“เอล กลาซิโก้” เดือด!เรอัลมาดริดบุกปะบาร์เซโลน่า “เบนเซม่า-เมสซี่” วัดคม

ศึก เอล กลาซิโก้ แห่งศักดิ์ศรี…"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด เตรียมยกพลออกเยือนถิ่น "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า นัดนี้อาจเป็นการดวลความคมปิดสกอร์ของ คาริม เบนเซม่า กับ ลิโอเนล เมสซี่ ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล ลา ลีกา สเปน วันเสาร์ที่ 24 ต.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 1 (เวลา : 21.00 น.)
ปรีวิวฟุตบอลลา ลีกา สเปน
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
บาร์เซโลน่า  –   เรอัล มาดริด
ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 1 (เวลา : 21.00 น.)

สนาม : คัมป์ นู

บาร์เซโลน่า :

    บาร์เซโลน่าไม่ชนะใครในเกมลีกมา 2 นัดติดต่อกันหลังเสมอเซบีย่า 1-1 และบุกไปพ่ายกรานาด้า 0-1 ก่อนจะคืนฟอร์มเก่งด้วยการเปิดบ้านไล่ถลุงเฟเรนซ์วารอส 5-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มจี นัดแรก

    ความพร้อมของอาซูลกราน่าในเกมนี้ โรนัลด์ คูมัน นายใหญ่ชาวดัตช์จะยังไม่สามารถใช้งาน มาร์ก-อันเดร แทร์ สเตเก้น นายทวารมือหนึ่งที่ยังคงพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าอยู่ในเวลานี้ ทำให้เนโต้จะได้รับโอกาสเฝ้าเสาต่อไป เช่นเดียวกันกับ ซามูแอล อุมติตี้ ที่ยังต้องพักรักษาตัวจากโรคเดี้ยงบริเวณหัวเข่าต่อไป

    อย่างไรก็ตาม อดีตนายใหญ่เซาธ์แฮมป์ตันจะได้ จอร์ดี้ อัลบา ที่สลัดอาการบาดเจ็บบริเวณเอ็นร้อยหวายกลับมาฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมได้แล้วและคงจะได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงทันทีในศึก "เอล กลาซิโก้" ทำให้ เซร์จินโญ่ เดสต์ ต้องกลับไปนั่งรอโอกาสที่ซุ้มม้านั่งสำรองอีกครั้ง

    แผงมิดฟิลด์ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ จะได้กลับมาบัญชาแดนกลางอีกครั้งหลังมีชื่อเป็นเพียงตัวสำรองในเกมกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ในตำแหน่งริมเส้น ฟรานซิสโก้ ตรินเกา ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมกับเฟเรนซ์วารอส จะได้รับโอกาสออกสตาร์ตในเกมนี้แทนที่ของ อองตวน กรีซมันน์ ที่ยังควานหาฟอร์มเก่งไม่เจอสักที

    ส่วนในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าเป็นหน้าที่ของ ลิโอเนล เมสซี่ ที่ยิงได้ 2 ประตูและแอสซิสต์อีก 3 ครั้งจากการลงสนามไปแล้ว 5 นัดให้กับบาร์ซ่ารวมทุกรายการในฤดูกาลนี้

เรอัล มาดริด :

    เรอัล มาดริดแพ้มา 2 เกมรวดหลังพ่ายให้กับกาดิซ 0-1 ในเกมลีกนัดล่าสุดก่อนที่จะแพ้ให้กับชัคตาร์ โดเนตส์ค 2-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี นัดแรก

    แน่นอนว่า ซีเนดีน ซีดาน ผู้จัดการทีมเลือดน้ำหอมจะไม่มี เอแด็น อาซาร์, ดานี่ การ์บาฆาล และ มาร์ติน โอเดการ์ด ที่ยังคงต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ส่วน มาเรียโน่ ดิอาซ และ อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า คงจะยังไม่ฟิตพอที่จะลงสนามในเกมนี้

    ทางด้าน เซร์คิโอ รามอส ที่แยกตัวไปฝึกซ้อมเดี่ยวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาหลังจากที่โดนโรคเดี้ยงบริเวณหัวเข่าเล่นงานจนพลาดการช่วยทีมเมื่อเกมกลางสัปดาห์จะได้กลับมาคุมหลังบ้านให้กับราชันชุดขาว ขณะที่ นาโช่ เฟร์นานเดซ จะได้รับโอกาสในตำแหน่งแบ็กขวา ทำให้ แฟร์กล็อง เมนดี้ กลับไปยืนในตำแหน่งแบ็กซ้าย

    โดยที่ วินิซิอุส จูเนียร์, โทนี่ โครส และ คาริม เบนเซม่า ที่ถูกดร็อปเป็นเพียงตัวสำรองในเกมกับชัคตาร์ จะได้กลับมาเป็นตัวจริง รวมไปถึง ลูก้า โมดริช และ คาเซมีโร่ ก็จะได้ออกสตาร์ตอย่างต่อเนื่อง

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    บาร์เซโลน่า (4-2-3-1) : เนโต้ – เซร์จี้ โรเบร์โต้, เคราร์ด ปีเก้, เกลม็องต์ ล็องเล่ต์, จอร์ดี้ อัลบา – เฟร็งกี้ เดอ ยอง, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ – อันซู ฟาติ, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ฟรานซิสโก้ ตรินเกา – ลิโอเนล เมสซี่
    ผู้จัดการทีม : โรนัลด์ คูมัน

    เรอัล มาดริด (4-3-3) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – นาโช่, ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส, แฟร์กล็อง เมนดี้ – โทนี่ โครส, คาเซมีโร่, ลูก้า โมดริช – วินิซิอุส จูเนียร์, คาริม เบนเซม่า, มาร์โก อาเซนซิโอ
    ผู้จัดการทีม : ซีเนดีน ซีดาน

มาดริดเก็บชัยเอล กลาซิโก้!บุกอัดบาร์ซ่าพังคาถิ่น3-1

"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด บุกเก็บชัยเหนืออริตลอดกาลอย่าง "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า 3-1 คว้าสามคะแนนสำคัญจากศึก เอล กลาซิโก้ ทะยานขึ้นไปอยู่จ่าฝูงของตาราง ในเกมลา ลีกา เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 63

ฟุตบอลลา ลีกา สเปน
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
บาร์เซโลน่า 1-3 เรอัล มาดริด

สนาม : คัมป์ นู

    ศึก เอล กลาซิโก้  "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า เปิดบ้านต้อนรับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด โดยเจ้าถิ่น ไม่ชนะใครในเกมลีกมา 2 นัดติดต่อกัน ก่อนจะคืนฟอร์มเก่งด้วยการเปิดบ้านไล่ถลุงเฟเรนซ์วารอส 5-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

    ความพร้อม อาซูลกราน่า ในเกมนี้ โรนัลด์ คูมัน ได้ จอร์ดี้ อัลบา ที่สลัดอาการบาดเจ็บกลับมาช่วยทีมได้ทัน ตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าเป็นหน้าที่ของ ลิโอเนล เมสซี่

    ส่วน เรอัล มาดริดแพ้มา 2 เกมรวด เพราะหลังพ่ายให้กับ กาดิซ นัดล่าสุด ยังไปแพ้ให้กับ ชัคตาร์ โดเนตส์ค 2-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม อีกต่างหาก ทำให้เกมนี้ยังเป็นสำคัญต่ออนาคต ซีเนดีน ซีดาน ไม่น้อย โดยผู้จัดการทีมชาวน้ำหอม ไม่มี เอแด็น อาซาร์, ดานี่ การ์บาฆาล ที่เจ็บ แต่ได้ เซร์คิโอ รามอส คัมแบ็กกลับมาช่วยทีมได้ทันในเกมนี้
   
    เริ่มเกมมาเพียง 5 นาที ทีมเยือนได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว เมื่อได้บอลบุกขึ้นมาถึงกรอบเขตโทษ คาริม เบนเซม่า จ่ายบอลทะลุช่องอย่างสวยให้ เฟเดริโก บัลเบร์เด้ วิ่งสอดขึ้นมาในกรอบเขตโทษ ก่อนยิงสวนตัว เนโต้ ตุงตาข่าย เป็นสกอร์ให้  เรอัล มาดริด บุกขึ้นนำ 1-0
   
    อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 9 บาร์เซโลน่า ก็มาทวงประตูคืนได้อย่างรวดเร็ว เมื่อ ลิโอเนล เมสซี่ ยกบอลจากกลางสนามาให้  จอร์ดี้ อัลบา เติมหลุดขึ้นมาตรงกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนเปิดไปหน้าประตูให้ อันซู ฟาติ เข้าฮอร์สแปจ่อๆไม่เหลือ ขยับสกอร์ให้เจ้าถิ่นเสมอ 1-1
   
    นาทีที่ 24 เจ้าถิ่น มีลุ้นอีกครั้ง เมื่อได้ลูกเตะมุม แต่ลูกโหม่งของ ลิโอเนล เมสซี่ ไม่หนี ติโบต์ กูร์กตัวส์ สักเท่าไหร่ ทำให้นายทวารชาวเบลเยียมเซฟไว้ได้ไม่ยาก ก่อนนาทีต่อมา จะเป็นทีของ ราชันชุดขาวบ้าง เมื่อ โทนี่ โครส หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนหักเข้ากลางให้ คาริม เบนเซม่า แปเน้นๆ แต่หัวหอกฝรั่งเศสยิงไปตรงตัว เนโต้ จึงใช้ขาเซฟได้ทัน

    นาทีที่ 28 ทีมเยือนมีใจแป้ว เมื่อ ลิโอเนล เมสซี่ พาบอลลุยเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนไปโดน คาเซมีโร่ สกัดบอลจากด้านหลัง ผู้ตัดสินมีเช็กสัญญาณจากวีเออาร์ นิดนึงก่อนตัดสินว่าไม่ฟาวส์ ทำให้  เรอัล มาดริด รอดเสียจุดโทษหวุดหวิด
   
    นาทีที่ 36  เรอัล มาดริด ใช้จังหวะโต้กลับเล่นงานเจ้าถิ่น และก็มีโอกาสได้จบสกอร์ เมื่อ คาริม เบนเซม่า ได้กดยิงเต็มๆตรงเส้นกรอบประตู แต่แนวรับ บาร์เซโลน่า ยังตามมาช่วยกันบล็อคได้ทันพอดี

    ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมไม่มีจังหวะเข้าทำจะแจ้งกันเท่าไหร่ หมดครึ่งแรกจึงเป็น บาร์เซโลน่า เปิดบ้านเสมอ  เรอัล มาดริด อยู่ 1-1

    เริ่มครึ่งหลังนาทีที่ 52 บาร์เซโลน่า มาได้เสียวอีกครั้ง โดยเล่นรูปแบบเดียวกับที่ยิงได้ บอลเริ่มจาก ลิโอเนล เมสซี่ แทงทะลุช่องให้ จอร์ดี้ อัลบา หลุดไปริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเหมือนเดิม ก่อนเปิดเรียดเข้ากลาง แต่คราวนี้ เจ้าหนู อันซู ฟาติ เข้าไม่ถึง บอลเลยผ่านหน้าประตูไป

    นาทีต่อมา เจ้าบุญทุ่มทิ้งโอกาสได้ประตูแซงนำไม่น่าเชื่อ เมื่อ อันซู ฟาติ เอาชนะกับดักล้ำหน้าทีมเยือน หลุดเข้าไปเปิดบอลมาทางเสาสองในกรอบเขตโทษ ให้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ วิ่งมาตั้งหัวโหม่งคนเดียวเน้นๆ แต่สตาร์บราซิเลี่ยนกับโหม่งเข้าหน้าต่างไปเองอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 62 แฟนๆเรอัล มาดริด ได้ดีใจกันถ้วน เมื่อมีจังหวะ เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ไปดึงเสื้อ เซร์คิโอ รามอส ล้มในกรอบเขตโทษในจังหวะเตะมุม ผู้ตัดสิน โฆเช่ มานูเอร่า วิ่งไปเช็กวีเออาร์ ก่อนเดินกลับมาชี้เป็นลูกจุดโทษให้กับทีมเยือน ก่อน เซร์คิโอ รามอส จะรับหน้าที่สังหารไม่พลาด ทำให้ เรอัล มาดริด บุกมาขึ้นนำอีกครั้ง 2-1
   
    นาทีที่ 70 จอร์ดี้ อัลบา พาบอลบุกขึ้นมาทางฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษ ก่อนเปิดยัดเข้าไปหน้าประตู ติโบต์ กูร์กตัวส์ บินปัดบอลมาตกหน้าประตู  เซร์คิโอ รามอส เคลียร์บอลไปโดน ราฟาแอล วาราน ฝ่ายนักเตะบาร์ซ่า พากันชี้ยกมือแฮนด์บอล แต่ผู้ตัดสินโฆเช่ มานูเอร่า ฟังวีเออาร์แป๊บนึงก่อนเป่าให้เล่นต่อโดยไม่มีอะไร

    ช่วงท้ายเกมนาทีที่90 ผู้มาเยือนได้ประตูย้ำชัย เมื่อ โรดรีโก จ่ายบอลให้ ลูก้า โมดริช ใช้ความนิ่งดึงจังหวะหลอก เนโต้ ก่อนยิงเข้าไปอย่างเหนือชั้น พร้อมฉีกสกอร์นำห่าง 3-1

    ช่วงเวลาที่เหลือ บาร์ซ่า พยายามโหมเกมบุกเข้าใส่ แต่ เรอัล มาดริด ถอยลงไปรับในแดนตัวเอง ทำให้สุดท้ายเจ้าถิ่นเจาะทวงคืนไม่ได้ หมดเวลา จึงเป็นทีม ราชันชุดขาว บุกมาเก็บชัยในเกมเอล กลาซิโก้ 3-1 เก็บสามคะแนนล้ำค่า ลงเล่น 6 นัดมี 13 คะแนน ขึ้นไปอยู่จ่าฝูงของตาราง ส่วนลูกทีมของ โรนัลด์ คูมัน ปราชัยในบ้านนัดแรก ลงเตะ 5 นัด มี 7 คะแนนอยู่อันดับ10 ของตาราง

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

    บาร์เซโลน่า (4-2-3-1) : เนโต้ – เซร์จินโญ่ เดสต์, เคราร์ด ปีเก้, เกลม็องต์ ล็องเล่ต์, จอร์ดี้ อัลบา (มาร์ติน ไบร์ธเวท น.82)  – เฟร็งกี้ เดอ ยอง, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ (ทรินเกา น.82) – อันซู ฟาติ (อองตวน กรีซมันน์ น.82), ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, เปดรี้ (อุสมาน เดมเบเล่ น.82) – ลิโอเนล เมสซี่
    
    เรอัล มาดริด (4-3-3) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – นาโช่ (ลูคัส วาซเกวซ น.43), ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส, แฟร์กล็อง เมนดี้ – โทนี่ โครส, คาเซมีโร่, เฟเดริโก บัลเบร์เด้ (ลูก้า โมดริช น.69) – วินิซิอุส จูเนียร์, คาริม เบนเซม่า, มาร์โก อาเซนซิโอ (โรดรีโก น.81)

ลิเวอร์พูลเก่งกับดัตช์-มาดริดยับ3นัด! เปิดสถิติน่ารู้ศึก ชปล. คืนวันพุธ

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คืนวันพุธที่ผ่านมา มีการลงแข่งขันหลายสนามทีเดียว ไฮไลท์สำคัญคงอยู่ที่เกมระหว่าง อาแจ็กซ์ พบ ลิเวอร์พุล ที่สุดท้าย "หงส์แดง" บุกคว้าสามแต้มได้สำเร็จ ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งทีมจากอังกฤษอย่าง "เรือใบสีฟ้า" ก็เก็บชัยชนะได้เช่นกัน แต่ผลการแข่งขันที่ช็อกที่สุดคงเป็นเกมปราชัยคาบ้านของ เรอัล มาดริด เรามาเก็บตกสถิติน่าสนใจแต่ละคู่ที่ลงสนามในคืนวันพุธนี้กัน
เรอัล มาดริด 2-3 ชัคตาร์ โดเนตส์ค

1 – ชัคตาร์ เป็นทีมจากยูเครนทีมแรกที่เอาชนะ เรอัล มาดริด ใน ชปล. นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 1999 ที่ ไดนาโม เคียฟ เอาชนะไปได้ 2-0

3 – ราฟาเอล วาราน เป็นนักเตะเรอัล มาดริด คนที่สามที่ยิงเข้าประตูตัวเอง 2 ลูกใน ชปล. ต่อจาก อิบัน เอลเกร่า และ เซร์คิโอ รามอส

3 – เรอัล มาดริด พ่ายแพ้ในฟุตบอลยุโรป 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986

3 – เรอัล มาดริด เสียประตูถึง 3 ลูกในครึ่งแรกในศึก ชปล. เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2005 ในเกมพบ โอลิมปิก ลียง และยังเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในบ้านในรายการนี้นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 ในเกมพบ บาเยิร์น มิวนิค

15 – วินิซิอุส จูเนียร์ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีลงสนามมาก็ยิงประตูได้เลย โดยนับตั้งแต่เว็บไซต์ optajoe เก็บสถิติมาตั้งแต่ฤดูกาล 2006-07 นี่เป็นประตูที่ยิงไวที่สุดในฐานะตัวสำรอง

35 – ลูก้า โมดริช เป็นนักเตะวัยตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเพียงคนที่ 4 ที่ยิงประตูให้กับ เรอัล มาดริด ในฟุตบอลยุโรป ต่อจาก อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, เฟเรนซ์ ปุสกัส และปาโก้ เกนโต้

แมนฯ ซิตี้ 3-1 ปอร์โต้

5 – เปเป้ กองหลังตัวเก๋าของ ปอร์โต้ ทำเสียจุดโทษถึง 5 ครั้งใน ชปล. มากกว่านักเตะทุกคนตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04

6 – ฟิล โฟเด้น มีส่วนร่วมกับประตูถึง 6 ลูกจาก 7 เกมหลังสุดของเขาใน ชปล. (3 ประตูกับ 3 แอสซิสต์) ทั้งที่ลงสนามในฐานะตัวสำรองถึง 4 เกมด้วยกัน

6 – นับตั้งแต่เริ่มฤดูกาล 2019-20 แมนฯ ซิตี้ ยิงประตูจากลูกฟรีคิกถึง 6 ลูก (ดาบิด ซิลบา 2, มาห์เรซ 2, เดอ บรอยน์ 2 และ กุนโดกัน 1)

20 – ราฮีม สเตอร์ลิง เรียกจุดโทษถึง 20 ครั้งให้กับ แมนฯ ซิตี้ นับตั้งแต่ เป๊ป เข้ามาคุมทีมเดือนสิงหาคมปี 2016

76 – นี่เป็นชัยชนะนัดที่ 76 ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใน ชปล. นับตั้งแต่คุมทีมในฐานะกุนซือเต็มตัวเกมแรกเมื่อเดือนกันยายนปี 2008

231 – เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงประตูแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่เขายิงในเกมพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หรือเมื่อ 231 วันที่แล้ว ซึ่งช่วงระยะห่างนี้เองเป็นระยะที่ยาวที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขากับสโมสรและทีมชาติ

บาเยิร์น มิวนิค 4-0 แอตเลติโก มาดริด

20 – นี่เป็นครั้งที่ 20 ที่ บาเยิร์น มิวนิค ภายใต้การคุมทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ยิงประตูตั้งแต่ 4 ลูกขึ้นไป ถือว่ามากกว่าทุกทีมในยุโรปนับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมเดือนพฤศจิกายนปี 2019

อาแจ็กซ์ 0-1 ลิเวอร์พูล

1 – อาแจ็กซ์ ชนะเพียงแค่ครั้งเดียวจาก 7 ครั้งที่เจอกับทีมจากอังกฤษในฟุตบอลยุโรป (เสมอ 2 แพ้ 4)

2 – ลิเวอร์พูล เพิ่งจะเก็บคลีนชีทได้เป็นครั้งที่ 2 ใน ชปล. นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลที่แล้ว โดยอีกหนึ่งเกมเกิดขึ้นในแมตช์พบ ซัลซ์บวร์ก

5 – เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ พร้อมกันสามคนในเกมเดียวเป็นครั้งที่ 5

7 – ลิเวอร์พูล ไร้พ่ายในการเยือนทีมจากดัตช์ 7 ครั้งหลังสุด ยังเก็บคลีนชีทถึง 5 นัด (ชนะ 4 เสมอ 3)

34 – เจมส์ มิลเนอร์ ในวัย 34 ปี 291 วัน กลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลที่อายุมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ที่ลงเล่นในฟุตบอลยุโรป ต่อจาก แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ (37 ปี 84 วัน), เอียน คัลลาแกน (35 ปี 353 วัน)

5 – ในทางกลับกัน เคอร์ติส โจนส์ กลายเป็นนักเตะเอ๊าฟิลด์ของลิเวอร์พูลที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ที่ออกสตาร์ทตัวจริงใน ชปล. (19 วัน 265 วัน)

2010 – นิโกลัส ตายาฟิโก้ เป็นผู้เล่นอาแจ็กซ์คนแรกที่ยิงประตูตัวเองใน ชปล. นับตั้งแต่ เวอร์นอน อนิต้า เคยยิงประตูตัวเองในเกมพบ เรอัล มาดริด เมื่อเดือนกันยายนปี 2010

เรอัลมาดริดช็อกโดน0-3ครึ่งแรก! VARริบทดเจ็บ-ไล่ไม่ทันพ่ายชัคตาห์คารัง

"ราชันชุดขาว" แชมป์ 13 สมัยรายการนี้ประเดิมพ่ายตั้งแต่นัดแรกคาถิ่นตัวเอง หลังเล่นผิดฟอร์มตามหลัง ชัคตาร์ โดเนตส์ค ในช่วง 45 นาทีแรกถึง 0-3 แม้ครึ่งหลัง ลูก้า โมดริช และวินิซิอุส จูเนียร์ จะยิงไล่มาแต่ไม่ทันจบเกมพ่ายให้ทีมดังจากยูเครน 2-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันพุธที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

    เรอัล มาดริด อดีตแชมป์รายการนี้ 13 สมัย ประเดิมนัดแรกในรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการรับมือ ชัคตาร์ โดเนตส์ค ทีมแกร่งจากยูเครน

     ซีเนดีน ซีดาน เกมนี้ไร้ตัวหลักทั้ง เซร์คิโอ้ รามอส, ดานี่ การ์บาฆาล, เอแด็น อาซาร์ ขณะที่คาริม เบนเซม่า และโทนี่ โครส ออกสตาร์ทเป็นแค่สำรอง แนวรุกเกมนี้ใช้ ลูก้า โยวิช ล่าตาข่ายร่วมกับ โรดรีโก้ และมาร์โก อาเซนซิโอ ส่วนทางฝั่ง ชัคตาร์ โด
เนตส์ค ทิ้ง เดนตินโญ่ หัวหอกบราซิเลี่ยนเป็นหน้าเป้า โดยมีตัวสนับสนุนอย่าง เตเต้, มาร์ลอส และ มาร์กอส อันโตนิโอ

    เริ่มเกมมาแค่ 4 นาที เจ้าถิ่นชุดขาวได้ทักทายก่อนหลัง มาร์โก อาเซนซิโอ ซัดไปติดบล็อคแนวรับชัคตาร์ฯ ก่อนจะหวดด้วยซ้ายมุมแคบอีกทีแต่ก็ยังไม่ผ่านมือ อนาโตลี ทรูบิน

    นาที 14 ชัคตาร์ โดเนตส์ค ทิ้งโอกาสทองขึ้นนำหลัง มาร์ลอส กระชากบอลหลุดเดี่ยวไปดวลกับ ติโบต์ กูร์กตัวส์ แต่ดันยิงไม่ดีไปติดมือของนายด่านชาวเบลเยียม

    กระนั้นทีมดังจาก ยูเครน มาพังตาข่ายขึ้นนำ 1-0 จนได้ในนาที 29 จากความยอดเยี่ยมของ วิคตอร์ คอร์นิเลนโก้ แบ็กซ้ายที่ตะลุยเดี่ยวตัดเข้ากลางแหวกแนวรับ "ชุดขาว" ก่อนจะจิ้มบอลในเขตโทษให้ เตเต้ วิ่งมาซัดเลียดหนีมือ กูร์กตัวส์ เสียบมุมเข้าไป

    อีก 4 นาทีถัดมา แนวรับของเจ้าบ้านมาพลาดอีก หลังโดนเม็ดที่สอง จากจังหวะที่ ติเต้ ลากตัดเข้าหน้ากรอบแล้วตะบันด้วยซ้ายเต็มข้อบอลพุ่งแรงจน ติโบต์ กูร์กตัวส์ ต้องทุบบอล ทว่า ราฟาแอล วาราน พยายามพุ่งไปสกัดบอลออกหลัง ดันจิ้มผิดเหลี่ยมกลายเป็นทำเข้าประตูตัวเองไป ส่งให้ ชัคตาร์ โดเนตส์ค บุกมานำ 2-0

    นาที 36 เป็นโอกาสของเจ้าบ้านบ้าง ลูก้า โมดริช ตักบอลยาวมาในกรอบให้ ลูก้า โยวิช ขึ้นโขกแต่ดาวยิงชาวเซอร์เบียดันโหม่งไปชนแขนตัวเองก่อนไปเข้ามือของ ทรูบิน

    นาที 41 แนวรับเจ้าบ้านมาพลาดอย่างเหลือเชื่อ เมื่อมาเสียประตูที่สามให้ ชัคตาร์ฯ บุกไปนำโด่ง 3-0 จาก ติเต้ คนเดิมที่มีส่วนร่วมกับประตูอีกแล้ว คราวนี้ปีกตัวเก่งกระชากเข้ามาก่อนจะดีดตอกส้นให้ เมเนอร์ โซโลม่อน หลุดเข้าไปซัดบริเวณจุดโทษก่อนยิงผ่านตัว กูร์กตัวส์ เข้าไปไม่พลาด

    จบครึ่งแรก เรอัล มาดริด ตามหลัง ชัคตาร์ โดเนตส์ค 0-3 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี นับแต่ปี 2005 ที่พบกับ ลียง ในเกมชปล. ที่เสียสามประตูในครึ่งแรก และเป็นหนแรกในฐานะบ้านตัวเอง (เกมนี้ไม่ได้เล่นที่ เบร์นาเบว)* ที่เสียถึงสามเม็ดนับแต่ปี 2000 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่พบกับ บาเยิร์น มิวนิค

    ครึ่งหลัง ซีดาน เปลี่ยนเอา คาริม เบนเซม่า ลงมาเล่นแทน โรดรี้โก้ และนาที 54 เรอัล มาดริด มาได้ประตูไล่มา 1-3 จากจังหวะที่ มาร์เชโล่ จ่ายเข้ากลางให้ ลูก้า โมดริช แตะบอลหลบแข้งชัคตาห์ฯ 2 รายก่อนตะบันด้วยขวากว่า 30 หลา กลางประตูบอลพุ่งแรงติดไซด์ก้อยเสียบมุมตาข่ายชนิดงามหยดย้อย

    นาที 59 บอสใหญ่ราชัน เปลี่ยนตัวคนที่สองถอดเอา ลูก้า โยวิช ออกแล้วส่ง วินิซิอุส จูเนียร์ ลงไปเล่นแทน และแค่ไม่กี่วินาที วินิซิอุส ก็แผลงฤทธิ์หลังสัมพัสบอลแรกไปแย่งจากเท้าแนวรับทีมเยือนก่อนลากเข้าไปซัลโวผ่านมือ อนาโตลี ทรูบิน เรอัลมาดริด ไล่มาเป็น 2-3

    กระนั้นแนวรุกของ ชัคตาห์ ก็เกือบได้ลุ้นเม็ดที่ 4 เช่นกัน หลัง นาที 64 เตเต้ ที่เล่นได้โดดเด่นหลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่ยังดีไปติดตัวของ ติโบต์ กูร์กตัวส์

    นาที 80 ทีมเยือนพลาดโอกาสได้ประตูที่ 4 หลัง เตเต้ ส่งบอลเข้าก้นตาข่ายไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+2 เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ส่งบอลเข้าก้นตาข่ายไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินหลังเช็กกับ VAR ริบสกอร์ไม่ให้ประตูตีเสมอกับเจ้าถิ่น หลัง วินิซิอุส จูเนียร์ ที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปมีส่วนร่วมกับประตู ทำให้สกอร์ยังเป็น 2-3 เหมือนเดิม

    ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าจบเกม  เรอัล มาดริด แพ้คาบ้านให้ ชัคตาร์ โดเนตส์ค 2-3 ส่งผลให้ประเดิมพ่ายเกมแรก แชมเปี้ยนส์ ลีก และกลายเป็นแพ้คารังสองเกมติดต่อกัน หลังเพิ่งจะแพ้ให้น้องใหม่ลาลีกา อย่าง กาดิซ ในลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        เรอัล มาดริด (4-3-3) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – แฟร์กล็องด์ เมนดี้, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, มาร์เชโล่ – เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้, คาเซมีโร่, ลูก้า โมดริช – มาร์โก อาเซนซิโอ, ลูก้า โยวิช, โรดรีโก้

    ผู้จัดการทีม : ซีเนดีน ซีดาน

        ชัคตาร์ โดเนตส์ค (4-1-4-1) : อนาโตลี ทรูบิน – โดโด้, ดาวิต โคโชลาว่า, วาเลอรี่ บอนดาร์, วิคตอร์ คอร์นิเลนโก้ – มายค่อน – อลัน พาทริค – มาเตอุส เตเต้, มาร์ลอส, มาร์กอส อันโตนิโอ, เมเนอร์ โซโลม่อน –  เดนตินโญ่

    ผู้จัดการทีม : ลูอีส คาสโตร

    ผู้ตัดสิน : เซอร์ดาน โยวาโนวิช (เซอร์เบีย)

ไร้รามอส! มาดริดกู้หน้า “เบนเซม่า” นำทัพรับชัคตาร์ศึก ชปล.

"ราชันชุดขาว" เสียหน้าไม่น้อยหลังพ่ายน้องใหม่ กาดิซ ในเกมลีกส่วนความพร้อมนัดนี้ขาด เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมมีปัญหาอาการบาดเจ็บ แนวรุกไว้ใจ คาริม เบนเซม่า ล่าสกอร์ ทางด้าน ชัคตาร์ โดเนตส์ค แชมป์ลีก ยูเครน มี ไทซอน บัญชาทัพสู้ ในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี คืนวันพุธที่ 21 ต.ค. นี้
ปรีวิวฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี
วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2563
เรอัล มาดริด – ชัคตาร์ โดเนตส์ค
เวลา : 23.55 น.
สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

    "ราชันชุดขาว" ทีมแชมเปี้ยนลา ลีกา เพิ่งพุ่งชนผลปราชัยครั้งแรกในฤดูกาลนี้แบบงามไส้ด้วยน้ำมือทีมน้องใหม่ กาดิซ คาบ้าน 0-1

    ระหว่างเกมดังกล่าว เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังกัปตันทีมถูกเปลี่ยนออกตอนพักครึ่งเพื่อป้องกันเจ็บเพิ่ม เมื่อมีมหาศึก "เอล กลาซิโก้" รับมือ บาร์เซโลน่า รออยู่ในสุดสัปดาห์นี้ และล่าสุดไม่มีชื่ออยู่ในทีมสำหรับเกมนี้แน่นอนแล้ว

    ในแนวรับยังไม่มีทั้ง ดานี่ การ์บาฆาล และ อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า แบ็กขวานัดกันเดี้ยง เชื่อว่า นาโช่ เฟร์นานเดซ จะได้ออกสตาร์ต อีกฟากเป็น แฟร์กล็องด์ เมนดี้

    แดนกลาง มาร์ติน โอเดการ์ด สตาร์นอร์เวย์วืดแน่ๆ และยังต้องลุ้นฟิตเกมกลาซิโก้ ส่วน เอแด็น อาซาร์ สตาร์ตัวรุกเบลเยียมเดี้ยงยาวเหมือนเดิม แดนหน้าส่อดร็อป ลูกัส บาซเกซ เปิดโอกาส มาร์โก อาเซนซิโอ ลงตัวจริงแดนหน้าร่วมกับ คาริม เบนเซม่า และ วินิซิอุส จูเนียร์

    ฟาก ชัคตาร์ แชมป์ลีก ยูเครน ภายใต้บังเหียนของ ลูอีส คาสโตร โค้ชชาวโปรตุกีส เจอพิษโควิดเล่นงานเมื่อ จูเนียร์ โมราอิส หอกทีมชาติยูเครน เชื้อสายแซมบ้า และ มิโกล่า มัตวิเยนโก้ คีย์แมนแนวรับ ต่างมีผลตรวจเป็นบวกในช่วงต้นเดือน ต้องลุ้นผลอีกรอบ แต่ต่อให้หายก็ไม่น่าพร้อมคืนตัวจริงทันที

    ด้วยเหตุนี้ เดนตินโญ่ ดาวยิงบราซิเลียนจะได้ออกสตาร์ตแทนที่โมราอิส ส่วนตำแหน่งของ มัตวิเยนโก้ นั้นเป็นโอกาสสำหรับ วาเลอรี่ บอนดาร์ ดาวรุ่งวัย 21 ปี

    นอกจาก 2 คีย์แมนติดเชื้อไวรัสอันตรายแล้ว ทีมยังขาดตัวเจ็บอีกเพียบทั้ง เซอร์เก คริฟต์ซอฟ กองหลังอีกราย, มักซิม มาลิเชฟ กองกลางและ อิสไมลี่ แบ็กซ้ายชาวบราซิเลียน

    ด้าน อันเดร เพียตอฟ มือ 1 ขาประจำเพิ่งหายจากโควิดเช่นกัน และมีรายงานเผยว่า อนาโตลี ทรูบิน โกลวัย 18 จะได้ประเดิมเฝ้าเสานัดนี้

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    เรอัล มาดริด (4-3-3) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – นาโช่ เฟร์นานเดซ, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้, คาเซมีโร่, โทนี่ โครส – มาร์โก อาเซนซิโอ, คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์

ผู้จัดการทีม : ซีเนดีน ซีดาน

    ชัคตาร์ โดเนตส์ค (4-2-3-1) : อนาโตลี ทรูบิน – โดโด้, ดาวิต โคโชลาว่า, วาเลอรี่ บอนดาร์, วิคตอร์ คอร์นิเลนโก้ – มายค่อน, อลัน พาทริค – มาร์ลอส, วิคตอร์ โควาเลนโก้, ไทซอน – เดนตินโญ่

ผู้จัดการทีม : ลูอีส คาสโตร

ผู้ตัดสิน : เซอร์ดาน โยวาโนวิช (เซอร์เบีย)

ลูกากูพร้อมหวด! อินเตอร์มุ่งมั่นฉะชัคตาร์ฯขอฉลุยชิงยูโรปาลีก

"งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน คาดหวังโอกาสในการเข้าชิงบอลยุโรปรายการนี้อีกครั้ง หลังเคยทำได้ล่าสุดปี 1998 ยังคงมี โรเมลู ลูกากู ดาวยิงร่างยักษ์ลงกระหน่ำตาข่าย ชัคตาร์ โดเนตส์ค อดีตแชมป์ใบนี้ชื่อเดิม ยูฟ่า คัพ 1 สมัย ที่ตั้งใจสร้างเซอร์ไพร์สให้ได้นัดนี้ ในการแข่งขันฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ คืนวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563
ปรีวิว ฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563
อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี) – ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน)
เวลา : 02.00 น.
สนาม : แมร์เคอร์ สปีล-อารีน่า

    อันโตนิโอ คอนเต้ นายใหญ่ อินเตอร์ มิลาน พาทีมเข้ารอบนี้ หลังชนะ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 โดยได้ 2 ประตูจาก นิโกโล่ บาเรลล่า และโรเมลู ลูกากู

     ความพร้อมเกมนี้ อเล็กซิส ซานเชซ แนวรุกชิเลียน มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อในการซ้อม แต่ไม่ได้ส่งผลกระทุบรุนแรง เพราะ 2 เกมที่ผ่านมามี ลูกากู กับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ที่ประสานงานกันได้ดีอยู่แล้ว

    อีกรายที่หายไปคือ มาติอัส เวซิโน่ กองกลางทีมชาติอุรุกวัย พักยาว ไม่ได้เดินทางมาเยอรมันด้วยตั้งแต่แรก นอกจากนั้นคาด คอนเต้ ก็น่าจะยึดทีมจากเกมในรอบที่ผ่านมาเป็นหลักต่อไป

    เช่นเดียวกับ คริสเตียน เอริคเซ่น เพลย์เมกเกอร์เดนส์ และ มิลาน สคริเนียร์ กองหลังสโลวัก ที่ต้องนั่งสแตนด์บายข้างสนามไปก่อน

    ส่วนแท็กติกก็ยังยึดในระบบหลัง 3 เซนเตอร์ นำโดย ดีเอโก้ โกดิน อุรุกวัยตัวเก๋า แดนกลางก็มี บาเรลล่า คนทำประตูแรกในรอบก่อน และ มาร์เซโล่ โบรโซวิช มิดฟิลด์โครแอตเป็นตัวขับเคลื่อน

    ขณะที่เกมรุกฝากความหวังในการถล่มประตูอยู่ที่ ลูกากู หัวหอกเบลเยียมฟอร์มฮอตที่กดไป 31 ประตู จับคู่ล่าตาข่ายร่วมกับ เลาตาโร่ หัวหอกอาร์เจนไตน์เนื้อหอม ที่เป็นข่าวกับหลายทีมดังมาตลอด

    งูใหญ่จะลงสนามในระบบ 3-5-2 โดยมี ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช ลงเฝ้าเสา 3 แนวรับประกอบไปด้วย ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย และ อเลสซานโดร บาสโตนี่

    แผงมิดฟิลด์ 5 คน อัดแน่นไปด้วย บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช และ โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ โดยมี ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ และ แอชลี่ย์ ยัง เป็นวิงแบ็กขวา-ซ้ายตามลำดับ

    หลุยส์ กาสโตร เทรนเนอร์ โปรตุกีส ของ ชัคตาร์ โดเนตส์ค พาทีมเข้ารอบนี้ หลังถล่ม เอฟซี บาเซิ่ล ขาดลอย 4-1 โดยรัวไม่ซ้ำหน้าจากผลงานของ จูเนียร์ โมราเอส, ไทซอน, อลัน แพทริค และ โดโด้

    สภาพทีมเกมนี้ กาสโตรมีข่าวดีนิดๆ เมื่อได้ ดาวิด โคโชลาว่า กองหลังจอร์เจียพ้นโทษแบนกลับมาเป็นตัวเลือก แต่ก็ยากจะแย่งตำแหน่งคืนจาก วาเลรี่ บอนดาร์ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมล่าสุด 

    นอกจากนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ขุมกำลังหลักรายอื่นๆ ต่างพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม โดยเฉพาะแก๊งแซมบ้า ไม่ว่าจะเป็น โดโด้ แบ็กขวา, มาร์กอส อันโตนิโอ มิดฟิลด์ตัวรับ, สามตัวรุก มาร์ลอส, อลัน แพทริค, ไทซอน และ จูเนียร์ โมราเอส หัวหอกตัวเป้า แม้ในราย มาร์ลอส และ จูเนียร์ โมราเอส ได้โอนสัญชาติติดธงยูเครนไปแล้วก็ตาม

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม   

    อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง – โรเมลู ลูกากู, เลาตาโร่ มาร์ติเนซ  

เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้ 

    ชัคตาร์ โดเนตส์ค (4-2-3-1) : อังเดร เปียตอฟ – โดโด้, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ, วาเลรี่ บอนดาร์, มิโกล่า มัตวิเยนโก้ – มาร์กอส อันโตนิโอ, ทารัส สเตปาเนนโก้ – มาร์ลอส, อลัน แพทริค, ไทซอน – จูเนียร์ โมราเอส  

เทรนเนอร์ : หลุยส์ กาสโตร    

ผู้ตัดสิน : ไซม่อน มาร์ซิเนียค (โปแลนด์)

– อินเตอร์ มิลาน

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

วัน/เดือน/ปี / รายการ / ผลการแข่งขัน
25/08/05    ชปล. อินเตอร์ มิลาน 1-1 ชัคตาร์ โดเนตส์ค
11/08/05    ชปล. ชัคตาร์ โดเนตส์ค 0-2 อินเตอร์ มิลาน

รอบแบ่งกลุ่ม (ชปล.)

17/09/19 เสมอ สลาเวีย ปราก 1-1 (เหย้า) ชปล.
03/10/19 แพ้ บาร์เซโลน่า 1-2 (เยือน) ชปล.
24/10/19 ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 (เหย้า) ชปล.
06/11/19 แพ้ ดอร์ทมุนด์ 2-3 (เยือน) ชปล.
28/11/19 ชนะ สลาเวีย ปราก 3-1 (เยือน) ชปล.
11/12/19 แพ้ บาร์เซโลน่า 1-2 (เหย้า) ชปล.

รอบ 32 ทีมสุดท้าย

21/02/20 ชนะ ลูโดโกเรตส์ 2-0 (เยือน) ยูโรปา ลีก
28/02/20 ชนะ ลูโดโกเรตส์ 2-1 (เหย้า) ยูโรปา ลีก

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

06/08/20 ชนะ เคตาเฟ่ 2-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

11/08/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก

– ชัคตาร์ โดเนตส์ค

รอบแบ่งกลุ่ม (ชปล.)

19/09/19 แพ้ แมนฯ ซิตี้ 0-3 (เหย้า) ชปล.
01/10/19 ชนะ อตาลันต้า 2-1 (เยือน) ชปล.
22/10/19 เสมอ ดินาโม ซาเกร็บ 2-2 (เหย้า) ชปล.
07/11/19 เสมอ ดินาโม ซาเกร็บ 3-3 (เยือน) ชปล.
27/11/19 เสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1 (เยือน) ชปล.
12/12/19 แพ้ อตาลันต้า 0-3 (เหย้า) ชปล.

รอบ 32 ทีมสุดท้าย

21/02/20 ชนะ เบนฟิก้า 2-1 (เหย้า) ยูโรปา ลีก
28/02/20 เสมอ เบนฟิก้า 3-3 (เยือน) ยูโรปา ลีก

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

13/03/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 2-1 (เยือน) ยูโรปา ลีก
05/08/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 3-0 (เหย้า) ยูโรปา ลีก

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

12/08/20 ชนะ บาเซิ่ล 4-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก

ใหญ่ฟัดใหญ่!อินเตอร์จัด “ลูกากู” ยิง,เซบีย่ามี “ซูโซ่” ซัดนัดชิงฯยูโรปาลีก

"งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน อดีตแชมป์ 3 สมัยเน้นหนักเตรียมจัด โรเมลู ลูกากู นำล่าสกอร์ เกมพบ เซบีย่า อดีตแชมป์ 5 สมัยที่ฟอร์มสุดร้อนแรงโดยมี ซูโซ่ พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบชิงชนะเลิศ วันศุกร์ที่ 21 ส.ค. ศกนี้  เวลา 02.00 น.

ปรีวิว ฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบชิงชนะเลิศ
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2563, เวลา : 02.00 น.
เซบีย่า (สเปน)   –   อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี)

 

สนาม : ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน (สนามกลาง)

    เซบีย่า เจ้าของแชมป์รายการนี้มากที่สุด 5 สมัย ทั้งยังพกสถิติสุดยอดชนะร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อได้เข้าชิงโดยนัดที่แล้วพวกเขาผ่าน แมนฯ ยูไนเต็ดเข้ามาด้วยสกอร์ 2-1

    ความพร้อมล่าสุดได้ เนมานย่า กูเดลย์ มิดฟิลด์เซิร์บหลังจากหายติดเชื้อโควิด-19 กลับมามีชื่อบนม้านั่งสำรองตั้งแต่รอบก่อนที่ชนะแมนฯ ยูไนเต็ด แต่เชื่อว่ากุนซือ จูเลน โลเปเตกี คงไม่เปลี่ยน 11 คนแรกที่กำลังทำผลงานได้ดี

    จะมีตำแหน่งเดียวที่ต้องชั่งใจเลือกก็คือหน้าเป้าระหว่าง ยูสเซฟ เอ็น-เนซีรี่ ตัวจริงขาประจำดีกรีทีมชาติโมร็อกโก หรือ ลุค เดอ ยอง หอกดัตช์ฮีโร่ซูเปอร์ซับดับปีศาจแดง ส่วนริมเส้นยืนพื้น ซูโซ่ กับ ลูกัส โอกัมโปส เช่นเดิม

    ในราย เอเวร์ บาเนก้า กองกลางอาร์เจนไตน์ จะลงสนามทิ้งทวนแบบคลาสสิกเมื่อได้เจอกับอดีตต้นสังกัดตนเอง โดยหลังจบนัดชิงดำเขาจะย้ายไป อัล ชาบับ ในลีกซาอุดีอาระเบีย

    ในแดนหลังยังคงไว้ใจ ดีเอโก้ คาร์ลอส เซนเตอร์แบ็กบราซิเลียน แม้ทำเสียจุดโทษทั้ง 2 รอบก่อนหน้านี้ก็ตาม เช่นเดียวกับตำแหน่งเฝ้าเสา โทมัส วัชลิค มือ 1 เลือดเช็กหายเจ็บกลับมา ทว่า ยัสซีน บูนู ทำหน้าที่ได้ดีก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

    ด้านทีมงูใหญ่ อดีตแชมป์ 3 สมัยใน ได้เข้าชิงถ้วยยุโรปครั้งแรกในรอบทศวรรษ หรือนับตั้งแต่ที่ โชเซ่ มูรินโญ่ พาผงาดเทรเบิลแชมป์เมื่อ 2010 นั่นเอง

    ความพร้อมในเวลานี้กุนซือ อันโตนิโอ คอนเต้ ได้ข่าวดีเมื่อ อเล็กซิส ซานเชซ ฟิตกลับมานั่งสำรองได้แล้วในแมตช์ตัดเชือกที่ถล่ม ชัคตาร์ โดเนตส์ค 5 ตุง แต่ยังไรก็ตาม คอนเต้ ไม่น่าเสี่ยงใช้ ดาวยิงชิลี ที่ยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะผลงานชุดเดิมก็น่าพอใจอยู่แล้ว

    แดนหน้ายังคงเป็น โรเมลู ลูกากู เจ้าของสถิติยิงรายการนี้ 10 นัดติดต่อกัน ลงล่าตาข่ายคู่กับ เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ ตรงกลางสนามมี มาร์เซโล่ โบรโซวิช สตาร์โครแอตยืนต่ำกว่า 2 ผึ้งงานพลังหนุ่มอย่าง นิโกโล่ บาเรลล่า และ โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่

    ริมเส้นไว้ใจ ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ กับ แอชลี่ย์ ยัง อดีตแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับแผงหลังชุดเก่งนำโดย ดีเอโก้ โกดิน จอมเก๋าอุรุกวัยที่เคยได้เหรียญแชมป์ยูโรปา 2 สมัยร่วมกับแอต.มาดริด

    อย่างไรก็ตามสำหรับ อัชราฟ ฮาคิมี่ วิงแบ็กสมาชิกใหม่จาก เรอัล มาดริด ยังไม่สามารถลงสนามได้จนกว่าจะเริ่มต้นฤดูกาล 2020/21

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, ชูลส์ กูนเด้, ดีเอโก้ คาร์ลอส, เซร์คิโอ เรกีลอน – เอเวร์ บาเนก้า, แฟร์นานโด เรกิส, โจน จอร์ดาน – ซูโซ่, ยูสเซฟ เอ็น-เนซีรี่, ลูกัส โอกัมโปส
    เทรนเนอร์ : จูเลน โลเปเตกี

    อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซามีร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง – เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ, โรเมลู ลูกากู
    เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้

    ผู้ตัดสิน : ดานนี่ มัคเคลี่ (เนเธอร์แลนด์)

ผลการพบกันที่ผ่านมา
ยังไม่เคยพบกัน

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เซบีย่า
16/08/20 ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
11/08/20 ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
06/08/20 ชนะ โรม่า 2-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
19/07/20 ชนะ บาเลนเซีย 1-0 (เหย้า) ลา ลีกา
16/07/20 เสมอ เรอัล โซเซียดาด 0-0 (เยือน) ลา ลีกา

อินเตอร์ มิลาน
17/08/20 ชนะ ชัคตาร์ โดเนตส์ค 5-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
10/08/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
05/08/20 ชนะ เคตาเฟ่ 2-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก
01/08/20 ชนะ อตาลันต้า 2-0 (เยือน) เซเรีย อา
28/07/20 ชนะ นาโปลี 2-0 (เหย้า) เซเรีย อา

มาร์ติเนซควงลูกากูเบิ้ล! อินเตอร์ถล่มชัคตาห์ ลิ่วชิงเซบีย่า ยูโรปาลีก

 "งูใหญ่" ทะยานเข้าชิงดำได้สำเร็จหลังไล่ถล่มเอาชนะ  ชัคตาร์ โดเนตส์ค แบบเละเทะ 5-0 เกมนี้ โรเมลู ลูกากู ควงรุ่นน้อง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ยิงคนละสองเม็ด ก่อนพา อินเตอร์ มิลาน ทะยานเข้าไปชิงชนะเลิศได้เป็นหนแรกในรอบ 22 ปี ของรายการนี้ โดยจะเข้าไปพบ เซบีย่า วันศุกร์นี้ ในศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบรองชนะเลิศ ที่ประเทศเยอรมัน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : แมร์เคอร์ สปีล-อารีน่า, ดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมัน

    เกมยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง อินเตอร์ มิลาน ตัวแทนจากอิตาลี ที่รอบ 8 ทีมสุดท้ายผ่าน ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 เข้ามาพบกับ ชัคตาร์ โดเนตส์ค ทีมดังจากยูเครน ซึ่งคว้าชัยเหนือ บาเซิ่ล มาแบบไม่ยาก 4-1 โดยผู้ชนะจะผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศพบกับ เซบีย่า ที่เอาชนะ แมนฯยูไนเต็ด ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม นี้

    อันโตนิโอ คอนเต้  เกมนี้ยังใช้แข้งชุดเก่งวางหน้าคู่เป็น  โรเมลู ลูกากู และเลาตาโร่ มาร์ติเนซ โดยมี แอสชลี่ย์ ยัง ขับเคลื่อนริมเส้นร่วมกับ มาร์เซโล่ โบรโซวิช และโรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ ขณะที่ อดีตแชมป์ปี 2009 จากยูเครน ที่มี หลุยส์ กาสโตร คุมทัพยังฝากความหวังไว้ที่แข้ง บราซิเลี่ยน ทั้ง มาร์ลอส, อลัน แพทริค และ ไทซอน

    ออกสตาร์ทครึ่งแรก นาที 19 โอกาสยิงหนแรกของเกมกลายเป็น อินเตอร์ มิลาน ที่ได้โอกาสแล้วส่งบอลซุกก้นตาข่ายทันที หลังฉกความผิดพลาดของ อังเดร เปียตอฟ ผู้รักษาประตูของชัคตาร์ฯ ที่ออกบอลพลาด กลายเป็นจ่ายเลียดเข้ากลางก่อนโดน นิโกโล่ บาเรลล่า ตัดบอลขึ้นมาด้านขวา แล้วครอสมาในกรอบสุดแม่นให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ โฉบมาโหม่งบอลเข้าไปอย่างสวยงาม ให้ "งูใหญ่" ออกนำ 1-0

    นาที 26 อินเตอร์ฯ เกือบได้เสียวอีก หลัง อเลสซานโดร บาสโตนี่ ครอสบอลมาในกรอบ 6 หลา ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ พุ่งชาร์จไม่ตรงกรอบบอลเลยไปเสาไกล แม้ว่า เลาตาโร่ มาร์ติเนซ จะพุ่งมาตามซ้ำแต่ซัดไปเข้าข้างตาข่าย ก่อนผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ มาร์ติเนซ ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

    กลายเป็น "งูใหญ่" ที่เปิดเกมรุกเข้าใส่เสียมากกว่า นาที 34 ได้โอกาสส่องเข้ากรอบอีกหลัง ลูกากู โขกเช็ดต่อให้ นิโกโล่ บาเรลล่า หลุดเข้าไปซัดมุมแคบด้วยขวาบอลพุ่งติดไซด์จน อังเดร เปียตอฟ นายด่านดีกรีทีมชาติยูเครนต้องปัดออกหลังไป

    นาที 43 ชัคตาห์ เกือบได้ลุ้นตีเสมอจากจังหวะที่ มาร์กอส อันโตนิโอ รับบอลจาก มาร์ลอส ก่อนหวดด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งเฉียดคานออกไป

    จบครึ่งแรก อินเตอร์ มิลาน ขึ้นนำ ชัคตาห์ โดเนตส์ค 1-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 "งูใหญ่" พลาดได้เม็ดที่สองอย่างน่าเสียดายหลัง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ฉกบอลจากแนวรับชัคตาห์ฯ ก่อนพยายามกระดกบอลกว่า 30 หลา ข้ามหัว อังเดร เปียตอฟ ทว่านายด่านของชัคตาห์ยังเหินปัดปลายนิ้วออกหลังไปได้หวุดหวิด

    อีก 2 นาทีถัดมา แอชลี่ย์ ยัง จ่ายให้ ลูกากู ก่อนที่อดีตดาวยิง "ผีแดง" จะปั่นด้วยขวาบอลพุ่งหลุดเสาไกลออกไปแบบได้ลุ้น

    นาที 62 ชัคตาห์ฯ พลาดโอกาสทองในการตีเสมอ หลัง มิโกล่า มัตวิเยนโก้ ครอสบอลมาให้ จูเนียร์ โมราเอส ได้โขกโล่งๆหน้ากรอบแต่บอลยังไปตรงตัว ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช เซฟช่วยทีมไม่ให้เสียประตูได้

    เมื่อทำไม่ได้ นาที 64 มาเสียประตูที่สองให้ "งูใหญ่" หลัง มาร์เซโล่ โบรโซวิช เปิดคอนเนอร์ทางด้านขวามาเสาไกลให้ ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ โขกย้อนหนีมือ อังเดร เปียตอฟ เข้าไปอย่างเด็ดขาด ให้ อินเตอร์ มิลาน นำห่าง 2-0

    รูปเกมยังเป็นลูกทีมของ คอนเต้ ที่โหมบุกอยู่ฝ่ายเดียว นาที 72 เกือบได้เม็ดสาม หลัง มาร์ติเนซ จ่ายให้ ลูกากู หลุดเข้าไปกดด้วยซ้ายแต่บอลพุ่งไปตรงตัวนายด่านชัคตาห์

    ทว่า นาที 74 ทัพเนรัสซูรี่ มาได้ประตูนำโด่ง 3-0 จนได้ หลัง โรเมลู ลูกากู จ่ายบอลให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ซัดนอกกรอบด้วยขวาบอลพุ่งผ่าน เปียตอฟ เข้าไปไม่เหลือเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

    เท่านั้นไม่พอ นาที 78 "งูใหญ่" มาพังประตูที่สี่จากการประสานงานของสองหัวหอกเหมือนเดิม คราวนี้ มาร์ติเนซ จ่ายออกขวาให้ โรเมลู ลูกากู แปด้วยซ้ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด

    นาที 83 ทัพงูใหญ่มาได้ประตูนำห่าง 5-0 คราวนี้ สเตฟาน เดอ ฟราย จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ โรเมลู ลูกากู พลิกบอลก่อนควบเข้าไปซัดด้วยขวาผ่านตัว อังเดร เปียตอฟ เข้าไปเป็นประตูที่สองของอดีตดาวยิงปีศาจแดง

    จบเกม อินเตอร์ มิลาน ไล่ถล่ม ชัคตาร์ โดเนตส์ค เละเทะ 5-0 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ พบ เซบีย่า ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ (วิคเตอร์ โมเสส น.81), นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช (สเตฟาโน่ เซนซี่ น.85), โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง (คริสเตียโน่ บิรากี้ น.66) – โรเมลู ลูกากู (เซบาสเตียโน่ เอสโปซิโต้ น.85), เลาตาโร่ มาร์ติเนซ (คริสเตียน อีริคเซ่น น.81) 

    เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้ 

     ชัคตาร์ โดเนตส์ค (4-2-3-1) : อังเดร เปียตอฟ – โดโด้, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ, ดาวิต โคชาโลว่า, มิโกล่า มัตวิเยนโก้ – มาร์กอส อันโตนิโอ, ทารัส สเตปาเนนโก้ – มาร์ลอส (เยฟเฮน โคโนเปลียนก้า น.75), อลัน แพทริค (มาเนอร์ โซโลแมน น.59), ไทซอน – จูเนียร์ โมราเอส  

    เทรนเนอร์ : หลุยส์ กาสโตร    

    ผู้ตัดสิน : ไซม่อน มาร์ซิเนียค (โปแลนด์)

รวมทุกเรื่องควรรู้ก่อนจับสลาก UCL & ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอลสองรายการใหญ่ของยุโรปมีการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันปีนี้เนื่องจากปัญหาโควิด-19 นี่คือทุกเรื่องที่ท่านควรรู้ก่อนการจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้ายจะมีขึ้น

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้าลีก ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับฟุตบอลหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตามยูฟ่ามีกำหนดจะกลับมาเริ่มทำการแข่งขันอีกครั้งในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับโปรแกรมการแข่งขันของฤดูกาลนี้

โกล รวบรวมทุกเรื่องที่คุณควรรู้ก่อนการจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้าย และ รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลสองรายการใหญ่ของยุโรปจะมีขึ้น

การจับสลาก UCL & ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย-รองชนะเลิศ มีเมื่อไหร่?
การจับสลากทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 10 กรกฏาคมนี้

โดยจะมีขึ้นที่ออฟฟิศของยูฟา ในเมืองนียง ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 

ทีมใดมีส่วนร่วมในการจับสลาก UCL บ้าง?
ในการจับสลากวันที่ 10 กรกฏาคม มีเพียง 4 ทีมเท่านั้นที่การันตีที่ว่างในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ได้แก่ อตาลันต้า, แอตเลติโก มาดริด, ไลป์ซิก และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ทำการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายจบสองนัดแล้ว

ขณะที่อีก 4 ทีมที่เหลือต้องรอผลนัดที่สอง ซึ่งจะเป็นคู่ระหว่าง เชลซี-บาเยิร์น, บาร์เซโลนา-นาโปลี, เรอัล มาดริด-แมนฯซิตี้ และ ยูเวนตุส-ลียง

ทีมใดมีส่วนร่วมในการจับสลาก ยูโรป้าลีก บ้าง?
ในส่วนของ ยูโรป้าลีก ยังไม่มีทีมใดการันตีที่ว่างในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และยังต้องรอลุ้นผลการแข่งขันในเกมเลกสองของรอบ 16 ทีมสุดท้าย

อิสตันบูล เบซัคเซเฮียร์ – โคเปนเฮเกน
โอลิมเปียกอส – วูล์ฟแฮมป์ตัน
เรนเจอร์ส – ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน
โวล์ฟส์บวร์ก – ชัคตาร์ โดเนตส์ค
อินเตอร์ มิลาน – เกตาเฟ
เซบีญา – โรมา
ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต – บาเซิล
ลาสค์ – แมนฯยูไนเต็ด

ชมการจับฉลากได้จากที่ไหน??
ยูฟ่า จะมีการถ่ายทอดสดการจับสลากที่เว็ปไซต์ uefa.com – ซึ่งหมายความว่าสามารถดูได้ทั้งจากทางโทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ของท่านได้

ท่านยังสามารถติดตามการรายงานสดผ่านทาง Goal ที่จะเริ่มอัพเดทความเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงก่อนการจับสลาก

การแข่งขันเริ่มเมื่อไหร่, แข่งที่ไหน?
เกมนัดที่เหลือของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะลงเล่นในวันที่ 7-8 สิงหาคมนี้ ขณะที่ ยูโรป้าลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะมีขึ้นในวันที่ 5-6 สิงหาคม

และเนื่องจากผลการะทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไป จะเป็นในรูปแบบมินิทัวร์นาเม้นท์ แข่งนัดเดียวจบ โดยจะเตะแบบนัดเดียวจบ หากเสมอกันใน 90 นาที จะมีการต่อเวลาพิเศษ และหากเสมอกันใน 120 นาที ก็จะต้องดวลจุดโทษตัดสิน

ขณะที่ ยูโรป้า รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะเล่นกันที่ประเทศเยอรมนีทั้งหมด

มินิทัวร์นาเมนท์ของ UCL เริ่มเมื่อไหร่?
กำหนดวันแข่งขันของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์มีดังนี้

รอบ 8 ทีมสุดท้าย: 12 สิงหาคม – 15 สิงหาคม
รอบรองชนะเลิศ: 18 สิงหาคม – 19 สิงหาคม
รอบชิงชนะเลิศ:  23 สิงหาคม

UCL มินิทัวร์นาเมนท์ จัดขึ้นที่ไหน?
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์จะมีขึ้นที่สนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ รังเหย้าของเบนฟิก้า เช่นเดียวกับนัดชิงชนะเลิศ .

มินิทัวร์นาเมนท์ของ ยูโรป้าลีก เริ่มเมื่อไหร่?
กำหนดวันแข่งขันของศึก ยูโรป้าลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์มีดังนี้

รอบ 8 ทีมสุดท้าย: 10 สิงหาคม – 11 สิงหาคม
รอบรองชนะเลิศ: 16 สิงหาคม – 17 สิงหาคม
รอบชิงชนะเลิศ: 21 สิงหาคม

ยูโรป้าลีก มินิทัวร์นาเมนท์ จัดขึ้นที่ไหน?
ยูโรป้า รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะเล่นกันที่ประเทศเยอรมนีทั้งหมด โดยมีเจ้าภาพ 4 เมืองได้แก่ โคโลญจน์, ดุ๊ยส์บวร์ก, ดุสเซลดอร์ฟ และ เกสเซนเคียร์เชน

โดยรอบชิงชนะเลิศจะมีขึ้นที่สนาม ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน รังเหย้าของ โคโลญจน์