ราชบุรี กับความเป็นไปได้ในถ้วยเอเชีย

ย้อนกลับไปก่อนเริ่มฤดูกาล คงไม่มีใครกล้าพูดเต็มปากว่า ราชบุรี จะติด 1 ใน 4 ของตารางคะแนน

เพราะสถานะ “ราชันมังกร” เป็นเพียงสโมสรระดับกลางกึ่งบน ห่างไกลคำว่า “แชมป์ลีก” เป้าหมายหลักถูกเบนเข็มไปหา “ฟุตบอลถ้วย” ซึ่งทำได้ดีสุดแค่ “พระรอง” อยู่ร่ำไป
จนช่วงเปิดฤดูกาล 4 นัดแรก ราชบุรี กลายเป็นทีมที่หักปากกากูรูอย่างเต็มปัง หลังออกสตาร์ทด้วยผลงานชนะรวด 4 นัด ดีสุดในรอบ 8 ปีสโมสร มีแต้มเทียบเท่า ทรู แบงค็อกฯ จ่าฝูงของตาราง เป็นรองเพียงลูกได้เสีย

แม้จากนั้นไม่นานไวรัสโควิดจะพรากฟุตบอลไทยให้แช่แข็งไปหลายเดือน แต่อีกมุมกลับกลายเป็น “ผลดี” สำหรับ ราชบุรี

เพราะทำให้ไทยลีกไม่สามารถแข่งขัน-จบฤดูกาล ตรงตามปฏิทินลูกหนังที่วางไว้ และในช่วงปลายปี สมาคมฟุตบอลไทยฯ ต้องส่งรายชื่อ 4 ทีม ไปเล่นในศึก AFC champions league 2021 ซึ่งปีนี้เป็นครั้งแรกที่สโมสรจากไทยได้โควตา 2+2  ทำให้สมาคมตัดสินใจใช้วิธีส่งชื่อ 4 ทีมไปเล่นถ้วยเอเชีย โดยวัดผลงานหลังจบ 15 นัดแรก

นั่นหมายถึงโปรแกรมหา 4 สโมสรไปโลดแล่นใน AFC champions league ถูกลดไปกว่าครึ่ง และ ราชบุรี ที่นั่งรองจ่าฝูงขณะนี้ ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ

ทว่าภารกิจที่เหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายของ ราชันมังกร คือ หลังไทยลีกกลับมาแข่งขัน เขาจะรักษา “มาตรฐาน” ทีมเหมือน 4 นัดแรกได้แค่ไหน

เพราะเอาเข้าจริงหากเทียบเคียงทรัพยากรนักเตะ 4 อันดับแรกเวลานี้ ราชบุรี ล้วนเป็นรองทีมอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทรู แบงค็อก ที่แข้งระดับทีมชาติคุณภาพคับแก้ววิ่งชนกันเต็มทีม การท่าเรือ หรือ บีจี ปทุมฯ ที่ช้อปแหลกไม่สนโควิด ผู้เล่นเกรดเอ-บี มีให้เลือกใช้แบบที่ส่งแข่ง 2 ทีมได้สบาย

ยังไม่นับรวมยักษ์ที่รอวัน “ตื่น” อย่างแชมป์เก่า สิงห์ เชียงรายฯ และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีก

ทำให้เป็นงานหินพอควรสำหรับ ราชบุรี ในการรักษาสถานะอันดับ 1 ใน 4 ไปจนถึงอีก 11 นัดที่เหลือ

อย่างไรก็ดีในมุมผู้เขียน ยังมองเห็นความเป็นไปได้ที่ทีมเมืองโอ่ง จะสร้างประวัติศาสตร์ ในการไปเล่นบนถนนสายเอเชีย

จุดแข็งที่ ราชันมังกร มีเหนือกว่าทุกทีมในไทยลีก ในช่วง 4 นัดแรกคือ “ระบบทีม” ที่ค่อนข้างปึก ผู้เล่นเก่า-ใหม่ ต่างเข้าใจแท็คติกของ “โค้ชเจี๊ยบ” สมชาย ไม้วิลัย ไม่ว่าจะถูกจับสลับเปลี่ยนเล่นในแบบแผนไหน

มีกองหลังปึก กองกลางที่สร้างสรรค์เกมได้หลากหลายรูปแบบ กองหน้าที่มีความเร็ว และความคม การเข้าทำน้อยจังหวะ แต่เฉียบขาดและรู้ใจกันเป็นอย่างดี

ทีมเวิร์ค ราชบุรี กลายเป็นจุดแข็งกลบเรื่องศักยภาพนักเตะที่ด้อยกว่าบรรดา “บิ๊กทีม” ด้วยกัน

อีกจุดหนึ่งที่ผู้เขียนกล้าพูดได้เต็มปากคือ ราชบุรี เป็นสโมสร ที่ใช้โควตาแข้งต่างชาติได้ “คุ้มค่า” ที่สุดในไทยลีกจาก 4 นัดแรกที่แข่งขันกันไป

โย ซัง-แฮ เข้ามาเติมเต็มในแผงหลังจับคู่กับ ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ได้อย่างลงตัว
ลอสเซมี คาราบูเอ กองกลางที่บู๊ไม่มีถอย เปลี่ยนบอลตรงกลางเป็นเกมรุกได้เนียนตา และเติมขึ้นไปทำประตูได้
สตีเฟ่น ล็องจิล หมอนี่ไม่ได้มีแค่ความเร็วเป็นทีเด็ด แต่ยังมีลูกครอสที่แม่นยำสร้างอันตรายได้ตลอด
ยานนิก โบลี คือเครื่องจักรสังหารผู้ทำประตูได้ทุกรูปแบบในกรอบเขตโทษ

4 คนนี้คือแกนหลักในบรรดาตัวจริงโควตาต่างชาติที่ถูกส่งลงสนาม

ขณะที่ม้านั่งสำรองพวกเขามีโควตาอาเวียนชั้นดีอย่าง ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่พร้อมลงมาเปลี่ยนเกมได้ทุกเมื่อ ยังไม่นับรวมถึง ลุค วู๊ดแลนด์ และแข้งใหม่อย่าง จัสติน มิเกล บาส ที่เป็นอีกตัวเลือก

สิ่งที่พอหยิบมาตอบแทนข้อเขียนข้างบนได้ คงเป็นผลงาน 4 นัดแรกที่ทีมชนะรวด และถลุงคู่แข่งไปถึง 9 ประตู โดยทั้งหมดเกิดจากการมีส่วนร่วมของนักเตะต่างชาติทั้งสิ้น ขาดไปเพียงประตูเดียวที่เกิดจากจังหวะทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง

ชนะ ตราด เอฟซี 2-0
สตีเฟ่น ล็องจิล ครอสให้ ยานนิก โบลี โขก
ฆาเบียร์ ปาตินโญ เรียกจุดโทษ ฟิลิป โรเลอร์ ยิง

ชนะ สุโขทัย เอฟซี 2-1
จักรพันธ์ พรใส แอสซิสต์ให้ ยานนิก โบลี หลุดไปยิง
ปิยะราษฎร์ ลาจังหรีด (ทำเข้าประตูตัวเอง)

ชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4-3
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ชิ่งต่อให้ ยานนิก โบลี ยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ลอสเซมี คาราบูเอ เติมขึ้นมาซัด
เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม ผ่านให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่แปะต่อให้ ฟิลิป โรเลอร์ หลุดไปยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ยิงเหน่ง ๆ

ชนะ นครราชสีมา 1-0
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ โหม่ง

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าผู้เล่นต่างชาติ ราชบุรี เป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับทีม โดยมีผู้เล่นไทยอย่าง จักรพันธ์ พรใส, จิตปัญญา ทิสุด หรือ ฟิลิป โรเลอร์ ร่วมกันสร้างสรรค์เกมให้ไหลลื่น

มันคือ “ความลงตัว” ของแข้งต่างชาติ ที่เหนือกว่าสโมสรอื่น ณ เวลานี้

อย่างที่บอกไป จนกว่าจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง หากแข้งหลักที่ว่ามาไม่เจอตลกร้ายปัจจัยภายนอก หรืออาการบาดเจ็บเล่นงาน และรักษามาตรฐานระดับสูงไว้ดัง 4 เกมแรก ถนนสู่ AFC champions league สำหรับ ราชบุรี

ก็มีความเป็นไปได้      

สุดจริง !! คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สร้างสถิติใหม่อีกแล้ว

 

ผลบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คู่บิ๊กแมตช์ ยูเวนตุส จ่าฝูงเปิดบ้านเฉือน ลาซิโอ 2-1 โดยเกมนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โชว์ฟอร์มทำคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ ยูเว่ ขยับเข้าใกล้แชมป์ลีกไปอีกหนึ่งก้าว และตัวเขาเองก็ขึ้นไปรั้งตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับ ชิโร่ อิมโมบิเล่ ที่ 30 ประตูเท่ากัน

        ซึ่ง 2 ประตูในเกมนี้ของ โรนัลโด้ ส่งให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูอย่างน้อย 50 ลูกได้เร็วที่สุดในศึก เซเรีย อา นับตั้งแต่ปี 1995 โดยดาวเตะวัย 35 ปี ทำไป 51 ประตู จาก 61 นัด

        นอกจากนี้ ซีอาร์7 ยังสร้างสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ยิงประตูถึงหลัก 50 ลูก ได้ใน 3 ลีกใหญ่ของยุโรป ทั้ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลา ลีกา สเปน และ เซเรีย อา อิตาลี

        โดยก่อนหน้านี้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ทำไป 84 ประตู ใน พรีเมียร์ลีก ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ระหว่างปี 2003-2009) และทำไป 311 ประตู ใน ลา ลีกา ให้กับ เรอัล มาดริด (ระหว่างปี 2009-2018)

        สำหรับนักเตะอีกรายที่ยิงประตูถึงหลัก 50 ลูก ได้ 3 จาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ก่อนหน้านี้ก็คือ เอดิน เชโก้ แต่ในกรณีของ หัวหอกทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เกิดขึ้นใน บุนเดสลีกา, พรีเมียร์ลีก และ เซเรีย อา

ชาวเน็ตเสี้ยมอีก!เบลแกล้งดีใจ-ไม่แบกซีดานโยน

แกเร็ธ เบล ปีกสำรองค่าจ้างแพงของ เรอัล มาดริด โดนชาวเน็ตจับผิดอีกแล้วกับพฤติกรรมระหว่างทีมฉลองแชมป์ ลา ลีกา สมัยที่ 34 วานนี้ เมื่อแค่กอดคอทำท่าร้องรำทำเพลงแบบขอไปที แล้วเข้าตาสุดๆตอนทีมเมตจับเทรนเนอร์ ซีเนดีน ซีดาน โยนฉลอง สตาร์เวลส์แค่ยืนกอดอกดู

 มาดริด ได้แชมป์ ลีกา ฤดูกาล 2019-20 เมื่อสามารถเอาชนะ บียาร์เรอัล 2-1 การันตีตำแหน่งโดยไม่แคร์ผลคู่รองจ่าฝูง บาร์เซโลน่า เน่าคารังต่อ โอซาซูน่า ที่เหลือผู้เล่น 10 คน สกอร์ 1-2

 บรรยากาศแห่งความสุขที่ สนาม อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ เป็นไปอย่างชื่นมื่นนักเตะแกนหลักอย่าง เซร์คีโอ รามอส, คาริม เบนเซม่า หรือ ลูก้า โมดริช ต่างเคลียคลออยู่ไม่ห่างจากบอสเฟร้นช์แมน

 ต่างจากปีกวัย 31 ปี เจตนายืนให้ห่างสุดอย่างชัดเจนทางริมขอบฝั่งซ้ายมือโค้ช แต่มิวายถูกชาวเน็ตจับผิดว่าขาดซึ่งอารมณ์ร่วมต่องานฉลองเพราะพี่แกแค่ชูกำปั้นสะใจพอเป็นพิธี

ยิ่งไปกว่านั้นตอนผู้เล่นห้อมล้อมจับ ซีดาน โยนขึ้นฟ้าแสดงความซูฮก เบล ก็แค่กอดอกยืนดูแล้วแสยะยิ้มแบบเก้ๆกังๆ ภาษากายสื่อความหมายว่า – แล้วไงวะ? –

 เมื่อบวกกับพฤติการณ์ก่อนนั้นที่นั่งหลับเหยียดขาเอาหน้ากากอนามัยปิดตาระหว่างเกมแข่ง หรือทำมือทำไม้เป็นกล้องสอดแนมประชดใส่ช่างภาพที่ชอบแอบถ่ายเขา ก็เพียงพอจะทำให้เหล่า มาดริดนิสต้า กดดันท่าประธานสโมสร ฟลอเรนตีโน่ เปเรซ ยอมขาย เบล ให้พ้นๆดีกว่าทำลายบรรยากาศในห้องแต่งตัว

 สัญญาของนักเตะจอมโชว์วงสวิงมีถึง มิ.ย.2022 รับค่าจ้าง 15 ล้านยูโร-ต่อ-ปี (ราว 13.6 ล้านปอนด์-ต่อ-ปี/283,000 ปอนด์-ต่อ-สัปดาห์) นับเป็นอุปสรรคสำคัญหากทีมไหนจะมารับผิดชอบต่อ

โด้ปืนผืด! ยูเวนตุสหวิดแย่ไล่เจ๊าซาสซูโอโล่ไร้ชัย3เกมติด

"ม้าลาย" ยูเวนตุส ควานหาสามแต้มไม่เจอมาสาในัดติดแล้ว ล่าสุดบุกไปนำก่อนครึ่งแรก แต่สรุปทำได้แค่ตามตีเสมอ ซาสซูโอโล่ 3-3 ทำให้ยังมีคะแนนเป็นจ่าฝูงนำทีมตามมาถึง 7 แต้ม ต้องรอการฉลองแชมป์ออกไปก่อน ในการแข่งขันศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันพุธที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา
สนาม : มาเปอี สเตเดี้ยม

     ศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันพุธที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา "ม้าลาย" ยูเวนตุส ยังต้องเดินหน้าคว้าคะแนนอย่างต่อเนื่อง เพื่อการขยับซิวแชมป์ให้เร็วมากยิ่งขึ้น หลังนำทีมตามอยู่ 6 แต้ม เมาริซิโอ ซาร์รี่ เฮดโค้ชทีมเยือน ใส่ผู้เล่นแบบหมุนเวียนพัก "ดีบาล่า" เป็นสำรอง แต่ส่ง "โรนัลโด้" เป็นตัวจริงลุ้นยิงประตูที่ 50 ในเสื้อยูเว่ ขณะที่เจ้าบ้าน ซาสซูโอโล่ ฟอร์มหกเกมหลังไม่มีคำว่าแพ้ เป็นการชนะ 4 เกมติดอีกด้วย โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ เทรนเนอร์ของทีม ปลื้มผลงานแต่หวังสร้างความประหลาดใจสอยจ่าฝูงให้ได้

     ม้าลายนำเร็วนาทีที่ 5 มิราเล็ม ปานิช วางลูกเตะมุมทางขวาออกตรงวงกลมนอกกรอบเขตโทษ ดานิโล่ ยืนรอส่องด้วยเท้าขวาบอลแหวกผู้เล่นทั้งสองทีมเข้าซุกกลางตาข่ายแบบที่ อันเดรีย คอนซิยี่ นายทวารเจ้าบ้านหมดสิทธิ์รับ

     เจ้าถิ่นบุกบ้างนาทีที่ 10 โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ กระชากบอลมาทางริมสนามด้านขวา โยกหนี อเล็กซ์ ซานโดร มาหน้ากรอบเขตโทษตรงกลาง ปั่นบอลโค้งแต่ทิศทางไม่ห่างมือ วอยเชียค เชสนี่ จับบอลอยู่มือ

     ม้าลายโขยกหนีนาทีที่ 12 ดานิโล่ จ่ายบอลเส้นข้างยัดเข้ากลางสนามก่อน มิราเล็ม ปานิช ตวัดบอลทีเดียวทิ้งมาด้านหน้าให้ กอนซาโล่ อิกวาอิน สปีดมาเก็บบอลลุยเข้าเขตโทษทางฝั่งขวาไปซัดบอลผ่านตัวนายด่านซาสซูโอโล่ ตุงตาข่ายไปอีกเม็ด

     ผ่านมาถึงนาทีที่ 22 อันเดรีย คอนซิยี่ นายทวารเจ้าบ้านออกมาโหม่งบอลหวังตัดโอกาสคู่แข่ง ทว่าบอลกลับมาหา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ รับบอลสนามข้างขวายิงไกล บอลน้ำหนักได้ลุ้นแต่ทิศทางไม่ดีพอชนข้างตาข่ายประตูแทน

     ซาสซูโอโล่เกือบเฮบ้างนาทีที่ 24 เมิร์ต มูลดูร์ เก็บบอลได้ทางขวาหน้ากรอบเขตโทษ เลี้ยงล็อกเข้าเหลี่ยมเท้าขวาซัดบอลพุ่งเข้าหาประตู แต่ว่า วอยเชียค เชสนี่ มือกาวม้าลายเหยียดมือปัดออกมาก่อนผู้เล่นยูเว่เคลียร์ทิ้งออกไป

     ต่อมานาทีที่ 27 มานูเอล โลคาเตลลี่ ส่งบอลต่อให้ โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ กลางสนามจ่ายฝากบอลไว้ที่ ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ ส่งบอลลอดขา ,มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์ ทะลุมาที่ โดเมนิโก้ เบราร์ดี้วิ่งไปรับบอลชิ่งหลุดเข้าเขตโทษแต่ว่ายิงไม่ผ่านตัว วอยเชียค เชสนี่ ที่ออกมาขวางได้ทันเวลา

     เจ้าถิ่นไล่มานาทีที่ 29 เมิร์ต มูลดูร์ ลากบอลตะลุยจากริมสนามฝั่งขวามาหน้ากรอบเขตโทษโดน โรดริโก้ เบนตันกูร์ เตะสกัดบอลไปถูกตัว อเล็กซ์ ซานโดร กระดอนมาหา ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ ใช้ตัวบังบอลในเขตโทษจิ้มป้ายให้ ฟิลิป ยูริซิช ยิงตามน้ำบอลลอยข้ามตัวนายทวารม้าลายเข้าไป

     ช่วงนาทีที่ 45+4 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้บอลหน้ากรอบเขตโทษจ่ายตรงให้ กอนซาโล่ อิกวาอิน ดีดออกข้างไปที่ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ จ่ายเรียดเข้ากลางเขตโทษ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สบจังหวะซัดบอลแต่ว่าผู้เล่นเจ้าถิ่นตามมาบล็อกบอลลอยข้ามคานออกหลังไป จบ 45 นาที ยูเวนตุส บุกนำอยู่ 2-1

     ม้าลายชวดเฮนาทีที่ 46 จากความผิดพลาดของ อันเดรีย คอนซิยี่ นายด่านเจ้าบ้านที่ใช้มือจับบอลหลังเพื่อนเตะคืนหลัง มิราเล็ม ปานิช เขี่ยฟรีคิกสองจังหวะริมกรอบเขตโทษ 6 หลาทางซ้ายให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หวดบอลติดกำแพงผู้เล่นซาสซูโอโล่ ที่กรูเข้ามาขวาง

     ซาสซูโอโล่ตีคืนสำเร็จนาทีที่ 51 โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ ปั่นฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษระยะ 20 หลาเยื้องมาด้านขวา บอลพุ่งลอดกำแพงดาวเตะยูเว่ที่ยืนเรียงรายขวางทางเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

     เจ้าถิ่นแซงนำนาทีที่ 54 ฟิลิป ยูริซิช ส่งบอลสั้นให้ ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ เปิดบอลจากหน้ากรอบเขตโทษออกข้างไปทางขวา โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ โยกหนีแนวรับทีมเยือนแล้วยิงกึ่งผ่านมาหน้าปากประตูที่เสาสอง ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ ปรี่มาสไลด์ทิ่มบอลกลิ้งซุกประตูไป

     ม้าลายหวังเอาคืนนาทีที่ 60 ดานิโล่ เลี้ยงมากลางสนามไหลให้ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ รับบอลก่อนหยอดมาในเขตโทษที่ อาเดรียง ราบิโอต์ ตัวสำรองที่ลงมาโขกบอลคนเดียวไร้ตัวประกอบแต่ว่าบอลกลับออกข้างเสาไปแบบน่าเสียดาย

     ยูเว่ไล่เจ๊าทันนาทีที่ 64 โรดริโก้ เบนตันกูร์ โยนลูกเตะมุมฝั่งขวา บอลลอยเข้าเขตโทษเสาแรกและเป็น อเล็กซ์ ซานโดร ฟูลแบ็กม้าลายโถมตัวโหม่งบอลในกรอบ 6 หลา เข้าไปกองที่ก้มตาข่ายอีกเม็ด

     ทีมเยือนพลาดโอกาสนาทีที่ 78 อเล็กซ์ ซานโดร เลี้อยบอลเลาะมาทางริมสนามฝั่งซ้าย ตัดเข้าเขตโทษด้านเดียวกันเปิดย้อนเข้ามาในเขตโทษ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปรี่มาจับบอลล็อกหลอกผู้เล่นเจ้าบ้านแล้วซัดเต็มเท้า แต่ อันเดรีย คอนซิยี่ มือกาวซาสซูโอโล่ปัดออกมาได้ยอดเยี่ยม

     เจ้าบ้านเกือบนำอีกนาทีที่ 84 ฮาเหม็ด ตราโอเล่ ส่งบอลฝากไว้ที่ ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ หน้ากรอบเขตโทษก่อนหัวหอกสำรองวิ่งมารับบอลตรงกรอบเขตโทษด้านซ้ายแล้วยิงบอลอัดแนวรับม้าลายกระดอนมาเข้าทาง เฌเรมี่ โบก้า ปั่นเล่นทางบอลหนีตัว วอยเชียค เชสนี่ แต่ยังมี อเล็กซ์ ซานโดร ถอยไปคุมเส้นย่อตัวโหม่งสกัดออกไป จบเกม ยูเวนตุส ทำได้แค่ไล่เสมอ ซาสซูโอโล่ 3-3 ทำให้ยังมีคะแนนเป็นจ่าฝูงนำทีมตามมาถึง 7 แต้ม

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ซาสซูโอโล่ (4-2-3-1): อันเดรีย คอนซิยี่,เมิร์ต มูลดูร์,วลัด คิริเชส (มาร์ลอน น.75),เฟเดริโก้ เปลูโซ่,จอร์กอส คีเรียโคปูลอส,ฟรานเชสโก้ มานาเนลลี่ (เมห์ดี้ บูราเบีย น.67),มานูเอล โลคาเตลลี่,โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ (จาน มาร์โก แฟร์รารี่ น.86),ฟิลิป ยูริซิช (ฮาเหม็ด ตราโอเล่ น.67),เฌเรมี่ โบก้า (จานโคโม่ ราสปาโดรี่ น.86),ฟรานเชสโก้ คาปูโต้

ยูเวนตุส (4-3-3): วอยเชียค เชสนี่,ดานิโล่,มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์,จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (ดานิเอเล่ รูกานี่ น.46),อเล็กซ์ ซานโดร,โรดริโก้ เบนตันกูร์,มิราเล็ม ปานิช (อาเดรียง ราบิโอต์ น.57),แบลส มาตุยดี้ (อารอน แรมซี่ย์ น.86),เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ (ดั๊กลาส คอสต้า น.62),กอนซาโล่ อิกวาอิน (เปาโล ดีบาล่า น.57),คริสเตียโน่ โรนัลโด้

สเตอร์ลิงเบิ้ล! แมนซิตี้บุกถล่มวัตฟอร์ดยับส่งแตนลุ้นหนีตายนัดสุดท้าย

"เรือใบสีฟ้า" รองแชมป์ซีซั่นนี้ แม้เพิ่งอกหักจาก เอฟเอ คัพ มาแต่ล่าสุดคืนฟอร์มโหดหลังบุกไปถล่ม วัตฟอร์ด ทีมโซนหนีตายแบบยับเยิน 4-0 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยเกมนี้ ราฮีม สเตอร์ลิง เหมาสองประตูทำสถิติยิงเพิ่มเป็น 19 ลูกในลีกเท่ากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ช่วยให้เรือใบมีเพิ่มเป็น 78 คะแนน ส่วน "แตนอาละวาด" ซึ่งรั้งอันดับ 17 มี 34 แต้มต้องลุ้นหนีตกชั้นในเกมสุดท้ายที่จะบุกไปเยือน อาร์เซน่อล

สนาม : วิคาเรจ โร้ด

    เกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 37 (นัดรองสุดท้าย) "แตนอาละวาด" ที่เพิ่งปลด ไนเจล เพียร์สัน จากการคุมทัพ ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นหลังรั้งอันดับ 17 เกมนี้รับมือรองจ่าฝูง แมนเชสเตอร์ ซิตี้

    โดยผลงานล่าสุดของทั้งคุ่นั้น วัตฟอร์ด เพิ่งบุกไปแพ้ เวสต์แฮม 1-3 ขณะที่ "เรือใบสีฟ้า" แม้เกมในลีกล่าสุดจะเฉือน บอร์นมัธ 2-1 ทว่าฟอร์มล่าสุดเพิ่งร่วงจาก เอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก หลังพ่ายให้ อาร์เซน่อล 0-2 ที่เวมบลี่ย์

    เกมนี้ เฮย์เดน มัลลินส์ รักษาการแทนส่ง โรแบร์โต้ เปเรยร่า ที่ไม่ได้ลงเลยในยุคของ เพียร์สัน สตาร์ทเป็นตัวจริงล่าตาข่ายร่วมกับ อิสไมล่า ซาร์ และทรอย ดีนี่ย์ ขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จัดสามประสานเป็น แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส และราฮีม สเตอร์ลิง

    ครึ่งแรก "เรือใบสีฟ้า" ไล่บี้กดดันตั้งแต่ต้นเกม นาที 12 เกือบชิงขึ้นนำไปก่อนหลัง โรดรี้ ตะบันนอกกรอบด้วยขวาบอลพุ่งไปแฉลบหลัง กาเบรียล เชซุส บอลลอยจะเสียบสามเหลี่ยมอยู่แล้วแต่ เบน ฟอสเตอร์ ยังเหินบินปัดออกหลังหวุดหวิด

    เจ้าบ้านรับแน่นมากจน แมนฯซิตี้ แทบจะหาโอกาสส่องแบบจะๆไม่ได้เลย นาที 22 ชูเอา คานเซโล่ เล่นชิ่งกับ กาเบรียบ เชซุส ก่อนที่คานเซโล่จะกดด้วยซ้ายไปติดบล็อค บอลมาเข้าทาง ฟิล โฟเด้น หวดด้วยซ้ายซ้ำเข้าไปแต่ก็ยังไปติดแข้งเจ้าถิ่นออกหลังเป็นเตะมุม

    จนแล้วจนรอด นาที 32 ลูกทีมของ "เป๊ป" บุกมาขึ้นนำจนได้ 1-0 จากจังหวะที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดเข้ามาให้ ราฮีม สเตอร์ลิง จับหนึ่งจังหวะก่อนซัดเต็มข้อด้วยขวา บอลพุ่งแรงเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงามเป็นประตูที่ 18 ของปีกทีมชาติอังกฤษในฤดูกาลนี้

    นาที 40 ฟิล โฟเด้น ตัดบอลได้กลางสนามก่อนพาขึ้นมาเองแล้วจ่ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ดึงหลอกในกรอบก่อนจะโดน วิลล์ ฮิวจ์ส ทำฟาวล์ในเขตโทษผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาสังหาร ทว่าไปโดน เบน ฟอสเตอร์ เซฟไว้ได้แต่บอลยังมาตกหน้า สเตอร์ลิง ซ้ำด้วยขวาเข้าไปง่ายๆ เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ให้ แมนฯซิตี้ บุกมานำห่าง 2-0 และเป็นประตูที่ 19 เท่ากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 ทีมเยือนเกือบได้เม็ดที่สาม หลัง แบร์นาร์โด้ ซิลวา จ่ายบอลให้ เควิน เดอ บรอยน์ ยิงด้วยขวาถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

    จบครึ่งแรก วัตฟอร์ด ตามหลัง แมนฯซิตี้ 0-2

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลังแค่ นาที 46 เจ้าบ้านเกือบพลาดเสียประตูที่สามหลัง กาเบรียล เชซุส หลุดเขาไปยิงติดเซฟ เบน ฟอสเตอร์

    อีกนาทีถัดมา เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายออกขวาให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หวดนอกกรอบด้วยขวาบอลพุ่งแรงแต่ยังไม่ห่างตัว ฟอสเตอร์ ปัดออกไปได้อีก

    นาที 49 เป็นโอกาสหนแรกในเกมของ วัตฟอร์ด ทรอย ดีนี่ย์ จ่ายต่อให้ อิสไมล่า ซาร์ ซัดด้วยซ้ายแต่บอลหลุดกรอบออกไปไม่ได้ลุ้น

    นาที 61 เควิน เดอ บรอยน์ เกือบมีชื่อเป็นคนทำประตูบ้างหลังตะบันนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลยังโดน เบน ฟอสเตอร์ ปัดออกไป

    จากนั้น นาที 63 "เรือใบสีฟ้า" นำห่างเป็น 3-0 บอลจาก เดอ บรอยน์ แทงทะลุช่องให้ ราอีม สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปยิงติดตัว ฟอสเตอร์ แต่บอลยังมาเข้าทาง ฟิล โฟเด้น ตามซ้ำด้วยซ้ายโล่งๆเข้าไปไม่พลาด

    แมนฯซิตี้ยังไม่หยุดแค่นั้น ยังเดินหน้าลุยต่อ นาที 67 มาได้ประตูนำโด่งเป็น 4-0 อย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ ชูเอา คาานเซโล่ เรียกฟรีคิกให้เรือใบ ก่อนที่ เควิน เดอ บรอยน์ จะเปิดสุดแม่นเข้าไปให้ เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ ขึ้นโขกกดลงพื้นย้อนตัว เบน ฟอสเตอร์ เข้าไปอย่างสวยงาม

    นาที 78 เจ้าบ้านวางบอลยาวสวนกลับให้ แดนนี่ เวลเบ็ค ตัวสำรองหลุดเข้าไปแต่จังหวะจะแตะบอลหลบ เอแดร์ซอน  นั้นไม่พ้นโดนมือกาวบราซิเลี่ยนขวางเอาไว้ได้ทัน

    ช่วงเวลาที่เหลือ ไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม วัตฟอร์ด พ่ายคาบ้านให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เละเทะ 0-4 ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" ที่การันตีรองแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้มีเพิ่มเป็น 78 คะแนน ส่วนวัตฟอร์ด แพ้นัดที่ 19 มี 34 แต้มในลีกรั้งอันดับ 17 ต้องดิ้นรนลุ้นหนีตกชั้นในเกมนัดสุดท้ายที่จะบุกไปเยือน อาร์เซน่อล ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        วัตฟอร์ด (4-3-3) : เบน ฟอสเตอร์ – อาเดรียน มาเรียปป้า, คริสติย็อง กาบาเซเล่, เคร็ก ดอว์สัน, กีโก้ เฟเมเนีย – วิลล์ ฮิวจ์ส, อับดูลาย ดูกูเร่ (นาธาเนียล ชาโลบาห์ น.82), ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ – อิสไมล่า ซาร์, ทรอย ดีนี่ย์ (แดนนี่ เวลเบ็ค น.67), โรแบร์โต้ เปเรยร่า (อดัม มาซิน่า น.87)

        ผู้จัดการทีม : เฮย์เดน มัลลินส์ (รักษาการ)

        แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์ (โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ น.64), เอริก การ์เซีย, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ (จอห์น สโตนส์ น.74), ชูเอา คานเซโล่ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้, ฟิล โฟเด้น – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง (ริยาด มาห์เรซ น.64)

        ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        ผู้ตัดสิน : ไมเคิ่ล โอลิเวอร์

แซงนำฝูงแบบเซ็ง! บาร์ซ่าแต้มหล่นโดนเซลต้าไล่เจ๊าท้ายเกม

หลุยส์ ซัวเรซ แม้จะเหมาคนเดียวสองประตู ทว่า บาร์เซโลน่า กลับไม่ได้สามแต้มหลังโดนทีเด็ดของ ยาโก้ อาสปาส ซัดฟรีคิกใน นาที 88 ช่วยให้ เซลต้า บีโก้ ไล่ตีเสมอ 2-2 ส่งผลให้ "เจ้าบุญทุ่ม" แซง เรอัล มาดริด หนึ่งคะแนนขึ้นนำเป็นจ่าฝูงด้วยการมี 69 คะแนน แต่แข่งมากกว่าหนึ่งนัด ในศึกลา ลีกา สเปน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา

    ศึกฟุตบอล ลา ลีกา สเปน นัดที่ 32 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน เซลต้า บีโก้ ทีมอันดับ 16 คว้าชัยมาสองเกมติด ล่าสุดบุกไปอัด เรอัล โซเซียดาด 1-0 เกมนี้รับการมาเยือนของแชมป์เก่า บาร์เซโลน่า ที่แต้มเท่ากับจ่าฝูง เรอัล มาดริด 68 แต้ม แต่เฮดทูเฮดเป็นรองทำให้รั้งรองจ่าฝูง ซึ่งฟอร์มล่าสุดเพิ่งเปิดรังเบียด แอธ.บิลเบา มาหวุดหวิด 1-0

     เริ่มเกมได้แค่ 6 นาที บาร์เซโลน่า เกือบบุกมาขึ้นนำก่อนหลัง เมสซี่ เตะคอนเนอร์มาให้ เคราร์ด ปีเก้ โขกระยะไม่ถึง 6 หลาไปชนคานอย่างน่าเสียดาย

    กระนั้น นาที 20 เจ้าบุญทุ่มมาพังสกอร์ขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะเซ็ตเพลย์หน้ากรอบเขตโทษ เมสซี่ เปิดฟรีคิกเข้ามาทางเสาแรกให้ หลุยส์ ซัวเรซ ที่ยืนโล่งๆ สะบัดโขกบอลเบียดเสาเข้าไป

    นาที 24 เซลต้า มีโอกาสเช่นกันหลัง เดนิส ซัวเรซ จ่ายให้ แบรส์ เมนเดซ กดด้วยซ้ายกลางประตูแต่บอลก็ไม่ผ่านมือ มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น

     จบครึ่งแรก เซลต้า บีโก้ ตามหลัง บาร์เซโลน่า 0-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง แค่นาที 50 เจ้าบ้านมาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่ โอกาย โยกุสลู หลุดเข้าไปในกรอบทางด้านขวาก่อนจะหักเลียดมาในกรอบแค่ 6 หลาให้ เฟดอร์ สโมลอฟ ที่ยืนโล่งๆ ซัดด้วยซ้ายเข้าไป

    นาที 67 บาร์เซโลน่า มาแซงขึ้นนำเจ้าถิ่น 2-1 อีกครั้ง และยังเป็นคู่หูคนเดิมอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ที่วิ่งมาฉกบอลจากแนวรับก่อนจ่ายสั้นๆให้ ซัวเรซ ล้มตัวยิงด้วยซ้ายไปทางเสาไกลหนีมือ รูเบน บลังโก้ เข้าไป

    แต่แล้วในช่วงท้ายเกม นาที 88 เจ้าบ้านมาฮึดไล่ตีเสมอ 2-2 ได้สำเร็จ หลังได้ฟรีคิกนอกกรอบไม่ถึง 20 หลา ก่อนที่ ยาโก้ อาสปาส จะปั่นหนีกำแพงเบียดเสาเข้าไปชนิดที่ มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น ได้แต่ยืนมอง

    จบเกม เซลต้า บีโก้ เสมอกับ บาร์เซโลน่า แบบสนุก 2-2 แบ่งแต้มกันไปทีมละหนึ่งคะแนน ส่งผลให้ เจ้าบุญทุ่ม แซง เรอัล มาดริด ขึ้นไปรั้งจ่าฝูงแค่หนึ่งคะแนน โดยมี 69 คะแนน ส่วน "ราชันชุดขาว" ซึ่งมี 68 แต้มจะมีคิวเตะในวันอาทิตย์นี้ด้วยการบุกไปเยือน เอสปันญ่อล

รายชื่อนักเตะลงสนามตัวจริง

    เซลต้า บีโก้ (3-5-2) : รูเบน บลังโก้ – โจเซป ไอดู,จอร์จ แซนซ์ ,เนสตอร์ อาเราโฮ – เกบิน บาสเกซ, บราอิส เมนเดซ, โอกาย โยกุสลู, เดนีส ซัวเรซ, จาโคโบ กอนซาเลซ – ยาโก้ อาสปาส, ฟีโอดอร์ สโมลอฟ

    บาร์เซโลน่า (4-3-3) : มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น – เนลซอน เซเมโด้, เคราร์ด ปีเก้, ซามูแอล อุมติตี้, ยอร์ดี้ อัลบา – อาร์ตูโร่ วีดัล, อีวาน ราคิติช, ริการ์ด ปูก – ลิโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรซ, อันซู ฟาติ

บาร์ซ่าจองสามแต้ม! เมสซี่พาบุกถลุงเซลต้าขึ้นฝูงแทนราชันชุดขาว

บาร์เซโลน่า เสียตำแหน่งจ่าฝูงให้ เรอัล มาดริด ด้วยผลต่างเฮดทูเฮดที่เป็นรอง ลิโอเนล เมสซี่ ขอตะบันนำชัยพาทีมคืนหัวตาราง จัดทัพบุกบ้าน เซลต้า บีโก้ ที่ยังไม่ปลอดภัยในสถานการณ์หนีตกชั้น ในการแข่งขันฟุตบอลลา ลีกา สเปน คืนวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2563
ปรีวิวลา ลีกา สเปน
วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2563
เซลต้า บีโก้ (16) – บาร์เซโลน่า (2)
เวลา : 22.00 น. ถ่ายทอดสด : บีอินส์ สปอร์ต 1

สนาม : อาบานก้า-ไบไลโดส

    ออสการ์ การ์เซีย เทรนเนอร์ เซลต้า บีโก้ จะขาด ฟราน เบลตราน กองกลางตัวรับที่มีอาการเจ็บรบกวน แต่ก็จะได้ โอกาย โยกูสลู มิดฟิลด์เติร์กพ้นโทษแบน 1 กลับมาทำเกมร่วมกับ ฟิลิป บราดาริช พอดี ส่วนตัวรุก  เดนิส ซัวเรซ ลงทำเกมร่วมกับ ราฟินญ่า ขยับ ยาโก้ อาสปาส ขึ้นไปยืนกองหน้าตัวเป้า

    ด้านแผงหลัง 3 เซนเตอร์แบ็กวาง เฮซอน มูรีโย่ ลงเล่นร่วมกับ โจเซป ไอดู และ เนสตอร์ อาเราโฮ  ส่วนวิงแบ็กขวากับซ้าย ใช้ เกบิน บาสเกซ กับ ลูกัส โอลาซ่า ในรายของ เซร์คิโอ อัลบาเรซ กับ ดาบิด ยุนก้า ยังบาดเจ็บไม่พร้อมลงสนาม

    กีเก้ เซเตียน เทรนเนอร์ บาร์เซโลน่า จะชวดใช้งาน เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ที่ติดโทษแบน โอกาสตัวจริงจะตกเป็นของ อีวาน ราคิติช ฮีโร่จากเกมที่แล้ว ลงเล่นร่วมกับ อาร์ตู เมโล่ และ อาร์ตูโร่ วีดัล ส่วนแดนหน้ายึดตามเดิม หลุยส์ ซัวเรซ ยืนหน้าเป้า เลโอ เมสซี่ ยืนด้านขวา ส่วนฝั่งซ้ายเป็น อองตวน กริซมันน์

    ในแนวรับ เกลม็อง ล็องเล่ต์ ลงยืนคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟกับ เคราร์ด ปีเก้ ตามเดิม ส่วนแบ็กขวา เนลซอน เซเมโด้ จะได้ลงแทน เซร์จี้ โรเบร์โต้ ที่ยังไม่ฟิต ขณะที่แบ็กซ้ายเป็น ยอร์ดี้ อัลบา ในรายของ แฟร้งกี้ เดอ ยองก์ ยังไม่ฟิตสมบูรณ์

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    เซลต้า บีโก้ (3-4-2-1): รูเบน บลังโก้-โจเซป ไอดู,เฮซอน มูรีโย่,เนสตอร์ อาเราโฮ-เกบิน บาสเกซ,โอกาย โยกุสลู,ฟิลิป บราดาริช,ลูกัส โอลาซ่า-เดนีส ซัวเรซ,ราฟินญ่า-ยาโก้ อาสปาส

    บาร์เซโลน่า (4-3-3): มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น-เนลซอน เซเมโด้,เคราร์ด ปีเก้,เกลม็อง ล็องเล่ต์,ยอร์ดี้ อัลบา-อาร์ตูโร่ วีดัล,อีวาน ราคิติช,อาร์ตู เมโล่-ลิโอเนล เมสซี่,หลุยส์ ซัวเรซ,อองตวน กริซมันน์

ดีบาล่าแจ่ม-โด้ซัดเต็มข้อ! ยูเวนตุสบุกสอยเจนัว นำฝูงทิ้งลาซิโอ4แต้ม

"ม้าลาย" ยูเวนตุส ฟอร์มยังยอดเยี่ยมหลังบุกไปคว้าชัยเหนือ เจนัว ทีมท้ายตารางแบบไม่ยาก 3-1 เกมนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดประตูสุดสวย ก่อนที่เปาโล ดีบาล่า จะยิงหนึ่งจ่ายหนึ่ง พาทีมซิวสามแต้มนำเป็นจ่าฝูงต่อไป โดยทิ้ง ลาซิโอ 4 คะแนนเหมือนเดิม ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เมื่อคืนวันอังคารที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สนาม : สตาดิโอ ลุยจิ แฟร์ราริส (เจนัว)

    เริ่มครึ่งแรก เป็นทัพ "ม้าลาย" ที่ทำได้ดีกว่า นาที 11 เปาโล ดีบาล่า ลากจากขวาเข้าไปซัดด้วยซ้ายไปติดบล็อคแนวรับเจ้าถิ่น ถัดมาอีกนาที เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ยิงด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ มัตเตีย เปริน

    นาที 13 ทีมเยือนเกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หวดด้วยขวาเน้นๆนอกกรอบ บอลพุ่งไปติดมือ มัตเตีย เปริน ปัดออกหลังเป็นเตะมุม

    ทีมเยือนบี้กดดันอย่างหนักชนิดพับสนามบุก นาที 16 โรนัลโด้ ได้โอกาสโชว์อีกทีคราวนี้กดด้วยขวาเต็มแรงแต่บอลยังไปเข้ามือ เปริน 

    นาที 35 ม้าลายลุยขึ้นมาอีก คราวนี้ ฮวน กวาดราโด้ ครอสบอลเข้ามาให้ อาเดรียง ราบิโอต์ ขึ้นโขกในกรอบไม่กี่หลาบอลยังไปติดมือนายด่านเจนัว

    นาที 43 ทีมเยือนชวดได้ประตูขึ้นนำอีกหน ดีบาล่า ไหลต่อให้ โรนัลโด้ หลุดเข้าไปซัดมุมแคบด้วยขวาเต็มแรง บอลพุ่งไปติดมือ มัตเตีย เปริน ปัดออกหลังชนิดหวุดหวิด

    จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เจนัว เสมอกับ ยูเวนตุส 0-0

    ครึ่งหลัง คอนเต้ แก้เกมมาดี แค่นาทีที่ 50 ยูเวนตุส มาขึ้นนำจนได้ 1-0 ดั๊กลาส คอสต้า จ่ายเข้ากลางให้ เปาโล ดีบาล่า ได้บอลก่อนเลี้ยงแหวกแนวรับเข้าไปอัดด้วยข้าย

    นาที 57 "CR7" แผลงฤทธิ์จนได้หลัง มิราเล็ม ปานิช จ่ายให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้บอลหลุดเข้าไปหวดนอกรอบบอลพุ่งแรงเบียดเสาเข้าไปอย่างเด็ดขาด ช่วยให้สกอร์ของ "ม้าลาย" หนีห่าง 2-0

    นาที 73 ยูเวนตุส มาได้ประตูที่ 3 หนีห่างไปไกล หลัง ดีบาล่า จ่ายเข้ากลางให้ ดั๊กลาส คอสต้า ปั่นโคงไปเสาไกลบอลเลี้ยวเสียบมุมตาข่ายเข้าไป

    กระนั้นอีก 3 นาทีถัดมา เจนัว มาตีไข่แตกได้สำเร็จหลังบอลเลยมาเสาสองถึง อันเดรีย ปินามอนติ ดึงหลบ ฮวน กวาดราโด้ ก่อนตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงพุ่งแสกหน้า วอยเชียค เชสนี่ เบียดเสาเข้าไปให้ เจนัว ไล่มาเป็น 1-3

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม ยูเวนตุส บุกมาคว้าชัยเหนือเจนัว 3-1 คว้าสามแต้มนำเป็นจ่าฝูงต่อไป โดยทิ้ง ลาซิโอ รองจ่าฝูง 4 แต้มเหมือนเดิม ส่วน เจนัว ร่วงไปอยู่อันดับ 17 มี 26 คะแนนมากกว่าโซนตกชั้นแค่แต้มเดียว

    รายชื่อ11ผู้เล่นทั้งสองทีม

    เจนัว (3-5-2) : มัตเตีย เปริน – คริสเตียน โรเมโร่, อดาม่า ซูมาโอโร่, อันเดรีย มาซิเอลโล่ – เปาโล กีโญเน่, วาลอน เบห์รามี่, ลาสเซ่ โชน, สเตฟาโน่ สตูราโร่, ฟรานเชสโก้ คาสซาต้า – อันเดรีย ฟาวิลลี่, อันเดรีย ปินามอนติ

    ยูเวนตุส (4-3-3) : วอยเชียค เชสนี่ – ฮวน กวาดราโด้, มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, ดานิโล่ – โรดริโก้ เบนตันกูร์, มิราเล็ม ปานิช, อาเดรียง ราบิโอต์ – เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่, เปาโล ดีบาล่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้

 

รามอสซัดชัยจุดโทษ!เรอัล มาดริดบุกเชือดบิลเบาฉีกแต้มนำฝูง

เซร์คิโอ รามอส รับบทฮีโร่ซัดจุดโทษนำชัย พา "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด บุกเฉือนหวิว แอธ.บิลเบา ถึงถิ่น 1-0 เก็บสามคะแนนสำคัญ ฉีกนำจ่าฝูงทำแต้มหนี โยนความกดดันให้ บาร์เซโลน่า ที่ลงสนามช่วงดึกไปก่อน ในเกมลา ลีกา สเปน ประจำวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 63

แอธ.บิลเบา 0-1 เรอัล มาดริด

 สนาม: เอสตาดิโอ ซาน มาเมส
   
    ฟุตบอลลา ลีกา สเปน ประจำวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม เจ้าถิ่นแอธ.บิลเบา กุนซือใหญ่ กาอิซก้า การีตาโน่ ยังคงระบบ 4-2-3-1  แผงรุก 3 คนวาง ราอูล การ์เซีย, อิเกร์ มูเนียอิน และ อินญิโก้ กอร์โดบา  เล่นอยู่ข้างหลัง อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ ที่ยืนค้ำ
เป็นหน้าเป้า

    ส่วน "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ซีเนดีน ซีดาน จะปรับทีมบางตำแหน่ง ในแนวรับ มาร์เซโล่ จะเบียด แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ลงยืนแบ็กซ้าย  แดนกลาง ลูก้า โมดริช  จะลงปั้นเกมร่วมกับ เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ โดยมี มาร์โก อเซนซิโอ ยืนหน้ากับ คาริม
เบนเซม่า กับ โรดริโก

    เริ่มเกมมา4นาที ลูกทีมของ ซีดาน เดินหน้าบุกก่อน แล้วก็เกือบมีลุ้น เมื่อ คาริม เบนเซม่า ได้บอลทะลุเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่จับบอลจังหวะแรกไม่ดีเอง ชวดยิงทักทายก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

    ก่อน2นาทีต่อมา แอธ.บิลเบา จะสวนกลับขึ้นมาบ้าง และโอกาสได้จบจากการยิงนอกกรอบของ อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ ยังดีที่แนวรับ เรอัล มาดริด ยังช่วยกันบล็อคได้ทัน

    นาทีที่17 ราชันชุดขาว หวิดเสียประตูอีกครั้ง เมื่อ ราอูล การ์เซีย ได้โขกจ่อๆคนเดียว ยังดีที่ ติโบล กูร์กตัวส์ โชว์ซูเปอร์เซฟ ได้อย่างสุดยอด เซฟประตูช่วยทีมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    ช่วงท้ายครึ่งแรก เรอัล มาดริด ได้ลุ้นเสียวบ้าง เมื่อ คาริม เบนเซม่า ได้โขกบอลหน้าประตู แต่บอลหลุดถากเสาออกหลังไป ทำให้หมดครึ่งแรก ยังเสมอกันอยู่ 0-0

    เกมเข้าสู่ครึ่งหลัง และผ่านหนึ่งชั่วโมงของเกม เอแดร์ มิลิเตา บาดเจ็บร่วงไปกองกับพื้น ทำให้ต้องหยุดปฐมพยาบาล ก่อนโชคดีที่เจ้าตัวเจ็บไม่มาก ยังเล่นต่อไหว

    นาทีที่72 แฟนๆราชันชุดขาว ได้เฮ เมื่อ มาร์เซโล่ ไปโดนฟาวส์ล้มในกรอบเขตโทษ ก่อนผู้ตัดสินจะเช็กวีเออาร์ ก่อนเป่าชี้เป็นลูกจุดโทษให้ผู้มาเยือน

    ก่อนนาทีต่อมา เซร์คิโอ รามอส รับหน้าที่สังหารไม่พลาด โดยแม้ อูไน ซิมอน จะเดาทางถูก แต่ก็ปัดไม่ทัน ทำให้ เรอัล มาดริด บุกขึ้นนำ 1-0

    ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ หมดเวลา จึงเป็น เรอัล มาดริด บุกเชือดหวิว แอธ.บิลเบา 1-0 เก็บสามคะแนนสำคัญ นำจ่าฝูงทำแต้มฉีกหนี บาร์เซโลน่า ที่ลงสนามช่วงดึกไปก่อน

11 นักเตะของทั้งสองทีม

แอธ.บิลเบา(4-2-3-1) อูไน ซิมอน-อันเดร์ กาป้า,เยเรย์ อัลวาเรซ (อูไน นูเนซ น.21),อินญิโก้ มาร์ติเนซ,ยูริ เบร์ชีเช่ – ดานี่ การ์เซีย,อูไน โลเปซ (มิเกล เวสก้า น.63) – ราอูล การ์เซีย (อาซิเออร์ วิลลาลิเบร น.78),อิเกร์ มูเนียอิน,อินญิโก้ กอร์โดบา (ออสการ์ เดมาร์กอส น.63)-อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ (โออิฮาน ซานเชต น.78)

เรอัล มาดริด (4-3-3) ติโบล กูร์กตัวส์-มาร์เซโล่,เอแดร์ มิลิเตา,เซร์คิโอ รามอส,ดานี่ การ์บาฆาล-ลูก้า โมดริช,เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่,เฟเดรีโก้ บัลเบร์เด้ (โทนี่ โครส น.85)-โรดริโก (ลูคัส น.74) ,คาริม เบนเซม่า (ลูก้า โยวิช น.90+5),มาร์โก อเซนซิโอ (จูเนียร์ วินิซิอุส น.74)

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสาร

 

“โด้-ดีบาล่า” หวังช่วยยูเวนตุสบุกทุบเจนัวซิวแต้มหนีลาซิโอ

"ม้าลาย" ยูเวนตุส ยังคงต้องตั้งใจเล่นเพื่อทำคะแนนฉีกหนีรองจ่าฝูง ลาซิโอ ที่มีคิวเตะก่อนพวกเขาในวันเดียวกัน "ดีบาล่า-โรนัลโด้" ผนึกกำลังกระทุ้งเจ้าบ้าน เจนัว ที่ขอเร่งเครื่องแย่งคะแนนเพื่อดีดพ้นโซนตกชั้นให้ไกลที่สุด หลังห่างพื้นที่อันตรายแค่ 1 แต้ม ในการแข่งขันฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2563
ปรีวิวกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2563
เจนัว (16) – ยูเวนตุส (1)
เวลา : 02.45 น. ถ่ายทอดสด : บีอินส์ สปอร์ต 2
สนาม : ลุยจิ แฟร์ราริส

    ทีม ”กริโฟเน่” ผลงานหลังจากกลับมารีสตาร์ตฟอร์มยังไม่ดี ล่าสุดเสมอเบรสชา 2-2 รั้งอันดับ 16 ในตารางคะแนนยังต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นต่อไป

    สภาพทีมในเกมนี้ ดาวิเด้ นิโกล่า เทรนเนอร์เจนัว จะยังไม่มี โดเมนิโก้ คริสชิโต้ ที่มีอาการบาดเจ็บ รวมถึง อิวาน ราโดวาโนวิช ก็ยังไม่สมบูรณ์

    แนวรับ 3 คนยังส่ง อันโตนิโอ บาร์เรก้า เป็นวิงแบ็กซ้าย และถอย ดาวิเด้ บิราสคี่ ลงต่ำคุมเกมรับร่วมกับ อดาม่า ซูมาโอโร่ และ อันเดรีย มาซิเอลโล่ พร้อมเลือก ปีเตอร์ อันเคอร์เซ่น เป็นวิงแบ็กขวา

    ลาสเซ่ โชน ปักหลักกลางสนามกับ วาลอน เบห์รามี่ และ สเตฟาโน่ สตูราโร่ คู่หน้าเปลี่ยนมาใช้ ยาโก้ ฟัลเก้ กับ อันโตนิโอ ซานาเบรีย

    ทีม ”ม้าลาย” ผลงานในลีกยังคงยอดเยี่ยมเกมล่าสุดเปิดบ้านไล่ถล่มเลชเช่ 4-0 นำเป็นจ่าฝูงห่างจากอันดับ 2 ลาซิโอ อยู่ 4 คะแนน

    สภาพทีมในเกมนี้ เมาริซิโอ ซาร์รี่ เทรนเนอร์ยูเวนตุส มีปัญหาตรงแบ็กซ้าย เมื่อ อเล็กซ์ ซานโดร และ มัตเตีย เด ชีโย่ เจ็บ ส่วนรายของ ซามี่ เคดิร่า, จอร์โจ้ คิเอลลินี่ และ เมรีห์ เดมิราล ก็ยังไม่สมบูรณ์

    อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะได้ ดานิโล่ พ้นโทษแบนกลับมาประจำการพอดี ฝั่งขวาเป็น ฮวน กวาดราโด้ ส่วนคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟยังวางใจ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กับ มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์

    ขยับมาแดนกลาง มิราเล็ม ปานิช ที่มีข่าวใกล้จะได้ย้ายไปร่วมทัพบาร์เซโลน่า ประสานงานกับ โรดริโก้ เบนตันกูร์ และ แบลส มาตุยดี้ โดยสามแนวรุกใช้ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่, เปาโล ดีบาล่า และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดย 2 รายหลังฟอร์มกำลังฮอตในลีก 2 เกมหลังสุดยิงได้ทั้งคู่

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

เจนัว (3-5-2) : มัตเตีย เปริน – ดาวิเด้ บิราสคี่, อดาม่า ซูมาโอโร่, อันเดรีย มาซิเอลโล่ – ปีเตอร์ อันเคอร์เซ่น, วาลอน เบห์รามี่, ลาสเซ่ โชน, สเตฟาโน่ สตูราโร่, อันโตนิโอ บาร์เรก้า – ยาโก้ ฟัลเก้, อันโตนิโอ ซานาเบรีย

ยูเวนตุส (4-3-3) : วอยเชียค เชสนี่ – ฮวน กวาดราโด้, มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, ดานิโล่ – โรดริโก้ เบนตันกูร์, มิราเล็ม ปานิช, แบลส มาตุยดี้ – เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่, เปาโล ดีบาล่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้