จบนะ!แลมพาร์ดลั่นไม่ขายก็องเต้

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ระบุ จะไม่ขาย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ในช่วงซัมเมอร์นี้แน่นอน พร้อมบอกว่าซีซั่นก่อน ก็องเต้ โดนอาการเดี้ยงเล่นงานอย่างหนักจนส่งผลเสียกับเรื่องอื่นๆ ตามไปด้วย

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศว่าต้องการเก็บ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสเอาไว้ใช้งานต่อไป

หลายเดือนก่อนมีกระแสข่าวลือว่า แลมพาร์ด มองว่า ก็องเต้ เป็นหนึ่งในส่วนเกินของทีม หลังจากที่มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้มีหลายทีมที่ตกเป็นข่าวกับแข้งวัย 29 ปี อย่างเช่น อินเตอร์ มิลาน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น

แลมพาร์ด เผยว่า "มันเห็นได้ชัดว่าทุกทีมในโลกอยากมี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ อยู่ในทีม ผมอ่านเจอข่าวลือต่างๆ มาบ้างเหมือนกัน เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม รวมถึงเป็นคนที่ดีมากๆ ผมไม่อยากเสียคนแบบเขาไป เขาเป็นฟันเฟืองหลักของสิ่งที่ผมกำลังพยายามทำอยู่ แน่นอนว่าเราสามารถพูดเกี่ยวกับบรรดานักเตะตัวรุกหลายต่อหลายคนได้ แต่คนอย่าง เอ็นโกโล่ และผลงานที่เขาทำได้ในแผงกลางก็สมควรถูกพูดถึงเหมือนกัน ฤดูกาลก่อนถือเป็นซีซั่นที่ยากลำบากสำหรับเขาเพราะเขาโดนอาการบาดเจ็บตามเล่นงาน"

"เขาเข้าสู่ฤดูกาลก่อนโดยที่มีอาการบาดเจ็บติดตัว และมันก็ส่งผลอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งซีซั่น เหมือนกับเป็นโดมิโน่ที่ล้มติดๆ กัน ที่เขาเจ็บอย่างต่อเนื่องแบบนั้นมันอาจจะเป็นเพราะเขาลงเล่นเยอะเป็นเวลา 4 หรือ 5 ปีก็ได้ ดังนั้นผมเลยตื่นเต้นมากๆ ที่ตอนนี้ได้เขาในสภาพฟิตเต็มถังมาอยู่กับทีม เขาดูมีสภาพร่างกายที่พร้อมสุดๆ เขาเป็นคนสำคัญสำหรับผม แน่นอนว่าผมอยากเก็บ เอ็นโกโล่ เอาไว้กับทีมต่อ"

ฮาแวร์ทซ์เงียบ-แวร์เนอร์เรียกโทษ! เชลซีบุกอัดไบรท์ตัน-ลัลลาน่าเจ็บอีก

"สิงห์บลูส์" ประเดิมสามแต้มแรกฤดูกาลใหม่ได้สำเร็จ หลังบุกไปคว้าชัยเหนือ ไบรท์ตัน 3-1 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้สตาร์ป้ายแดงทั้ง ติโม แวร์เนอร์ และไค ฮาแวร์ทซ์ ต่างได้ออกสตาร์ทตัวจริงทั้งคู่ กระนั้นข่าวร้ายของไบรท์ตันคือต้องเสีย อดัม ลัลลาน่า ที่บาดเจ็บเล่นได้แค่ครึ่งเดียว

    เกมที่ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม เป็นเกมประเดิมสนามนัดแรกของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่น 2020-21 ระหว่างเจ้าถิ่น ไบรท์ตัน เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี

    แกรม พ็อตเตอร์ เกมนี้มาพร้อมเต็มสูบแนวรุกวางหน้าคู่เป็น เลอันโดร ทรอสซาร์ และนีล โมเปย์ โดยใช้ อดัม ลัลลาน่า มิดฟิลด์ที่เพิ่งคว้ามาจาก "หงส์แดง" คอยขับเคลื่อนเกมกลางสนาม

    ขณะที่ฝั่งของ "สิงห์บลูส์" ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ประเดิมแข้งหน้าใหม่ทั้ง  ไค ฮาแวร์ทซ์ และติโม แวร์เนอร์ ลงเป็นตัวจริงเกมแรก โดยมี เมสัน เมาน์ท สนับสนุนร่วมกับ รูเบน ลอฟตัน-ชีค และเอ็นโกโล่ ก็องเต้

    เปิดฉากมาครึ่งแรก นาทีที่ 5 เจ้าถิ่นไบรท์ตันทักทายก่อนเลยหลัง อดัม เว็บสเตอร์ เติมขึ้นสูงก่อนส่องด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งเหินคานออกไปไกล

    โอกาสลุ้นหนแรกของทีมเยือน ต้องรอถึงนาที 19 เมสัน เมาน์ท เปิดเข้ากลางให้ ติโม แวร์เนอร์ พยายามเช็ดบอลไปเสาสองแต่ไปแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นก่อนเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    กระนั้นอีก 2 นาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" มาได้ลูกที่จุดโทษ หลังเจ้าถิ่นทำเสียบอลกลางสนามโดน จอร์จินโญ่ แทงบอลให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าไปแตะหลบ แม็ทธิว ไรอัน ก่อนโดนนายด่านเจ้าถิ่นขวางล้มลงในกรอบ ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที ก่อนที่
จอร์จินโญ่ จะเป็นมือสังหารซัดจุดโทษเข้าไปไม่พลาดในนาที 23 ให้ เชลซี บุกมานำไบรท์ตัน 1-0

    เจ้าถิ่นหลังเสียประตูพยายามโหมบุกเพื่อทวงตีเสมอให้ได้ นาที 26 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ครอสบอลไปเสาแรกให้ นีล โมเปย์ โฉบมาโขกแต่บอลไปโดนหัวไหลสุดท้ายไปเข้ามือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    นาที 35 สตีเว่น อัลซาเต้ กระชากเข้าหน้ากรอบก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งไปเสียบเสาไกลแล้ว แต่ยังโดน เกป้า พุ่งปัดออกไป บอลมาเข้าทางปืน ซอลลี่ มาร์ช ซ้ำด้วยซ้ายไปติดบล็อค อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    นาที 45 ไบรท์ตัน ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง อดัม ลัลลาน่า ห้องเครื่องคนใหม่มีอาการเจ็บเล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง อารอน คอนนอลลี่ ลงมาเล่นแทน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 ติโม แวร์เนอร์ เกือบเบิกสกอร์แรกให้ต้นสังกัดใหม่อย่างเป็นทางการ หลังกระชากหนีแนวรับเจ้าถิ่นเข้าไปซัดมุมแคบ แต่ยังไปติดเซฟของ เกป้า ที่ปัดออกหลังหวุดหวิด

    จบครึ่งแรก ไบรท์ตัน ตามหลัง เชลซี 0-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นตีเสมอ ซอลลี่ มาร์ช กระชากหลบแข้งสิงห์บลูส์ก่อนหนีตัวประกบถึงเส้นหลังแล้วครอสไปเสาแรกให้ คอนนอลลี่ เข้าชาร์ทเสาแรกหลุดกรอบไป

    เกมรุกของไบรท์ตันเกือบแผลงฤทธิ์อีก อีก 2 นาทีต่อมา ทาริก แลมป์ตีย์ อดีตเด็กปั้นของเชลซีเองกระชากบอลแหวกอลอนโซ่ และเมสัน เมาน์ท เข้าไปซัดด้วยขวาเสาแรกบอลพุ่งแรกไปติด คูร์ท ซูม่า ออกหลัง

    แต่แล้ว นาที 54 ความพยายามของ ไบรท์ตัน มาประสบผลสำเร็จไล่ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะที่ ทาริก แลมป์ตีย์ ที่เล่นได้โดดเด่นไหลบอลเข้ากลางให้ เลอันโดร ทรอสซาร์ ตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงนอกกรอบ บอลพุ่งหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เสียบ
โคนเสาสองไปอย่างสวยงาม

    ทว่าอีก 2 นาทีถัดมา นาที 56 ลูกทีมของแฟร้งค์ แลมพาร์ด มาแซงขึ้นนำ 2-1 จากความยอดเยี่ยมของ รีซ เจมส์ แบ็กขวาดาวรุ่งของ เชลซี ที่ซัดเต็มข้อด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งติดไซด์หนีมือ แม็ทธิว ไรอัน เสียบมุมสามเหลี่ยมชนิดงามหยด
ย้อย

    นาที 66 เชลซี มาได้ประตูนำห่างเจ้าบ้าน 3-1 บอลต่อเนื่องจากจังหวะเตะมุม รีซ เจมส์ เปิดมาให้ คูร์ท ซูม่า ตวัดยิงด้วยขวาหน้ากรอบไปแฉลบ อดัม เว็บสเตอร์ เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป ก่อนจะให้เครดิต ซูม่า เป็นผู้ทำประตู

    นาที 80 ไบรท์ตันได้ลุ้นจากจังหวะที่ อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ แข้งสำรองที่เพิ่งลง ผ่านบอลให้ อารอน คอนนอลลี่ แต่บอลยังไม่ผ่านมือ  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    ช่วงเวลาที่เหลือเจ้าบ้านไล่ไม่ทัน จบเกม ไบรท์ตัน แพ้คาบ้านให้ เชลซี 1-3

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   
        ไบรท์ตัน (3-4-1-2): แม็ทธิว ไรอัน – เบน ไวท์ (ปาสกาล กรอสส์ น.79), ลูอิส ดังค์, อดัม เว็บสเตอร์ – ทาริก แลมป์ตีย์, สตีเว่น อัลซาเต้ (อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์ น.79), อีฟส์ บิสซูม่า, ซอลลี่ มาร์ช – อดัม ลัลลาน่า (อารอน คอนนอลลี่ น.45) – เลอัน
โดร ทรอสซาร์, นีล โมเปย์

        เทรนเนอร์ : แกรม พ็อตเตอร์

        เชลซี (4-3-3): เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, คูร์ท ซูม่า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, มาร์กอส อลอนโซ่ – รูเบน ลอฟตัน-ชีค (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.61), เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ (เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า น.85) – ไค ฮาแวร์ทซ์ (คัลลัม ฮัดสัน-โอดอน
น.80),  ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาน์ท

ติอาโก้โอเคซบหงส์,สตาร์ลียงมีแววไปปืน!อัพเดตข่าวเด่นตลาดนักเตะลีกดังยุโรป

ตลาดซื้อ-ขายนักเตะตอนนี้เริ่มกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง โดยล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของ ติอาโก อัลกันตาร่า ขณะที่ อาร์เซน่อล ดูเหมือนเอาจริงทีเดียวกับการล่าตัวมิดฟิลด์เนื้อหอมของ โอลิมปิก ลียง ส่วนทางฝั่ง เรอัล มาดริด ตอนนี้กำลังพยายามสุดฤทธิ์ที่จะเขี่ยแข้งโปรกอล์ฟพ้นทีม นอกจากนี้บรรดาสโมสรใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี, บาร์เซโลน่า, ยูเวนตุส และ อินเตอร์ มิลาน ต่างก็มีข่าวที่น่าสนใจเช่นกัน แต่จะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้น เรามาอัพเดตกันเลย
 
– (Official) คริสตัล พาเลซ เซ็นสัญญายืมตัว มิชี่ บาตชูอายี่ หัวหอก เชลซี มาใช้งานเป็นเวลา 1 ฤดูกาล พร้อมถือออปชั่นซื้อขาดช่วงซัมเมอร์ปีหน้า
 
 – (Official) ฟูแล่ม คว้าตัว เคนนี่ เตเต้ แบ็กขวาทีมชาติฮอลแลนด์ มาจาก โอลิมปิก ลียง โดยที่ไม่มีการเปิดเผยค่าตัว ส่วนนักเตะจรดปากกาเซ็นสัญญาค้าแข้งในถิ่น คราเวน ค็อตเทจ เป็นเวลา 4 ปี + ออปชั่นเซ็นเพิ่มอีก 1 ปี  

– (Official) พร้อมกันนั้น "เจ้าสัวน้อย" ได้ปล่อยตัว มาร์คัส เบตติเนลลี่ ผู้รักษาประตูเลือดผู้ดี ให้ มิดเดิ้ลสโบรช์ ยืมใช้งานเป็นเวลา 1 ฤดูกาล

 – (Official) ฟิออเรนติน่า คว้าตัว จาโคโม่ โบนาเวนตูร่า กองกลางดีกรีทีมชาติอิตาลี มาร่วมก๊วน ด้วยสัญญา 2 ปี แบบไร้ค่าตัว หลังจากที่ตัวนักเตะหมดสัญญากับ เอซี มิลาน

 – (Official) เอซี มิลาน ประกาศปล่อยตัว อันเดร ซิลวา กองหน้าทีมชาติโปรตุเกส ให้ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต แบบถาวรเรียบร้อย โดย ซิลวา จรดปากกาเซ็นสัญญาร่วมทัพ "อินทรีแดง-ดำ" ถึงปี 2023

 – (Official) นาเซอร์ ชาดลี่ ปีกทีมชาติเบลเยียม ได้ย้ายจาก อาแอส โมนาโก ไปร่วมทีม อิสตันบุล บาซัคเซเฮียร์ สโมสรแชมป์ลีกตุรกี เรียบร้อย ด้วยสัญญา 2 ปี 

 – ลิเวอร์พูล ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางจอมเทคนิคของ บาเยิร์น มิวนิค ได้เรียบร้อย และตอนนี้เหลือแค่ขั้นตอนตกลงเรื่องค่าตัวกับต้นสังกัดนักเตะเท่านั้น ซึ่ง "เสือใต้" ยังคงต้องการอยู่ที่ 30 ล้านยูโร (ประมาณ 1,110 ล้านบาท) (Bild)

 – นอกจากนี้ "หงส์แดง" อาจจะมีการยื่นข้อเสนอเงินจำนวน 25 ล้านยูโร (ประมาณ 925 ล้านบาท) ไปทาบซื้อ เฌเรมี่ โดกู กองหน้าดาวรุ่งวัย 18 ปี ของ อันเดอร์เลชท์ และพร้อมที่จะปล่อยตัวนักเตะให้ต้นสังกัดเดิมยืมใช้งาน 1 ซีซั่น หากสามารถปิดดีลได้ (Het Nieuwsblad)

 – เบน วู้ดเบิร์น กองหน้าดาวรุ่ง ลิเวอร์พูล ใกล้ที่จะย้ายไปร่วมทีม สปาร์ต้า ร็อตเตอร์ดัม ภายใต้สัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล (Standard)

 – เชลซี ได้ปฏิเสธข้อเสนอเงิน + มาร์เซโล่ โบรโซวิช กองกลางชาวโครแอต ที่ อินเตอร์ มิลาน ยื่นเข้ามาขอแลกกับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยอดมิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศส (Guardian)

 – โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยังคงยืนยันที่จะไม่ขาย เจดอน ซานโช ปีกดาวดังทีมชาติอังกฤษ ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในราคาที่ต่ำกว่า 108 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,428 ล้านบาท) หลังจากที่เห็น เชลซี กล้าๆ ปิดดีลคว้าตัว ไค ฮาแวร์ตซ์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติเยอรมนี มาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ที่วงเงิน 71 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,911 ล้านบาท) (Guardian)

 – หลังจากที่ได้แข้งใหม่มาร่วมก๊วนเป็นว่าเล่น ตอนนี้ถึงเวลาที่ เชลซี ต้องปล่อยนักเตะในทีมออกไปบ้าง โดยนอกจากปล่อย มิชี่ บาตชูอายี่ หัวหอกชาวเบลเยียม ให้ คริสตัล พาเลซ ยืมใช้งานอีกรอบแล้ว พวกเขากำลังอยู่ในช่วงเจรจากับ เอซี มิลาน เกี่ยวกับเรื่องปล่อยตัว ตีเอมูเอ้ บากาโยโก้ มิดฟิลด์เลือดน้ำหอม อีกด้วย ขณะที่สองผู้เล่นฟูลแบ็กอย่าง ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า และ เอเมอร์สัน พัลมิเอรี่ ก็เตรียมที่จะอำลาถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนปิดตลาด (Fabrizio Romano)

 – อาร์เซน่อล พร้อมยื่นข้อเสนอไปทาบซื้อ อุสเซม อาอูอาร์ กองกลางดาวดัง โอลิมปิก ลียง อีกรอบ หลังข้อเสนอเดิม 31.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,279.2 ล้านบาท) ถูก ลียง ปฏิเสธ (ESPN)
 

 – ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมเปิดศึกกับ "ไอ้ปืนใหญ่" ในการแย่งชิงตัว อาอูอาร์ เนื่องจากกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ชื่นชอบในฝีเท้าของ ดาวเตะวัย 22 ปี เช่นกัน (Daily Mirror)

 – แอสตัน วิลล่า ยังคงมุ่งมั่นที่จะคว้าตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูฝีมือดีของ อาร์เซน่อล มาร่วมทัพให้ได้ โดยเตรียมยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าเดิมไปทาบซื้ออีกรอบ หลังจากที่ยื่นไปรอบแรก 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 615 ล้านบาท) ถูก "ไอ้ปืนใหญ่" ปัดทิ้ง (GOAL)

 – นอกจากนี้ "สิงห์ผงาด" ยังหวังสอย โจชัว คิง หัวหอก บอร์นมัธ อีกรายด้วย ทว่าตัวนักเตะอยากย้ายกลับไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มากกว่า หลังมีข่าว "ปีศาจแดง" อยากได้ตัวร่วมทัพ (Athletic)

 – เลสเตอร์ ซิตี้ กำลังเล็งเสริมแกร่งในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก โดยมอง เวสลี่ย์ โฟฟาน่า ดาวรุ่งของ แซงต์-เอเตียน เป็นเป้าหมายหลัก และได้มีการยื่นข้อเสนอเงิน 29 ล้านยูโร (ประมาณ 1,037 ล้านบาท) ไปทาบซื้อเรียบร้อย นอกจากนี้ได้มอง โยนาธาน ทาห์ ปราการหลังร่างใหญ่ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เป็นทางเลือกสำรอง (Fabrizio Romano)

 – เรอัล มาดริด หวังที่จะเขี่ย แกเร็ธ เบล ปีกจรวดชาวเวลส์ ออกจากทีมให้ได้ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยพร้อมขายในราคาสุดถูกแค่ 22 ล้านปอนด์ (ประมาณ 902 ล้านบาท) (Daily Mail)

– นอกจากนี้ ทีมแชมป์ยุโรป 13 สมัย ยินดีที่จะช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งในจำนวนค่าเหนื่อยของ เบล ที่ปัจจุบันรับอยู่สัปดาห์ละ 600,000 ปอนด์ (ประมาณ 24.6 ล้านบาท) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ เบล ในการหาสโมสรใหม่ (Telegraph)

 – ขณะเดียวกัน "ราชันชุดขาว" ได้เล็ง ริยาด มาห์เรซ ปีกจอมพลิ้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นแข้งเป้าหมาย หาก เบล อำลาถิ่น ซานติอาโก เบร์นาเบว ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยได้มีการติดต่อกับเอเจนต์ของ ดาวเตะทีมชาติแอลจีเรียวัย 29 ปี แล้วด้วย (Foot Mercato)

 – บาร์เซโลน่า ตกลงสัญญาส่วนตัวกับ เมมฟิส เดอปาย หัวหอกจอมพลิ้ว โอลิมปิก ลียง ได้เป็นที่เรียบร้อย แต่ยังไม่มีการยื่นข้อเสนอไปให้ ลียง พิจารณาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องรอขายนักเตะในทีมบางคนออกไปก่อน (Fabrizio Romano)

 – นอกจากนี้ บาร์เซโลน่า ไม่พร้อมทุ่มเงิน 30 ล้านยูโร (ประมาณ 1,110 ล้านบาท) ตามที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เรียกร้อง สำหรับการล่าตัว เอริค การ์เซีย กองหลังดาวรุ่งชาวสแปนิช คืนสู่ถิ่น คัมป์ นู (Marca)

 – กอนซาโล่ อิกวาอิน กองหน้าดาวดังชาวอาร์เจนไตน์ ใกล้เต็มทีกับการย้ายไปค้าแข้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กับ อินเตอร์ ไมอามี่ หลังตกลงแยกทางกับ ยูเวนตุส เรียบร้อย และตอนนี้โอเคเรื่องสัญญาส่วนตัวกับทีมของ เดวิด เบ็คแฮม ได้แล้วด้วย (Fabrizio Romano)

 – อินเตอร์ มิลาน มีความมั่นใจว่าจะสามารถคว้าตัว อาร์ตูโร่ วิดัล กองกลาง บาร์เซโลน่า มาร่วมก๊วนได้สำเร็จ และพร้อมที่จะออกล่าตัว มัตเตโอ ดาร์เมียน ฟูลแบ็ก ปาร์ม่า อีกราย (Fabrizio Romano)
 
 – ขณะเดียวกัน "งูใหญ่" ได้แจ้งกับ บาร์เซโลน่า ว่า จำเป็นต้องจ่ายระดับ 90 ล้านยูโร (ประมาณ 3,330 ล้านบาท) เท่านั้น หากต้องการเซ็นสัญญากับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ หัวหอกจอมพลิ้วชาวอาร์เจนไตน์ (Marca)

 – กายารี่ มีแนวโน้มที่จะได้ตัว ดีเอโก้ โกดิน เซนเตอร์แบ็กจอมเก๋า อินเตอร์ มิลาน มาเสริมแนวรับ หลังจากที่การเจรจาระหว่างสองสโมสรมีความคืบหน้าไปมาก (Fabrizio Romano)

 – อตาลันต้า ได้เปิดโต๊ะเจรจากับ ชาลเก้ 04 เรียบร้อย ถึงเรื่องคว้าตัว อามีน ฮาริต กองกลางจอมพลิ้วชาวโมร็อกกัน ทว่ายังคงห่างไกลจากการได้บทสรุป โดย "ราชันสีน้ำเงิน" ตั้งค่าหัว ดาวเตะวัย 23 ปี ไว้ที่ 25 ล้านยูโร (ประมาณ 925 ล้านบาท) (Fabrizio Romano)

 – ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กำลังจะได้ อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ ฟูลแบ็ก อาแอส โรม่า มาร่วมทีมแบบสัญญายืมตัว 1 ซีซั่น พ่วงออปชั่นซื้อขาด หลังจากที่ล้มเหลวในการล่าตัว เอคตอร์ เบเยริน แบ็กขวา อาร์เซน่อล ที่ "ไอ้ปืนใหญ่" ไม่โอเคกับดีลยืมตัว (Calciomercato)

 – ลีลล์ ได้ปฏิเสธข้อเสนอเงินจำนวน 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,295 ล้านบาท) ที่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยื่นเข้ามาขอซื้อตัว บูบาการี่ ซูมาเร่ กองกลางดาวรุ่งคนเก่ง เป็นที่เรียบร้อย (Fabrizio Romano)
 

ฝรั่งเศสไร้ “เอ็มบั๊ปเป้”! “กรีซมันน์” พร้อมตะบันโครเอเชียศึกเนชั่นส์ลีก

"ขุนพลตราไก่" ฝรั่งเศส จะไม่มี คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่ล่าสุดตรวจเจอว่าติดเชื้อโควิด-19 โดย อองตวน กรีซมันน์ ยังคงพร้อมลงกระชากล่าสกอร์ เกมพบ "ตาหมากรุก" โครเอเชีย ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 3) วันอังคารที่ 8 ก.ย. ศกนี้  เวลา 01.45 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 3)
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2563
ฝรั่งเศส   –   โครเอเชีย


สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์, ปารีส

 

    ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เทรนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศส พาทีมชนะสวีเดน 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เป็นการคว้าชัย 3 นัดติด

    ความพร้อมล่าสุด ”เดเด้” เรียก เบอนัวต์ กาสติล ประตูบอร์กโดซ์ เข้ามาเสริมแทน สตีฟ ม็องด็องด้า นายด่านจากโอลิมปิก มาร์กเซย ที่ติดโควิด

    ส่วน ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ กองหลังดาวรุ่งไลป์ซิก 1 ใน 3 แข้งใหม่ ที่ถูกเรียกมาติดธงครั้งแรกและได้ประเดิมไปแล้วในเกมก่อน ก็น่าจะได้รับโอกาสต่อไป หลังทำผลงานได้ดี

    ขณะที่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อูโก้ โยริส กัปตันทีม, ราฟาแอล วาราน, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, อองตวน กรีซมันน์ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ก็ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม

    ทั้งนี้ทัพตราไก่จะไม่มี คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่ล่าสุดตรวจเจอว่าติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งน่าจะใช้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โดยนัดล่าสุดเป็นตัวสำรองลงมาแทน เอ็มบั๊ปเป้

    ซลัตโก้ ดาลิช เทรนเนอร์ทีมชาติโครเอเชีย พาทีมแพ้โปรตุเกสยับเยิน 1-4 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 3 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ ดาลิชไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม แต่อาจมีการปรับทัพพอสมควร พวกแข้งดังที่เป็นแค่สำรองอย่าง มาร์เซโล่ โบรโซวิช และ อิวาน เปริซิช น่าจะได้สลับมาออกสตาร์ต

    ส่วนขุมกำลังหลักรายอื่นๆ อย่าง เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วีด้า, มาเตโอ โควาซิช, อันเต้ เรบิช และ อันเดรย์ ครามาริช ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม


นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
    
    ฝรั่งเศส (3-4-1-2) : อูโก้ โยริส – ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, ราฟาแอล วาราน, เพรสแนล คิมเพมเบ้ – เลโอ ดูบัวส์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, อาเดรียง ราบิโอต์, ลูก้าส์ ดีญ – อองตวน กรีซมันน์ – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    เทรนเนอร์ : ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ 
    
    โครเอเชีย (4-2-3-1) : โดมินิค ลิวาโควิช – ทิน เยดวาย, เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วีด้า, บอร์นา บาริซิช – มาริโอ ปาซาลิช, มาเตโอ โควาซิช – โยซิป เบรกาโล่, นิโกล่า วลาซิช, อันเต้ เรบิช – อันเดรย์ ครามาริช 
    เทรนเนอร์ : ซลัตโก้ ดาลิช
 
    ผู้ตัดสิน : โอวิดิอู ฮาเตกาน (โรมาเนีย) 

 

ผลงานการพบกันที่ผ่านมา
วัน/เดือน/ปี      รายการ              ผลการแข่งขัน
15/07/18  ฟุตบอลโลก รอบชิงชนะเลิศ    ฝรั่งเศส ชนะ โคร
เอเชีย 4-2 


ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ฝรั่งเศส

05/09/20  ชนะ  สวีเดน  1-0 (เยือน) เนชั่นส์ ลีก 
18/11/19 ชนะ แอลเบเนีย 2-0 (เยือน) คัดยูโร    
14/11/19   ชนะ มอลโดวา 2-1 (เหย้า) คัดยูโร
15/10/19   เสมอ ตุรกี 1-1 (เหย้า) คัดยูโร
11/10/19    ชนะ ไอซ์แลนด์  1-0 (เยือน) คัดยูโร

โครเอเชีย 
05/09/20 แพ้ โปรตุเกส 1-4 (เยือน) เนชั่นส์ ลีก 
20/11/19 ชนะ จอร์เจีย 2-1 (เหย้า) อุ่นเครื่อง     
14/10/19    เสมอ เวลส์ 1-1 (เยือน) คัดยูโร 
10/10/19   ชนะ ฮังการี 3-0  (เหย้า) คัดยูโร
09/09/19    เสมอ อาเซอร์ไบจาน 1-1 (เยือน) คัดยูโร 

มาร์กเด่น-ชิรูด์ซัดปิด! ฝรั่งเศสถลุงโครแอต เฮ2นัดติดเนชั่นส์ลีก

"ตราไก่" ฝรั่งเศส ย้ำชัยเหนือ โครเอเชีย ได้อีกครั้งหลังเช็กบิลด้วยสกอร์เดียวกับนัดชิงฯบอลโลกที่รัสเซีย เมื่อเปิดบ้านไล่ถลุงเอาชนะไปได้อย่างสนุก 4-2 เก็บ 6 แต้มเต็ม แต่รั้งอันดับ 2 ของกลุ่มหลัง โปรตุเกส ที่เฮรวดเช่นกันมีลูกได้เสียดีกว่า ในเกม เนชั่นส์ ลีก กลุ่ม 3 ลีก เอ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์, ปารีส

    ศึกเนชั่นส์ ลีก เมื่อคืนวันอังคารที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา "ตราไก่" ฝรั่งเศส ได้กลับมาเล่นในบ้านหลังเกมที่แล้วบุกไปเฉือน สวีเดน 1-0 แมตช์นี้รับมือ โครเอเชีย ที่พ่ายมาเละเทะในนัดเปิดสนามให้แชมป์เก่า โปรตุเกส 1-4 ศึกเกมนี้ถือเป็น รีแมตช์คู่ชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย

    ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ปวดหัวกับสภาพทีมที่ไม่พร้อม แถมล่าสุดต้องขาด คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หัวหอกตัวเก่งหลังตรวจพบว่ามีเชื้อโควิด-19 ทำให้ต้องโดนกักตัวตามมาตรการด้านความปลอดภัย โดยเกมนี้แนวรุกใช้ วิสซาม เบน เยแดร์ คู่กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และทิ้ง อองตวน กรีซมันน์ เป็นหน้าต่ำ ด้าน ซลัตโก้ ดาลิช ไม่มีปัญหาเท่าไหร่มีโรเตชั่นบางตำแหน่ง แนวรุกใช้ 3 ประสานทั้ง อิวาน เปริซิช, อันเดรย์ ครามาริช และอันเต เรบิช

    เปิดฉากครึ่งแรก มาไม่ถึง 2 นาที ทัพโครแอตได้ทักทายก่อนเลย หลัง นิโกลา วลาซิช โขกบอลต่อให้ อิวาน เปริซิช วอลเลย์ด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลเบาไปก่อนไปเข้ามือ อูโก้ โยริส

    นาที 16 กลายเป็น ทัพตาหมากรุก ที่บุกมาขึ้นนำไปก่อน 1-0 บอลจากลูกคอนเนอร์ทางด้านขวา นิโกลา วลาซิช เปิดโด่งเข้ามาในกรอบ มุสซ่า ซิสโซโก้ โหม่งสกัดบอลไม่ดีไปเข้าทาง เดยัน ลอฟเรน ที่โชว์ความเหนือชั้นเอาบอลลงหนี ลูกัส แอร์กน็องเดซ ก่อนตะบันด้วยซ้ายเต็มแรงผ่านมือ อูโก้ โยริส เข้าไป

    เจ้าถิ่นได้โอกาสบ้าง นาที 22 แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ผ่านบอลให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล อัดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลเหินโด่งข้ามคานไป

    "ตราไก่" ปล่อยโอกาสตีเสมอหลุดลอยไป ในนาที 33 หลัง มาร์กซิยาล จ่ายบอลทะลุให้ อองตวน กรีซมันน์ หลุดไปในกรอบทางซ้ายก่อนจะซัดด้วยเท้าซ้ายไปติดตัว โดมินิค ลิวาโควิช

    อีก 2 นาทีต่อมา กรีซมีนน์ ได้โอกาสซัดฟรีคิกนอกกรอบกว่า 25 หลา แต่ดาวยิงจากบาร์เซโลน่าปั่นบอลเหินคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง

    นาที 43 ฝรั่งเศส มาตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จจากการประสานงานกันยอดเยี่ยมหลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พาบอลขึ้นมาก่อนฝากให้ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ จ่ายเข้ากลางให้ เบน เยแดร์ ชิ่งเร็วให้ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปปาดบอลเข้ากลางให้ อองตวน กรีซมันน์ วอลเลย์ด้วยซ้ายเข้าไป

    เท่านั้นไม่พอช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 "ตราไก่" มาแซงขึ้นนำ 2-1 บอลขึ้นทางขวา มุสซ่า ซิสโซโก้ โขกบอลให้ วิสชาม เบน เยแดร์ หลุดขึ้นไปก่อนแปบอลไปหน้าประตูให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล สไลด์มายิงด้วยซ้ายไปชนเสา ก่อนบอลมาโดนตัว โดมินิค ลิวาโควิช เข้าประตูตัวเองไป
   
    จบครึ่งแรก ฝรั่งเศส ซัดสองเม็ดแซงขึ้นนำ โครเอเชีย 2-1

    ครึ่งหลัง ซลัตโก้ ดาลิช เทรนเนอร์โครเอเชียเปลี่ยนตัวคนแรกถอดเอา อันเต้ เรบิช ออกแล้วส่ง โจซิป เบรกาโล่ ลงไปเล่นแทน
   
    และนาที 55 เบรกาโล่ จะเป็นสำรองทีเด็ดที่ลงมาแผลงฤทธิ์ทันที หลัง มาเตโอ โควาซิช แทงบอลชนิดคิลเลอร์พาสให้เจ้าตัวหลุดเข้าไป ก่อนจะโชว์ความนิ่งหลบทั้ง แฟร์กล็องด์ เมนดี้ และเกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ล้มตัวยิงด้วยซ้ายผ่าน อูโก้ โยริส เข้าไปให้ โครเอเชีย ไล่ตีเสมอ 2-2

    นาที 62 ทัพโครแอตเกือบแซงนำบ้างหลัง นิโกลา วลาซิส เปิดด้วยซ้ายไปเสาไกลให้ อิวาน เปริซิช กัปตันทีมที่สอดมาแปด้วยซ้ายแต่กดบอลไม่ลงเหินคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 63 ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เทรนเนอร์ของฝรั่งเศสเปลี่ยนรวดเดียวสองคนส่ง เอดูอาร์โด้ คามาแว็งก้า และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ มาแทน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และวิสชาม เบน เยแดร์

    ก่อนในนาที 65 ฝรั่งเศส จะแซงขึ้นนำ 3-2 อีกครั้ง จากจังหวะที่ได้ลูกคอนเนอร์ทางด้านซ้าย อองตวน กรีซมันน์ เปิดเตะมุมมากลางประตูให้ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ เทกตัวไม่ถึง10หลาโขกบอลเต็มแรงลงพื้นก่อนทะลักผ่านมือ ลิวาโควิช นายด่านโครแอตเข้าไป เป็นประตูแรกในนามทีมชาติของแนวรับจากแอร์เบ ไลป์ซิก

    นาที 71 เอดูอาร์โด้ คามาแว็งก้า ตัวสำรองที่เพิ่งลงได้โชว์บ้างคราวนี้กระชากขึ้นมาทางขวาก่อนเลี้ยงจี้เข้ากรอบแล้วอัดด้วยขวาเสาแรก บอลพุ่งไปเข้ามือ โดมินิค ลิวาโควิช

    กลายเป็น "ตราไก่" ที่บุกได้น้ำได้เนื้อกว่า นาที 74 อองตวน กรีซมันน์ จ่ายบอลทะลุให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายติดเซฟนายด่านทีมเยือน

    จากนั้น นาที 76 มาร์เซโล โบรโซวิช มาทำเสียจุดโทษก่อนที่ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ จะทำหน้าที่ยิงเข้าไปทางซ้ายมือ ให้ ฝรั่งเศส นำห่างโครเอเชีย 4-2

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม ฝรั่งเศส ไล่ถลุงคว้าชัยเหนือ โครเอเชีย 4-2

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม       
   
        ฝรั่งเศส (3-4-1-2) : อูโก้ โยริส – ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, เกลม็องต์ ล็องเล่ต์, ลูกัส แอร์กน็องเดซ – มุสซ่า ซิสโซโก้, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, สตีเว่น เอ็นซอนซี่, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – อองตวน กรีซมันน์ – วิสซาม เบน เยแดร์ ,อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        เทรนเนอร์ : ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์
   
        โครเอเชีย (4-3-3) : โดมินิค ลิวาโควิช – ฟิลิป อูเรโมวิช, เดยัน ลอฟเรน, ดูเย่ ซาเลต้า-ซาร์, ดาริโอ เมลน์ยาค – มาเตโอ โควาซิช, มาร์เซโล โบรโซวิช, นิโกลา วลาซิช – อันเต้ เรบิช, อันเดรย์ ครามาริช, อิวาน เปริซิช

        เทรนเนอร์ : ซลัตโก้ ดาลิช
 
        ผู้ตัดสิน : โอวิดิอู ฮาเตกาน (โรมาเนีย)

เคลียร์ชัด!ออซิลิโอยัน “ก็องเต้” ไม่ใช่เป้าหมายอินเตอร์

ปิเอโร่ ออซิลิโอ ผอ.กีฬา อินเตอร์ มิลาน ออกโรงปัดข่าวเรื่องที่ "งูใหญ่" อยากได้ตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ดาวดัง เชลซี เรียบร้อย พร้อมประกาศจุดยืนเกี่ยวกับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ดาวยิงคนสำคัญเลือด "ฟ้า-ขาว"

ปิเอโร่ ออซิลิโอ ผู้อำนวยการกีฬาของ อินเตอร์ มิลาน สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ยืนยันว่า สโมสรตนไม่มีความสนใจที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางคนเก่งของ เชลซี สโมสรมหาเศรษฐีในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้

ก่อนหน้านี้ อินเตอร์ มีข่าวเกี่ยวโยงกับ ก็องเต้ และเชื่อว่าได้มีการเปิดโต๊ะเจรจากันแล้ว ทว่าล่าสุด ออซิลิโอ แจงชัดว่า ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสวัย 29 ปี ไม่ใช่แข้งเป้าหมายของทีม "เนรัซซูร์รี่"

"เราไม่เคยเริ่มต้นอะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับการพยายามเซ็นสัญญาคว้าตัว ก็องเต้ จาก เชลซี ดังนั้นสำหรับดีลนี้ มันไม่มีความเป็นไปได้ เขาไม่ใช่เป้าหมายของเรา" ผอ.กีฬา อินเตอร์ กล่าว

พร้อมนั้น ออซิลิโอ ยังระบุชัดว่า เลาตาโร่ มาร์ติเนซ หัวหอกตัวเก่งชาวอาร์เจนไตน์ จะอยู่ช่วยทีมต่อไปในฤดูกาลหน้าแน่นอน หลังมีข่าวเกี่ยวโยงกับ บาร์เซโลน่า มานาน "เราไม่เคยเริ่มต้นเจรจากับ บาร์เซโลน่า อย่างเป็นทางการเลย เราได้นำเขาออกจากตลาดเรียบร้อย มันจบลงแล้ว"

 

อินเตอร์ว่าไง?เผยค่าตัวก็องเต้ที่เชลซีต้องการ

 

ดิ เอ็กซ์เพรส สื่อของอังกฤษ ตีข่าว เชลซี จะยอมขาย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ให้กับ เชลซี ก็ต่อเมื่อได้เงิน 80 ล้านปอนด์ โดยทั้ง 2 ทีมเจรจาในเบื้องต้นไปแล้ว แต่ทาง แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ยังไม่อยากขายเขา
   
เชลซี สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตั้งค่าหัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสเอาไว้ที่ 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) ตามการเปิดเผยของ ดิ เอ็กซ์เพรส สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

ก็องเต้ ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยตอนแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือทีมที่มีข่าวกับเขาอย่างต่อเนื่อง แต่พักหลังมันก็เงียบลงไป ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน ก็โผล่มามีข่าวเชื่อมโยงกับแข้งเลือดน้ำหอมอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยว่ากันว่า อันโตนิโอ คอนเต้ เทรนเนอร์ อินเตอร์ บอกกับบอร์ดบริหารเองเลยว่าอยากร่วมงานกับ ก็องเต้ อีกครั้ง

ทั้งนี้ ดิ เอ็กซ์เพรส เผยว่า อินเตอร์ กับ เชลซี คุยในเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ยังไม่อยากขาย ก็องเต้ ซึ่งถือว่าตรงกันข้ามกับข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่า เชลซี พร้อมโละเขาเพื่อสร้างทีมขึ้นมาใหม่ และ เชลซี ก็ต้องการเงิน 80 ล้านปอนด์ถึงจะยอมปล่อยแข้งวัย 29 ปี

เรื่องดังกล่าวทำให้ อินเตอร์ จำเป็นต้องขายนักเตะบางรายเพื่อหาเงินมาใช้สำหรับการเสริมทัพ ซึ่งหนึ่งในคนที่อาจจะโดนโละคือ คริสเตียน เอริคเซ่น มิดฟิลด์ชาวเดนมาร์กที่เพิ่งย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ดีหรือด้อยกว่า? เทียบผลงาน ก็องเต้ กับ 3 มิดฟิลด์ แมนฯ ยูไนเต็ด

ทำเอาหลายคนแปลกใจพอตัวเมื่อ สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 ซึ่งต่างก็เป็นบริษัทรับพนันถูกกฎหมายของอังกฤษออกมาให้ราคาเหมือนกันว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ เชลซี ไปเสริมทัพภายในช่วงซัมเมอร์นี้

   จริงอยู่ว่ามันมีข่าวมาพักหนึ่งแล้วว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี อยากผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ และคิดว่า ก็องเต้ ไม่ได้เป็นฟันเฟืองหลักของทีมแล้ว หลังจากที่พักหลังเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยพอตัว แต่การที่ ก็องเต้ ถูกมองว่ามีโอกาสย้ายไปอยู่กับ "ปีศาจแดง" ซึ่งเป็นทีมจากลีกเดียวกับ เชลซี มากที่สุด มันก็ถือว่าน่าตกใจพอตัว

 

   แน่อนนว่าถ้า ก็องเต้ ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็จะทับตำแหน่งกับทั้ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เนมานย่า มาติช และ เฟร็ด ดังนั้นวันนี้เราจะมาลองดูกันว่าใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุดนั้น ก็องเต้ มีผลงานในแต่ละด้านเหนือหรือด้อยกว่าทั้ง 3 คนนั้น

 – เกมรับ

 

   แน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญอย่างมากของกองกลางตัวรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด อยากใช้ 2 ใน 3 ของแผงกลางเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ ปอล ป็อกบา แล้วล่ะก็ มิดฟิลด์อีก 1 รายก็จำเป็นต้องเล่นเกมรับให้โดดเด่นเป็นพิเศษ เพื่อที่ ป็อกบา จะได้ไม่ต้องมาพะวงช่วยเกมรับ และประสานงานกับ บรูโน่ ได้อย่างเต็มที่

   ทั้งนี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็องเต้ ยังอ่านเกมได้ดีจนตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบในลีกได้เฉลี่ยแล้ว 2 ครั้งต่อเกม ซึ่งถือว่าเหนือกว่า 3 มิดฟิลด์ตัวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งหมด โดยคนที่ใกล้เคียงกับเขามากที่สุดคือ เฟร็ด ที่ทำได้ 1.3 ครั้งต่อเกม ตามมาด้วย แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 1.1 ครั้งต่อเกม และ มาติช ที่จำนวน 1 ครั้งต่อนัด

 

   นอกจากนี้ ก็องเต้ ยังสามารถเคลียร์บอลพ้นพื้นที่อันตรายได้ดีกว่าอีก 3 คนด้วย เพราะทำได้เฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อนัด ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ตามมาเท่ากันที่ 1.2 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ทำได้น้อยสุดที่ 0.9 ครั้งต่อนัด

   ขณะเดียวกัน มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสของ เชลซี ยังโดนคู่แข่งเลี้ยงผ่านในลีกเพียงเฉลี่ย 0.9 ครั้งต่อนัดเท่านั้นด้วย ซึ่งตรงนี้เขาเป็นรองเพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำได้ 0.6 ครั้งต่อเกม เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น หากเทียบเฉพาะ 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดย มาติช โดนเลี้ยงผ่านเฉลี่ย 1.1 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ถูกคู่แข่งกระชากผ่านไป 2.6 ครั้งต่อนัด

 

   ในส่วนความแม่นยำในการเข้าสกัดนั้น ก็องเต้ อาจจะทำได้น้อยกว่า มาติช กับ เฟร็ด เพราะเขาทำได้เฉลี่ย 2 ครั้งต่อนัด แต่มันก็ไม่ได้ถือว่าด้อยกว่าอีก 2 คนมากกว่า เพราะ มาติช ทำได้ 2.2 ครั้งต่อนัด ส่วนของ เฟร็ด อยู่ที่ 2.1 ครั้งต่อเกม ขณะที่ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 1.6 ครั้งต่อนัด

 – เกมรุก

 

   แน่นอนว่าเกมรุกไม่ใช่จุดเด่นของ ก็องเต้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญต่อเกมอยู่ที่ 1.2 ครั้งต่อนัด เท่ากับ เฟร็ด เป๊ะ ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 0.7 ครั้งต่อเกม กับ 0.6 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ แถมเขายังทำได้ 3 ประตูด้วย แพ้เพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 4 ลูกแค่คนเดียว ขณะที่ มาติช กับ เฟร็ด ทำประตูในลีกไม่ได้เลยในซีซั่นล่าสุด

  ขณะที่ความแม่นยำในการผ่านบอลนั้น ก็องเต้ ถือเป็นอันดับ 3 ถ้าเทีบกับ 3 แผงกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลเข้าเป้า 84.9 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ 1 คือ เฟร็ด ที่ทำได้ 87 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ มาติช ตามมาเป็นที่ 2 ด้วยจำนวน 87 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความ่าที่จริงแล้ว ก็องเต้ ก็ไม่ได้เป็นรองทั้ง 2 คนมากนัก

 

  ถ้าจะมีด้านไหนที่ ก็องเต้ ทำได้แย่กว่า 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบเห็นได้ชัดก็คงจะเป็นการผ่านบอลยาวเข้าเป้า เพราะเขามีค่าเฉลี่ยด้านนี้เพียง 1.8 ครั้งต่อนัด ห่างจาก เฟร็ด ที่ทำไป 3.8 ครั้งต่อเกมแบบคนละโลก ส่วน แม็คโทมิเนย์ กับ มาติช ทำได้ 2.3 ครั้งต่อเกม กับ 2.2 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ

ได้กลิ่นอะไรมา? 2บ่อนชูแมนยูเต็งจ๋าคว้าก็องเต้

สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 ซึ่งเป็น 2 บ่อนถูกกฎหมายของอังกฤษ ต่างก็ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นเต็งจ๋าที่จะได้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ไปร่วมก๊วน หลังจากมีกระแสข่าวว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ต้องการขายเขา
   สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 บ่อนรับพนันถูกกฎหมายสัญชาติอังกฤษ ต่างก็เปิดราคาให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลาง เชลซี ไปร่วมทัพ

    ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวลือว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี พร้อมปล่อย ก็องเต้ ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากมองว่าจำเป็นต้องผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ และตัดสินใจว่า ก็องเต้ ไม่ได้สำคัญกับทีมมากเหมือนแต่ก่อนแล้ว โดยในฤดูกาล 2019-20 ดาวเตะวัย 29 ปี ก็โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานหลายครั้ง อย่างเช่นตรงข้อเท้าและเอ็นหลังหัวเข่า จนทำให้เขาได้ลงเล่นเพียง 28 นัดในทุกรายการ

    ทั้งนี้ มีหลายทีมที่ตกเป็นข่าวกับ ก็องเต้ อย่างเช่น แมนฯ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ ยูเวนตุส เป็นต้น ซึ่งทั้ง สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 ต่างก็ชูให้ "ปีศาจแดง" เป็นเต็งจ๋าที่จะได้เขาไปร่วมทีมด้วยราคา 1/2 (แทง 2 จ่าย 1 ไม่รวมทุน) กับ 2/1 (แทง 1 จ่าย 2 ไม่รวมทุน) ตามลำดับ ทั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เชลซี เป็นคู่แข่งร่วมลีก

    ขณะเดียวกัน สกาย เบ็ท ชูให้ บาร์เซโลน่า เป็นเต็ง 2 ที่ราคา 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน) โดยที่ ปารีสฯ เป็นเต็ง 3 ด้วยราคา 7/1 (แทง 1 จ่าย 7 ไม่รวมทุน) ในทางกลับกัน เบ็ท 365 ยกให้ "เปแอสเช" เป็นเต็ง 2 ในราคา 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน) ขณะที่ "อาซูลกราน่า" คือเต็ง 3 ที่ราคา 8/1 (แทง 1 จ่าย 8 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองการย้ายทีม 5 ลำดับแรกของ ก็องเต้ จาก สกาย เบ็ท
1. แมนฯ ยูไนเต็ด 1/2 (แทง 2 จ่าย 1 ไม่รวมทุน)
2. บาร์เซโลน่า 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)
3. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 7/1 (แทง 1 จ่าย 7 ไม่รวมทุน)
4. เรอัล มาดริด 16/1 (แทง 1 จ่าย 16 ไม่รวมทุน)
5. แมนฯ ซิตี้ 20/1 (แทง 1 จ่าย 20 ไม่รวมทุน)

    อัตราต่อรองการย้ายทีม 5 ลำดับแรกของ ก็องเต้ จาก เบ็ท 365
1. แมนฯ ยูไนเต็ด 2/1 (แทง 1 จ่าย 2 ไม่รวมทุน)
2. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)
3. บาร์เซโลน่า 8/1 (แทง 1 จ่าย 8 ไม่รวมทุน)
4. เรอัล มาดริด 12/1 (แทง 1 จ่าย 12 ไม่รวมทุน)
5. ยูเวนตุส 16/1 (แทง 1 จ่าย 16 ไม่รวมทุน)

แห้วหมด!ฟานกัลเผย10แข้งที่อยากได้ตอนคุมแมนยู

 

หลุยส์ ฟาน กัล เปิดเผยลิสต์นักเตะ 10 คนที่เคยอยากได้แต่กลับต้องแห้วทั้งหมดในสมัยที่คุม แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมบอกว่าไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ได้แข้งเหล่านั้นแม้แต่คนเดียว
   

หลุยส์ ฟาน กัล อดีตกุนซือคนดัง เปิดเผยว่าตนเคยพยายามที่จะดึง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, กอนซาโล่ อิกวาอิน, เนย์มาร์, ซาดิโอ มาเน่, ริยาด มาห์เรซ, โธมัส มุลเลอร์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เจมส์ มิลเนอร์, เซร์คิโอ รามอส และ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ มาร่วมทัพในสมัยที่เป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใครแม้แต่คนเดียว

ในฤดูกาล 2014-15 ซึ่งเป็นซีซั่นแรกของ ฟาน กัล กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น เขาพาทีมได้อันดับ 4 ในลีก จนได้สิทธิ์เล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นถัดไป และพอถึงฤดูกาล 2015-16 เขาก็พาทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ แต่ในลีกได้เพียงอันดับ 5 เท่านั้น จนสุดท้าย ฟาน กัล ก็โดนปลดออกจากตำแหน่ง ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอดีตกุนซือชาวดัตช์ก็มักจะให้สัมภาษณ์แนวตำหนิบอร์ดบริหารของ "ปีศาจแดง" อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะ เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารของทีมซึ่งมีหน้าที่ประสานงานกับ ฟาน กัล โดยตรง

ฟาน กัล ให้สัมภาษณ์กับ โฟร์โฟร์ทู นิตยสารด้านฟุตบอลชื่อดังว่า "ผมอยากได้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แต่พอได้รู้ว่ามันเป็นดีลที่ยากเกินไปแล้วนั้นผมก็พยายามจะไปคว้าตัว กอนซาโล่ อิกวาอิน มาร่วมทัพแทน นอกจากนี้ ก่อนที่ผมจะเข้าไปทำงานกับทีมอย่างเป็นทางการน่ะผมยังได้คุยกับบอร์ดบริหารเกี่ยวเรื่อง เนย์มาร์ ด้วย"

"คือถ้าคุณอยู่กับทีมระดับ ยูไนเต็ด แล้วล่ะก็ คุณก็จำเป็นต้องคิดให้มันใหญ่ๆ เข้าไว้สิ (หมายถึงถ้าอยู่กับทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ควรจะต้องคิดว่าสามารถเซ็นสัญญากับนักเตะระดับโลกได้) มันยังเป็นดีลที่น่าสนใจสำหรับสโมสรในแง่ของการที่จะขายชุดแข่งได้มากมายก่ายกองด้วย นอกจากนี้ผมก็อยากได้ปีกที่มีความเร็วสูงมาร่วมทีมเหมือนกัน ดังนั้นผมเลยพยายามจะคว้าตัว ซาดิโอ มาเน่ และ ริยาด มาห์เรซ มาร่วมทัพ"

"โธมัส มุลเลอร์ ก็อยู่ในลิสต์นักเตะที่ผมอยากได้เหมือนกัน และในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางผมก็อยากได้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มาร่วมทัพ ผมถึงขั้นพยายามที่จะเซ็นสัญญากับ เจมส์ มิลเนอร์ ด้วย จริงอยู่ว่าตอนนั้นเขาอายุเยอะแล้ว แต่เขาก็ยังเล่นในหลายตำแหน่งได้ดี และมีความเป็นผู้นำอีกต่างหาก ส่วนในแนวรับนั้นผมอยากได้ เซร์คิโอ รามอส กับ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ เพราะตอนนั้นการขึ้นเกมจากแนวรับของเราทำได้ไม่ดีเลย"

"นักเตะเหล่านั้นเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ของผม แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ใครมาร่วมทัพเลย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เพราะในฐานะผู้จัดการทีมแล้วนั้นผมไม่มีส่วนร่วมกับการเจรจาใดๆ ทั้งนั้น และพอผมออกจากทีมมาแล้วน่ะ นักเตะอย่าง มาห์เรซ กับ ก็องเต้ ก็ไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ตามลำดับ ขณะที่ ยูไนเต็ด ไม่สามารถดึงพวกเขามาร่วมทัพได้ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ"

 ทั้งนี้ ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ ฟาน กัล กุมบังเหียน แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น เขาใช้เงินเสริมทัพราว 276.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 11,056 ล้านบาท) และได้นักเตะประเภทที่พร้อมเล่นให้ทีมชุดใหญ่ทันทีมาเสริมทัพราว 13 คน โดยในจำนวนนั้นมี 2 คนที่เป็นการเซ็นสัญญาแบบไร้ค่าตัว ได้แก่ บิคตอร์ บัลเดส กับ เซร์คิโอ โรเมโร่ ส่วนอีก 11 คนที่ต้องจ่ายค่าตัวไปนั้นมีอย่างเช่น อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, ลุค ชอว์, เมมฟิส เดอปาย, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, อันเดร์ เอร์เรร่า และ ดาเล่ย์ บลินด์ เป็นต้น