคนต่างรู้หน้าที่การเล่นของตัวเองเป็นอย่างดี จุดแข็งของ วูล์ฟส์ คือเล่นเกมรับเหนียวแน่น และอาศัยโจมตีด้วยความเร็ว โดยมี ราอูล ฮิเมเนซ คอยจบสกอร์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการที่ขุมกำลังเชิงลึกของ วูล์ฟส์ ยังไม่มีมากพอ โดยเฉพาะแผงมิดฟิลด์ที่ส่วนใหญ่มักใช้งาน รูเบน เนเวส และ ชูเอา มูตินโญ่ เป็นหลัก อีกทั้งตรงริมเส้นฝั่งขวาที่เป็นตำแหน่งวิงแบ็กนั้น พวกเขาเสีย แมตต์ โดเฮอร์ตี้ ไปให้กับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

ขุมกำลังส่วนใหญ่ของ วูล์ฟส์ เต็มไปด้วยนักเตะโปรตุเกส ไล่ตั้งแต่ ผู้รักษาประตู รุย ปาทริซิโอ, รูเบน วินาเกร, รูเบน เนเวส, ชูเอา มูตินโญ่, ดิโอโก โชต้า, เปโดร เนโต้ และล่าสุดก็เพิ่งคว้ายอดดาวรุ่งอย่าง ฟาบิโอ ซิลวา เข้ามาร่วมทีม รวมถึง วิตินญ่า มิดฟิลด์ตัวรุกที่เพิ่งยืมตัวจาก ปอร์โต้ มาหมาดๆ

– การเสริมทัพ

วูล์ฟส์ สร้างความฮือฮาด้วยการคว้า ฟาบิโอ ซิลวา แข้งวัย 18 ปีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่เก่งที่สุดในโลก ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร ขณะที่ อีกหนึ่งรายเป็น มาร์ชาล วิงแบ็กฝั่งซ้ายชาวแซมบ้าที่คว้าตัวมาจาก โอลิมปิก ลียง และล่าสุดก็ปิดดีลยืมตัว วิตินญ่า มิดฟิลด์โปรตุกีสวัย 20 ปี มาร่วมทีม

– ดาราใหม่น่าจับตา

แน่นอนว่าต้องเป็น ฟาบิโอ ซิลวา เด็กรายนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในประเทศโปรตุเกส เขาเป็นเคยปั้นของ ปอร์โต้ ก่อนจะย้ายออกไปอยู่ เบนฟิก้า สั้นๆ ก่อนจะกลับมา ปอร์โต้ อีกครั้ง และเพิ่งได้โอกาสลงเล่นทีมชุดใหญ่ของ ปอร์โต้ เมื่อปีที่แล้ว

จุดเด่นของ ฟาบิโอ ซิลวา คือเรื่องการจบสกอร์ ซึ่งผลงานไล่ตั้งแต่ทีมชุดเด็กในนามทีมชาติโปรตุเกสก็ถือว่ายอดเยี่ยม ไล่ตั้งแต่ ยู-15 (ลงเล่น 5 ยิง 3 ประตู), ยู-16 (ลงเล่น 8 ยิง 6 ประตู), ยู-17  (ลงเล่น 19 ยิง 5 ประตู) และ ยู-19  (ลงเล่น 5 ยิง 3 ประตู)

– คีย์แมน

 แม้จะมีข่าวย้ายทีมต่อเนื่อง แต่จนถึงตอนนี้ ราอูล ฮิเมเนซ ก็ยังอยู่กับทีมและจะเป็นกำลังหลักของ นูโน่ ซานโต้ ต่อไป

ผลงานเมื่อฤดูกาลก่อน ฮิเมเนซ ซัดไป 17 ประตูในลีก ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนประตูที่ วูล์ฟส์ ทำได้(52 ประตู) โดยจุดเด่นของหัวหอกเม็กซิกันคือ การจบสกอร์ได้ดีไม่ว่าจะด้วยลูกยิงหรือลูกกลางอากาศ

เผยมี1ทีมยื่นซื้อโอบาเมยองก่อนต่อสัญญาอาร์เซน่อล

สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาที่มีความน่าเชื่อถือสูงของอังกฤษ ตีข่าว ก่อนหน้าที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบเามยอง จะต่อสัญญากับ อาร์เซน่อล นั้น บาร์เซโลน่า เคยยื่นข้อเสนอขอซื้อเขาด้วย ส่วน อินเตอร์ ก็แอบเหล่ดาวเตะชาวกาบองเช่นกัน

บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน เคยยื่นข้อเสนอขอซื้อ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้าคนดังของ อาร์เซน่อล ในช่วงก่อนที่เขาจะต่อสัญญากับ "ไอ้ปืนใหญ่" ตามรายงานของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของประเทศอังกฤษ

โอบาเมยอง เคยตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างหนัก หลังจากตอนแรกเขาจะหมดสัญญากับทีมในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า และยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องข้อตกลงฉบับใหม่ได้สักที โดยช่วงนั้นเขาก็มีข่าวกับหลายทีม อย่างเช่น บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น ก่อนที่เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา อาร์เซน่อล จะประกาศอย่างเป็นทางการว่าดาวเตะชาวกาบองเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมเป็นเวลา 3 ปีแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า โอบาเมยอง คือเป้าหมายที่บอร์ดบริหารของ บาร์เซโลน่า อยากได้มากกว่า เมมฟิส เดอปาย นักเตะที่เป็นเป้าหมายของ โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ของทีมด้วยซ้ำ แต่พอรู้ว่า โอบาเมยอง ตกลงที่จะต่อสัญญากับ อาร์เซน่อล แล้วนั้น พวกเขาก็หันไปไล่ล่า เดอปาย อย่างเต็มที่แทน โดย สกายสปอร์ตส์ เสริมว่า อินเตอร์ มิลาน ก็ให้ความสนใจในตัวแข้งวัย 31 ปีเช่นกัน แต่ไม่ได้ยื่นซื้อเขาแบบเป็นรูปธรรม

ขาดคนนี้ไม่ได้จริงๆ!เผยสถิติน่าทึ่ง “อาร์เซน่อล” หวิดตกชั้นหากไม่มี “โอบาเมยอง”

ช่วงนี้ อาร์เซน่อล มีแต่เรื่องดีๆ มาให้เหล่าสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ได้ชื่นใจ ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นคือการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ (ถึงปี 2023) ของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้ากัปตันทีมคนเก่ง ที่เพิ่งมีขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน และล่าสุด The Sun สื่อดังของอังกฤษ ได้มีการเล่นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสำคัญของ โอบาเมยอง ที่มีต่อ "ไอ้ปืนใหญ่" ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา

ฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซน่อล จบที่อันดับ 8 ในตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก ด้วยการมี 56 แต้ม ทว่าหากปราศจาก 22 ประตู ของ ยอดดาวยิงชาวกาบองวัย 31 ปี สถานการณ์ของพวกเขาจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เพราะทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จะมีคะแนนน้อยลงถึง 20 แต้ม!!!

เท่านั้นยังไม่พอ อันดับในตารางคะแนนของ อาร์เซน่อล ก็จะถูกกระชากลงจากที่ 8 ไปอยู่ที่ 16 เลยทีเดียว แถมอยู่เหนือจากโซนตกชั้นแค่ 2 แต้มเท่านั้น (บอร์นมัธ จบที่อันดับ 18 มี 34 แต้ม) ซึ่งจากชาร์ตผลการแข่งขันทั้ง 38 เกม ที่ The Sun จัดมาให้ เราจะเห็นได้ว่า แต่ละประตูจาก โอบาเมยอง นั้น มีค่ามากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่มันมีถึง 13 เกม ที่สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล ได้รับผลการแข่งขันที่ดีกว่าเดิม 

สำหรับ 13 เกมที่ว่านั้น แบ่งเป็น 2 เกมที่ประตูของ โอบาเมมอง สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล พลิกจาก "แพ้" เป็น "ชนะ" (+6 แต้ม), 3 เกมที่ช่วยพลิกจาก "เสมอ" เป็น "ชนะ" (+6) และมีถึง 8 เกมที่ประตูจาก อดีตหัวหอก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ช่วยทีมคว้าผลเสมอ (+8) ซึ่งจากสถิติตรงนี้ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า "ไอ้ปืนใหญ่" ลำบากแน่ๆ หากไม่มี โอบาเมยอง ยืนประจำการในแนวรุก

… ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่าทำไมแฟนบอล อาร์เซน่อล ถึงตั้งตารอคอยการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ของ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง อย่างใจจดใจจ่อ เพราะต้องยอมรับเลยว่า เขาคนนี้เป็นดาวยิงที่ทีมขาดไม่ได้จริงๆ…

ขาดไม่ได้จริงๆ! เผยสถิติชวนอึ้ง อาร์เซน่อลแย่ขนาดนี้ถ้าไม่มีโอบาเมยอง

ช่วงนี้ อาร์เซน่อล มีแต่เรื่องดีๆ มาให้เหล่าสาวก "เดอะ กันเนอร์ส" ได้ชื่นใจ ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในนั้นคือการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ (ถึงปี 2023) ของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้ากัปตันทีมคนเก่ง ที่เพิ่งมีขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน และล่าสุด The Sun สื่อดังของอังกฤษ ได้มีการเล่นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสำคัญของ โอบาเมยอง ที่มีต่อ "ไอ้ปืนใหญ่" ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา

ฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซน่อล จบที่อันดับ 8 ในตารางคะแนน พรีเมียร์ลีก ด้วยการมี 56 แต้ม ทว่าหากปราศจาก 22 ประตู ของ ยอดดาวยิงชาวกาบองวัย 31 ปี สถานการณ์ของพวกเขาจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เพราะทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จะมีคะแนนน้อยลงถึง 20 แต้ม!!!

เท่านั้นยังไม่พอ อันดับในตารางคะแนนของ อาร์เซน่อล ก็จะถูกกระชากลงจากที่ 8 ไปอยู่ที่ 16 เลยทีเดียว แถมอยู่เหนือจากโซนตกชั้นแค่ 2 แต้มเท่านั้น (บอร์นมัธ จบที่อันดับ 18 มี 34 แต้ม) ซึ่งจากชาร์ตผลการแข่งขันทั้ง 38 เกม ที่ The Sun จัดมาให้ เราจะเห็นได้ว่า แต่ละประตูจาก โอบาเมยอง นั้น มีค่ามากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่มันมีถึง 13 เกม ที่สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล ได้รับผลการแข่งขันที่ดีกว่าเดิม 

สำหรับ 13 เกมที่ว่านั้น แบ่งเป็น 2 เกมที่ประตูของ โอบาเมมอง สามารถช่วยให้ อาร์เซน่อล พลิกจาก "แพ้" เป็น "ชนะ" (+6 แต้ม), 3 เกมที่ช่วยพลิกจาก "เสมอ" เป็น "ชนะ" (+6) และมีถึง 8 เกมที่ประตูจาก อดีตหัวหอก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ช่วยทีมคว้าผลเสมอ (+8) ซึ่งจากสถิติตรงนี้ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า "ไอ้ปืนใหญ่" ลำบากแน่ๆ หากไม่มี โอบาเมยอง ยืนประจำการในแนวรุก

… ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่าทำไมแฟนบอล อาร์เซน่อล ถึงตั้งตารอคอยการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ของ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง อย่างใจจดใจจ่อ เพราะต้องยอมรับเลยว่า เขาคนนี้เป็นดาวยิงที่ทีมขาดไม่ได้จริงๆ…

ฮาแวร์ทซ์เงียบ-แวร์เนอร์เรียกโทษ! เชลซีบุกอัดไบรท์ตัน-ลัลลาน่าเจ็บอีก

"สิงห์บลูส์" ประเดิมสามแต้มแรกฤดูกาลใหม่ได้สำเร็จ หลังบุกไปคว้าชัยเหนือ ไบรท์ตัน 3-1 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้สตาร์ป้ายแดงทั้ง ติโม แวร์เนอร์ และไค ฮาแวร์ทซ์ ต่างได้ออกสตาร์ทตัวจริงทั้งคู่ กระนั้นข่าวร้ายของไบรท์ตันคือต้องเสีย อดัม ลัลลาน่า ที่บาดเจ็บเล่นได้แค่ครึ่งเดียว

    เกมที่ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม เป็นเกมประเดิมสนามนัดแรกของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่น 2020-21 ระหว่างเจ้าถิ่น ไบรท์ตัน เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี

    แกรม พ็อตเตอร์ เกมนี้มาพร้อมเต็มสูบแนวรุกวางหน้าคู่เป็น เลอันโดร ทรอสซาร์ และนีล โมเปย์ โดยใช้ อดัม ลัลลาน่า มิดฟิลด์ที่เพิ่งคว้ามาจาก "หงส์แดง" คอยขับเคลื่อนเกมกลางสนาม

    ขณะที่ฝั่งของ "สิงห์บลูส์" ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ประเดิมแข้งหน้าใหม่ทั้ง  ไค ฮาแวร์ทซ์ และติโม แวร์เนอร์ ลงเป็นตัวจริงเกมแรก โดยมี เมสัน เมาน์ท สนับสนุนร่วมกับ รูเบน ลอฟตัน-ชีค และเอ็นโกโล่ ก็องเต้

    เปิดฉากมาครึ่งแรก นาทีที่ 5 เจ้าถิ่นไบรท์ตันทักทายก่อนเลยหลัง อดัม เว็บสเตอร์ เติมขึ้นสูงก่อนส่องด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งเหินคานออกไปไกล

    โอกาสลุ้นหนแรกของทีมเยือน ต้องรอถึงนาที 19 เมสัน เมาน์ท เปิดเข้ากลางให้ ติโม แวร์เนอร์ พยายามเช็ดบอลไปเสาสองแต่ไปแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นก่อนเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    กระนั้นอีก 2 นาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" มาได้ลูกที่จุดโทษ หลังเจ้าถิ่นทำเสียบอลกลางสนามโดน จอร์จินโญ่ แทงบอลให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าไปแตะหลบ แม็ทธิว ไรอัน ก่อนโดนนายด่านเจ้าถิ่นขวางล้มลงในกรอบ ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที ก่อนที่
จอร์จินโญ่ จะเป็นมือสังหารซัดจุดโทษเข้าไปไม่พลาดในนาที 23 ให้ เชลซี บุกมานำไบรท์ตัน 1-0

    เจ้าถิ่นหลังเสียประตูพยายามโหมบุกเพื่อทวงตีเสมอให้ได้ นาที 26 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ครอสบอลไปเสาแรกให้ นีล โมเปย์ โฉบมาโขกแต่บอลไปโดนหัวไหลสุดท้ายไปเข้ามือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    นาที 35 สตีเว่น อัลซาเต้ กระชากเข้าหน้ากรอบก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งไปเสียบเสาไกลแล้ว แต่ยังโดน เกป้า พุ่งปัดออกไป บอลมาเข้าทางปืน ซอลลี่ มาร์ช ซ้ำด้วยซ้ายไปติดบล็อค อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    นาที 45 ไบรท์ตัน ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง อดัม ลัลลาน่า ห้องเครื่องคนใหม่มีอาการเจ็บเล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง อารอน คอนนอลลี่ ลงมาเล่นแทน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 ติโม แวร์เนอร์ เกือบเบิกสกอร์แรกให้ต้นสังกัดใหม่อย่างเป็นทางการ หลังกระชากหนีแนวรับเจ้าถิ่นเข้าไปซัดมุมแคบ แต่ยังไปติดเซฟของ เกป้า ที่ปัดออกหลังหวุดหวิด

    จบครึ่งแรก ไบรท์ตัน ตามหลัง เชลซี 0-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นตีเสมอ ซอลลี่ มาร์ช กระชากหลบแข้งสิงห์บลูส์ก่อนหนีตัวประกบถึงเส้นหลังแล้วครอสไปเสาแรกให้ คอนนอลลี่ เข้าชาร์ทเสาแรกหลุดกรอบไป

    เกมรุกของไบรท์ตันเกือบแผลงฤทธิ์อีก อีก 2 นาทีต่อมา ทาริก แลมป์ตีย์ อดีตเด็กปั้นของเชลซีเองกระชากบอลแหวกอลอนโซ่ และเมสัน เมาน์ท เข้าไปซัดด้วยขวาเสาแรกบอลพุ่งแรกไปติด คูร์ท ซูม่า ออกหลัง

    แต่แล้ว นาที 54 ความพยายามของ ไบรท์ตัน มาประสบผลสำเร็จไล่ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ที่เล่นได้โดดเด่นไหลบอลเข้ากลางให้ เลอันโดร ทรอสซาร์ ตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงนอกกรอบ บอลพุ่งหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เสียบ
โคนเสาสองไปอย่างสวยงาม

    ทว่าอีก 2 นาทีถัดมา นาที 56 ลูกทีมของแฟร้งค์ แลมพาร์ด มาแซงขึ้นนำ 2-1 จากความยอดเยี่ยมของ รีซ เจมส์ แบ็กขวาดาวรุ่งของ เชลซี ที่ซัดเต็มข้อด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งติดไซด์หนีมือ แม็ทธิว ไรอัน เสียบมุมสามเหลี่ยมชนิดงามหยด
ย้อย

    นาที 66 เชลซี มาได้ประตูนำห่างเจ้าบ้าน 3-1 บอลต่อเนื่องจากจังหวะเตะมุม รีซ เจมส์ เปิดมาให้ คูร์ท ซูม่า ตวัดยิงด้วยขวาหน้ากรอบไปแฉลบ อดัม เว็บสเตอร์ เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป ก่อนจะให้เครดิต ซูม่า เป็นผู้ทำประตู

    นาที 80 ไบรท์ตันได้ลุ้นจากจังหวะที่ อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ แข้งสำรองที่เพิ่งลง ผ่านบอลให้ อารอน คอนนอลลี่ แต่บอลยังไม่ผ่านมือ  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    ช่วงเวลาที่เหลือเจ้าบ้านไล่ไม่ทัน จบเกม ไบรท์ตัน แพ้คาบ้านให้ เชลซี 1-3

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   
        ไบรท์ตัน (3-4-1-2): แม็ทธิว ไรอัน – เบน ไวท์ (ปาสกาล กรอสส์ น.79), ลูอิส ดังค์, อดัม เว็บสเตอร์ – ทาริก แลมป์ตีย์, สตีเว่น อัลซาเต้ (อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ น.79), อีฟส์ บิสซูม่า, ซอลลี่ มาร์ช – อดัม ลัลลาน่า (อารอน คอนนอลลี่ น.45) – เลอัน
โดร ทรอสซาร์, นีล โมเปย์

        เทรนเนอร์ : แกรม พ็อตเตอร์

        เชลซี (4-3-3): เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, คูร์ท ซูม่า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, มาร์กอส อลอนโซ่ – รูเบน ลอฟตัน-ชีค (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.61), เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ (เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า น.85) – ไค ฮาแวร์ทซ์ (คัลลัม ฮัดสัน-โอดอน
น.80),  ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาน์ท

ประทับใจแต่ไม่ซื้อ! ปืนใหญ่เจรจาชุดขาวขอยืมตัว “เซบายอส” ต่ออีกปี

อาร์เซน่อล ใกล้จะบรรุข้อตกลงกับ เรอัล มาดริด ในการขอยืมตัว ดานี่ เซบายอส ออกไปอีก 1 ฤดูกาลอีก หลังจากเคยย้ายมาค้าแข้งในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แล้วเมื่อซีซั่นก่อน จากการรายงานของ เดลีเมล์ สื่อดังแดนผู้ดี

โดยทั้งสองทีมสามารถตกลงกันเกี่ยวกับสัญญายืมตัวในครั้งนี้ได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าจะยังคงไม่มีสัญญาผูกมัดในการซื้อขาดถาวรในอนาคตเช่นเดียวกับฤดูกาลที่ผ่านมา

เซบาญอส ทำผลงานได้อย่างโดนเด่นในแดนกาลกับทีมปืนใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงท้ายฤดูกาลหลังจากล็อกดาวน์ แต่หลังจาก พรีเมียร์ลีก จบซีซั่นลง ก็ไม่มีการดำเนินการซื้อขาดจากฟากของ อาร์เซน่อล แต่อย่างใด ทำให้นักเตะต้องขนของกลับไปอยู่กับต้นสังกัดเดิมอย่าง เรอัล มาดริด หลังจากนั้น

อย่างไรก็ตามมิดฟิลด์วัย 24 ปีรายนี้เป็นจัดว่าเป็นกำลังสำคัญในการพา เดอะกันเนอร์ส คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ แถมยังยืนเป็นตัวหลักให้กับทีมมาโดยตลอดภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า จนกระทั่งหมดสัญญายืมตัวไปนั่นเอง

ปืนแตกคาบ้าน!อาร์เซน่อลอุ่นเกือกพ่ายวิลล่าที่เอมิเรสต์

"ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล แอบลงเตะเกมลับแข้งแบบเงียบๆ และก็แพ้แบบเงียบๆ หลังพ่าย แอสตัน วิลล่า คาบ้าน 2-3 แต่ดาวยิงคนเก่งประจำทีมอย่าง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ยังคงฮอตต่อเนื่อง ขณะที่ วิลเลี่ยน ก็ได้ลงเปิดซิงกับต้นสังกัดใหม่

อาร์เซน่อล สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ดีกรีแชมป์ เอฟเอ คัพ ฤดูกาลล่าสุด พลาดท่าแพ้ แอสตัน วิลล่า สโมสรเพื่อนร่วมลีก 2-3 คารัง เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในเกมอุ่นเครื่อง เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา

ถือเป็นเกมอุ่นเกือกเงียบๆ ของ อาร์เซน่อล เนื่องจากทางสโมสรไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด แต่นัดนี้ วิลเลี่ยน ปีกดาวดังคนใหม่ ที่ย้ายมาจาก เชลซี แบบฟรีๆ ได้ลงเล่นภายใต้ยูนิฟอร์ม "เดอะ กันเนอร์ส" เป็นหนแรก ขณะที่ เมซุต โอซิล จอมทัพเลือดเบียร์ ที่ร้างสนามไปนาน ก็ลงโชว์ฝีเท้าเช่นกัน

สำหรับผู้ทำประตูในเกมนี้ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ยังคงฮอตต่อเนื่อง เพราะเหมาทำคนเดียวสองตุงให้กับ อาร์เซน่อล ส่วนทางฝั่ง "สิงห์ผงาด" ได้ประตูจาก จาค็อบ แรมซี่ย์ สองลูก และอีกหนึ่งประตูมาจาก ดั๊กลาส ลุยซ์

ทั้งนี้ ถือเป็นเกมอุ่นเครื่องช่วงปรี-ซีซั่นนัดที่สองของ อาร์เซน่อล ต่อจากเกมสุดมันส์ที่เอาชนะ ควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส 4-3 เมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา โดยทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จะเปิดฉากศึก พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 ด้วยการบุกไปเยือนทีมน้องใหม่อย่าง ฟูแล่ม วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้

อเล็กซิสเผยอยากหนีแมนยูทันทีหลังซ้อมแค่หนเดียว

อเล็กซิส ซานเชซ หัวหอก อินเตอร์ ออกมาร่ายยาวถึงช่วงเวลากับ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยบอกว่ารู้สึกว่า "ปีศาจแดง" ไม่เหมาะกับตนจนถึงขั้นอยากยกเลิกสัญญาทันทีที่ซ้อมครั้งแรกเสร็จไปแล้ว โดยตอนนั้นกุนซือของ แมนฯ ยูไนเต็ด คือ โชเซ่ มูรินโญ่ แต่เจ้าตัวก็ขอบคุณ แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกันที่เคยมอบโอกาสให้ตนได้อยู่กับทีม
    อเล็กซิส ซานเชซ กองหน้า อินเตอร์ มิลาน สโมสรดังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เปิดเผยว่าตนเคยอยากย้ายกลับ อาร์เซน่อล ทันที หลังจากที่ลงซ้อมหนแรกกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว เพราะตนรู้สึกว่าหลายอย่างที่ "ปีศาจแดง" มันไม่เหมาะกับตน

    อเล็กซิส เคยถูกยกให้เป็นหนึ่งในยอดกองหน้าของ พรีเมียร์ลีก หลังจากที่เขาทำผลงานได้โดดเด่นกับ อาร์เซน่อล แต่ในฤดูกาล 2017-18 มันเริ่มมีข่าวลืออย่างหนาหูว่าเขาไม่มีความสุขกับ "ไอ้ปืนใหญ่" และต้องการบอกลาทีม ซึ่งตอนนั้นก็มีทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ให้ความสนใจในตัวเขา ก่อนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ โชเซ่ มูรินโญ่ จะได้เขาไปร่วมทัพในดีลที่แลกตัวกับ เฮนริค มคิทาร์ยาน ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2018

    ทั้งนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงขั้นยอมประเคนค่าเหนื่อยให้ อเล็กซิส เป็นจำนวนรวม 505,000 ปอนด์ (ประมาณ 20.20 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ด้วย อย่างไรก็ตาม ดาวเตะชาวชิลีก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เลย จนทำให้ในฤดูกาล 2019-20 เขาไปเล่นแบบยืมตัวกับ อินเตอร์ ซึ่งเจ้าตัวก็ทำผลงานได้น่าประทับใจจนทำให้ อินเตอร์ ซื้อขาดเขา

    อเล็กซิส กล่าวผ่านคลิปวิดีโอที่โพสต์บนแอคเคาท์ อินสตาแกรม ของตัวเองว่า "ผมอยากพูดกับพวกคุณเกี่ยวกับเรื่องช่วงเวลาที่ผมอยู่กับ ยูไนเต็ด เกี่ยวกับหลายเรื่องที่ถูกพูดถึง และเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ผมดูแย่ ผมมีโอกาสได้ย้ายไปอยู่กับ ยูไนเต็ด มันเป็นโอกาสที่แสนยั่วยวนสำหรับผม มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผม เพราะผมชอบสโมสรแห่งนั้นมาตั้งแต่ตอนที่เป็นเด็กแล้ว"

    "สุดท้ายแล้วผมก็เซ็นสัญญาโดยที่ไม่ได้รู้รายละเอียดอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าในการย้ายทีมมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในวันแรกที่ผมได้อยู่กับเพื่อนร่วมทีมของผมน่ะผมก็รู้สึกถึงบางอย่าง คือผมต้องขอบอกก่อนว่าบางครั้งมันก็มีหลายเรื่องที่คุณจะไม่รู้สึกตัวเลยว่ามันเป็นอย่างนั้นจนกว่าจะได้เจอกับมันด้วยตัวเอง"

    "เรื่องของเรื่องก็คือพอผมลงซ้อมครั้งแรกแล้วน่ะผมก็รู้สึกถึงหลายเรื่อง และพอผมกลับไปถึงบ้านผมก็บอกกับทีมตัวแทนของผมเลยว่า -นี่เรายกเลิกสัญญาแล้วกลับไปที่ อาร์เซน่อล ได้ไหม ?- พวกเขา (ทีมตัวแทนของ อเล็กซิส) หัวเราะดังลั่น แต่ผมพูดไป (ด้วยความจริงจัง) ว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องสำหรับผม แต่มันก็มีการเซ็นสัญญากันไปเรียบร้อยแล้ว"

    อเล็กซิส บอกด้วยว่าตนรู้สึกช็อกและเสียใจมากๆ ในตอนที่ มูรินโญ่ ไม่ใส่ชื่อตนแม้กระทั่งเป็นตัวสำรองในเกมกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2018  "ในเกมกับ เวสต์แฮม ผมไม่โดนเลือกติดทีม เรื่องอย่างนั้นไม่เคยเกิดขึ้นกับผมในฐานะนักเตะมาก่อน มันทำให้ผมหงุดหงิดมาก ผมบอกกับตัวเองว่ามันไม่ควรจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น จากที่เคยกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ผมต้องมาเป็นนักเตะที่ไม่ได้เล่นถึง 5 เดือน พอผมกลับไปถึงบ้านผมก็เสียใจมากๆ และวันต่อมาผมก็ซ้อมแบบหนักขึ้น 2 เท่า เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทำ"

    แข้งวัย 31 ปี เสริมว่าหลังจากที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ตนก็เข้าไปคุยแบบเปิดอกว่าต้องการย้ายทีม และ โซลชา ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด "พอโค้ชคนต่อมา ซึ่งก็คือคนปัจจุบันเข้ามาคุมทีมแล้วน่ะ ผมก็ตัดสินใจที่จะคุยกับเขาตามตรง ผมบอกกับเขาว่าผมจำเป็นต้องไปหาอะไรใหม่ๆ และตอนนั้นผมก็มีโอกาสที่จะได้ย้ายไป อินเตอร์ ซึ่งเขาก็ตอบว่า -ได้สิ ไม่มีปัญหาเลย-"

    ทั้งนี้ ตลอดช่วงที่อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด อเล็กซิส มักจะโดนเหล่ากูรูตำหนิอย่างหนักด้วย โดยเฉพาะบรรดาอดีตแข้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่หันไปเอาดีด้านการเป็นนักวิเคราะห์ และดาวเตะทีมชาติชิลีก็ยอมรับว่ารู้สึกเจ็บปวดสุดๆ เวลาที่โดนตำหนิแบบนั้น "พวกนักข่าวพูดโดยที่ไม่รู้ความจริง และมันทำให้ผมหัวเสีย มันทำให้ผมเจ็บปวด บรรดาอดีตนักเตะชอบออกมาพูดโดยที่ไม่รู้เลยว่าภายในสโมสรมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง พวกเขาให้ความเห็นที่ทำร้ายคุณ พวกเขาชอบบอกว่ามันเป็นความผิดของคุณ พวกเขาเลือกที่จะโทษผมก็เพราะพวกเขาจำเป็นต้องหาคนที่ต้องด่าสักคนก็เท่านั้น"

    อเล็กซิส กล่าวด้วยว่าอยากขอบคุณ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เคยให้โอกาสตนได้อยู่กับที่นั่น พร้อมบอกว่าผิดหวังเหมือนกันที่สุดท้ายแล้วไม่สามารถไปได้สวยกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ "สำหรับ ยูไนเต็ด ผมมีเพียงคำขอบคุณที่จะมอบให้พวกเขาสำหรับการที่พวกเขามอบโอกาสให้ผมได้ปกป้องสีเสื้อของพวกเขา ผมผิดหวังที่หลายอย่างมันไม่เป็นไปตามที่ผมต้องการ ถ้าเกิดบรรยากาศมันดีกว่านี้แล้วล่ะก็ทุกอย่างก็อาจจะต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้ ตอนนี้ผมออกมาเล่าความจริงทุกอย่างเพราะผมผ่านช่วงเวลาของการเรียนรู้ทั้งในฐานะนักเตะและในฐานะคนๆ หนึ่งไปแล้ว ผมเองก็อยากได้แชมป์ทุกรายการเหมือนกัน"

เยอรมันหวิดแย่ท้ายเกม! สวิสรุกหนักไล่เจ๊า แบ่งแต้มเนชั่นส์ ลีก

"อินทรีเหล็ก" แม้จะพังประตูขึ้นนำไปก่อนจาก อิลคาย กุนโดกัน ทว่าในครึ่งหลังโดนเจ้าถิ่น สวิตเซอร์แลนด์ ไล่ตีเสมอ 1-1 แถมเกือบจะโดนพลิกแซงขึ้นนำหลายต่อหลายหนแต่รอดตัวมาได้ ทำให้เสมอเป็นแมตช์ที่ 2 ติดต่อกันมี 2 คะแนน ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ลีก เอ กลุ่ม 4 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา

สนาม : เซนต์ จาค็อบ-พาร์ค, บาเซิ่ล

"อินทรีเหล็ก" เยอรมัน ประเดิมเกมแรกด้วยการแบ่งแต้มกับ สเปน 1-1 เกมนี้เล่นเป็นนัดที่สองด้วยการบุกไปเยือน สวิตเซอร์แลนด์ ที่แมตช์แรกพ่าย ยูเครน 1-2

วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช บอสใหญ่ของทัพแดน "นาฬิกา" ส่ง ฮาริส เซเฟโรวิช เป็นหน้าเป้า ส่วน  โยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ของเยอรมันวาง ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์, ลีรอย ซาเน่ และให้ ติโม แวร์เนอร์ ยืนค้ำหน้า

เริ่มเกมครึ่งแรก เป็นฝั่ง เยอรมัน ที่บุกเข้าใส่ทันทีเลย และนาทีที่ 7 เกือบได้ลุ้นจากจังหวะที่ ลีรอย ซาเน่ ซัดด้วยขวาจน ยานน์ ซอมเมอร์ ต้องปัดออกไป

นาที 14 "อินทรีเหล็ก" มาชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 มัทธีอัส กินเทอร์ ไหลบอลคืนหลังให้ อิลคาย กุนโดกัน วิ่งมาแปด้วยขวาบอลไปแฉลบแข้งสวิสก่อนเบียดเสาแรกเข้าไปอย่างเฉียบขาด

เจ้าถิ่นได้ตอบโต้เช่นกัน นาที 21  ลอริส เบนิโต้ ได้ลองปั่นด้วยขวานอกกรอบแต่บอลหลุดเสาออกหลังไปแบบไม่ได้ลุ้น

อีก 5 นาทีถัดมา สวิตเซอร์แลนด์ พลาดโอกาสทองไล่ตีเสมอ หลัง บรีล เอ็มโบโล่ แทงบอลให้ เรนาโต้ สเตฟเฟ่น หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไปติดขา แบรนด์ เลโน่

นาที 35 เจ้าบ้านยังเดินหน้ารุกเข้าใส่ คราวนี้ ฮาริส เซเฟโรวิช พลิกบอลม้วนตัวหนี นิคลาส ซือเล่ ก่อนจะซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งเหินคานออกไป

อีกนาทีต่อมา ติโม แวร์เนอร์ ได้รับโอกาสบ้างหลังรับบอลของ โรบิน โกเซ่นส์ แต่ดาวยิงจากเชลซีดันยิงเหินคานไปแบบหมดลุ้น

นาที 42 ฮาริส เซเฟโรวิช  เกือบยิงประตูให้ทีมไล่ตีเสมอ แต่จังหวะซัดด้วยขวาเน้นๆ บอลพุ่งไปชนคานอย่างน่าเสียดาย

จบครึ่งแรก สวิตเซอร์แลนด์ ตามหลัง เยอรมัน 0-1

ครึ่งหลัง เยอรมัน ถอดเอา ลีรอย ซาเน่ ออกมาพักแล้วส่ง ยูเลี่ยน บรันด์ท ลงไปเล่นแทน

 นาที 58 สวิสเซอร์แลนด์ มาทวงประตูไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ กรานิต ชาคา วางบอลยาวไปที่ว่างให้ บรีล เอ็มโบโล่ ที่เล่นได้โดดเด่นเลี้ยงจี้เข้าไปในกรอบ ก่อนผ่านไปเสาไกลให้ ซิลวาน วิดเมอร์ ที่เติมขึ้นมาซัดด้วยขวาผ่าน แบรนด์ เลโน่ เข้าไป

นาที 67 เจ้าบ้านเกือบแซงขึ้นนำ หลัง กรานิต ชาคา กัปตันทีมตะบันด้วยขวานอกกรอบเน้นๆ บอลพุ่งแม้จะตรงตัว เลโน่ แต่นายด่านปืนใหญ่รับไม่อยู่ ก่อนจะตามตะครุบไว้ได้
   
อีก 3 นาทีต่อมา บรีล เอ็มโบโล่ ที่เล่นได้เด่นมากในวันนี้เล่นต่อไปไม่ไหวหลังบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวเออก ก่อนที่จะส่ง รูเบน วาร์กาส ลงมาแทน

เจ้าบ้านบี้อย่างหนักเพื่อหวังแซงเอาชนะให้ได้ นาที 85 สวิสมาได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ และเป็น กรานิต ชาคา ที่วิ่งมาซัดด้วยขวาบอลพุ่งผ่านกำแพงเกือบจะเสียบเสาสองอยู่แล้วแต่ดีที่ แบรนด์ เลโน่ พุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

จบเกม สวิตเซอร์แลนด์ เสมอกับ เยอรมัน 1-1 แบ่งแต้มกันไปทีมละหนึ่งคะแนน ทำให้ เยอรมัน เสมอสองเกมติดมี 2 คะแนน รั้งอันดับ 3 ส่วน สวิส มีแต้มแรกรั้งอยู่บ๊วยของกลุ่ม 4 ลีก เอ

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   

แนวรุกสะพรึง!เปิดไลน์อัพยูเวนตุสถ้าได้ซัวเรซ

คาด 11 ตัวจริง ยูเวนตุส ในซีซั่นใหม่ หลังมีข่าวตกลงสัญญาส่วนตัวกับ หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอก บาร์ซ่า ได้แล้ว ส่งผลให้แนวรุกจะน่ากลัวยิ่งขึ้น

กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาของอิตาลี รายงานข่าวเมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมาว่า ยูเวนตุส แชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา บรรลุข้อตกลงส่วนตัวกับ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าอุรุกวัยเรียบร้อย หลังนักเตะได้รับไฟเขียวให้ย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า ในช่วงซัมเมอร์นี้

นอกจากนั้น "เจ้าม้าลาย" ยังกำลังเดินหน้าคว้าตัว เอคตอร์ เบเยริน แบ็กขวา อาร์เซน่อล มาเสริมทัพให้ได้อีกราย โดยคาดว่า "ปืนใหญ่" ต้องการค่าตัวที่ราว 27 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,107 ล้านบาท)

หาก ยูเวนตุส ดึงนักเตะทั้งสองรายดังกล่าวมาร่วมทีมเรียบร้อยก็คาดว่า 11 ตัวจริงของ อันเดรีย ปีร์โล่ ในฤดูกาล 2020/21 น่าจะใช้ระบบ 4-3-3 โดยมี วอยเซียค เชซนี่ ยืนเฝ้าเสา

ขณะที่แผงแบ็กโฟร์ให้ เบเยริน เป็นแบ็กขวา ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กใช้ มาต์ไตส์ เดอ ลิกต์ กับ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ โดยที่ คริสเตียน โรเมโร่ เป็นสำรอง ส่วน อเล็กซ์ ซานโดร เป็นแบ็กซ้าย

ขยับมาที่ 3 กองกลางใช้ อาเดรียง ราบิโอต์, โรดริโก้ เบนตานกูร์ และ อาร์ตูร์ มิดฟิลด์คนใหม่ ที่สลับขั้วกับ มิราเลม ปานิช ซึ่งย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า โดยที่ อารอน แรมซี่ย์ พร้อมเป็นตัวสอดแทรก

ส่วนแนวรุก 3 คน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยืนทางฝั่งขวา ขณะที่ ซัวเรซ ยืนหน้าเป้า และ เปาโล ดีบาล่า เล่นฝั่งซ้าย ซึ่งเชื่อว่า 3 ประสาน "อาร์เอสดี" จะทำให้แนวรับคู่แข่งทุกทีมต้องหวาดผวาแน่นอน