การท่าเรืออุ่นดุถล่มพีที ประจวบ 4-2

ความเคลื่อนไหวของสโมสรการท่าเรือ เอฟซี ทีมในศึกไทยลีก 1 ภายใต้การคุมทัพของ จเด็จ มีลาภ ได้นำลูกทีมไปเก็บตัวที่ สนามทรู อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยวันนี้ทัพ "สิงห์เจ้าท่า" มีคิวอุ่นเครื่องแบบปิดพบกับ พีที ประจวบ เอฟซี และเป็นทางด้านการท่าเรือ เอฟซี ถล่มเอาชนะพีที ประจวบ เอฟซี ไปด้วยสกอร์ 4-2

ในครึ่งแรก เป็นฝั่งการท่าเรือ เอฟซี ที่เดินหน้าบุก และเป็นฝ่ายออกนำ 1-0 ใน น.16 จากการยิงนอกกรอบเขตโทษของ ทศพล ลาเทศ ถัดมาใน น.20 พีที ประจวบ ตีเสมอ 1-1 จาก ดูโรซิมี่  จากนั้นใน น.23 ท่าเรือ ออกนำ 2-1 อีกครั้งจาก โก ซุล กิ และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

เข้าสู่ครึ่งหลัง น.54 เซร์คิโอ ซัวเรส ล็อกหนึ่งจังหวะหลบแนวรับ "ต่อพิฆาต" ก่อนแปเสียบเสาเข้าไปอย่างสวยงาม การท่าเรือ หนีห่าง พีที ประจวบ 3-1 จากนั้นใน น.63 พีที ประจวบ ได้ประตูไล่ตามมาเป็น 2-3 จาก ดูโรซิมมี่ คนเดิม เข้าสู่ น.81 เนลสัน โบนิญ่า โยกหนีแนวรับพีที ประจวบก่อนจะปาดบอลมาให้ เควิน ดีรมรัมย์ ยิงง่ายๆ เข้าไป การท่าเรือ หนีห่าง พีที ประจวบ 4-2 และจบด้วยสกอร์ดังกล่าว

โพลระบุท่าเรือเต็งแชมป์ไทยลีก-อยากเห็นเกมใสสะอาด

KBU SPORT POLL เผยแฟนโหวต การท่าเรือ เต็งแชมป์ไทยลีก2020  1 ใน 4 ระบุเกมการแข่งขันไม่มีความยุติธรรมเป็นปัญหาที่ไม่อยากเห็น 


จากการที่การแข่งขันฟุตบอลไทยลีกฤดูกาล 2020 จะกลับมาจัดการแข่งขันต่อภายหลังปรากฎการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อเป็นการสะท้อนมุมมองของแฟนกีฬาลูกหนังและประชาชนที่ติดตามและสนใจกีฬาในมิติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน KBU SPORT POLLโดยศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตจึงสำรวจคิดเห็นเรื่อง "สีสันไทยลีกกับปรากฎการณ์วิถีใหม่"

สำหรับการสำรวจดังกล่าวดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคมคม 2563โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่สนใจและติดตามข่าวสารทางการกีฬาซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,148 คนโดยแบ่งเป็นเพศชาย 614 คนคิดเป็นร้อยละ 53.49  เพศหญิง 534  คนคิดเป็นร้อยละ 46.51 ซึ่งผลการวิเคราะห์ในประเด็นต่างๆโดยภาพรวมพบว่า

ความคาดหวังที่มีต่อสีสันของเกมและรูปแบบการจัดการแข่งขัน ส่วนใหญ่ร้อยละ 44.51 คาดว่าจะเหมือนเดิม รองลงมาร้อยละ 37.69 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 17.80 คาดว่าจะดีกว่าเดิม

สีสันของเกมการแข่งขันที่แฟนบอลอยากเห็น ส่วนใหญ่ร้อยละ 26.17 เกมการแข่งขันตื่นเต้นเร้าใจ รองลงมาร้อยละ 25.89 ผู้ตัดสินมีความยุติธรรมและทันเกม ร้อยละ 17.93 ฝ่ายจัดพัฒนาและยกระดับการแข่งขันสู่มาตรฐานสากล ร้อยละ 15.63 นักเตะโชว์ลีลาและฝีเท้าการเล่นที่โดดเด่น ร้อยละ11.92 แฟนคลับติดตามชมและเชียร์ทั้งในและนอกสนามเพิ่มขึ้น และอื่นๆร้อยละ 2.46

สโมสรที่คาดว่าจะคว้าแชมป์และมีคะแนนติด1ใน5 ส่วนใหญ่ร้อยละ 23.12 การท่าเรือ เอฟซี รองลงมาร้อยละ21.49 บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ร้อยละ 19.37 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ร้อยละ 16.95 ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ร้อยละ14.53  เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และอื่นๆร้อยละ 4.54

ปัญหาที่แฟนบอลไม่อยากเห็น ส่วนใหญ่ร้อยละ 25.88 เกมการแข่งขันที่ไม่มีความยุติธรรม รองลงมาร้อยละ 20.41 นักกีฬาไม่เคารพและเชื่อฟังผู้ตัดสิน ร้อยละ 17.94 แฟนคลับก่อการทะเลาะวิวาท ร้อยละ 15.97 การพนันในสนาม ร้อยละ 11.62 ความไม่แน่นอนของการถ่ายทอดสด และอื่นๆร้อยละ 8.18

 

 

เข้มข้นมาก! สารัช เผยโฟกัสทีละนัด รับไทยลีกปีนี้งานหนักทุกทีม

สารัช อยู่เย็น กองกลางทีมชาติไทยของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เผยความสัมพันธ์ในทีมกำลังดีมากๆอีกทั้งยังมีการเตรียมรับมือการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกที่จะกลับมาแข่งขันในวันที่ 12 กันยายน ไว้เป็นอย่างดี

สารัช อยู่เย็น เผยว่า "ตอนนี้ก็โอเค ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการปรับตัวกับเพื่อนร่วมทีมส่วนสภาพความฟิตก็โอเค แต่การที่ห่างจากเกมไปนาน เราต้องพยายามปรับจังหวะให้มันใกล้เคียงกับที่ผ่านมาให้ได้มากที่สุด"

สารัช เผยต่อว่า "มันขึ้นอยู่กับแมตซ์การแข่งขันด้วย ที่ต้องค่อยๆ ปรับไปทีละสเต็ป และ ส่วนตัวยังเชื่อว่ายังอยู่ในระดับที่มาตรฐานดี เรื่องความสัมพันธ์ ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ก็ปรับตัวได้ไม่ยาก"

สารัช ยังกล่าวถึงที่จะเจอกับ บุรีรัมย์ ในวันที่ 13 กันยายน ว่า "ทุกนัดในปีนี้ผมว่ามันหนักอยู่แล้วด้วยปีนี้ไทยลีกมี 16 ทีม ซึ่งทุกทีมเขาพัฒนาขึ้นเยอะมากๆ ซึ่งเราจะโฟกัสไปทีละนัดมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น บุรีรัมย์ บียู หรือ ท่าเรือ ที่ต้องเจอ ส่วนการเจอกับ บุรีรัมย์  ตอนนี้ โค้ชโอ่ง มีวิธีการเล่นและรับมือเพราะฉะนั้นเชื่อมั่นว่าทีมจะมีผลงานดีแน่นอน"

 

ชลบุรีปล่อยตัว 2 แข้งเก๋าพ้นทีม

สโมสร ชลบุรี เอฟซี ประกาศปล่อยตัว อดุล หละโสะ และ มงคล นามนวด 2 นักเตะมากประสบการณ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นการตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

สำหรับ อดุล หละโสะ ย้ายมาค้าแข้ง ให้กับ สโมสร ชลบุรี เอฟซี ในช่วงต้นฤดูกาล 2020 ที่ผ่านมา โดยถือเป็นนักเตะ ที่เป็นผลผลิต จาก โรงเรียน จุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.ชลบุรี ก่อนถูกผลักดันขึ้นสู่ ทีมชุดใหญ่ ของ ชลบุรี เอฟซี จนมีส่วนสำคัญ ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ไทยลีก ได้สำเร็จเมื่อปี 2550 ก่อนที่ในปี 2551 จะได้ย้ายไปค้าแข้ง ที่ประเทศ ญี่ปุ่นกับ สโมสร ต๊อตโตริ ทีมในระดับ ดิวิชั่น 3

จากนั้น ในปี 2552 อดุล หละโสะ กลับมาเล่นให้กับ ชลบุรี เอฟซี อีกครั้ง และในปีต่อมา ก็ถือเป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในการพา สโมสร  ผงาดคว้า แชมป์ฟุตบอล เอฟเอ คัพ จนกระทั่งในปี 2558 จะย้ายไปค้าแข้งให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, สุพรรณบุรี เอฟซี

ส่วน มงคล นามนวด ย้ายมาค้าแข้ง ให้กับ สโมสร ชลบุรี เอฟซี ในเลกที่ 2 ของฤดูกาล 2019 โดยถือเป็นนักเตะ ที่เป็นผลผลิต จาก โรงเรียน จุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.ชลบุรี ผ่านการค้าแข้งมาแล้ว มากมาย กับ ศรีราชา เอฟซี, พัทยา ยูไนเต็ด, เพื่อนตำรวจ, การท่าเรือ เอฟซี, เมืองทอง ยูไนเต็ด, ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, ปตท. ระยอง, ขอนแก่น ยูไนเต็ด บางกอกกล๊าส เอฟซี และ หนองบัว พิชญ เอฟซี

 

“มาดามแป้ง​” ขึ้น! บอกเงิน​ 16​ ล้านที่เอามาหนุน​ ส.บอลฯ​ ขอเอามาจ่ายค่าVARไทยลีกทั้งหมดทุกคู่

"มาดามแป้ง" นวลพรรณ​ ล่ำซำ​ ประธาน​การท่าเรือ​ เอฟซี​ เผยถึง​ 7​ ข้อเรียกร้องไปถึง​ พล.ต.อ.สมยศ​ พุ่ม​พันธ์​ม่วง​ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ​ ระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับสโมสร เอสซีจี เมืองทองฯ และ ทรู แบงค็อกฯ เพื่อขอความชัดเจนเรื่องวีเออาร์

   โดยทาง "มาดามแป้ง"นวลพรรณ​ ล่ำซำ​ ประธาน​การท่าเรือ​ เอฟซี​ เผยถึง​ 7​ ข้อเรียกร้องไปถึง​ พล.ต.อ.สมยศ​ พุ่ม​พันธ์​ม่วง​ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ​

   1.หลายสโมสรยินยอมจ่ายเงินเพื่อตอบโจทย์​และซื้อความยุติธรรม​ หากทำไม่ได้​ จึงควรต้องมีเหตุผลมากกว่านี้

   2.วงการฟุตบอล​ คนอย่างแป้ง​ คำไหนคำนั้น​ ควรต้องจริงใจ​ ไม่กลับไปกลับมา​ เหมือนข่าวรายวัน​ ที่แต่ก่อนบอกจะใช้​ แต่มาเมื่อวานบอกไม่ใช้วีเออาร์​ มาเช้านี้บอกใช้บางนัด

   3.เรื่องเงินสนับสนุน​ เดิมไทยลีกได้​ 20+5​ ล้านบาท​ แล้วปัจจุบัน​จะได้เท่าไหร่​ ต้องชัดเจน

   4.ความชัดเจนเรื่องลิขสิทธิ์​ที่หายไปหลังวันที่​ 25​ ต.ค.63​ เรื่องนี้ต้องชัดเจน​ เพราะมีผลกระทบกับสปอนเซอร์​ผู้สนับสนุนทีม

   5.การประชุมเมื่อวันที่​ 14​ เม.ย.63​ ได้ให้สโมสรลงมติแข่งแบบข้ามปี แต่ไม่ได้ชี้แจงว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไร

   6.รายรับรายจ่ายที่​ ส.บอลฯ​ อยากให้​ ส.บอลฯ​ อยากออกมาเปิดเผยเรื่องเงินรายจ่าย​ อยากให้มีหน่วยงานมาตรวจสอบเพื่อความสง่างาม

   7.​เปิดใจรับฟังทุกเสียง​ ฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องของผู้บริหารอย่างเดียว​ มันเป็นเรื่องของทุกคนในวงการ

   แป้งพูดตรงไปตรงมา​ ไม่ชกใต้เข็มขัด​ อย่าโกรธ​แป้งเลย​ เป็น​ 1​ เสียงที่พูดตรงไปตรงมา

   ทั้งนี้มาดามแป้งยังบอกอีกว่า​ แป้งสนับสนุน​ ส.บอลฯ​ ปีนี้​ 16​ ล้านบาท​ เอาเงิน​ 16​ ล้านบาท​ตรงนี้ไปจ่ายค่าวีเออาร์​ทั้งหมดได้เลย​ ไม่รู้พอไม่พอ​ แต่แป้งว่ามันน่าจะพอ

 

 

 

น้ำตาไหลไม่รู้ตัว วันที่ซื้อบ้านให้พ่อกับแม่อยู่

กลายเป็นนักเตะระดับคุณภาพแถวหน้าของวงการฟุตบอลไทยสำหรับ “ตั้ม”ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กองกลางตัวรับทีมชาติไทยและสโมสรฟุตบอล “สิงห์เจ้าท่า”การท่าเรือ เอฟซี ตลอดช่วงเวลาการค้าแข้งที่ผ่านมาเขาคือนักเตะที่สู้ชีวิตคนหนึ่งที่เดินตามความฝันด้านฟุตบอลอย่างจริงจังโดยมี “จิ๊บ”สมเจตน์ เกษารัตน์ อดีตแข้งเยาวชนทีมชาติไทย,สโมสรยาสูบ,กรุงไทย,การท่าเรือฯ ซึ่งเป็นพี่ชายเป็นต้นแบบบนถนนสายฟุตบอล การเดินหน้าคว้าแชมป์ครบทุกรายการของฟุตบอลเมืองไทยกับสโมสรต่างๆรวมไปถึงประสบความสำเร็จในการลงเล่นทีมชาตินำความภูมิใจมายังครอบครัว “เกษารัตน์” แต่ฟุตบอลกลับทำให้เด็กหนุ่มคนนี้ได้ทำฝันบางอย่างเป็นจริง
    โดย “ตั้ม”ธนบูรณ์  เกษารัตน์  ออกมาเล่าความในใจว่า สิ่งที่ภูมิใจที่สุดจากหยาดเหงื่อแรงกายการเล่นฟุตบอลคือเรื่องของการได้ดูแลบุพการี ให้ดี ทุกวันนี้ “ตั้ม”ธนบูรณ์ เกษารัตน์ มีทั้งบ้านและรถรวมไปถึงสิ่งของจำเป็นอื่นๆ  หากย้อนกลับไปช่วงสมัยค้าแข้งเทโรฯ “ตั้ม”ใช้เงินส่วนหนึ่งนำมาซื้อบ้านเพื่อให้พ่อกับแม่รวมไปถึงคนในครอบครัวได้พักอาศัย  ชีวิตช่วงวัยเด็กเป็นช่วงชีวิตที่ไม่ได้สะดวกสบายมากนักความฝันตอนนั้นอยากมีห้องนอนส่วนตัวของตัวเองและวันที่ซื้อบ้านสิ่งที่ทำสิ่งแรกคือ “ตั้ม”ได้พาพ่อกับแม่เข้ามาอยู่ในบ้าน คืนนั้นทั้งคืนนอนจับมือพ่อกับแม่พร้อมกับน้ำตาแห่งความภูมิใจของลูกผู้ชายไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

    ปัจจุบัน “ตั้ม”ธนบูรณ์ เกษารัตน์  ซื้อบ้านไว้ 2 หลัง แถวสมุทรปราการและปทุมธานี เก็บไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ความตั้งใจจากเส้นทางฟุตบอลอาชีพ ติดตามเรื่องราวยอดนักเตะสู้ชีวิตฝันไกลไปจนถึงในแมกกาซีน “ฟุตบอลสยามรายเดือน” เล่มที่ 1669  วางแผงให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามกันตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.63 เป็นต้นไป

ราชบุรี กับความเป็นไปได้ในถ้วยเอเชีย

ย้อนกลับไปก่อนเริ่มฤดูกาล คงไม่มีใครกล้าพูดเต็มปากว่า ราชบุรี จะติด 1 ใน 4 ของตารางคะแนน

เพราะสถานะ “ราชันมังกร” เป็นเพียงสโมสรระดับกลางกึ่งบน ห่างไกลคำว่า “แชมป์ลีก” เป้าหมายหลักถูกเบนเข็มไปหา “ฟุตบอลถ้วย” ซึ่งทำได้ดีสุดแค่ “พระรอง” อยู่ร่ำไป
จนช่วงเปิดฤดูกาล 4 นัดแรก ราชบุรี กลายเป็นทีมที่หักปากกากูรูอย่างเต็มปัง หลังออกสตาร์ทด้วยผลงานชนะรวด 4 นัด ดีสุดในรอบ 8 ปีสโมสร มีแต้มเทียบเท่า ทรู แบงค็อกฯ จ่าฝูงของตาราง เป็นรองเพียงลูกได้เสีย

แม้จากนั้นไม่นานไวรัสโควิดจะพรากฟุตบอลไทยให้แช่แข็งไปหลายเดือน แต่อีกมุมกลับกลายเป็น “ผลดี” สำหรับ ราชบุรี

เพราะทำให้ไทยลีกไม่สามารถแข่งขัน-จบฤดูกาล ตรงตามปฏิทินลูกหนังที่วางไว้ และในช่วงปลายปี สมาคมฟุตบอลไทยฯ ต้องส่งรายชื่อ 4 ทีม ไปเล่นในศึก AFC champions league 2021 ซึ่งปีนี้เป็นครั้งแรกที่สโมสรจากไทยได้โควตา 2+2  ทำให้สมาคมตัดสินใจใช้วิธีส่งชื่อ 4 ทีมไปเล่นถ้วยเอเชีย โดยวัดผลงานหลังจบ 15 นัดแรก

นั่นหมายถึงโปรแกรมหา 4 สโมสรไปโลดแล่นใน AFC champions league ถูกลดไปกว่าครึ่ง และ ราชบุรี ที่นั่งรองจ่าฝูงขณะนี้ ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ

ทว่าภารกิจที่เหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายของ ราชันมังกร คือ หลังไทยลีกกลับมาแข่งขัน เขาจะรักษา “มาตรฐาน” ทีมเหมือน 4 นัดแรกได้แค่ไหน

เพราะเอาเข้าจริงหากเทียบเคียงทรัพยากรนักเตะ 4 อันดับแรกเวลานี้ ราชบุรี ล้วนเป็นรองทีมอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทรู แบงค็อก ที่แข้งระดับทีมชาติคุณภาพคับแก้ววิ่งชนกันเต็มทีม การท่าเรือ หรือ บีจี ปทุมฯ ที่ช้อปแหลกไม่สนโควิด ผู้เล่นเกรดเอ-บี มีให้เลือกใช้แบบที่ส่งแข่ง 2 ทีมได้สบาย

ยังไม่นับรวมยักษ์ที่รอวัน “ตื่น” อย่างแชมป์เก่า สิงห์ เชียงรายฯ และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีก

ทำให้เป็นงานหินพอควรสำหรับ ราชบุรี ในการรักษาสถานะอันดับ 1 ใน 4 ไปจนถึงอีก 11 นัดที่เหลือ

อย่างไรก็ดีในมุมผู้เขียน ยังมองเห็นความเป็นไปได้ที่ทีมเมืองโอ่ง จะสร้างประวัติศาสตร์ ในการไปเล่นบนถนนสายเอเชีย

จุดแข็งที่ ราชันมังกร มีเหนือกว่าทุกทีมในไทยลีก ในช่วง 4 นัดแรกคือ “ระบบทีม” ที่ค่อนข้างปึก ผู้เล่นเก่า-ใหม่ ต่างเข้าใจแท็คติกของ “โค้ชเจี๊ยบ” สมชาย ไม้วิลัย ไม่ว่าจะถูกจับสลับเปลี่ยนเล่นในแบบแผนไหน

มีกองหลังปึก กองกลางที่สร้างสรรค์เกมได้หลากหลายรูปแบบ กองหน้าที่มีความเร็ว และความคม การเข้าทำน้อยจังหวะ แต่เฉียบขาดและรู้ใจกันเป็นอย่างดี

ทีมเวิร์ค ราชบุรี กลายเป็นจุดแข็งกลบเรื่องศักยภาพนักเตะที่ด้อยกว่าบรรดา “บิ๊กทีม” ด้วยกัน

อีกจุดหนึ่งที่ผู้เขียนกล้าพูดได้เต็มปากคือ ราชบุรี เป็นสโมสร ที่ใช้โควตาแข้งต่างชาติได้ “คุ้มค่า” ที่สุดในไทยลีกจาก 4 นัดแรกที่แข่งขันกันไป

โย ซัง-แฮ เข้ามาเติมเต็มในแผงหลังจับคู่กับ ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ได้อย่างลงตัว
ลอสเซมี คาราบูเอ กองกลางที่บู๊ไม่มีถอย เปลี่ยนบอลตรงกลางเป็นเกมรุกได้เนียนตา และเติมขึ้นไปทำประตูได้
สตีเฟ่น ล็องจิล หมอนี่ไม่ได้มีแค่ความเร็วเป็นทีเด็ด แต่ยังมีลูกครอสที่แม่นยำสร้างอันตรายได้ตลอด
ยานนิก โบลี คือเครื่องจักรสังหารผู้ทำประตูได้ทุกรูปแบบในกรอบเขตโทษ

4 คนนี้คือแกนหลักในบรรดาตัวจริงโควตาต่างชาติที่ถูกส่งลงสนาม

ขณะที่ม้านั่งสำรองพวกเขามีโควตาอาเวียนชั้นดีอย่าง ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่พร้อมลงมาเปลี่ยนเกมได้ทุกเมื่อ ยังไม่นับรวมถึง ลุค วู๊ดแลนด์ และแข้งใหม่อย่าง จัสติน มิเกล บาส ที่เป็นอีกตัวเลือก

สิ่งที่พอหยิบมาตอบแทนข้อเขียนข้างบนได้ คงเป็นผลงาน 4 นัดแรกที่ทีมชนะรวด และถลุงคู่แข่งไปถึง 9 ประตู โดยทั้งหมดเกิดจากการมีส่วนร่วมของนักเตะต่างชาติทั้งสิ้น ขาดไปเพียงประตูเดียวที่เกิดจากจังหวะทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง

ชนะ ตราด เอฟซี 2-0
สตีเฟ่น ล็องจิล ครอสให้ ยานนิก โบลี โขก
ฆาเบียร์ ปาตินโญ เรียกจุดโทษ ฟิลิป โรเลอร์ ยิง

ชนะ สุโขทัย เอฟซี 2-1
จักรพันธ์ พรใส แอสซิสต์ให้ ยานนิก โบลี หลุดไปยิง
ปิยะราษฎร์ ลาจังหรีด (ทำเข้าประตูตัวเอง)

ชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4-3
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ชิ่งต่อให้ ยานนิก โบลี ยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ลอสเซมี คาราบูเอ เติมขึ้นมาซัด
เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม ผ่านให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่แปะต่อให้ ฟิลิป โรเลอร์ หลุดไปยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ยิงเหน่ง ๆ

ชนะ นครราชสีมา 1-0
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ โหม่ง

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าผู้เล่นต่างชาติ ราชบุรี เป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับทีม โดยมีผู้เล่นไทยอย่าง จักรพันธ์ พรใส, จิตปัญญา ทิสุด หรือ ฟิลิป โรเลอร์ ร่วมกันสร้างสรรค์เกมให้ไหลลื่น

มันคือ “ความลงตัว” ของแข้งต่างชาติ ที่เหนือกว่าสโมสรอื่น ณ เวลานี้

อย่างที่บอกไป จนกว่าจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง หากแข้งหลักที่ว่ามาไม่เจอตลกร้ายปัจจัยภายนอก หรืออาการบาดเจ็บเล่นงาน และรักษามาตรฐานระดับสูงไว้ดัง 4 เกมแรก ถนนสู่ AFC champions league สำหรับ ราชบุรี

ก็มีความเป็นไปได้      

ชีวิตหลงทางผิด..พ่อป่วยหนัก เป็นตัวแถมที่ใครไม่เอา

ในบรรดานักฟุตบอลดาวรุ่งเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ "โก้" สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ จัดเป็นมิดฟิลด์ดาวรุ่งระดับแถวหน้าที่น่าจับตามองในฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นและลูกยิงไกลที่เรียกกันว่า "ลูกไฟ" ติดตาแฟนบอลในหลาย ๆ ประตู
    เส้นทางฟุตบอลของ "เจ้าโก้" เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบ คุณพ่อจะเป็นคนคิดตำราขึ้นมาสอนลูกชายทั้ง 3 คน ซึ่งประกอบด้วยคนโต ปกเกล้า คนกลาง บารมี และคนเล็ก คือตัวของ สรรเสริญ และทุกคนก็เล่นในตำแหน่งกองกลางด้วยกันทั้งหมด

    จนเมื่ออายุ 12-13 ปี มีโอกาสโชว์ฟอร์มเข้าตาโค้ชทีมเยาวชนจากนิวซีแลนด์ และถูกทาบทามไปเรียนและเล่นที่นั่น ด้วยสัญญา 3 ปี โดยการชักชวนของ วินสตัน ลูเฟอร์ อดีตดาวเตะทีมเบรเมน ในบุนเดสลีกา ของเยอรมัน โดยไปกัน 2 คนพี่น้อง บารมี และ สรรเสริญ

    แม้สัญญาจะเซ็นกัน 3 ปี แต่ 2 คนพี่น้องตระกูล ลิ้มวัฒนะ ได้อยู่ 4 ปีที่นิวซีแลนด์ โดยปีสุดท้ายมีโอกาสได้เล่นในลีกสูงสุดของนิวซีแลนด์ แต่เล่นไปแค่ 3 แมตช์ ดันเจ็บยาว ประกอบกับคุณย่าแท้ ๆ เสียชีวิต จึงตัดสินใจเดินทางกลับไทย ทิ้งการเล่นฟุตบอล และการเรียนที่ยังไม่จบในระดับม.ปลายไปด้วย

    เมื่อกลับมา "เจ้าโก้" มีอายุ 17 ปี ได้เล่นให้กับ ศรีราชาบ้านบึง รุ่นเดียวกับ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ในดิวิชั่น 1 ก่อนจะย้ายไปพร้อมกับพี่ชาย บารมี ไปที่บุรีรัมย์

    จากบุรีรัมย์เล่นไปเกือบ 2 ปี เจ้าตัวย้ายออกมาอยู่กับแบงค็อก ยูไนเต็ด แต่ถูกยืมไปเล่นพิจิตร เอฟซี กลับมาเล่นแบงค็อก อีก 1 ปี ก็ถูกปล่อยยืมไป อุบล ยูเอ็มที 1 ปี และยืมไปสุโขทัย เอฟซี อีก 1 ปี กลายเป็นนักเตะจอมพเนจร เมื่อหมดสัญญากับแบงค็อก จึงย้ายมาอยู่กับการท่าเรือ เอฟซี

    การย้ายมาท่าเรือครั้งนี้ มีข่าวว่า เจ้าตัวถูกแถมมากับดีลการซื้อ สุมัญญา มาอยู่ท่าเรือ ทั้งที่เจ้าตัวเคยโด่งดังกับการเล่นให้ทีมเยาวชนไทย 17 ปี, 19 ปี, 21 ปี และ 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย


    สิ่งที่ทำให้ "เจ้าโก้" สรรเสริญ ไปไม่ไกลเท่าที่หลาย ๆ คนคาดหวัง เจ้าตัวเปิดใจว่า มาจากการใช้ชีวิตกินเที่ยวกลางคืน เหมือนคนเก็บกด เพราะตอนย่างวัยรุ่นอยู่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่ได้เที่ยว เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย มีโอกาสได้อยู่ทีมใหญ่อย่างบุรีรัมย์ และแบงค็อก ได้เงินเดือนสูง ทำให้เจ้าตัวเที่ยวสะบัด

    "ผมเที่ยวกลางคืนทุกครั้งที่ว่าง ใช้ชีวิตแบบเสเพลสุด ๆ บางทีก็มีอาการแฮ้งค์ตอนมาซ้อม มีผลต่อสภาพร่างกายชัดเจน ผมซ้อมหนักแบบคนอื่นไม่ไหว ทำให้ถูกปล่อยยืมเป็นว่าเล่น กลายเป็นทีมต้นสังกัดไม่ต้องการ แต่ตอนนั้นก็ยังติดเที่ยวไม่ได้คิดอะไร"

    จุดเปลี่ยนที่ทำให้เจ้าตัวคิดได้ คือ เมื่อมาอยู่ท่าเรือ แบบแถมมาในแพ็คเกจของ สุมัญญา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ กองกลางดาวรุ่งรายนี้คิดได้

    "ผมมานั่งคิดว่า ทำไมผมเป็นนักเตะที่ไม่มีทีมไหนเอา เหมือนเขาไล่ผมไปอยู่ทีมโน้นทีมนี้ ผมก็อยากเล่นให้กับทีมตัวเองบ้าง อย่างท่าเรือแม้จะได้ข่าวว่าแถมมา แต่ผมต้องขอบคุณ มาดามแป้ง คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ที่ให้โอกาสผมอีกครั้ง"

    "อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกเสเพล คือ คุณพ่อผมป่วยหนัก เป็นมะเร็ง ทำให้ผมอยากทำอะไรเพื่อให้พ่อที่คอยปลุกปั้นผมมาจนถึงทุกวันนี้ได้ชื่นใจบ้าง และสองอย่างนี้คือ เหตุผลที่ทำให้ผมเปลี่ยนตัวเอง เลิกเที่ยว และหันมาฟิตซ้อมดูแลร่างกายตัวเองเต็มที่ จากปีที่แล้วน้ำหนักผม 78 ก.ก. ตอนนี้เหลือ 69 ก.ก.แล้ว เหมือนผมกลับมาเริ่มที่ศูนย์ใหม่ และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีแล้ว ผมยังเชื่อว่าผมจะกลับมาได้ ผมอยากจะโชว์ฟอร์มเป็น "นิวโก้" เพื่อยึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของการท่าเรือ และอยากติดทีมชาติชุดใหญ่กับเขาสักครั้งหนึ่ง"

 

ติสต์ตัวพ่อ ทิ้งเงินปีละ 3.4 ล้าน เลิกเล่นบอลไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ

เรื่องราวของ นักเตะหนุ่มติสต์ที่ถือเอาความสุขของตัวเองมีค่ามากกว่าเงิน ตัดสินใจยกเลิกสัญญากับทีมใหญ่การท่าเรือ เอฟซี ทั้งที่เหลือสัญญาอีก 1 ปี มีค่าเซ็น 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีกเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ไปแบบไม่แยแส โดยเลือกแขวนสตั๊ดในปี 2017

    เรื่องนี้ "เจ้าเบียร์" ปิยะชาติ ศรีมะเรือง อดีตมิดฟิลด์ตัวเก่งของ "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ ในวัย 31 ปี ได้ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตนตัดสินใจมาอยู่การท่าเรือในช่วงครึ่งเลคหลังของหลายปีก่อน และได้เป็นตัวจริงมาตลอด แม้กระทั่งในปีถัดมาช่วยปรีซีซั่นและต้นฤดูกาลก็ยังได้เล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง

    "ผมรู้ตัวเองว่ากำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของผม แม้ผมจะฟอร์มดีกับสุโขทัยก่อนมาท่าเรือ แต่ผมรู้ตัวเองว่าตอนเล่นอยู่ท่าเรือผมพร้อมสุดแล้วทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ แต่ดันมาเจ็บสะโพกช่วงต้นฤดูกาลต้องพักไป 3 เดือน พอกลับมาก็ซุ่มฟิตตัวเองเต็มที่ แต่โอกาสได้ลงมันน้อยลงไปเรื่อยๆ พยายามพิสูจน์ตัวเอง แต่ผลที่ได้รับมันไม่โอเคสำหรับผมเลย นักฟุตบอลทุกคนรู้ตัวเองดีว่า สภาพเกมแบบไหน เขาควรจะได้รับโอกาส แต่ผมกลับได้โอกาสน้อยมากเมื่อเทียบกับความมั่นใจของผม"

    "เจ้าเบียร์" ทนกับสภาพที่ไม่มีความสุขในการไม่ได้ลงเล่น 7-8 เดือน แม้ช่วง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มาคุมทัพ 10-11 แมตช์และตนเองได้โอกาสลงตัวจริงตลอด ไม่ได้ลงแค่ 2 แมตช์เพราะเจ็บ แต่นอกนั้นมีโอกาสลงทั้งฤดูกาลในฐานะตัวจริงแค่ 3 แมตช์เท่านั้น ทำให้ตัวเองต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

    "สัญญาผม 2 ปีครึ่ง ผมทนจนจบปีครึ่ง สุดท้ายเข้าไปบอก "คุณแป้ง"ประธานสโมสรว่า ผมไม่มีความสุขในการเล่นฟุตบอลแล้ว ผมขอยกเลิกสัญญาที่เหลืออีก 1 ปี ทั้งที่ถ้าผมทนอยู่ต่อ ผมจะได้ค่าเซ็นทุกปี ๆ ละ 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีก 2 แสนกว่าบาท ตกแล้วก็เกือบ 3.5 ล้าน เงินมันก็สำคัญแต่ที่สำคัญกว่าคือความสุขของผม "คุณแป้ง" ตอนแรกก็ไม่ยอมหากผมจะเลิกเล่น แต่ยินดียกเลิกสัญญาถ้าผมไม่เลิกเล่นบอล จะย้ายไปทีมไหนก็ได้ แต่ผมบอกว่า ผมไม่อยากให้สโมสรมาแบกภาระเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ถ้าผมอยู่ที่นี่แบบไม่มีความสุข ผมอาจจะเข็นตัวเองมาซ้อมมาแข่งได้ แต่มันไม่ดีกับสโมสรแน่ สุดท้าย "คุณแป้ง" ก็ยอมยกเลิกสัญญาให้"

    การยกเลิกสัญญาในวัยเพียงแค่ 28 ปี ทำให้เงินที่จะได้ปีละ 3.4 ล้านบาท และเงินในอนาคตอีกหลายล้านบาทหากยังเล่นฟุตบอลอยู่ของ "เจ้าเบียร์" หายวับไปกับตา แต่เจ้าตัวยังพอมีเงินเก็บจากการเล่นบอล และนำมาใช้จ่ายในช่วงที่เลิกเล่นบอลไปแล้ว

    "ผมไม่มีแพลนจะทำอะไรเลยอยู่ในหัว 1 ปีเต็ม ๆ ผมออกท่องเที่ยวตามแต่ใจอยากจะไป ส่วนใหญ่เที่ยวต่างจังหวัด บางทีตื่นมาแบกกระเป๋าไปสนามบิน ไม่รู้จะไปไหน ไปคิดเอาที่สนามบินก็มี แต่ถึงผมจะเที่ยวก็ไม่ได้ใช้เงินเยอะอะไร เพราะรู้ว่ามีแต่เงินออก ไม่มีเงินเข้ามาเลย"

 

    เมื่อใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ไป 1 ปีเพื่อค้นหาตัวเอง เจ้าตัวก็นำเอาความชอบในการกินกาแฟของตัวเองมาค้นหาว่า ตัวเองอยากทำร้านกาแฟหรือไม่ ชอบกาแฟ หรือชอบบรรยากาศของร้านกาแฟ จึงตัดสินใจไปสมัครเป็นพนักงานร้านกาแฟ

    "ผมคิดอยู่พักใหญ่ อย่างว่าเราก็เคยเป็นนักบอลที่คนรู้จัก วันดีคืนดีจะไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ มันยังติดอีโก้อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปสมัคร ร้านกาแฟแบรนด์ดังไม่รับ ไปอีกร้านที่ซอยอารีย์ พี่เขาจำชื่อได้ว่าเป็นนักฟุตบอล แต่เห็นความตั้งใจเรา เขาถามเอาเงินเดือนเท่าไหร่ ผมบอกเท่าไหร่ก็ได้ ผมอยากมาค้นหาตัวเองด้วยการลองทำงานที่ร้านกาแฟ ทำอยู่ 7-8 เดือน ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่าอยากทำร้านกาแฟแล้ว เลยลาออกมาเพื่อไปศึกษาอย่างจริงจัง"

    หลังจากออกแสวงหาเมล็ดพันธุ์กาแฟ และท่องไทยไปชิมกาแฟ สุดท้ายตัดสินใจเปิดร้านกาแฟของตัวเอง ใช้ชื่อร้านว่า "SOUL COFFEE" ซึ่งแปลว่า จิตวิญญาณมันตรงกับชีวิตของตัวเอง โดยลงทุนไปกว่า 2 ล้านบาท เฉพาะค่าเครื่องชงกาแฟก็ล้านกว่าบาทแล้ว

 

    "ร้านนี้อยู่ซอยท่าเรือแดง ตรงท่าเตียน ปากซอยเป็นธ.กรุงไทย ผมเริ่มเปิดเดือนมี.ค.ก็ทำท่าจะดี วันหนึ่งขายได้ 8,000 – 10,000 บาท แต่เปิดได้แป๊บเดียว โควิดมา ต้องปิดยาวเพิ่งจะเปิดอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้ผมขายคนเดียวเลยไม่มีลูกน้องแล้ว เพราะแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว ร้านของผมไม่เน้นคำว่า specialist ผมอยากให้คนมากินแล้วมีความสุข ไม่ต้องกดดันตัวเองด้วยเมนูพิเศษอะไร ทุกวันนี้แม้ต้องแบกค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่เข้ามา แต่ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาร้าน"

    เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า แม้ตอนเลิกเล่นฟุตบอลในวัยแค่ 28 ปี ช่วงนั้นยังมีหลายทีมในไทยลีกสนใจติดต่อมา ซึ่งตนก็ขอบคุณทุกทีมที่เห็นคุณค่า แต่ช่วงนั้นก็ชั่งใจอยู่เหมือนกัน สุดท้ายตัดสินใจเลิกเลยดีกว่า เพราะไม่อยากไปลุ้นว่า ชีวิตจะไม่มีความสุขอีกหรือเปล่า ถ้าหากตัวเองต้องไปตกที่นั่งเดียวกันกับตอนอยู่ท่าเรือ คือไม่ได้เล่น แต่ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าชีวิตลงตัวแม้ว่าจะขาดรายได้ที่ควรจะได้จากการเล่นฟุตบอลไปเกือบสิบล้านบาทหากยังเล่นอยู่ถึงตอนนี้ก็ตามที

เมืองทองฯ เปิดตัว “พิชา-ภูมินทร์-ฉัตรมงคล” ร่วมทัพ

"กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เสริมทัพผู้เล่นดาวรุ่งอนาคตไกล ทำการเปิดตัว พิชา อุทรา, ภูมินทร์ แก้วตา แนวรุกวัย 24 ปี จาก สมุทรปาการ ซิตี้ และ ฉัตรมงคล ทองคีรี มิดฟิลด์วัย 23 ปี จาก การท่าเรือ เอฟซี มาร่วมทีมอย่างเป็นทางการ ทางด้านบอร์ดบริหารมั่นใจจะเข้ามายกระดับทีมให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมไล่ล่าความสำเร็จในฤดูกาลนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2563 ภายในห้องสื่อมวลชน สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม ได้มีงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้เล่นใหม่ของสโมสร "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ประจำฤดูกาล 2020 เซ็นสัญญาคว้าตัว พิชา อุทรา ปีกวัย 24 ปี, ภูมินทร์ แก้วตา แนวรุกวัย 24 ปี จากสโมสร สมุทรปาการ ซิตี้ และ ฉัตรมงคล ทองคีรี มิดฟิลด์วัย 23 ปี จากสโมสร การท่าเรือ เอฟซี โดยภายในงานมีทางคุณ วิลักษณ์ โหลทอง ประธานสโมสรฯ, รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผอ.สโมสรฯ, อเล็กซานเดร กาม่า หัวหน้าผู้ฝึกสอน พร้อม 3 ผู้เล่นใหม่ร่วมแถลงข่าว ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก

ทางด้าน รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผอ.สโมสรฯ กล่าวว่า "สวัสดีสื่อมวลชนและแฟนบอลทุกท่าน ถือเป็นอีกวันสำคัญของสโมสร กับการเดินหน้าเสริมทัพผู้เล่นคุณภาพมาสู่ทีม เพื่อพร้อมกลับมาสู่การแข่งขันอีกครั้ง ขอต้อนรับ ฉัตรมงคล ทองคีรี สู่สโมสรอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าเขาเป็นผู้เล่นดาวรุ่งที่เราจับตามองมายาวนาน ถือเป็นผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งและศักยภาพสูง รวมถึงเป็นผู้เล่นที่โค้ชกาม่าชื่นชอบ คุ้นเคยกับสไตล์การเล่น เชื่อว่าจะเข้ามาเติมเต็มขุมกำลังแดนกลางได้อย่างแน่นอน"

"พร้อมกันนี้เราขอต้อนรับ พิชา อุทรา และ ภูมินทร์ แก้วตา สู่บ้านหลังนี้อีกครั้ง สำหรับน้องทั้ง 2 คนถือเป็นผลผลิตจากอะคาเดมี่สโมสรฯ ที่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ระดับเยาวชนมาเกือบทุกรายการ ที่ผ่านมาเขาได้มีโอกาสพัฒนาฝีเท้ากับทีมต่างๆ อย่างที่ทราบว่าทีม เอสซีจี เมืองทองฯ เป็นทีมใหญ่ที่ลุ้นแชมป์ ทำให้โอกาสลงเล่นของผู้เล่นอาจมีจำกัดบ้าง แน่นอนว่าการกลับมาในครั้งนี้จะช่วยยกระดับทีม และเป็นส่วนหนึ่งกับการไล่ล่าความสำเร็จมาสู่ทีม"

ขณะที่ ฉัตรมงคล ทองคีรี กองกลางตัวใหม่เปิดใจว่า "ก่อนอื่นต้องขอบคุณทาง การท่าเรือ ที่มอบโอกาสเพื่อพิสูจน์ตัวเองที่นี่ และขอบคุณผู้บริหาร เอสซีจี เมืองทองฯ ที่เชื่อมั่นในตัวผม ถึงแม้จะอยู่ในสัญญายืมตัว 1 ปี แต่ก็จะมุ่งมั่นเต็มร้อย และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อสโมสรใหญ่แห่งนี้"

ส่วนทาง ภูมินทร์ แก้วตา แนวรุกคนใหม่เปิดใจว่า "ส่วนตัวรู้สึกดีใจอย่างมากที่กลับมาบ้านเก่าแห่งนี้ แน่นอนว่า เอสซีจี เมืองทองฯ เป็นสโมสรที่ปลุกปั้นผมมาตั้งแต่เด็ก จนได้พัฒนาฝีเท้าถึงปัจจุบัน ส่วนการกลับมาครั้งนี้ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อเป้าหมายพาทีม เอสซีจี เมืองทองฯ ประสบความสำเร็จให้ได้"

ปิดท้ายที่ พิชา อุทรา ปีกซ้ายคนใหม่เปิดใจว่า "สิ่งแรกต้องขอขอบคุณผู้บริหารสโมสร เอสซีจี เมืองทองฯ ที่ดึงตัวกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง ผมมีความประทับใจที่ยอดเยี่ยมกับทีม ตั้งแต่ฝึกฟุตบอลมาตั้งแต่ระดับเยาวชน ส่วนเป้าหมายก็อยากดึงศักยภาพ และความสามารถของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อตอบแทนสโมสรแห่งนี้"