ไล่หมาก-แมนยูแพ้เละคาบ้าน! ซน-เคน ซัดเบิ้ลพาสเปอร์สบุกถล่มไม่ไว้หน้า

"ปีศาจแดง" โชว์ฟอร์มได้สุดห่วยอีกนัดหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร หลังโดน สเปอร์ส บุกมาถล่มเละแพ้คาบ้านด้วยสกอร์ 1-6 เกมนี้ "ผีแดง" ต้องเหลือแค่ 10 คนหลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โดนใล่ออกตั้งแต่นาทีที่ 28 ก่อนจะโดนทัพไก่ที่ตัวมากกว่าไล่ถล่มไม่ไว้หน้า ซน ฮึง-มิน ควงแฮร์รี่ เคน เหมาคนละสองเม็ด ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ทัพปีศาจแดงของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกมนัดล่าสุด บุกไปชนะไบร์ทตันในศึก คาราบาว คัพ 3-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

    โดยเกมในวันนี้จะไม่มี  ฟิล โจนส์ และ อักเซล ตวนเซเบ้ ที่มีอาการบาดเจ็บอยู่ ส่วนตัวหลักคนอื่นๆ ยังอยู่กันครบ นำมาโดยกัปตันทีม  แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่ได้พักในเกมกับไบร์ทตัน จะได้กลับมาลงสนามอีกครั้งคู่กับ เอริก ไบยี่ ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมในเกมล่าสุด

    แผงกองกลางยังคงเป็นชุดประจำนำมาโดย ปอล ป็อกบา กับ เนมานย่า มาติช คุมเกมโดยมี บรูโน่ แฟร์นันด์ส ทำเกมรุก ซึ่งดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ยังคงต้องรอโอกาสออกสตาร์ตเป็นตัวจริงต่อไป ริมเส้นเป็น เมสัน กรีนวู้ด และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ส่วนกองหน้าตัวเป้าใช้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล เช่นเคย

    ทางฝั่งผู้มาเยือน สเปอร์ส ที่คุมทัพโดย โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตนายเก่าของผีแดง นัดล่าสุดลงเล่นในศึกยูโรปา ลีก รอบเพลย์ออฟ เอาชนะ มัคคาบี้ ไฮฟา ไปแบบถล่มทลาย 7-2

    ทัพไก่เดือยทองไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บหรือติดโทษแบนเพิ่มเติม จะมีเพียง แกเร็ธ เบล ที่ยังต้องเรียกความฟิต กองกลางใช้  ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก, มุสซ่า ซิสโซโก้ และ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ โดยแดนหน้าเป็น เอริก ลาเมล่า, แฮร์รี่ เคน  และซน ฮึง-มิน ที่ฟิตกลับมาช่วยทีมได้ทัน

    เริ่มเกมมาเพียง 30 วินาที แฟนปีศาจแดง ได้เฮกันอย่างรวดเร็ว เมื่อ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ไปโดน ดาวินซอน ซานเชซ เข้าบอลจากด้านหลังในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสิน แอนโทนี่ เทย์เลอร์ ชี้เป็นลูกจุดโทษให้กับเจ้าถิ่นทันที

    ก่อน บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับหน้าที่สังหารไม่พลาด เปิดสกอร์ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นนำไปก่อน 1-0 ตั้งแต่เริ่มเกมเพียง 2 นาที

    แต่เพียงแค่นาทีที่ 4 เท่านั้น สเปอร์ส มาทวงประตูคืนอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อแนวรับเจ้าถิ่นเคลียร์บอลกันไม่ขาดเอง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งไม่พ้นเขตอันตราย ก่อนไปกั๊กจังหวะกับ ลุค ชอว์ ที่เบียดกับ เอริก ลาเมล่า ตรงกรอบ 6 หลา ก่อนบอลทะลักมาให้ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ เติมขึ้นมายิงเปรี้ยงเดียวไม่เหลือ ไก่เดือยทอง บุกไล่เจ๊า 1-1

    จากนั้นนาทีที่ 7 แฟนทีมเยือนได้เฮอย่างรวดเร็ว เมื่อ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปฟาวส์ แฮร์รี่ เคน ก่อน แฮร์รี่ เคน จากอาศัยจังหวะเล่นเร็ว จ่ายทะลุช่องให้ ซน ฮึง-มิน ใช้ความเร็ววิ่งแซงเอาชนะ เอริก ไบยี่ กับ ลุค ชอว์ ก่อนยกบอลข้ามตัว ดาบิด เด เคอา ไปอย่างเหนือชั้น ให้ สเปอร์ส แซงนำ 2-1 ทำให้เกมนี้ยิงกัน 3 ประตู ตั้งแต่ยังไม่ถึง 10 นาทีแรกของเกม
 
     นาทีที่ 19 แฟนผี มีลุ้นได้เสียว เมื่อ บรูโน่ แฟร์นันด์ส อย่างสวยให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ดึงจังหวะหลอก แซร์จ ออริเยร์ หนึ่งจังหวะก่อนยิงเต็มข้อ แต่บอลไปชนเสาเต็มๆ อย่างไรก็ตามลูกนี้ แม้จะยิงเข้าแต่ แรชฟอร์ด ก็โดนตีธงล้ำหน้าอยู่ดี

     นาทีที่ 27 ทีมเยือนทำเจ้าถิ่นเสียวไส้อีกครั้ง เมื่อ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ กึ่งยิงกึ่งผ่านมาหน้าประตู ติดเซฟ ดาบิด เด เคอา จังหวะแรก ก่อนมาเข้าทางปืนของ  เอริก ลาเมล่า กดยิงเต็มๆ ยังดีที่ เอริก ไบยี่ ตามไปบล็อกได้ทัน ทำให้บอลแฉลบออกหลังไป

     จากนั้นนาทีที่ 29 สถานการณ์ของ ปีศาจแดง ยิ่งเลวร้ายกว่าเก่า เมื่อเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล  ไปออกมือตบใส่หน้า เอริก ลาเมล่า หลังโดน เอริก ลาเมล่า ชักศอกใส่หน้า ผู้ตัดสิน  แอนโทนี่ เทย์เลอร์ ชูใบแดงให้ มาร์กซิยาล โดยตรงไล่ออกจากสนามทันทีแบบไม่ต้องเช็กวีเออาร์ ส่วน เอริก ลาเมล่า รับแค่ใบเหลือง

     ก่อนนาทีที่ 31 สเปอร์ส มาได้ประตูนำห่าง เมื่อ  เอริก ไบยี่ จ่ายบอลกน้าประตูถูก แฮร์รี่ เคน ตามมาสไลด์ ก่อนบอลจะหลุดมาถึง ซน ฮึง-มิน ปั้นคืนเพื่อนบ้าน จ่ายให้ แฮร์รี่ เคน วิ่งตามมาแปจ่อๆไม่เหลือ ทีมตราไก่ บุกนำห่าง 3-1

     นาทีที่ 37 ทีมเยือน ยังมาโหด มุสซ่า ซิสโซโก้ จ่ายบอลยาวให้ แซร์จ ออริเยร์ หลุดขึ้นมาทางฝั่งขวาของสนาม ก่อนเปิดลอดขา แฮร์รี่ แม็กไกวร์ มาที่เสาแรกให้ ซน ฮึง-มิน ตามชาร์จจ่อๆไม่เหลือ ทำให้ สเปอร์ส บุกนำห่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 4-1 เป็นประตูที่สองในเกมนี้ของดาวยิงวัย 28 ปี พร้อมขึ้นนำดาวซัลโวร่วมกับ โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน ที่ 6 ประตูเท่ากัน
 
     ช่วงเวลาที่เหลือทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ หมดครึ่งแรกจึงเป็น สเปอร์ส บุกนำ  แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงถิ่น ด้วยสกอร์สุดเหลือเชื่อ 4-1
 
    ครึ่งหลัง "ผีแดง" เปลี่ยนรวดเดียวสองคนส่ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และเฟร็ด ลงไปเล่นแทน บรูโน่ แฟร์นันด์ส และเนมานย่า มาติช ขณะที่ สเปอร์ส ถอดเอา เอริก ลาเมล่า ออกแล้วส่ง ลูคัส มูร่า เล่นแทน

    เกมรับเจ้าถิ่นยังไม่ดีขึ้น นาที 51 ต้องมาสังเวยประตูที่ห้า จากจังหวะที่ ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก แทงบอลยาวตัดหลังแนวรับมาถึง แซร์จ ออริเยร์ หลุดเข้าไปล่อเป้าซัดบอลผ่าน เด เคอา เสียบมุมเสาไกล ให้ "ไก่เดือยทอง" นำโด่ง 5-1

    เกมรุกของ แมนฯยูฯ ปั้นเกมกันไม่ขึ้นเลย นาที 67 โซลชา เปลี่ยนคนสุดท้าย ส่ง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ลงมาเล่นแทน เมสัน กรีนวู้ด

    นาที 72 ลูกทีมของ "มูรินโญ่" เกือบได้เม็ดที่หก คราวนี้ แฮร์รี่ เคน หลุดเข้าไปในกรอบทางด้านขวาก่อนซัดเลียดเสาแรก แต่ยังไม่พ้นมือ ดาบิด เด เคอา ที่ปัดออกหลังไปได้

    นาที 79 ปอล ป็อกบา ไปพลาดท่าทำเสียจุดโทษหลังพุ่งไปสไลด์แต่ด้วยแรงเฉื่อยทำให้ไปเสียบ เบน เดวิส ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที ก่อนที่ แฮร์รี่ เคน จะสังหารเข้าไปไม่พลาด และเป็นประตูที่สองในเกมนี้ของดาวยิงทีมชาติอังกฤษ พาสเปอร์
สนำโด่งๆถึง 6-1

    จบเกม "ปีศาจแดง" พ่ายเละคาบ้านให้กับ สเปอร์ส 1-6 ทำให้เล่นไป 3 นัดแพ้คาบ้านไป 2 เกม มี 3 คะแนน อยู่อันดับ 16 ส่วน "ไก่เดือยทอง" ขึ้นมาอยู่อันดับ 5 มี 7 คะแนน

      รายชื่อนักเตะของทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช (สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ น.46) – เมสัน กรีนวู้ด (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค น.68), บรูโน่ แฟร์นันด์ส (เฟร็ด น.46), มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    
        สเปอร์ส (4-3-3) : อูโก้ โยริส -แซร์จ ออริเยร์, ดาวินซอน ซานเชซ, เอริก ดายเออร์,เซร์คิโอ เรกีลอน – มุสซ่า ซิสโซโก้, ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก, ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ (เดเล่ อัลลี่ น.69) – เอริก ลาเมล่า (ลูคัส มูร่า น.46), แฮร์รี่ เคน ,ซน ฮึง-มิน (เบน เดวิส น.73)
 
        ผู้ตัดสิน : แอนโทนี่ เทย์เลอร์

‘ซาก้า’ควง’เปเป้’ซัด! อาร์เซน่อลเปิดรังเฉือนเชฟฟิลด์หวิว-แซงขึ้นท็อปโฟร์

บูกาโย่ ซาก้า และ นิโกล่าส์ เปเป้ กดคนละตุง พา อาร์เซน่อล เปิดรังเฉือน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-1 แซง เชลซี ขึ้นไปรั้งที่ 4 ของตาราง ขณะที่ทีม "ดาบคู่" อาการโคม่าแพ้ 4 นัดรวดหล่นไปรั้งรองบ๊วยของตาราง ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา

    ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2563 ที่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ระหว่าง อาร์เซน่อล ทีมอันดับ 9 ของตาราง พบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 18

    อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า เกมนี้มีการเปลี่ยน 11 ตัวจริงบางตำแหน่งส่ง กาเบรียล มากัลเญส ลงก่อน ร็อบ โฮลดิ้ง ในแนวรับ ขณะที่แนวรุกส่ง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยืนเป็นหน้าเป้าก่อน อเล็กซ็องด์ ลากาแซตต์ ประสานงานร่วมกับ วิลเลียน และ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง

    ด้าน เชฟฯ ยูไนเต็ด ของ คริส ไวล์เดอร์ ที่พาทีมแพ้มา 4 นัดติดต่อกัน เกมนี้ได้ จอห์น เอแกน กองหลังตัวหลัก พ้นโทษแบนกลับมา ส่วนคู่หน้าใช้ โอลิเวอร์ เบิร์ค และ เดวิด แม็คโกรดิค ล่าตาข่าย

    ครึ่งแรกเปิดฉากมา 20 นาที แม้ อาร์เซน่อล จะครองเกมได้เหนือกว่าชัดเจน แต่ยังเจาะเกมรับ เชฟฟิลด์ ไม่เข้า เกมส่วนใหญ่ยังอยู่บริเวณกลางสนามทำให้ทั้งสองทีมยังเสมอกันอยู่ 0-0

    ทีม "ปืนใหญ่" ขึงบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียวต่อบอลอยู่หน้าเขตโทษ เชฟฟิลด์ และมาได้ลุ้นจบสกอร์ครั้งแรก ในนาที 28 เมื่อ บูกาโย่ ซาก้า เปิดจากริมเส้นฝั่งซ้ายให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ขึ้นโขกแต่บอลไม่มีน้ำหนักทำให้ อารอน แรมส์เดล ล้มตัวรับไว้ไม่ยาก

    จากนั้น อาร์เซน่อล เกือบได้ประตูขึ้นนำ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ปั่นด้วยขวาหน้าเขตโทษบอลกำลังจะเสียบใต้คานแต่ อารอน แรมส์เดล พุ่งปัดปลายมือบอลออกหลังไปหวุดหวิด ในนาที 37

    ท้ายครึ่งแรก นาที 44 เจ้าถิ่นได้ลุ้นส่งท้ายครึ่งแรกจากจังหวะตวัดยิงในเขตโทษของ โอบาเมย็อง แต่บอลไปตรงตัวของ แรมส์เดล รับได้ไม่ยาก

    ช่วงที่เหลือทั้งสองทีมยังทำอะไรกันไม่ได้ ทำให้จบครึ่งแรกยังเสมอกัน 0-0

    ครึ่งหลังเริ่มมาถึง นาที 52 อาร์เซน่อล ชวดได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย จากจังหวะที่ ดานี่ เซบายอส แทงบอลทะลุช่องให้ โอบาเมย็อง หลุดเข้าไปชาร์จจ่อๆหน้าปากประตูแต่ไม่โดนบอลออกหลังไป

    จนกระทั่ง นาที 60 ความพยายามของ อาร์เซน่อล มาประสบผลสำเร็จจากจังหวะการทำชิ่งหน้าปากประตูบอลไปถึง เอคตอร์ เบเยริน หลุดไปถึงสุดเส้นหลัง ก่อนจะชิพไปเสาไกลให้ บูกาโย่ ซาก้า ได้โหม่งโล่งๆเข้าประตูไป

    เท่านั้นไม่พอ นาที 64 "ปืนใหญ่" ได้ประตูนำห่าง 2-0 เบเยริน จ่ายบอลให้ นิโกล่าส์ เปเป้ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลังกระชากเข้าไปซัดด้วยซ้ายข้างถนัดส่งบอลเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม

    อย่างไรก็ตาม นาที 83 เชฟฟิลด์ ไม่ยอมง่ายๆ ได้ประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 เดวิด แม็คโกรดิค ปั่นโค้งๆหน้าเขตโทษบอลพุ่งเสียบเสาเข้าไป แบรนด์ เลโน่ หมดสิทธิ์เซฟ

    เวลาที่เหลือ เชฟฟิลด์ ไล่ไม่ทัน จบเกม อาร์เซน่อล เอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-1 ขยับขึ้นไปรั้งที่ 4 ของตาราง ขณะที่ทีม "ดาบคู่" อาการโคม่าแพ้ 4 นัดรวดแถมยังยิงใครไม่ได้หล่นไปรั้งรองบ๊วยของตาราง

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : แบร์นด์ เลโน่ – กาเบรียล มากัลเญส, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอคตอร์ เบเยริน, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, ดานี่ เซบายอส (กรานิต ชาคา น.81), บูกาโย่ ซาก้า (เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส น.87) – วิลเลี่ยน, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (นิโกล่าส์ เปเป้ น.58)
 
เชฟฯ ยูไนเต็ด (3-5-2) : อารอน แรมส์เดล – คริส บาแชม (บิลลี่ ชาร์ป น.76), จอห์น เอแกน, แจ็ค โรบินสัน – จอร์จ บัลด็อค, จอห์น ลุนด์สแตรม, ซานเดอร์ เบิร์ก, เบน ออสบอร์น (จอห์น เฟล็ค น.63), เอ็นดา สตีเว่นส์ – เดวิด แม็คโกรดิค, โอลิเวอร์ เบิร์ค (โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นีย์ น.56)  

แพ้ยับตามผี! วิลล่าโหดกระซวกลิเวอร์พูลเละ กรีลิชกด2จ่าย3-วัตกิ้นส์แฮตทริก

เหลือเชื่อ! "สิงห์ผงาด" งัดฟอร์มเด็ดเปิดบ้านไล่ถล่มแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ไม่ไว้หน้าถึง 7-2 เกมนี้ แจ็ค กรีลิช โชว์โหดกด2ประตูแถมจ่ายอีก 3 ขณะที่  โอลลี่ วัตกิ้นส์ หอกตัวใหม่ประเดิมซัดแฮตทริก ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แม้จะซัดเบิ้ลแต่ไม่ช่วยให้ทีมพ้นความปราชัย ส่งให้ แอสตัน วิลล่า มี 9 แต้มเท่าหงส์, ปืน และจิ้งจอก ทว่าลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นรองจ่าฝูง

สนาม : วิลล่า พาร์ค

    เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่สุดท้ายของคืนวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา แอสตัน วิลล่า ที่ชนะมา 2 นัดติดแบบไม่เสียประตู เปิดบ้านรับมือ "แชมป์เก่า" ลิเวอร์พูล ที่ชนะมา 3 เกมรวดเช่นกัน
   
    เกมนี้ ดีน สมิธ ปรับแดนกลาง ส่ง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ที่ยืมมาจาก เชลซี ลงเล่นแทน คอเนอร์ ฮูริแฮน โดยแนวรุกยังเป็น มาห์มูด เทรเซเก้ต์, โอลลี่ วัตกิ้นส์ และแจ็ค กรีลิช ขณะที่ฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ปวดหัวนอกจากจะไม่มี ซาดิโอ มาเน่ ที่ติดเชื้อโค
วิด-19 แล้วล่าสุดยังเสีย อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่มาเจ็บตอนซ้อม ทำให้เกมนี้ต้องใช้ อาเดรียน ลงเฝ้าเสาแทน ส่วนแนวรุกส่ง ดีเอโก้ โชตา ประสานงานกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

    เปิดฉากครึ่งแรกมาได้แค่ 4 นาที กลายเป็น "สิงห์ผงาด" ที่ชิงขึ้นนำแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล อย่างรวดเร็ว 1-0 เป็นความผิดพลาดของ อาเดรียน ที่จ่ายบอลพลาดหน้าปากประตูตัวเอง แจ็ค กรีลิช ตามไปเก็บบอลก่อนปาดเลียดมาให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ ที่
ยืนโล่งๆ ยิงด้วยซ้ายเสียบตาข่ายเข้าไป เป็นประตูแรกของเจ้าตัวนับแต่ย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

    นาทีที่ 8 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นเม็ดสอง และเป็น แจ็ค กรีลิช ที่จ่ายเข้ากลางให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลแบบได้เสียว

    นาที 15 "หงส์แดง" พลาดโอกาสไล่ตีเสมอ หลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จ่ายทะลุช่องให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลุดเข้าไปซัดติดเซฟ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    นาที 21 อดีตนายด่านปืนใหญ่ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง ฟีร์มีโน่ โซโล่เดี่ยวเข้าไปในกรอบก่อนจะล็อคหนีแล้วซัดมุมแคบไปติดมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    ทีมเยือนบุกเพลินๆ กลายเป็นโดนเม็ดที่ 2 อย่างไม่น่าเชื่อ หลังอีกสองนาที วิลล่า สวนกลับขึ้นมาทางซ้าย แจ็ค กลีลิช แทงบอลให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไป ก่อนกระชากหนี โจ โกเมซ ล้มตัวซัดด้วยขวาเสียบเสาเหลี่ยมเสาไกลอย่างงด
งาม

    แชมป์เก่าอยู่ไม่ได้หลังโดนไปสองเม็ด นาที 25 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดด้วยซ้ายไปติด ไทโรน มิงส์ สกัดมาเข้าทาง ดีเอโก้ โชต้า ที่เก็บได้แถวสองวอลเลย์สวนไปตรงตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ รับไว้ไม่มีพลาด

    นาที 28 ดีเอโก้ โชต้า ลากตัดจากริมเส้นทางซ้ายมากลางประตู ก่อนตัดสินใจชิพบอล กำลังจะย้อยข้ามหัว มาร์ติเนซ อยู่แล้ว แต่นายด่านวิลล่ายังเร็วพอถอยหลังปัดปลายมือข้ามคานหวุดหวิด

    เกมสวนกลับของ "สิงห์ผงาด" ยังอันตราย นาที 31 เจ้าบ้านเกือบพังประตูที่สาม บอลออกจากเท้า แจ็ค กรีลิช เข้ากลางมาให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ แตะขึ้นหน้าเข้าไปเบียดกับ ฟาน ไดค์ แต่หลักไม่ดีซัดบอลหลุดกรอบออกไป

    กระนั้น นาที 33 "หงส์แดง" มาตีไข่แตกพังประตูไล่มาเป็น 1-2 โชต้า กระชากจากซ้ายเข้ากลางก่อนจ่ายให้ นาบี เกอิต้า หมุนตัวซัดไปติดบล็อค แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ ก่อนปลิ้นมาเข้าทาง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงสวนเข้าไปไม่เหลือ

    บอลแลกกันสนุก นาที 34 แม็ตตี้ แคช วางบอลยาวให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ หลุดกับดักล้ำหน้าขึ้นมาทางขวา ก่อนจะเลือกยิงเสาแรกไปติดขา อาเดรียน ออกหลัง

    และต่อเนื่องจากจังหวะเตะมุม นาที 35 สกอร์ของเจ้าถิ่นทะยานหนี ลิเวอร์พูล 3-1 บาร์คลี่ย์ เปิดเตะมุมมากลางประตู โจ โกเมซ สกัดบอลไปเข้าทาง จอห์น แม็คกินน์ ซัดแบบไม่จับไปแฉลบขา ฟาน ไดค์ เปลี่ยนทางเสียบมุมเข้าไป

     นาที 38  เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ มาโดนใบเหลืองหลังไปเข้าเสียบใส่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ อย่างน่าเกลียด และจากฟรีคิกที่เจ้าถิ่นได้ บาร์คลี่ย์ ลุกมาเปิดฟรีคิกเข้าไป บอลเลยถึง มาห์มูด เทรเซเก้ต์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายไม่ล้ำหน้าก่อนครอสมากลางประตูถึง 
โอลลี่ วัตกิ้นส์ โขกตุงตาข่าย เป็นแฮตทริกของอดีตแข้งเบรนฟอร์ด ช่วยให้ "สิงห์ผงาด" นำโด่ง 4-1

    ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หลุดไปซัดด้วยซ้ายมุมแคบ แต่ยังไม่ผ่านมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ที่เซฟไว้ได้อีก

    จบครึ่งแรก แอสตัน วิลล่า นำห่าง ลิเวอร์พูล อย่างเหลือเชื่อ 4-1

    ครึ่งหลัง  เจอร์เก้น คล็อปป์ ปรับทัพถอดเอา นาบี เกอิต้า ออกแล้วส่ง ทาคูมิ มินามิโนะ ลงไปเล่นแทน

    นาที 55 แอสตัน วิลล่า มาได้ประตูนำห่าง 5-1 จากจังหวะที่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ เล่นชิ่งกับ กลีลิช หน้ากรอบก่อนที่บอลจะมาเข้าเท้า บาร์คลี่ย์ อีกครั้งแล้วซัดเต็มเท้าไปแฉลบ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ บอลพุ่งเปลี่ยนทางเสียบเสาไกลชนิดที่ อา
เดรียน หมดสิทธิ์ป้องกัน

    ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง "หงส์แดง" มาทวงประตูไล่มาเป็น 2-5 จากจังหวะที่ ฟีร์มีโน่ ได้บอลแล้วแทงให้ ซาลาห์ หลุดเข้าไปในกรอบแล้วซัดด้วยซ้ายผ่านมือ มาร์ติเนซ เสียบเสาแรกเข้าไป เป็นประตูที่สองของดาวยิงชาวอียิปต์ในเกมนี้

    ต่างฝ่ายยังเปิดเกมรุกเล่นกันสนุก นาที 66 กลายเป็น "สิงห์ผงาด" ที่มาได้ประตูที่หก คราวนี้เป็น วัตกิ้นส์ ที่จ่ายให้ แจ็ค กรีลิช ดึงหนี เทรนท์ ก่อนซัดด้วยขวาไปแฉลบ ฟาบินโญ่ พุ่งเปลี่ยนทางเสียบเสาแรก พา แอสตัน วิลล่า นำห่าง 6-2

    นาที 75 เกมรับทีมเยือนเละเทะอีก คราวนี้ จอห์น แม็คกินน์ แทงบอลให้ แจ็ค กรีลิช หลุดเข้าไปก่อนซัดผ่าน อาเดรียน เข้าไปอย่างเยือกเย็นให้ วิลล่า ทะยานนำลิ่วแบบเหลือเชื่อ 7-2

    จบเกม แอสตัน วิลล่า งัดฟอร์มสุดยอดไล่ถล่มแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ขาดลอย 7-2 คว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 9 คะแนน เท่ากับ เลสเตอร์, อาร์เซน่อล และลิเวอร์พูล แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้รั้งรองจ่าฝูง โดยตามหลังจ่าฝูง "ทอฟฟี่" ที่คว้าชัย 4 นัด รวดอยู่ 3 คะแนน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แอสตัน วิลล่า (4-3-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – แม็ตตี้ แคช, เอซรี่ คอนซ่า, ไทโรน มิงส์, แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ – รอสส์ บาร์คลี่ย์, ดั๊กลาส ลุยซ์, จอห์น แม็คกินน์ – มาห์มูด เทรเซเก้ต์, โอลลี่ วัตกิ้นส์, แจ็ค กรีลิช
 
        ผู้จัดการทีม : ดีน สมิธ
 
        ลิเวอร์พูล (4-3-3) :  อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – นาบี เกอิต้า, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ดิโอโก้ โชต้า

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

        ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

เกปาแจกโชค! มาเน่เบิ้ลพาลิเวอร์พูลบุกอัดเชลซี10คน-ติอาโก้ประเดิม

ซาดิโอ มาเน่ ตะบันคนเดียวสองประตูพาแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล บุกไปปราบเจ้าถิ่น เชลซี ที่เหลือ10คน 2-0 เกมนี้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ประเดิมนัดแรกลงสำรองในครึ่งหลังก่อนพา "หงส์แดง" คว้าชัย2นัดติด มี 6 คะแนนเต็ม ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

   บิ๊กแมตช์ที่ เดอะ บริดจ์ เจ้าถิ่น เชลซี ปรับหนึ่งตำแหน่งจากชุดล่าสุดโดยให้ มาเตโอ โควาซิช ปักหลักแดนกลางแทน รูเบน ลอฟตัส-ชีค ขณะที่ 2 แข้งใหม่ชาวเยอรมันอย่าง ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ พร้อมลุย ส่วน ติอาโก้ ซิลวา กับ ฮาคิม ซิเย็ค ยังไม่มีชื่อในทีม

    ด้าน ลิเวอร์พูล เปลี่ยนแนวรับหลังโดนลีดส์เจาะถึง 3 เม็ด โดยให้ ฟาบินโญ่ รับหน้าที่เซ็นเตอร์แบ็กแทน โจ โกเมซ ขณะที่แนวรุก ซาลาห์, บ๊อบบี้ และ มาเน่ ลงพร้อมกัน แถม ติอาโก้ อัลกันตาร่า แข้งใหม่มีชื่อสำรองด้วย ทว่า ดีโอโก้ โชต้า ยังไม่มีส่วนร่วม

    เริ่มเกมมา14นาที เป็นฝั่งผู้มาเยือน ลิเวอร์พูลได้เสียวก่อน เมื่อ เกปา ออกมาเล่นบอลทางฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษ แต่กลับกลายเป็นสปีดของ ซาลาห์ ดีกว่า จึงถึงบอลและปาดบอลเข้ากลางประตู โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เกือบจะได้ยิงโล่งๆแล้ว แต่ยังดีที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ยังตามาบล็อคช่วยเชลซี สกัดบอลออกหลังได้อย่างหวุดหวิด

    นาทีที่19 ทั้งสองทีมเปิดเกมแลกกันอย่างสนุก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พาบอลลุยเข้าไปถึงกรอบเขตโทษแล้ว ก่อนได้ง้างยิง ยังดีที่แนวรับ เชลซี ช่วยกันบล็อคได้ทัน ก่อนใช้จังหวะโต้กลับเล่นงานทีมเยือน แต่ในจังหวะสุดท้ายที่บอลมาถึง ติโม แวร์เนอร์ เจ้าตัวตัดสินใจยิงช้าไปหน่อย แนวรับลิเวอร์พูล เลยลงมาทันช่วยเบรกไว้พอดี

    นาทีที่34 หงส์แดง ยังทำได้ดีกว่าในพื้นที่สุดท้าย โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เอาบอลลงได้ในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนเปิดยัดเข้ากลางประตู แต่ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เข้าชาร์จไม่ถึงบอล บอลเลยผ่านหน้าประตูไปแบบได้แค่เสียว

    อีก 4 นาทีต่อมา ไค ฮาแวร์ตซ์ หลุดขึ้นไปทางด้านขวาก่อนปาดเลียดมาให้ ติโม แวร์เนอร์ ยิงโล่งๆ หลุดกรอบออกไปอย่างน่าผิดหวัง ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นจังหวะที่ ฮาแวร์ตซ์ ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

    ช่วงท้ายครึ่งแรก นาที 45 วีเออาร์ ได้ทำงานครั้งแรก จากจังหวะที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ไปทำฟาวส์ ซาดิโอ มาเน่ ก่อนถึงกรอบเขตโทษ ตอนแรกผู้ตัดสิน พอล เทียร์นี่ย์ ให้แค่ใบเหลือง แต่หลังจากที่เช็กที่จอวีเออาร์แล้ว พอล เทียร์นี่ย์ มองว่าคริสเตนเซ่น เป็นตัวสุดท้าย เลยเปลี่ยนใจให้ใบแดงโดยตรง ทำให้ เชลซี เหลือ10คนตั้งแต่ท้ายครึ่งแรก

     ลิเวอร์พูล แม้ได้ฟรีคิกในจังหวะต่อเนื่องนี้ แต่ก็ยิงข้ามคานออกไปเอง ทำให้ หมดครึ่งแรก เชลซี ยังเสมอ ลิเวอร์พูล อยู่ 0-0 แต่ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรองเนื่องจากตัวผู้เล่นเหลือน้อยกว่า

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง ทั้งสองทีมมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น เชลซี ที่เหลือแค่ 10 คนส่ง ฟิคาโย่ โทโมรี่ เซ็นเตอร์แบ็กลงไปเล่นแทน ไค ฮาแวร์ตซ์ ขณะที่ "หงส์แดง" ถอดเอา จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ออกแล้วส่ง ติอาโก้ อัลคันทาร่า แข้งใหม่ป้ายแดงที่ซื้อมาจาก บาเยิร์น มิวนิค ลงสนามเป็นนัดแรก

    นาที 50 ประตูแรกของเกมกลายเป็น ลิเวอร์พูล ที่บุกมาชิงขึ้นนำก่อน 1-0 จากการประสานงานของ 3 แนวรุกหงส์แดง ซาลาห์ แทงบอลทะลุให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ถึงเส้นหลังก่อนครอสมากลางประตูให้ ซาดิโอ มาเน่ โฉบมาโขกบอลหนีมือ เกปาเสียบมุมตาข่าย

    นาที 54 สกอร์ของทีมเยือนนำห่างเป็น 2-0 อย่างรวดเร็ว จากความผิดพลาดของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่พยายามจ่ายเลียดหน้าประตูให้ จอร์จินโญ่ แต่โดน ซาดิโอ มาเน่ วิ่งมาตัดบอลได้ก่อนดาวยิงชาวเซเนกัลจะตามไปซัดโล่งๆเข้าไปไม่เหลือเป็นประตูที่สองของ มาเน่ ในเกมนี้

    นาที 68 "สิงห์บลูส์" มีโอกาสได้ส่องบ้าง เมสัน เมาท์ ได้บอลทางซ้ายก่อนจะปั่นด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งแรงก่อนหล่นบนหลังตาข่ายแบบได้เสียว

    นาที 73 เชลซี มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง ติอาโก้ วิ่งมากระแทก ติโม แวร์เนอร์ ล้มลงไปผู้ตัดสินชี้ให้จุดโทษทันที ทว่า จอร์จินโญ่ มือสังหารของเจ้าบ้านดันยิงไปติดเซฟของ อลีสซง ชวดได้ประตูตีไข่แตก ทำให้สกอร์ยังเป็นทีมเยือนบุกมานำ 2-0เหมือนเดิม ซึ่งเป็นการเซฟจุดโทษแรกของนายด่านทีมชาติบราซิลนับแต่ย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล

    นาที 82 ติอาโก้ ได้โอกาสยิงบ้างหลังกดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลยังหลุดเสาออกไป อีกนาทีต่อมา แทมมี่ อบราฮัม ตัวสำรองของ เชลซี ที่เพิ่งลงมาได้หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาแต่ยังไม่ผ่านมือ อลีสซง ที่โชว์ซูเปอร์เซฟอีกครั้ง

    จบเกม เชลซี พ่ายคาบ้านให้ ลิเวอร์พูล 0-2 ส่งผลให้ "หงส์แดง" คว้าชัยสองเกมติดมี 6 คะแนน

     รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

     เชลซี  (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์,  อันเดรียส คริสเตนเซ่น (ใบแดง น.45), เคิร์ต ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ – จอร์จินโญ่,  เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาเตโอ โควาซิช – ไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาท์

     สำรอง : วิลลี่ กาบาเยโร่, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, ฟิคาโย่ โทโมรี่, รอสส์ บาร์คลี่ย์, แทมมี่ อับราฮัม, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

     เทรนเนอร์ : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

     ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์-เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ , ฟาบินโญ่, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน- นาบี เกอิต้า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม- โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่,ซาดิโอ มาเน่

     สำรอง : อาเดรียน, เคอร์ติส โจนส์, ดิว็อค โอริกี้, ทาคูมิ มินามิโนะ, ติอาโก้ อัลคันทาร่า, เจมส์ มิลเนอร์

     เทรนเนอร์ :  เจอร์เก้น คล็อปป์

     ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์

อลีสซง โคตรหนึบ, หัวใจแชมเปี้ยน ! 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล ไล่ทุบ อาร์เซน่อล

ลิเวอร์พูล ยังแสดงผลงานโคตรโหดทะลุโควิด หลังจากเปิดรังแอนฟิลด์ ไล่ถลุง อาร์เซน่อล 3-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะ 3 เกมรวด พร้อมรักษาสถิติไม่แพ้ใครในรังตัวเองกับการเล่นเกมลีก 61 แมตช์

เกมนี้ "หงส์แดง" เกือบจะมีผู้เล่นเป็นรองตั้งแต่ช่วงสองนาทีกว่าๆ เมื่อ ซาดิโอ มาเน่ ไปชักศอกใส่คีแรน เทียร์นี่ย์ แต่เดชะบุญท่านเปาใจดีให้แค่ใบเหลือง จากนั้นเจ้าบ้านก็ครองเกมได้เป็นส่วนใหญ่ แต่จากความผิดพลาดของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำให้ทีมต้องเสียประตู

อย่างไรก็ตาม "เดอะ เร้ดส์" ได้แสดงให้เห็นถึงหัวใจของแชมเปี้ยนที่ไม่ยอมแพ้และจัดการยิงคืนสามประตูรวดจาก มาเน่, โรเบิร์ตสัน และ ดิโอโก้ โชต้า ทำให้พวกเขาเก็บ 3 คะแนนสำคัญไปได้สำเร็จ ขณะเดียวกันชัยชนะในเกมนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่สามารถป้องกันจังหวะสำคัญช่วยให้ทีมไม่เสียประตูได้อย่างน่าเหลือเชื่อด้วย

 

 สำหรับแมตช์นี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน คงมีการบ้านข้อใหญ่ในการติวเข้มลูกทีมโดยเฉพาะการเล่นเกมรับที่หละหลวม และการเช็คล้ำหน้าที่ผิดพลาด ซึ่งหากเจอกับทีมที่มีเกมรุกดุดัน โอกาสที่พวกเขาจะเสียประตูก็มีมากเลยทีเดียว

1.แนวรับยังหลวม-ความผิดพลาดไม่น่าเกิด

เกมนี้เอาจริงๆ แล้ว ลิเวอร์พูล สามารถครองเกมได้ตลอด และดูเหมือน อาร์เซน่อล จะไม่สามารถกดดันเกมรับของเจ้าบ้านได้เลย แต่ด้วยความผิดพลาดแบบไม่น่าเกิดขึ้นของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน นำไปสู่การเสียประตูอย่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ

ย้อนกลับไปในเกมแรกที่พบกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด สาวก "เดอะ ค็อป" มองเห็นอย่างชัดเจนว่าแนวรับของพวกเขาเล่นผิดพลาดจนเป็นเหตุให้เสียประตู และในแมตช์ล่าสุดที่รับมือ "เดอะ กันเนอร์ส" ก็เป็นอีกครั้งที่กองหลังทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากจนได้

 

จากจังหวะการเปิดบอลของ เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส เข้าไปในเขตโทษซึ่งดูแล้วไม่มีความอันตรายแม้แต่นิดเดียว ที่สำคัญ โรเบิร์ตสัน ก็อยู่ตรงจุดที่สามารถสกัดบอลทิ้งได้ แต่เจ้าตัวดันเตะแป้กทำให้ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายแบบสบายอุรา

จะว่าไปแล้วการเล่นเกมรับที่ผิดพลาก็เคยเกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล ในแมตช์ดวลกับ อาร์เซน่อล ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ มาแล้ว ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าตอนนี้กองหลังของพวกเขายังไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับที่แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" เคยเห็นเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

นอกจากนี้แบ็กโฟร์ของพวกเขายังเช็คล้ำหน้าผิดพลาดถึง 3 ครั้ง ซึ่งสองในสามต้องขอบคุณ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ช่วยให้ทีมไม่เสียประตู ฉะนั้นนี่เป็นการบ้านข้อใหญ่ที่ คล็อปป์ ต้องกลับไปขบคิดเพื่อหาแนวทางการแก้ไข หากต้องการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ให้ได้

 
2. "หงส์แดง" หัวใจแชมเปี้ยน

ถ้าเป็นนักเตะทั่วๆ ไปหากเล่นผิดพลาดจนนทีมเสียประตูส่วนใหญ่แล้วมักจะขาดความมั่นใจ และนำไปสู่การเล่นแบบกล้าๆ กลัวๆ แต่สำหรับในกรณีนี้ไม่มีอยู่ในความคิดของ โรเบิร์ตสัน เพราะเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าถึงจะผิดพลาด แต่ก็สามารถแก้ตัวได้

แน่นอนว่าการตอบสนองของ โรเบิร์ตสัน ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" ทั่วโลกประทับใจมากกๆ เพราะเขาพยายามที่จะทำงานหนักขึ้น เติมเกมทางฝั่งซ้ายเพื่อที่จะช่วยให้ทีมทำประตูตีเสมอให้ได้ และพร้อมที่จะวิ่งมาเล่นเกมรับเพื่อป้องกันไม่ให้ทีมเสียประตูเพิ่ม

ที่สำคัญ แบ็กซ้ายชาวสกอตติช สามารถประสานงานกับ ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้เขายังมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ทีมได้ประตูขึ้นนำ 2-1 เมื่ออ่านจังหวะการเปิดบอลของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ได้อย่างแม่นยำ และจัดการสังหารไม่เหลือซาก

นอกจาก โรเบิร์ตสัน แล้วเพื่อนร่วมทีมทุกคนยังแสดงให้เห็นถึงหัวจิตหัวใจของนักสู้ที่ไม่แสดงความย่อท้อแม้จะตกเป็นรองก็ตาม และเพียงแค่ 10 นาทีหลังจากที่โดนนำพวกเขาสามารถรวมพลังประจัญบานซัดคืน 2 ประตูรวดในครึ่งแรก ฉะนั้นแฟนบอล "หงส์แดง" คงเห็นแล้วว่าหัวใจแชมเปี้ยนของพวกเขามันแข็งแกร่งมากแค่ไหน
 

3. ความสำคัญของ อลีสซง เบ็คเกอร์

ก่อนที่เกมนี้จะฟาดแข้ง มีรายงานออกมาเป็นระลอกว่า อลีสซง เบ็คเกอร์ อาจจะไม่สามารถลงสนามได้ แต่สุดท้าย นายทวารชาวบราซิเลียน ก็ลงมาเฝ้าเสาในแมตช์สำคัญนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการได้เห็นโกลรูปหล่อเคราดก ยืนตระหง่านอยู่บริเวณเสาประตู ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลอุ่นใจมากๆ

ฟอร์มในเกมนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันแล้วว่าทำไม ลิเวอร์พูลจึงขาด อลีสซง ไม่ได้ เพราะเขาคือหนึ่งในนักเตะที่มีความสำคัญกับทีมมากๆ ในเกมนี้ (จริงแล้วต้องบอกว่าทุกเกม) เพราะหากไม่ได้ความเหนียวหนึบของเจ้าตัวแมตช์นี้ผลการแข่งขันอาจจะออกมาอีกแบบก็ได้

ในช่วงที่สกอร์นำ 2-1 แนวรับของ ลิเวอร์พูล เช็คล้ำหน้าพลาดถึง 2 ครั้ง แต่ อลีสซง แสดงให้เห็นถึงความนิ่งในยามที่ต้องดวลกันคู่แข่งแบบตัวต่อตัว โดยเฉพาะหัวหอกอย่าง ลากาแซตต์ ที่ได้ชื่อว่ามีความเฉียบคมมากๆ โดย นายด่านทีมชาติบราซิล สามารถหยุดจังหวะการยิงของ หัวหอกเลือดเฟร้นช์ ได้อย่างเหนือเชื่อทั้งสองครั้ง

แน่นอนว่าหากสองจังหวะนั้น ลากาแซตต์ สามารถเปลี่ยนให้เป็นประตูได้ อาร์เซน่อล อาจจะมีแต้มกลับบ้าน แต่การที่ ลิเวอร์พูล มี อลีสซง ยืนเป็นปราการด่านสุดท้าย ทำให้แมตช์นี้ "หงส์แดง" สามารถเก็บ 3 คะแนนที่สุดแสนสำคัญได้สำเร็จ

 

4. โชต้า ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ

สำหรับนักเตะบางคนการย้ายมาอยู่กับสโมสรใหม่บรรยากาศใหม่ๆ จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว แถมการถูกส่งลงสนามเพียงแค่ 10 นาทีสุดท้าย แน่นอนว่านักเตะใหม่ย่อมต้องเกิดอาการประหม่า แต่สำหรับ ดิโอโก้ โชต้า เรื่องแบบนี้ไม่มีอยู่ในหัวของเขาเลย

โชต้า ได้ลงเล่นในฐานะนักเตะ "หงส์แดง" ในเกมไล่ถลุง ลินคอล์น ซิตี้ ศึกคาราบาว คัพ จากนั้นก็ได้ลงสนามในแมตช์สำคัญรับมือ อาร์เซน่อล ซึ่งเขาถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 80 และแน่นอนว่า คล็อปป์ ย่อมต้องคาดหวังว่า ดาวเตะเลือดโปรตุกีส จะแผลงฤทธิ์ให้ชื่นใจ

 งานนี้นักเตะไม่ทำให้ผิดหวังเขาสามารถประสานงานร่วมกับ ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ได้อย่างลงตัว โดยแค่ไม่กี่นาทีก็ทำให้เกมรับของ "ไอ้ปืนใหญ่" ต้องปั่นป่วน แถมยังเกือบที่จะซัดประตูได้แต่น่าเสียดายที่ดันยิงโล่งๆ หลุดเสาไปนิดเดียว นอกจากนี้ยังมีจังหวะที่กั๊กกับ "บังโม" ทำให้พลาดโอกาสตะบันประตู

อย่างไรก็ตาม โชต้า แสดงศักยภาพให้ คล็อปป์ และแฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" ได้เห็นแล้วว่าเขาเหมาะสมที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดนี้ เมื่อโชว์การพักบอลก่อนซัดด้วยขวาเรียดพื้นเบียดเสาไกลเข้าไปอย่างงดงามชนิดที่ แบร์นด์ เลโน่ หมดปัญญาป้องกัน

ฉะนั้นเห็นได้ชัดว่า อดีตดาวเตะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส สามารถเล่นในระบบกองหน้า 3 ตัวของทีมได้อย่างเข้าขา และนี่คือสิ่งที่ กุนซือชาวเยอรมัน ต้องการอย่างมาก เพราะหาก โชต้า ทำผลงานได้แบบนี้ ทีมจะมีตัวเลือกในการเล่นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
 

5. ฟาบินโญ่-มาเน่ โดดเด่นเป็นสง่า

การขาดหายไปของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่เสียหายสำหรับ ลิเวอร์พูล อย่างยิ่ง เพราะทำให้ทีมต้องขาดนักเตะที่จะคอยทำหน้าที่คุมจังหวะเกม และตัดเกมคู่แข่ง อย่างไรก็ตามแมตช์นี้ ฟาบินโญ่ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างไม่มีที่ติ

ฟาบินโญ่ ทำหน้าที่โฮลดิ้ง มิดฟิลด์ได้ดีในเกมนี้ สามารถควบคุมแดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม จัดการกับกองกลางของ อาร์เซน่อล ได้อยู่หมัด โดยเฉพาะการตัด วิลเลี่ยน ออกจากเกมจนไม่สามารแผลงฤทธิ์ได้เลย ที่สำคัญยังมีจังหวะผ่านบอลสวยๆ ให้แนวรุกได้ตลอด นอกจากนี้เจ้าตัวยังมีศักยภาพในการยืนเป็นเซนเตอร์แบ็ก ต้องบอกว่าเขาเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่เล่นได้ครบเครื่องจริงๆ

ขณะเดียวกัน มาเน่ ก็ต้องบอกว่าเป็นผู้เล่นที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน  ความขยันทุ่มเท และวิ่งไม่มีหยุด แถมยังเล่นด้วยความดุดัน ทำให้เขาสามารถสร้างแรงกดดันใส่เกมรับ อาร์เซน่อล ได้ตลอด รวมไปถึงการอยู่ถูกที่ถูกเวลาและความว่องไวในจังหวะเก็บตัวที่ ซาลาห์ ซัดไปติด เลโน่ จนทำให้ทีมได้ประตูตีเสมออย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามมีเรื่องเดียวที่ มาเน่ อาจจะถูกตำหนินั่นก็คือจังหวะที่ชักศอกใส่ เทียร์นี่ย์ ร่วงลงนอนดิ้นอยู่กับพื้นทั้งๆ ที่เกมเริ่มได้แค่ 2 นาทีกว่าๆ แต่โชคดีที่  เคร็ก พอว์สัน กรรมการเลือกที่จะให้แค่ใบเหลืองเท่านั้น เพราะหากเป็นท่านเปาคนอื่นจังหวะนี้ ดาวเตะชาวเซเนกัล มีสิทธิ์โดนใบแดงได้เลย

ปีร์โล่เฮคุมนัดแรก-โด้ยิงปิด! ยูเวนตุสถล่มซามพ์โดเรียรับชัยเปิดกัลโช่

"ม้าลาย" ยูเวนตุส ที่มีนายใหญ่คนใหม่อย่าง อันเดรีย ปีร์โล่ ประเดิมนัดลีกทางการสวยหรู สตาร์ดัง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดสกอร์เม็ดแรกซีซั่นนี้ปิดท้าย ก่อนทีมถล่ม ซามพ์โดเรีย 3-0 คว้าชัยชนะเปิดลีก ในการแข่งขันศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นักเปิดฤดูกาล 2020-21 คืนวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา

สนาม : ยูเวนตุส สเตเดี้ยม

     ศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นักเปิดฤดูกาล 2020-21 คืนวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา "ม้าลาย" ยูเวนตุส ภายใต้การคุมทีมนัดแรกของกุนซือใหม่ อันเดรีย ปีร์โล่ จัดผู้เล่นหน้าใหม่หลายรายทั้ง "คูลูเซฟสกี้-แม็คเคนนี่" แถมมีสตาร์อย่าง "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" ลงตะบันทีมเยือน ซามพ์โดเรีย ของโค้ชคนเก๋า เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่ผลงานอุ่นเครื่องสองนัดหลัง เก็บชัยมาได้ วางตัวทีเด็ด "ยาคุบ ยังก์โต้" สู้แมตช์นี้ โดยก่อนเริ่มเกมมีการมอบรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของลีกอิตาลี

   เจ้าบ้านลุยอีกนาทีที่ 11 อารอน แรมซี่ย์ วิ่งบีบไล่บอลจนฉกมาได้ก่อนดีดจ่ายทะลุช่องให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลากบอลเข้าเขตโทษด้านซ้าย หลุดไปซัดเต็มเท้าแต่ว่านายทวารลาซามพ์ออกมาเร็วบล็อกออกหลังทันเวลา

     เบียงโคเนรี่กระทุ้งนำนาทีที่ 13 อารอน แรมซี่ย์ โหม่งบอลชงคืนมาที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กระชากบอลหน้ากรอบเขตโทษฝั่งขวา แต่ถูกแนวรับทีมเยือนช่วยกันสกัดบอลกลิ้งเข้าทาง เดยัน คูลูเซฟสกี้ วางเท้าปั่นบอลโค้งในเขตโทษเลี้ยวหนีมือ เอมิล ออเดโร่ นายด่านซามพ์โดเรีย เข้าไปที่เสาด้านซ้ายอย่างสวยงาม

     ยูเว่เกือบทำได้นาทีที่ 24 อารอน แรมซี่ย์ ได้บอลบริเวณกลางสนาม ไหลออกทางซ้ายไปที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลากบอลเข้าเขตโทษแล้วซัดเต็มพิกัด บอลไปเสยเต็มคานอย่างจังกระดอนออกมา หัวหอกฝอยทองชวดทำสกอร์แรกซีซั่นนี้ไป

     ทีมเยือนได้จังหวะลุ้นนาทีที่ 45 เฟเดริโก้ โบนาซโซลี่ ถอยต่ำไปขโมยบอลจาก ดานิโล่ ตรงกลางสนามผ่านบอลออกด้านขวาไปที่ ฟาบิโอ เดเปาลี ลากบอลมาซัดนอกเขตโทษ บอลเรียดออกข้างเสาแบบพอมีเสียวเล็กน้อย จบ 45 นาทีแรก ยูเวนตุส นำ 1-0

     ม้าลายหวิดทิ้งไกลนาทีที่ 48 อารอน แรมซี่ย์ จ่ายบอลจากวงกลมกลางสนามทิ้งมาให้ จานลูก้า ฟราบอตตา แข้งดาวรุ่งของทีมสบจังหวะเข้าไปซัดติดเซฟ เอมิล ออเดโร่ มือกาวทีมเยือนทุบทิ้งออกมาได้

     เจ้าถิ่นหวังนำห่างนาทีที่ 59 จานลูก้า ฟราบอตตา หยอดบอลเขตโทษด้านซ้ายเกือบถึงดส้นหลัง ข้ามฟากมาที่ ฮวน กวาดราโด้ แปะบอลเข้ากลาง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เกี่ยวบอลแล้วม้วนตัวซัดแต่บอลเหินข้ามคานออกไปพอสมควร

     ยูเวนตุสพยายามอีกนาทีที่ 71 มัตเตีย เด ชีโย่ รับบอลโยนยาวข้ามฝั่งในเขตโทษด้านซ้าย เลี้ยงตัดเข้ากลางก่อนหวดไปแฉลบผู้เล่นทีมเยือน บอลเลี้ยววิถีเกือบเข้ากรอบออกข้างเสาด้านขวาไปเพียงนิดเดียว

     เบียงโคเนรี่พลาดอีกนาทีที่ 75 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลองส่องฟรีคิกกลางสนามประมาณ 30 หลา บอลพุ่งข้ามกำแพงโค้งหากรอบ ทว่า เอมิล ออเดโร่ นายทวารลาซามพ์ยืนถูกที่ทุบทิ้งออกมาได้

     ม้าลายทำสำเร็จนาทีที่ 78 เวสตัน แม็คเคนนี่ กระโดดแย่งลูกเตะมุมทางขวากับ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ก่อน บาร์โตสซ์ เบเรสซินสกี้ เตะเคลียร์วืดบอลเข้าเท้า เวสตัน แม็คเคนนี่ ยิงทันทีติดมือนายทวารคู่แข่ง และเป็นกองหลังตัวเก๋าม้าลายแหย่เท้าจิ้มตุงตาข่ายระยะเผาขน

     ต่อมานาทีที่ 87 เวสตัน แม็คเคนนี่ สบจังหวะยิงคนเดียวแบบไร้ตัวประกบในเขตโทษ บอลถูก เอมิล ออเดโร่ นายด่านทีมเยือนปัดแต่บอลไม่ไปไหน เกือบจะเข้าประตู เจ้าตัวเลยใช้เท้าเขี่ยพ้นเส้นประตูออกมาได้ทันเวลา ก่อนนาทีที่ 88 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เบิกสกอร์แรกเจ้าตัวซีซั่นนี้ได้ จากการซัดในเขตโทษด้านขวาซุกก้นตาข่าย จบเกม ยูเวนตุส ถล่ม ซามพ์โดเรีย 3-0 คว้าสามแต้มประเดิมกัลโช่เปิดซีซั่น

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ยูเวนตุส (5-4-1): วอยเซียค เชสนี่,ฮวน กวาดราโด้ (โรดริโก้ เบนตันกูร์ น.78),เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่,จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (เมริห์ เดมิรัล น.83),ดานิโล่,จานลูก้า ฟราบอตตา (มัตเตีย เด ชีโย่ น.67),เดยัน คูลูเซฟสกี้ (ดั๊กลาส คอสตา น.82),อาเดรียง ราบิโอต์,เวสตัน แม็คเคนนี่,อารอน แรมซี่ย์,คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ซามพ์โดเรีย (4-5-1): เอมิล ออเดโร่,บาร์โตสซ์ เบเรสซินสกี้,โอมาร์ คอลลี่ย์,ลอเรนโซ่ โตเนลลี่ (มายะ โยชิดะ น.46),ตอมมาโซ่ ออเจลโล่,ฟาบิโอ เดเปาลี (กัลตอน รามิเรซ น.46),มอร์เท่น ทอร์สบี้ (มิคเคล ดัมสการ์ด น.71),อัลบิน เอ็คดาล,เมห์ดี้ เลริส (ฟาบิโอ กวายาเรลล่า น.46),ยาคุบ ยังก์โต้,เฟเดริโก้ โบนาซโซลี่ (วาเลรีโอ วาร์เร่ น.70)

ประเดิมแค่เจ๊า! เรอัลมาดริดเจาะไม่เข้าแค่บุกแบ่งแต้มโซเซียดาด

แชมป์เก่า เรอัล มาดริด ประเดิมสนามซีซั่นใหม่ด้วยการบุกไปแบ่งแต้มกับ เรอัล โซเซียดาด แบบไร้สกอร์ 0-0 ในเกม ลา ลีกา เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : เรอาเล่ อารีน่า

    เรอัล โซเซียดาด เกมแรกบุกไปเสมอกับ บายาโดลิด 1-1 เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับมือแชมป์เก่า เรอัล มาดริด ที่ลงเล่นเป็นเกมแรก

    โดยเจ้าถิ่นฝากความหวังไว้ที่ กริสเตียน ปอร์ตู, มิเกล โอยาซาบัล และอเล็กซานเดอร์ ไอซัค ขณะที่ ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์ของชุดขาวส่ง มาร์ติน โอเดการ์ด ลงตัวจริงในลีกเป็นนัดแรกนับแต่ พฤษภาคม ปี 2015 โดยมีสามประสานทั้ง โรดรีโก้ โกเอส, คาริม เบนเซม่า และวินิซิอุส จูเนียร์ ล่าตาข่าย

    โอกาสแรกของเกมต้องรอถึง นาที 14 โอเดการ์ด ไหลสั้นๆให้ คาริม เบนเซม่า กดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลเบาไปเข้ามือ อเล็กซ์ รามีโร่

    นาที 26 บอลสวนกลับของเรอัลได้ลุ้นอีก วินิซิอุส ได้บอลขึ้นทางขวาก่อนปาดบอลเร็วไปหน้าประตูจะถึง เบนเซม่า อยู่แล้วแต่โดน อาริตซ์ เอลุสตอนโด้ พุ่งสกัดออกหลังหวุดหวิด

    นาที 36 เซร์คิโอ รามอส กลับตัววอลเลย์ไปติดบล็อคก่อนกระดอนไปชนแขน แม้แข้งทีมเยือนจะประท้วงว่าเป็นแฮนด์บอล แต่ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไรให้เล่นต่อ

    อีก 3 นาทีถัดมา "ราชันชุดขาว" ได้ลุ้นต่อเนื่อง คราวนี้ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ จ่ายต่อให้  วินิซิอุส จูเนียร์ ซัดด้วยขวาหลุดกรอบออกไปแบบได้ลุ้น

    ท้ายเกม เจ้าบ้านโหมมาเป็นชุด นาที 42 โรบิน เลอ นอร์มังด์ โขกเน้นในกรอบ 6 หลา แต่บอลเหินสูงข้ามคานออกไปแบบได้เสียว

    จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เรอัล โซเซียดาด ยังเสมอกับ เรอัล มาดริด 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 47 เจ้าบ้านชวดโอกาสได้ประตูขึ้นนำหลัง มิเกล โอยาซาบัล จ่ายไปเสาไกลให้  อันแดร์ บาร์เรเน็ตเซีย วิ่งมาแปด้วยซ้ายถากเสาสองออกไปแบบได้เสียว

    นาที 53 เป็นโอกาสของทีมเยือนบ้าง มาร์ติน โอเดการ์ด พาบอลขึ้นมาเองก่อนแทงทะลุช่องให้ คาริม เบนเซม่า หลุดเข้าไปซัดติดบล็อค เอลูสตอนโด้ เป็นเตะมุม

    เกมรุกของแชมป์เก่ามาเป็นชุดๆเหมือนกัน นาที 56 ดานี่ การ์บาฆาล ได้โอกาสซัดไกลนอกกรอบด้วยขวา บอลพุ่งแต่ยังไปเข้ามือ อเล็กซ์ รามีโร่

    นาที 68 โทนี่ โครส เล่นสั้นที่มุมธงกับ ลูก้า โมดริช ก่อนห้องเครื่องชาวเยอรมันจะวิ่งลงมารับบอลแล้วปั่นด้วยขวาเต็มแรงไปเสาไกล ยังดีที่ อเล็กซ์ รามีโร่ นายด่านเจ้าถิ่นพุ่งไปได้

    ช่วงเวลาที่เหลือทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เรอัล โซเซียดาด แบ่งแต้มกับ เรอัล มาดริด 0-0

    รายชื่อ11นักเตะทั้งสองทีม

        เรอัล โซเซียดาด (4-3-3) อเล็กซ์ รามีโร่ – อันโดนี่ โกโรซาเบล, อาริตซ์ เอลูสตอนโด้, อาริตซ์ เอลุสตอนโด้, ไอเอน มูนญอซ – อันเดร์ เกบาร่า, มิเกล เมรีโน่ – กริสเตียน ปอร์ตู, มิเกล โอยาซาบัล, อันแดร์ บาร์เรเน็ตเซีย – อเล็กซานเดอร์ ไอซัค

        เรอัล มาดริด (4-3-3) ติโบลต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล,เซร์คิโอ รามอส, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – โทนี่ โครส, ,ลูก้า โมดริช, มาร์ติน โอเดการ์ด – โรดรีโก้ โกเอส, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์

อาจารย์สอนศิษย์ ! 5 ประเด็น สเปอร์ส เขี่ย เชลซี ร่วงคาราบาว คัพ

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือมากประสบการณ์ จัดการสั่งสอน แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตลูกศิษย์ แบบเบาๆ โดย "เฮียมู" นำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ชนะจุดโทษ เชลซี 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
  ก่อนเกมนี้ มูรินโญ่ ออกโรงเปรยว่าอาจจะต้องปล่อยแมตช์ดังกล่าวไป เพราะกลัวสภาพร่างกายของลูกทีมจะกรอบเนื่องจากพวกเขามีโปรแกรมแน่นเอี๊ยด แต่กลายเป็นว่า สเปอร์ส เล่นได้ดีเยี่ยมสามารถต่อก่อน "สิงห์บลูส์" ที่มีขุมกำลังชั้นยอดมากมาย ได้อย่างสนุกสูสี

    แม้ว่า เชลซี จะตกรอบก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็มีเรื่องพอยิ้มได้เพราะ ติโม แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูแรกให้กับต้นสังกัดอย่างเป็นทางการซะที หลังจากรอมานานหลายเกม ขณะที่ เอดูอาร์ด เมนดี้ ลงเฝ้าเสาเปิดตัวเกมแรก ก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจพอสมควร

    ที่สำคัญในช่วงระหว่างเกมนี้มีเรื่องน่าสนใจมากๆ ทั้งการปะทะคารมระหว่าง มูรินโญ่ กับ แลมพาร์ด รวมไปถึงการวิ่งออกนอกสนามของ เอริค ดายเออร์ ในช่วงกลางครึ่งหลัง จนทำให้ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ต้องรีบเข้าไปตามในอุโมงค์สนามเลยทีเดียว

1. แวร์เนอร์ เริ่มส่องแสง
    การมาของ ติโม แวร์เนอร์ ทำให้สาวก "สิงโตน้ำเงินคราม" มองเห็นโอกาสที่ทีมจะผลิตสกอร์เป็นกอบเป็นกำ เพราะนักเตะรายนี้ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก แถมในช่วงอุ่นเครื่องยังยิงประตูได้ด้วย ทำให้งานนี้บรรดาคอบอลต่างเชื่อมั่นว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเกมรุกของ เชลซี อย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ตามการที่ต้องมาเล่นในบรรยากาศใหม่ วัฒนธรรมฟุตบอลที่คุ้นชินทำให้ แวร์เนอร์ ไม่สามารถผลิตฟอร์มชั้นยอดออกมาได้อย่างที่หลายคนคาดหวังเอาไว้ แม้ว่าผลงานโดยรวมในเรื่องการมีส่วนร่วมกับเกมถือว่า ดาวเตะทีมชาติเยอรมนี สอบผ่าน แต่การยิงประตูซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคาดหวัง นักเตะยังสอบตก

    กระนั้นตอนนี้ แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูได้แล้วแม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยใบเล็กประเทศอังกฤษก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการผลิตสกอร์ในการเล่นแมตช์อย่างเป็นทางการของนักเตะภายใต้ชุด "สิงห์บลูส์" ซึ่งประตูนี้คงจะทำให้เขามีความมั่นใจในการเล่นในเมืองผู้ดีมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ประตูที่ แวร์เนอร์ ทำได้น่าจะเป็นการปลดล็อกความเครียด และความกดดันของเขาออกไปซะที จากนี้ไปคาดว่าบรรดาแนวรับคู่แข่งเตรียมระวังตัวเอาไว้ให้ดีๆ เพราะ หัวหอกวัย 24 ปี จะทำให้พวกเขาต้องหวาดผวาอย่างแน่นอน

2. อาจารย์สั่งสอนศิษย์
    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า โชเซ่ มูรินโญ่ กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมสมัยที่ทั้งสองคนทำงานร่วมกันในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยในยุคที่ "เฮียมู" คุม เชลซี "แลมพ์ส" ขุนพลคู่ใจในยุครุ่งเรืองของทีมที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างยิ่งใหญ่

    แน่นอนว่าการได้ทำงานร่วมกับทำให้ "แลมพ์ส" ได้ศึกษาวิธีการคุมทีม และการวางแท็คติกไม่มากก็น้อยมาจาก นายใหญ่ชาวโปรตุกีส โดยในช่วงที่ผลันตัวไปทำงานโค้ช แลมพาร์ดมีผลงานที่โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จนทำให้ เชลซี ต้องตัดสินใจดึงเขามาชอบกอบกู้วิกฤติของสโมสรเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และเขาก็มีส่วนทำให้ทีมติดท็อปโฟร์ได้สำเร็จ

    สำหรับการปะทะกันของอาจารย์กับลูกศิษย์ ดูเหมือนจะไม่น่าอภิรมณ์ตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน เพราะพวกเขาสาดน้ำลายใส่กัน แถมในช่วงระหว่างการแข่งขัน มูรินโญ่ ยังพูดจาแขวะ แลมพาร์ด แบบเจ็บจี๊ดไปถึงทรวงในด้วยการอ้างถึงเกมที่ "สิงห์บลูส์" โดน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นำ 3-0 แต่เดชะบุญที่ตามตีเสมอได้ 3-3

    ในเกมนี้ แลมพาร์ด ดูเหมือนจะจัดการกำราบอาจารย์ได้เพราะพวกเขาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ด้วยประสบการณ์และขาดการเล่นที่แน่นอน ซึ่งเทียบกับ มูรินโญ่ แล้วเขามีลูกล่อลูกชนเหนือกว่าเยอะ และสามารถวางแผนนำทีมตีเสมอในช่วงท้ายเกมได้สำเร็จ ก่อนจะไปเผด็จศึกในการดวลจุดโทษ

    เป็นอันว่าการดวลกันในฤดูกาล 2020/2021 ท่านอาจารย์ฝอยทอง กำราบลูกศิษย์ไปแบบเบาๆ สบายๆ 1 แมตช์

3.  เมนดี้  กดดัน เกปา ได้จริงเหรอ ?
    เชลซี ตัดสินใจคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ มาเฝ้าเสาเพื่อหมายจะนำมากดดัน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่ทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจมากนักในฤดูกาลนี้ โดยการได้นายทวารชาวเซเนกัล ถูกส่งลงสนามในแมตช์คาราบาว คัพ ไม่ใช่เพราะ แลมพาร์ด จะใช้งานเขาในเกมฟุตบอลถ้วย แต่เป็นการให้โอกาสนักเตะได้ปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษต่างหาก

    สำหรับผลงานโดยรวมของ เมนดี้ หากพูดกันตามเนื้อผ้าก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่า เกปา แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง ไหวพริบในการเล่น และมีจังหวะการเซฟสวยๆ 2 ครั้ง ต้องถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับนายทวารรายนี้

    อย่างไรก็ตามในเรื่องของการป้องกันจุดโทษดูเหมือน เมนดี้ ยังคงต้องฝึกปรือฝีมืออีกเยอะ เพราะเขาพุ่งไม่ถูกทางเลย ฉะนั้นการฝากความหวังกับเจ้าตัวในการฏีกาคงอาจจะต้องทำใจ กระนั้นนี่เป็นแค่เกมแรกของเขาเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สวยหรูเพราะตกรอบ แต่ฟอร์มของเจ้าตัวคงทำให้ เกปา ต้องปาดเหงื่อแน่นอน

4. เสริมทัพรุ่งแต่ผลงานร่วง
    ในช่วงซัมเมอร์นี้ เชลซี คือสโมสรที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมทัพ โดยพวกเขาน่าจะเป็นสโมสรเดียวในพรีเมียร์ลีก ที่คว้านักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมได้มากมาย ในขณะที่ทีมร่วมลีกไม่สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นพรสวรรค์มาเสริมทัพได้มากนัก

    ลองไล่รายชื่อนักเตะที่ เชลซี ทุ่มเงินมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้อย่าง  ฮาคิม ซิเย็ค,  แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์, เมนดี้ และ ไค ฮาแวร์ทซ์  เป็นต้น รวมๆ แล้วเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในเวลานี้ทะลุไปกว่า 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) แล้ว

    อย่างไรก็ตามผลงานของทีมนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้ ดูเหมือนจะไม่เข้าตาแฟนบอล และบอร์ดบริหาร โดยในเกมลีกพวกเขาลงเล่นไปแล้ว 3 แมตช์ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 มีแค่ 4 แต้ม รั้งอันดับ 9 ในตารางลีก ขณะที่ในเกมคาราบาว คัพ ลงสนามไป 2 แมตช์ถล่ม บาร์นส์ลี่ย์ รอบ 3 และตกรอบ 4 ด้วยน้ำมือของ สปอร์ส

    สำหรับตอนนี้ความกดดันกำลังถาโถมเข้าใส่ แลมพาร์ด เพราะหากเขายังไม่สามารถกระตุ้นฟอร์มการเล่นของทีมให้กลับมาโดดเด่นสมกับเงินที่ทุ่มทุนเพื่อใช้สร้างทีม งานนี้มีหวังบอร์ดบริหารอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวกุนซือ อย่างลืมว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ  มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ยังว่างงานอยู่นะ !!!

5. ธรรมชาติเรียกร้อง !
    ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องในแมตช์นี้ก็คือ ทำไม เอริค ดายเออร์ ถึงต้องรีบวิ่งออกจากสนามในช่วงนาทีที่ 75 ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น สเปอร์ส ยังตกเป็นร่องเรื่องสกอร์ แถมการทิ้งเกมออกไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้พวกเขามีผู้เล่นน้อยกว่า และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนยิงประตูเพิ่ม

    ด้วยเหตุนี้ มูรินโญ่ จึงได้รีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพื่อตาม ดายเออร์ ให้ออกไปลงสนามให้เร็วที่สุด เพราะขืนชักช้าอาจจะทำให้ทีมต้องเสียเปรียบไปมากกว่านี้ และหลังจากที่นักเตะกลับมาลงสนามได้ ทีมก็ยังไม่โดน เชลซี ยิงประตูทิ้งห่าง จากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็ได้ประตูตีเสมอ ทำให้ต้องดวลจุดโทษตัดสิน และหนึ่งในห้าแข้งของ สเปอร์ส ที่ต้องทำหน้าที่สำคัญก็คือ ดายเออร์ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อซัดเป็นคนแรกเข้าประตูซะด้วย

    หลังจบเกมนักเตะได้ออกมาเฉลยความจริงถึงสาเหตุที่ต้องรีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพราะว่าเกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย แต่เจ้าตัวไม่ได้บอกว่าเป็นการถ่ายหนักหรือถ่ายเบา ขณะที่ "เฮียมู" ก็ยอมรับจำเป็นต้องไปตามลูกทีมรายนี้ให้กลับมาลงสนามเร็วๆ เพราะไม่อยากให้ทีมต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นนานเกินไป

    สุดท้ายทุกอย่างจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะ สเปอร์ส ชนะจุดโทษเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เกมคาราบาว คัพ ส่วน ดายเออร์ ก็ไม่ต้องอับอายที่ต้องปล่อยสิ่งปฏิกูลในสนามแข่ง !!!

ลิเวอร์พูลตกรอบ!ดวลโทษพ่ายอาร์เซน่อลหลังในเวลาเจ๊าจืดศึกคาราบาวคัพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องน้ำตาตกในเมื่อพ่ายดวลจุดโทษให้กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ผู้มาเยือนไป 4-5 หลังทั้งคู่เจาะกันไม่เข้าเสมอในเวลาปรกติ 0-0 ส่งผลให้ อาร์เซน่อลผ่านเข้ารอบต่อไป และเป็นทัพหงส์แดงที่ปีกหักกางบินต่อไม่ไหวร่วงตกรอบ ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563
ลิเวอร์พูล 0   –   0 อาร์เซน่อล
(อาร์เซน่อล ชนะจุดโทษด้วยผลสกอร์ 5-4 )

สนาม : แอนฟิลด์

    เริ่มเกมในครึ่งเวลาแรกมาถึงนาทีที่ 8 อาร์เซน่อล สร้างโอกาสได้ก่อนจากจังหวะสวนกลับไว โจ วิลล็อค ส่งบอลจากบริเวณกลางกรอบเขตโทษลิเวอร์พูลไปทางขวาให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับ อาเดรียน นายด่านเจ้าถิ่น เอ็นเคเทียห์ พยายามแตะบอลหลอกยิงแต่ถูก อาเดรียน อ่านเกมขาดล้มตัวใช้มือตะปบบอลเอาไว้ได้

    นาทีที่ 12 เป็นฝั่งลิเวอร์พูลที่เกือบได้จบสกอร์บ้างจากจังหวะจ่ายบอลสุดสวยของ เคอร์ติส โจนส์ ทะลุช่องไปให้ ดีโอโก้ โชต้า หลุดขึ้นไปเปิดบอลทางฝั่งขวาย้อนกลับมาให้ มาร์โก กรูยิช วิ่งเข้ามาแปเน้นๆ แต่ทิศทางไม่ดีบอลเหินออกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    ใบเหลืองของเกมเกิดขึ้นนาทีที่ 15 เป็นของ ทาคูมิ มินามิโนะ ศูนย์หน้าหงส์แดงที่เข้าไปตัดฟาวน์หนักด้านหลังใส่ บูคาโย่ ซาก้า ทำให เควิน เฟรนด์ ผู้ตัดสินเกมนี้ไม่มีทางเลือกคาดโทษดาวยิงจากญี่ปุ่นทันที

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 26 บูคาโย่ ซาก้า แข้งความเร็วสูงของปืนใหญ่กระดกบอลหลอก เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ในจังหวะแรกทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามพลิกตัวแล้วไปเล่นต่อแต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะดูเหมือนจะถูก วิลเลี่ยมส์ ดึงแขนเอาไว้แต่ผู้ตัดสินก็ไม่ได้ว่าอะไรทำให้ ซาก้า เสียการครองบอล

    นาทีที่ 35 เคอร์ติส โจนส์ มิดฟิลด์เจ้าถิ่นได้โอกาสตั้งป้อมตะบันไกลตรงริมเส้นฝั่งขวาระยะเกือบ 25 หลาบอลพุ่งตกลงพื้นเข้ากรอบประตูแต่ไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ รับเข้าซองไว้ไม่พลาด

    นาทีที่ 38 ลิเวอร์พูล ทำเเกมบุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ เคอร์ติส โจนส์ ตรงริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเจ้าตัวกระชากหลอกก่อนที่จะตัดสินใจไขว้เปิดบอลแต่ไม่ผ่าน เซดริก โซอาเรส ที่ยืนดักทางและโหม่งเคลียร์ออกไปได้

    นาทีที่ 42 ทัพปืนใหญ่ได้ลุ้นเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า หลุดเดี่ยวเข้าไปหวดเต็มข้อแต่ไปติดปลายมือ อาเดรียน ที่ออกมาปิดมุมดีปัดไว้ได้ แต่หลังจากนั้นก็มีเสียงสัญญาณนกหวีดจากผู้ตัดสินเหตุ ซาก้า อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้านั่นเอง

    สองนาทีต่อมาเจ้าถิ่นมาได้ลูกฟรีคิกตรงเส้นข้างของกรอบเขตโทษจากจังหวะผิดพลาดของแผงหลังอาร์เซน่อล เซดริก โซอาเรส ทุ่มคืนย้อนไปให้ ดานี่ เซบายอส แต่ถูก ดีโอโก้ โชต้า เบียดแย้งบอลไปได้ทำให้ เซยายอส ต้องตัดฟาวน์ทันที

    ต่อเนื่องจังหวะลูกฟรีคิก เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลยัดเข้าไปแต่ถูก กาเบรียล มากัลเญส แข้งทีมเยือนโหม่งเคลียร์ออกไปพ้นเขตอันตรายอีกครั้ง

    นาทีที่ 45+1 ลิเวอร์พูล ที่โหมบุกอย่างหนักน่าจะได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะเปิดบอลเกือบ 35 หลาของ เคอร์ติส โจนส์ เลยไปเสาสองให้  ดีโอโก้ โชต้า ได้ล้มตัวโหมงเต็มหัวระยะไม่ถึง 10 หลาบอลพุ่งแรงทำท่าจะเสียบเสาไกลแต่ แบร์นด์ เลโน่ โชว์เซฟพุ่งไปเอาไว้แต่บอลกลับไปเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ ที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีได้กระโดแปด้วยเท้าซ้ายจ่อๆ แต่บอลเจ้ากรรมดันพุ่งไปชนคานอย่างจังกระดอนออกไปอย่างน่าเสียดาย นับว่าโชคยังเข้าข้างทัพปืนโตทำให้รอดพ้นการเสียประตูไป

    หมดครึ่งเวลาแรก ลิเวอร์พูล ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล อยู่ที่สกอร์ 0-0

    มาลุ้นต่อครึ่งเวลาหลัง นาทีที่ 47 ลิเวอร์พูล ได้ลุ้นจากลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้าย แฮร์รี่ วิลสัน เปิดด้วยเท้าซ้ายมาเข้าหัว มาร์โก กรูยิช ที่ได้ขึ้นโขกเต็มๆ แต่กดไม่ลงบอลเหินข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 51 มีใบเหลืองที่สองของเกมคราวนี้เป็นทางฝั่งอาร์เซน่อลบ้างเมื่อ กรานิต ชาคา ไปดึง มาร์โก กรูบิช กลางสนามอย่างชัดเจน เลยเป็นการบังครับให้ เควิน เฟรนด์ ท่านเปานัดนี้คาดโทษไปตามระเบียบ

    นาทีที่ 53 ลิเวอร์พูล เกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลเลยไปฝั่งไกลเข้าหัว มาร์โก กรูยิช โหม่งย้อนมาให้ ฟาน ไดค์ ได้ตะวัดยิงด้วยเท้าขวาระยะประมาณ 8 หลา แต่เป็น แบร์นด์ เลโน่ ที่โชว์โคตรเซฟล้มตัวปัดไว้ด้วยปลายมืออีกครั้งทำเอา ฟาน ไดค์ ถึงกับออกอาการเสียดายแบบสุดๆ ในจังหวะนี้

    นาทีที่ 57 ยังคงเป็นเจ้าถิ่นที่ครองเกมได้มากกว่าและโหมเกมรุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ ดีโอโก้ โชต้า ที่ใช้ความเร็วกระชากพาบอลลากหาเข้ากรอบเขตโทษปืนใหญ่ก่อนจะจิ้มยิงด้วยหัวเกือกเท้าขวาบอลไปโดนหลัง ร็อบ โฮลดิ้ง ออกหลังไปเป็นลูกเตะมุม

    นาทีถัดมาทีมเยือนยังตั้งลำไม่ได้ทำให้ทัพหงส์แดงได้โอกาสอีกครั้ง เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลทางฝั่งขวาเลยไปเสาไกลเข้าหัว  มาร์โก กรูยิช ที่ลอยตัวโขกเต็มๆ แต่บอลกลับไปเข้าข้างตาข่าย

    นาทีที่ 70 เป็นทางอาร์เซน่อล หวิดได้ประตูออกนำบ้างจากจังหวะเปิดบอลทางฝั่งขวาของ นิโกล่าส์ เปเป้ เลยไปเข้าหัว ร็อบ โฮลดิ้ง ที่เติมขึ้นมาลอยตัวโขกโล่งๆ แต่ไม่ผ่านมือ อาเดรียน ที่โชว์หนึบล้มตัวทุบบอลในระยะเผาขนออกไปได้อย่างฉิวเฉียด

    6 นาทีถัดมาทัพปืนโตยังสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง โจ วิลล็อค เปิดบอลไปให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ วิ่งเบียดแข้งหงส์แดงแล้วได้โฉบโหม่งแต่เจ้าตัวพยายามบังคับบอลหนีมือ อาเดรียน ส่งผลให้หลุดออกเสาไกลไปอย่างเสียวไส้

    นาทีที่ 82 มิเกล อาร์เตต้า เทรนเนอร์ปืนใหญ่ตัดสินใจเปลี่ยน อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ลงไปแทน เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หวังเพิ่มความคมในจังหวะจบสกอร์

    นาทีที่ 84 นิโกล่าส์ เปเป้ ทำเสียวไส้เมื่อเกี่ยวบอลลงในเขตโทษหงส์แดงและได้เอี้ยวตัวยิง แต่ด้วยหลักที่ไม่ดีทำให้บอลไม่ตรงกรอบ

    นาทีต่อมาเป็นฝั่งเจ้าถิ่นที่ได้ตอบโต้กลับคือโดย เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ที่เติมเกมขึ้นมากดเต็มข้อแถวๆ หน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งส่ายแต่ดันไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ ที่ยังโชว์นิ่งเกมนี้รับไว้ไม่มีพลาด

    เวลาที่เหลือต่างฝ่ายต่างเปิดเกมรุกเข้าหากันแต่ไม่มีทีมใดปิดสกอร์ได้จบเกมเสมอกันที่ผล 0-0 ทำให้ต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ

    ผลการดวลจุดโทษปรากฏว่า อาร์เซน่อล แม่นกว่าเป็นฝ่ายเอาชนะ ลิเวอร์พูล ไปด้วยผลสกอร์ 5-4 ส่งผลให้ทัพปืนโตผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ส่วนลิเวอร์พูล น้ำตาตกร่วงตกรอบไปตามระเบียบ
   
    รายชื่อนักเตะที่ยิงจุดโทษมีดังนี้

    ลิเวอร์พูล  :
    คนที่ 1. เจมส์ มิลเนอร์ (เข้า)
    คนที่ 2. จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม  (เข้า)
    คนที่ 3. ทาคูมิ มินามิโนะ  (เข้า)
    คนที่ 4. ดิว็อค โอริกี้ (ไม่เข้า)
    คนที่ 5. เคอร์ติส โจนส์ (เข้า)
    คนที่ 6. แฮร์รี่ วิลสัน (ไม่เข้า)

    อาร์เซน่อล :
    คนที่ 1. อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์  (เข้า)
    คนที่ 2. เซดริก โซอาเรส (เข้า)
    คนที่ 3. โมฮาเหม็ด เอลเนนี (ไม่เข้า)
    คนที่ 4. เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส (เข้า)
    คนที่ 5. นิโกล่าส์ เปเป้ (เข้า)
    คนที่ 6. โจ วิลล็อค (เข้า)

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก้ วิลเลี่ยมส์, รีส วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (โจ โกเมซ น.61), เจมส์ มิลเนอร์ – มาร์โก กรูยิช, เคอร์ติส โจนส์, แฮร์รี่ วิลสัน – ดีโอโก้ โชต้า (จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม น.76), ทาคูมิ มินามิโนะ, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ดิว็อค โอริกี้ น.61)
    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    อาร์เซน่อล (4-2-3-1) : แบร์นด์ เลโน่,  เซดริก โซอาเรส, ร็อบ โฮลดิ้ง, กาเบรียล มากัลเญส , เซอัด โคลาซินัช – กรานิต ชาคา, โจ วิลล็อค –  บูคาโย่ ซาก้า (เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส น.86), ดานี่ เซบายอส (โมฮาเหม็ด เอลเนนี น.68), นิโกล่าส์ เปเป้ – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ น.82)
    เทรนเนอร์ : มิเกล อาร์เตต้า

    ผู้ตัดสิน : เควิน เฟรนด์

มาต้ายังแจ๋ว,ไบยี่สุดแกร่ง! ตัดเกรดแข้งแมนยูหลังบุกยำไบรท์ตัน

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทะลุเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศศึก คาราบาว คัพ ได้แบบไม่ยากลำบาก หลังบุกไปเอาชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-0 ในเกมรอบสี่ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งนัดนี้ ฆวน มาต้า โดดเด่นมากๆ ในเกมรุก ส่วนเกมรับไม่มีใครแจ่มเกิน เอริค ไบยี่ และนี่คือผลสอบของแข้ง แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ละคนในแมตช์นี้ ณ สังเวียนแข้ง เอเม็กซ์ สตเดี้ยม


    11 ผู้เล่นตัวจริง

– ดีน เฮนเดอร์สัน : 7

 แม้ไม่ใช่เกมที่เจองานหนัก แต่ถือเป็นอีกนัดที่ เฮนเดอร์สัน ทำผลงานได้น่าประทับใจ โดยเฉพาะจังหวะโชว์ซูเปอร์เซฟลูกยิงของ เลอันโดร ทรอสซาร์ ช่วงครึ่งหลัง ซึ่งถือว่าเข้าตาสุดๆ

– ดิโอโก้ ดาโลต์ : 6.5

        มีฟอร์มที่โอเคเลยทีเดียว ช่วยเกมรับได้ดี ทำให้ มาต้า เล่นทางฝั่งขวาได้สบายใจ แม้เกมรุกแทบไม่ได้ช่วยอะไรก็ตาม

– เอริค ไบยี่ : 8

        คุมเกมรับได้แข็งแกร่งมากๆ ทำได้ดีทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแท็กเกิ้ล, แย่งบอล รวมถึงการบล็อกลูกยิง ถือเป็นฟอร์มที่คู่ควรกับการได้สตาร์ทตัวจริงคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ในเกมลีก

– วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ : 6

        ไม่ใช่เกมที่ยาก แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดให้เห็น โดยเฉพาะยามที่ทีมได้ครองบอล แถมมาโดนใบเหลืองช่วงท้ายเกมด้วย 

– แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ : 7

        โดยรวมถือว่าน่าประทับใจ โดยเฉพาะการช่วยเติมเกมรุกที่มีการผ่านบอลสวยๆ ให้เห็น

สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ : 7.5

        แจ่มสุดในแดนกลาง นอกจากมีการแท็กเกิ้ลที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังเป็นคนทำประตูขึ้นนำ 1-0 ในช่วงท้ายครึ่งแรก ทำให้ทีมคลายความกดดันลงไปพอสมควร

– เฟร็ด : 6

        อาจช่วยแย่งบอลได้ดี แต่น่าผิดหวังในเรื่องการจ่ายบอล ซึ่งทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

– ฆวน มาต้า : 8

        แม้อายุ 32 ปีแล้ว แต่เกมนี้ มาต้า แสดงให้เห็นว่า เขายังคงมีดี โดยเฉพาะเรื่องชั้นเชิงและความฉลาดในการเล่น โดยเปิดลูกฟรีคิกสุดแม่นยำให้ แม็คโทมิเนย์ โหม่งทำประตู 1-0 ก่อนทะลุเข้าไปยิงในลูก 2-0 ช่วงครึ่งหลัง

– ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค : 7

        อาจไม่ได้โดดเด่นมาก จนกระทั่งมาโชว์แอสซิสต์แบบเหนือชั้นให้ มาต้า หลุดเข้าไปยิงประตู 2-0 ซึ่งถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความอันตรายของดาวเตะชาวดัตช์คนนี้ได้เป็นอย่างดี

– แดเนี่ยล เจมส์ : 5

        แม้ทีมได้ชัยชนะสวยหรู แต่ฟอร์มของปีกชาวเวลส์ยังคงน่าผิดหวัง ทั้งที่เกมนี้ได้เล่นฝั่งซ้ายตามถนัด

– โอเดียน อิกาโล่ : 5

        ช่วงครึ่งแรกมีโอกาสได้ส่องเน้นๆ แต่ดันยิงเข้าหน้าต่าง แถมช่วยทีมไม่มากเท่าที่ควร โดยรวมถือเป็นอีกเกมที่เจ้าตัวเล่นได้น่าผิดหวัง

    สำรองที่ได้ลงเล่น

 มาร์คัส แรชฟอร์ด (แทน อิกาโล่ น. 69) : 6.5

        ช่วยยกระดับให้เกมรุกทางฝั่งซ้ายดูอันตรายขึ้น

– ปอล ป็อกบา (แทน เจมส์ น. 69) : 7

        ลงไปก็มีส่วนร่วมกับเกมทันที ทำให้แดนกลางดูดีขึ้นทันตาเห็น และสุดท้ายก็มายิงฟรีคิกเป็นประตูปิดเกม 3-0

– เจสซี่ ลินการ์ด (แทน เฟร็ด น. 81) : – 

        ไม่สามารถให้คะแนนได้