แมนยูจัดสำรองย้ำแค้น! “ฟาน เดอ เบ็ค” ตัวจริงลุ้นยิงถิ่นไบรท์ตันศึกคาราบาวคัพ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมส่งแข้งสำรองลงยกทีมโดย ฟาน เดอ เบ็ค พร้อมลงลุ้นปิดสกอร์เกมเยือนถิ่น ไบรท์ตัน ทั้งคู่พบกันก่อนหน้าในเกมลีกมาแล้วเป็นฝั่งผีแดงที่เฉือนชัยไปได้ ลุ้นระทึก ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4 วันพุธที่ 30 ก.ย. ศกนี้ (เวลา : 01.45 น.)
ปรีวิวฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4
วันพุธที่ 30 กันยายน 2563 (เวลา : 01.45 น.)
ไบร์ทตัน (พรีเมียร์ลีก)   –   แมนฯ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก)

สนาม : เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม

    ไบร์ทตัน เพิ่งเปิดบ้านพ่ายให้กับ แมนฯยูไนเต็ด 2-3 เมื่อวันเสาร์ที่ 26 กันยายน ส่วนในรายการนี้พวกเขาผ่านเข้ารอบมาได้ด้วยการบุกไปเอาชนะ เปรสตัน 2-0 เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว

    ความพร้อมในเกมนี้ของเจ้าบ้านยังคงไม่มี อีฟส์ บิสซูม่า ที่ติดโทษแบน รวมทั้ง โฮเซ่ อิซเกียร์โด้ และ ฟลอริน อันโดเน่ ยังคงโดนอาการบาดเจ็บนบกวนไม่พร้อมลงสนาม

    คาดว่า เกรแฮม พ็อตเตอร์ กุนซือชาวอังกฤษ จะมีการปรับทัพเช่นเดียวกันกับรอบที่แล้ว ถึงแม้ว่าเกมนี้จะเจอกับคู่แข่งอย่าง ปีศาจแดง ก็ตาม นำทัพโดย นีล โมเปย์ ที่ทำให้ทีมเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกมหลังจากที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งบอลไปโดนมือของดาวยิงชาวฝรั่งเศส ซึ่งนำมาสู่ประตูชัยของ เร้ด เดวิลส์ ในที่สุด รวมทั้งในแผงหลังก็ยังมี ลูอิส ดังค์ ปราการหลังตัวเก่ง ที่ยืนเป็นหัวใจในเกมรับ

    ทางฝั่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เป็นฝ่ายพลิกคว้าชัยเหนือนกนางนวลแบบดราม่าสุด ๆ ผ่านเข้ามาเล่นในรอบนี้หลังบุกไปถล่ม ลูตัน ทาวน์ 3-0

    สภาพทีมในเกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ จะหมุนเวียนให้ผู้เล่นบางคนได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด, เอริก ไบยี่, โอเดี่ยน อิกาโล่ รวมถึง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ที่ยังไม่ได้ลงเล่นในเกมลีกครบ 90 นาที แต่ได้ออกสตาร์ตในเกมบอลถ้วยรอบก่อน

    ส่วนในตำแหน่งผู้รักษาประตู อดีตผู้จัดการทีมคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ จะส่ง ดีน เฮนเดอร์สัน เฝ้าเสาแทนที่ของ ดาบิด เด เคอา ขณะที่ อักเซล ตวนเซเบ้ และ ฟิล โจนส์ ยังคงพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บอยู่ในเวลานี้

   
รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ไบรท์ตัน (4-2-3-1) : เจสัน สตีล – โยเอล เฟลท์มัน, แดน เบิร์น, ลูอิส ดังค์, แบร์นาร์โด้ – ดาวี่ พร็อปเปอร์, แม็กซ์ แซนเดอร์ส – อลิเรซ่า ยาฮานบาคช์, ปาสกาล กรอสส์, อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ – นีล โมเปย์
    ผู้จัดการทีม : เกรแฮม พ็อตเตอร์

    แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดีน เฮนเดอร์สัน – ดีโอโก้ ดาโลต์,  เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – เฟร็ด, เนมานย่า มาติช – แดเนียล เจมส์, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค, เจสซี่ ลินการ์ด – โอเดียน อิกาโล่
    ผู้จัดการทีม :  โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    ผู้ตัดสิน : เกรแฮม สกอตต์

3ตัวสำรองโชว์ทีเด็ด!ตัดเกรดแข้งแมนยูหลังอัดลูตันถ้วยคาราบาวคัพ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่มีปัญหาในการตบเท้าเข้าสู่รอบสี่ในศึก คาราบาว คัพ หลังบุกไปสอย ลูตัน ทาวน์ สโมสรระดับ แชมเปี้ยนชิพ 3-0 ในเกมรอบสาม เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่า โดยรวมไม่ใช่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด จนกระทั่งมาได้สามตัวสำรองมาช่วยยกระดับเกมในช่วง 10 นาทีสุดท้าย และนี่คือผลสอบของลูกทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แต่ละคนในแมตช์นี้
11 ผู้เล่นตัวจริง

 – ดีน เฮนเดอร์สัน : 7
  ตลอดทั้งเกมอาจจะออกแรงเซฟแค่หนเดียว แต่เป็นการเซฟที่สำคัญมากในช่วงนาทีที่ 81 แถมมีความมั่นใจในการออกมาตัดบอล ซึ่งงานนี้มือหนึ่งอย่าง ดาบิด เด เคอา คงกดดันไม่น้อย

 – อารอน วาน-บิสซาก้า : 6.5
  ฟอร์มยังไม่โดดเด่น แถมสภาพร่างกายยังไม่ฟิตเต็มร้อย แต่ช่วยประคองเกมรับของทีมได้พอสมควร

 – เอริก ไบยี่ : 7
  โดดเด่นทีเดียวในแมตช์นี้ แถมมีการยืนตำแหน่งที่ดีในการรับมือกับลูกครอส

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (C) : 6.5
  เกมนี้อาจไม่เด่นเท่า ไบยี่ แต่ยังพอไว้ใจได้เรื่องลูกกลางอากาศ กระนั้นก็มีลูกลังเลให้เห็นหลายครั้งในการตัดสินใจเข้าแท็กเกิ้ล โดยรวมถือว่าฟอร์มยังไม่ได้ตามมาตรฐาน

 – แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ : 7
  ทำได้ดีพอสมควรทั้งเกมรับและรุก แถมเป็นคนเรียกจุดโทษให้ทีม

 – เฟร็ด : 7
  อาจไม่เด่นมาก แต่ช่วยเกมรับได้ดีเยี่ยม ด้วยสถิติแท็กเกิ้ลชนะ 4 ครั้ง ซึ่งมากสุดในทีม "ปีศาจแดง" เกมนี้

 – เนมานย่า มาติช : 7
  อาจจะดูช้าไปในหลายจังหวะ แต่ช่วยได้เยอะเลยทีเดียวในแดนกลาง แถมมีการผ่านบอลแม่นยำถึง 93%

 – ฆวน มาต้า : 7.5
  ถือว่าโดดเด่นทีเดียว โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรก ประสานงานในแดนกลางกับ ฟาน เดอ เบ็ค ได้ดี และเป็นคนสังหารลูกจุดโทษช่วยให้ทีมขึ้นนำ 1-0

 – ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค : 7
  โดยรวมค่อนข้างน่าประทับใจ มีพลังในการเล่น หาพื้นที่เก่ง โดยเฉพาะการวิ่งเข้าไปในกรอบเขตโทษ และเกือบทำประตูได้ด้วย

 – เจสซี่ ลินการ์ด : 6
  มีความมุ่งมั่นดี แต่ยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายครั้ง แถมยังขาดคุณภาพในจังหวะเข้าทำ

 – โอเดียน อิกาโล่ : 5
  มีส่วนร่วมกับเกมน้อย ไม่มีจังหวะอันตรายให้เห็น ทั้งเกมได้ลุ้นยิงแค่หนเดียว 

 สำรองที่ได้ลงเล่น

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส (แทน ฟาน เดอ เบ็ค น. 78) : 7
  ลงมาทำให้แดนกลางน่ากลัวขึ้นทันตาเห็น และเป็นคนแอสซิสต์ให้ กรีนวู้ด จบสกอร์ลูกปิดท้าย 

 – เมสัน กรีนวู้ด (แทน อิกาโล่ น. 78) : 8
  เป็นคนช่วยพลิกเกมได้อย่างแท้จริง แม้มีเวลาอยู่ในสนามแค่สิบกว่านาที โดยเป็นคนแอสซิสต์สวยๆ ให้ แรชฟอร์ด ยิงประตู 2-0 ก่อนจบสกอร์เองในลูก 3-0

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด (แทน มาต้า น. 79) : 7
  เหมือนกับ กรีนวู้ด ที่ลงมาช่วยให้เกมรุกของทีมเฉียบขาดมากขึ้น แถมจบสกอร์ได้สุดเฉียบในประตู 2-0

เขามาแล้ว! “ฮาแวร์ตซ์” กดแฮตทริกแรกในอาชีพค้าแข้ง

ไค ฮาแวร์ตซ์ มิดฟิลด์คนใหม่ เชลซี ใช้เวลาแค่ 3 เกมเท่านั้นในการกดประตูแรกในสีเสื้อ "สิงห์บลูส์" แถมเป็นการกดแฮตทริกแรกในอาชีพค้าแข้งด้วย หลังช่วยทีมยำใหญ่ บาร์นสลี่ย์ ครึ่งโหล ในเกม คาราบาว คัพ เมื่อคืนที่ผ่านมา
     ไค ฮาแวร์ตซ์ กองกลางดาวดังคนใหม่ของ เชลซี ทำคนเดียว 3 ประตู ช่วยต้นสังกัดเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไล่ถล่ม บาร์นสลี่ย์ สโมสรระดับ แชมเปี้ยนชิพ 6-0 ในศึก คาราบาว คัพ รอบสาม เมื่อวันพุธที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการทำแฮตทริกแรกในอาชีพการเล่นฟุตบอลของเจ้าตัวด้วย

     หลังจากที่ลงเล่น 2 เกมแรกภายใต้ยูนิฟอร์ม "สิงห์บลูส์" แบบฝืดๆ ในที่สุด สตาร์ทีมชาติเยอรมนีวัย 21 ปี ก็ทำประตูแรกให้กับ เชลซี ได้สำเร็จ แถมเกมนี้กดแฮตทริกแรกในอาชีพด้วย หลังจากที่ไม่เคยทำได้เลย ตลอดการเล่นระดับสโมสร 152 นัดที่ผ่านมา (ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 150 นัด และ เชลซี 2 นัด)

     ทั้งนี้ ฮาแวร์ตซ์ เพิ่งปิดดีลย้ายมาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยค่าตัวมหาศาลราว 71 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,840 ล้านบาท) เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา

แลมพาร์ดเผย!สาเหตุไม่ส่งแวร์เนอร์ยิงจุดโทษ

 แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี แจงแล้ว สำหรับประเด็นที่ ติโม แวร์เนอร์ ไม่ถูกเลือกเป็นตัวสังหารจุดโทษช่วงดวลเป้า พร้อมยันพอใจฟอร์มโดยรวมของ "สิงห์บลูส์" แม้สุดท้ายถูก สเปอร์ส เขี่ยตกรอบสี่ คาราบาว คัพ
     แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี เปิดเผยว่า สาเหตุที่ ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าดาวดังคนใหม่ ไม่ถูกเลือกเป็นหนึ่งในห้าจอมสังหาร ช่วงดวลจุดโทษตัดสินหาผู้ชนะ เป็นเพราะเจ้าตัวมีอาการตะคริว หลังจากที่ "สิงห์บลูส์" แพ้ดวลเป้า "ไก่เดือยทอง" 4-5 (เสมอ 1-1 ใน 90 นาที) ในศึก คาราบาว คัพ รอบสี่ ณ สังเวียนแข้ง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา

     แวร์เนอร์ กดประตูสุดสวยให้ เชลซี ขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 19 ก่อนที่ สเปอร์ส จะมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 83 จาก เอริค ลาเมล่า และจบเกมด้วยสกอร์ดังกล่าว ทำให้ต้องไปตัดสินหาผู้ชนะในการดวลจุดโทษ ซึ่งตอนแรกคาดกันว่า แวร์เนอร์ คือหนึ่งในจอมสังหารที่ แลมพาร์ด ไว้ใจ

     อย่างไรก็ตาม หัวหอกทีมชาติเยอรมนีวัย 24 ปี กลับไม่ถูกเลือก และสุดท้าย เชลซี แพ้ดวลจุดโทษ พร้อมกระเด็นตกรอบ โดยที่ เมสัน เมาท์ ซึ่งเป็นคนสังหารรายสุดท้ายของทีม ยิงเช็ดเสาออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย 

     "ในช่วงท้ายเกม ติโม แวร์เนอร์ ดันเป็นตะคริว เขาเลยไม่ได้ยิงจุดโทษ" แลมพาร์ด แจงหลังจบเกม "เราดูล้าๆ ไป ซึ่งมันเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ เราเป็นฝ่ายครองเกมในช่วงครึ่งแรก ซึ่งผมแฮปปี้มากๆ แต่ช่วงครึ่งหลังมันแตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นการดวลจุดโทษ อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ เราตกรอบก็จริง แต่มันก็มีหลายอย่างที่น่าพอใจ"

อาจารย์สอนศิษย์ ! 5 ประเด็น สเปอร์ส เขี่ย เชลซี ร่วงคาราบาว คัพ

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือมากประสบการณ์ จัดการสั่งสอน แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตลูกศิษย์ แบบเบาๆ โดย "เฮียมู" นำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ชนะจุดโทษ เชลซี 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
  ก่อนเกมนี้ มูรินโญ่ ออกโรงเปรยว่าอาจจะต้องปล่อยแมตช์ดังกล่าวไป เพราะกลัวสภาพร่างกายของลูกทีมจะกรอบเนื่องจากพวกเขามีโปรแกรมแน่นเอี๊ยด แต่กลายเป็นว่า สเปอร์ส เล่นได้ดีเยี่ยมสามารถต่อก่อน "สิงห์บลูส์" ที่มีขุมกำลังชั้นยอดมากมาย ได้อย่างสนุกสูสี

    แม้ว่า เชลซี จะตกรอบก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็มีเรื่องพอยิ้มได้เพราะ ติโม แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูแรกให้กับต้นสังกัดอย่างเป็นทางการซะที หลังจากรอมานานหลายเกม ขณะที่ เอดูอาร์ด เมนดี้ ลงเฝ้าเสาเปิดตัวเกมแรก ก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจพอสมควร

    ที่สำคัญในช่วงระหว่างเกมนี้มีเรื่องน่าสนใจมากๆ ทั้งการปะทะคารมระหว่าง มูรินโญ่ กับ แลมพาร์ด รวมไปถึงการวิ่งออกนอกสนามของ เอริค ดายเออร์ ในช่วงกลางครึ่งหลัง จนทำให้ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ต้องรีบเข้าไปตามในอุโมงค์สนามเลยทีเดียว

1. แวร์เนอร์ เริ่มส่องแสง
    การมาของ ติโม แวร์เนอร์ ทำให้สาวก "สิงโตน้ำเงินคราม" มองเห็นโอกาสที่ทีมจะผลิตสกอร์เป็นกอบเป็นกำ เพราะนักเตะรายนี้ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก แถมในช่วงอุ่นเครื่องยังยิงประตูได้ด้วย ทำให้งานนี้บรรดาคอบอลต่างเชื่อมั่นว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเกมรุกของ เชลซี อย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ตามการที่ต้องมาเล่นในบรรยากาศใหม่ วัฒนธรรมฟุตบอลที่คุ้นชินทำให้ แวร์เนอร์ ไม่สามารถผลิตฟอร์มชั้นยอดออกมาได้อย่างที่หลายคนคาดหวังเอาไว้ แม้ว่าผลงานโดยรวมในเรื่องการมีส่วนร่วมกับเกมถือว่า ดาวเตะทีมชาติเยอรมนี สอบผ่าน แต่การยิงประตูซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคาดหวัง นักเตะยังสอบตก

    กระนั้นตอนนี้ แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูได้แล้วแม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยใบเล็กประเทศอังกฤษก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการผลิตสกอร์ในการเล่นแมตช์อย่างเป็นทางการของนักเตะภายใต้ชุด "สิงห์บลูส์" ซึ่งประตูนี้คงจะทำให้เขามีความมั่นใจในการเล่นในเมืองผู้ดีมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ประตูที่ แวร์เนอร์ ทำได้น่าจะเป็นการปลดล็อกความเครียด และความกดดันของเขาออกไปซะที จากนี้ไปคาดว่าบรรดาแนวรับคู่แข่งเตรียมระวังตัวเอาไว้ให้ดีๆ เพราะ หัวหอกวัย 24 ปี จะทำให้พวกเขาต้องหวาดผวาอย่างแน่นอน

2. อาจารย์สั่งสอนศิษย์
    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า โชเซ่ มูรินโญ่ กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมสมัยที่ทั้งสองคนทำงานร่วมกันในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยในยุคที่ "เฮียมู" คุม เชลซี "แลมพ์ส" ขุนพลคู่ใจในยุครุ่งเรืองของทีมที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างยิ่งใหญ่

    แน่นอนว่าการได้ทำงานร่วมกับทำให้ "แลมพ์ส" ได้ศึกษาวิธีการคุมทีม และการวางแท็คติกไม่มากก็น้อยมาจาก นายใหญ่ชาวโปรตุกีส โดยในช่วงที่ผลันตัวไปทำงานโค้ช แลมพาร์ดมีผลงานที่โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จนทำให้ เชลซี ต้องตัดสินใจดึงเขามาชอบกอบกู้วิกฤติของสโมสรเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และเขาก็มีส่วนทำให้ทีมติดท็อปโฟร์ได้สำเร็จ

    สำหรับการปะทะกันของอาจารย์กับลูกศิษย์ ดูเหมือนจะไม่น่าอภิรมณ์ตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน เพราะพวกเขาสาดน้ำลายใส่กัน แถมในช่วงระหว่างการแข่งขัน มูรินโญ่ ยังพูดจาแขวะ แลมพาร์ด แบบเจ็บจี๊ดไปถึงทรวงในด้วยการอ้างถึงเกมที่ "สิงห์บลูส์" โดน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นำ 3-0 แต่เดชะบุญที่ตามตีเสมอได้ 3-3

    ในเกมนี้ แลมพาร์ด ดูเหมือนจะจัดการกำราบอาจารย์ได้เพราะพวกเขาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ด้วยประสบการณ์และขาดการเล่นที่แน่นอน ซึ่งเทียบกับ มูรินโญ่ แล้วเขามีลูกล่อลูกชนเหนือกว่าเยอะ และสามารถวางแผนนำทีมตีเสมอในช่วงท้ายเกมได้สำเร็จ ก่อนจะไปเผด็จศึกในการดวลจุดโทษ

    เป็นอันว่าการดวลกันในฤดูกาล 2020/2021 ท่านอาจารย์ฝอยทอง กำราบลูกศิษย์ไปแบบเบาๆ สบายๆ 1 แมตช์

3.  เมนดี้  กดดัน เกปา ได้จริงเหรอ ?
    เชลซี ตัดสินใจคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ มาเฝ้าเสาเพื่อหมายจะนำมากดดัน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่ทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจมากนักในฤดูกาลนี้ โดยการได้นายทวารชาวเซเนกัล ถูกส่งลงสนามในแมตช์คาราบาว คัพ ไม่ใช่เพราะ แลมพาร์ด จะใช้งานเขาในเกมฟุตบอลถ้วย แต่เป็นการให้โอกาสนักเตะได้ปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษต่างหาก

    สำหรับผลงานโดยรวมของ เมนดี้ หากพูดกันตามเนื้อผ้าก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่า เกปา แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง ไหวพริบในการเล่น และมีจังหวะการเซฟสวยๆ 2 ครั้ง ต้องถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับนายทวารรายนี้

    อย่างไรก็ตามในเรื่องของการป้องกันจุดโทษดูเหมือน เมนดี้ ยังคงต้องฝึกปรือฝีมืออีกเยอะ เพราะเขาพุ่งไม่ถูกทางเลย ฉะนั้นการฝากความหวังกับเจ้าตัวในการฏีกาคงอาจจะต้องทำใจ กระนั้นนี่เป็นแค่เกมแรกของเขาเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สวยหรูเพราะตกรอบ แต่ฟอร์มของเจ้าตัวคงทำให้ เกปา ต้องปาดเหงื่อแน่นอน

4. เสริมทัพรุ่งแต่ผลงานร่วง
    ในช่วงซัมเมอร์นี้ เชลซี คือสโมสรที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมทัพ โดยพวกเขาน่าจะเป็นสโมสรเดียวในพรีเมียร์ลีก ที่คว้านักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมได้มากมาย ในขณะที่ทีมร่วมลีกไม่สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นพรสวรรค์มาเสริมทัพได้มากนัก

    ลองไล่รายชื่อนักเตะที่ เชลซี ทุ่มเงินมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้อย่าง  ฮาคิม ซิเย็ค,  แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์, เมนดี้ และ ไค ฮาแวร์ทซ์  เป็นต้น รวมๆ แล้วเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในเวลานี้ทะลุไปกว่า 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) แล้ว

    อย่างไรก็ตามผลงานของทีมนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้ ดูเหมือนจะไม่เข้าตาแฟนบอล และบอร์ดบริหาร โดยในเกมลีกพวกเขาลงเล่นไปแล้ว 3 แมตช์ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 มีแค่ 4 แต้ม รั้งอันดับ 9 ในตารางลีก ขณะที่ในเกมคาราบาว คัพ ลงสนามไป 2 แมตช์ถล่ม บาร์นส์ลี่ย์ รอบ 3 และตกรอบ 4 ด้วยน้ำมือของ สปอร์ส

    สำหรับตอนนี้ความกดดันกำลังถาโถมเข้าใส่ แลมพาร์ด เพราะหากเขายังไม่สามารถกระตุ้นฟอร์มการเล่นของทีมให้กลับมาโดดเด่นสมกับเงินที่ทุ่มทุนเพื่อใช้สร้างทีม งานนี้มีหวังบอร์ดบริหารอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวกุนซือ อย่างลืมว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ  มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ยังว่างงานอยู่นะ !!!

5. ธรรมชาติเรียกร้อง !
    ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องในแมตช์นี้ก็คือ ทำไม เอริค ดายเออร์ ถึงต้องรีบวิ่งออกจากสนามในช่วงนาทีที่ 75 ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น สเปอร์ส ยังตกเป็นร่องเรื่องสกอร์ แถมการทิ้งเกมออกไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้พวกเขามีผู้เล่นน้อยกว่า และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนยิงประตูเพิ่ม

    ด้วยเหตุนี้ มูรินโญ่ จึงได้รีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพื่อตาม ดายเออร์ ให้ออกไปลงสนามให้เร็วที่สุด เพราะขืนชักช้าอาจจะทำให้ทีมต้องเสียเปรียบไปมากกว่านี้ และหลังจากที่นักเตะกลับมาลงสนามได้ ทีมก็ยังไม่โดน เชลซี ยิงประตูทิ้งห่าง จากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็ได้ประตูตีเสมอ ทำให้ต้องดวลจุดโทษตัดสิน และหนึ่งในห้าแข้งของ สเปอร์ส ที่ต้องทำหน้าที่สำคัญก็คือ ดายเออร์ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อซัดเป็นคนแรกเข้าประตูซะด้วย

    หลังจบเกมนักเตะได้ออกมาเฉลยความจริงถึงสาเหตุที่ต้องรีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพราะว่าเกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย แต่เจ้าตัวไม่ได้บอกว่าเป็นการถ่ายหนักหรือถ่ายเบา ขณะที่ "เฮียมู" ก็ยอมรับจำเป็นต้องไปตามลูกทีมรายนี้ให้กลับมาลงสนามเร็วๆ เพราะไม่อยากให้ทีมต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นนานเกินไป

    สุดท้ายทุกอย่างจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะ สเปอร์ส ชนะจุดโทษเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เกมคาราบาว คัพ ส่วน ดายเออร์ ก็ไม่ต้องอับอายที่ต้องปล่อยสิ่งปฏิกูลในสนามแข่ง !!!

ลิเวอร์พูลตกรอบ!ดวลโทษพ่ายอาร์เซน่อลหลังในเวลาเจ๊าจืดศึกคาราบาวคัพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องน้ำตาตกในเมื่อพ่ายดวลจุดโทษให้กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ผู้มาเยือนไป 4-5 หลังทั้งคู่เจาะกันไม่เข้าเสมอในเวลาปรกติ 0-0 ส่งผลให้ อาร์เซน่อลผ่านเข้ารอบต่อไป และเป็นทัพหงส์แดงที่ปีกหักกางบินต่อไม่ไหวร่วงตกรอบ ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563
ลิเวอร์พูล 0   –   0 อาร์เซน่อล
(อาร์เซน่อล ชนะจุดโทษด้วยผลสกอร์ 5-4 )

สนาม : แอนฟิลด์

    เริ่มเกมในครึ่งเวลาแรกมาถึงนาทีที่ 8 อาร์เซน่อล สร้างโอกาสได้ก่อนจากจังหวะสวนกลับไว โจ วิลล็อค ส่งบอลจากบริเวณกลางกรอบเขตโทษลิเวอร์พูลไปทางขวาให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับ อาเดรียน นายด่านเจ้าถิ่น เอ็นเคเทียห์ พยายามแตะบอลหลอกยิงแต่ถูก อาเดรียน อ่านเกมขาดล้มตัวใช้มือตะปบบอลเอาไว้ได้

    นาทีที่ 12 เป็นฝั่งลิเวอร์พูลที่เกือบได้จบสกอร์บ้างจากจังหวะจ่ายบอลสุดสวยของ เคอร์ติส โจนส์ ทะลุช่องไปให้ ดีโอโก้ โชต้า หลุดขึ้นไปเปิดบอลทางฝั่งขวาย้อนกลับมาให้ มาร์โก กรูยิช วิ่งเข้ามาแปเน้นๆ แต่ทิศทางไม่ดีบอลเหินออกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    ใบเหลืองของเกมเกิดขึ้นนาทีที่ 15 เป็นของ ทาคูมิ มินามิโนะ ศูนย์หน้าหงส์แดงที่เข้าไปตัดฟาวน์หนักด้านหลังใส่ บูคาโย่ ซาก้า ทำให เควิน เฟรนด์ ผู้ตัดสินเกมนี้ไม่มีทางเลือกคาดโทษดาวยิงจากญี่ปุ่นทันที

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 26 บูคาโย่ ซาก้า แข้งความเร็วสูงของปืนใหญ่กระดกบอลหลอก เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ในจังหวะแรกทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามพลิกตัวแล้วไปเล่นต่อแต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะดูเหมือนจะถูก วิลเลี่ยมส์ ดึงแขนเอาไว้แต่ผู้ตัดสินก็ไม่ได้ว่าอะไรทำให้ ซาก้า เสียการครองบอล

    นาทีที่ 35 เคอร์ติส โจนส์ มิดฟิลด์เจ้าถิ่นได้โอกาสตั้งป้อมตะบันไกลตรงริมเส้นฝั่งขวาระยะเกือบ 25 หลาบอลพุ่งตกลงพื้นเข้ากรอบประตูแต่ไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ รับเข้าซองไว้ไม่พลาด

    นาทีที่ 38 ลิเวอร์พูล ทำเเกมบุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ เคอร์ติส โจนส์ ตรงริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเจ้าตัวกระชากหลอกก่อนที่จะตัดสินใจไขว้เปิดบอลแต่ไม่ผ่าน เซดริก โซอาเรส ที่ยืนดักทางและโหม่งเคลียร์ออกไปได้

    นาทีที่ 42 ทัพปืนใหญ่ได้ลุ้นเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า หลุดเดี่ยวเข้าไปหวดเต็มข้อแต่ไปติดปลายมือ อาเดรียน ที่ออกมาปิดมุมดีปัดไว้ได้ แต่หลังจากนั้นก็มีเสียงสัญญาณนกหวีดจากผู้ตัดสินเหตุ ซาก้า อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้านั่นเอง

    สองนาทีต่อมาเจ้าถิ่นมาได้ลูกฟรีคิกตรงเส้นข้างของกรอบเขตโทษจากจังหวะผิดพลาดของแผงหลังอาร์เซน่อล เซดริก โซอาเรส ทุ่มคืนย้อนไปให้ ดานี่ เซบายอส แต่ถูก ดีโอโก้ โชต้า เบียดแย้งบอลไปได้ทำให้ เซยายอส ต้องตัดฟาวน์ทันที

    ต่อเนื่องจังหวะลูกฟรีคิก เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลยัดเข้าไปแต่ถูก กาเบรียล มากัลเญส แข้งทีมเยือนโหม่งเคลียร์ออกไปพ้นเขตอันตรายอีกครั้ง

    นาทีที่ 45+1 ลิเวอร์พูล ที่โหมบุกอย่างหนักน่าจะได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะเปิดบอลเกือบ 35 หลาของ เคอร์ติส โจนส์ เลยไปเสาสองให้  ดีโอโก้ โชต้า ได้ล้มตัวโหมงเต็มหัวระยะไม่ถึง 10 หลาบอลพุ่งแรงทำท่าจะเสียบเสาไกลแต่ แบร์นด์ เลโน่ โชว์เซฟพุ่งไปเอาไว้แต่บอลกลับไปเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ ที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีได้กระโดแปด้วยเท้าซ้ายจ่อๆ แต่บอลเจ้ากรรมดันพุ่งไปชนคานอย่างจังกระดอนออกไปอย่างน่าเสียดาย นับว่าโชคยังเข้าข้างทัพปืนโตทำให้รอดพ้นการเสียประตูไป

    หมดครึ่งเวลาแรก ลิเวอร์พูล ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล อยู่ที่สกอร์ 0-0

    มาลุ้นต่อครึ่งเวลาหลัง นาทีที่ 47 ลิเวอร์พูล ได้ลุ้นจากลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้าย แฮร์รี่ วิลสัน เปิดด้วยเท้าซ้ายมาเข้าหัว มาร์โก กรูยิช ที่ได้ขึ้นโขกเต็มๆ แต่กดไม่ลงบอลเหินข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 51 มีใบเหลืองที่สองของเกมคราวนี้เป็นทางฝั่งอาร์เซน่อลบ้างเมื่อ กรานิต ชาคา ไปดึง มาร์โก กรูบิช กลางสนามอย่างชัดเจน เลยเป็นการบังครับให้ เควิน เฟรนด์ ท่านเปานัดนี้คาดโทษไปตามระเบียบ

    นาทีที่ 53 ลิเวอร์พูล เกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลเลยไปฝั่งไกลเข้าหัว มาร์โก กรูยิช โหม่งย้อนมาให้ ฟาน ไดค์ ได้ตะวัดยิงด้วยเท้าขวาระยะประมาณ 8 หลา แต่เป็น แบร์นด์ เลโน่ ที่โชว์โคตรเซฟล้มตัวปัดไว้ด้วยปลายมืออีกครั้งทำเอา ฟาน ไดค์ ถึงกับออกอาการเสียดายแบบสุดๆ ในจังหวะนี้

    นาทีที่ 57 ยังคงเป็นเจ้าถิ่นที่ครองเกมได้มากกว่าและโหมเกมรุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ ดีโอโก้ โชต้า ที่ใช้ความเร็วกระชากพาบอลลากหาเข้ากรอบเขตโทษปืนใหญ่ก่อนจะจิ้มยิงด้วยหัวเกือกเท้าขวาบอลไปโดนหลัง ร็อบ โฮลดิ้ง ออกหลังไปเป็นลูกเตะมุม

    นาทีถัดมาทีมเยือนยังตั้งลำไม่ได้ทำให้ทัพหงส์แดงได้โอกาสอีกครั้ง เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลทางฝั่งขวาเลยไปเสาไกลเข้าหัว  มาร์โก กรูยิช ที่ลอยตัวโขกเต็มๆ แต่บอลกลับไปเข้าข้างตาข่าย

    นาทีที่ 70 เป็นทางอาร์เซน่อล หวิดได้ประตูออกนำบ้างจากจังหวะเปิดบอลทางฝั่งขวาของ นิโกล่าส์ เปเป้ เลยไปเข้าหัว ร็อบ โฮลดิ้ง ที่เติมขึ้นมาลอยตัวโขกโล่งๆ แต่ไม่ผ่านมือ อาเดรียน ที่โชว์หนึบล้มตัวทุบบอลในระยะเผาขนออกไปได้อย่างฉิวเฉียด

    6 นาทีถัดมาทัพปืนโตยังสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง โจ วิลล็อค เปิดบอลไปให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ วิ่งเบียดแข้งหงส์แดงแล้วได้โฉบโหม่งแต่เจ้าตัวพยายามบังคับบอลหนีมือ อาเดรียน ส่งผลให้หลุดออกเสาไกลไปอย่างเสียวไส้

    นาทีที่ 82 มิเกล อาร์เตต้า เทรนเนอร์ปืนใหญ่ตัดสินใจเปลี่ยน อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ลงไปแทน เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หวังเพิ่มความคมในจังหวะจบสกอร์

    นาทีที่ 84 นิโกล่าส์ เปเป้ ทำเสียวไส้เมื่อเกี่ยวบอลลงในเขตโทษหงส์แดงและได้เอี้ยวตัวยิง แต่ด้วยหลักที่ไม่ดีทำให้บอลไม่ตรงกรอบ

    นาทีต่อมาเป็นฝั่งเจ้าถิ่นที่ได้ตอบโต้กลับคือโดย เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ที่เติมเกมขึ้นมากดเต็มข้อแถวๆ หน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งส่ายแต่ดันไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ ที่ยังโชว์นิ่งเกมนี้รับไว้ไม่มีพลาด

    เวลาที่เหลือต่างฝ่ายต่างเปิดเกมรุกเข้าหากันแต่ไม่มีทีมใดปิดสกอร์ได้จบเกมเสมอกันที่ผล 0-0 ทำให้ต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ

    ผลการดวลจุดโทษปรากฏว่า อาร์เซน่อล แม่นกว่าเป็นฝ่ายเอาชนะ ลิเวอร์พูล ไปด้วยผลสกอร์ 5-4 ส่งผลให้ทัพปืนโตผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ส่วนลิเวอร์พูล น้ำตาตกร่วงตกรอบไปตามระเบียบ
   
    รายชื่อนักเตะที่ยิงจุดโทษมีดังนี้

    ลิเวอร์พูล  :
    คนที่ 1. เจมส์ มิลเนอร์ (เข้า)
    คนที่ 2. จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม  (เข้า)
    คนที่ 3. ทาคูมิ มินามิโนะ  (เข้า)
    คนที่ 4. ดิว็อค โอริกี้ (ไม่เข้า)
    คนที่ 5. เคอร์ติส โจนส์ (เข้า)
    คนที่ 6. แฮร์รี่ วิลสัน (ไม่เข้า)

    อาร์เซน่อล :
    คนที่ 1. อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์  (เข้า)
    คนที่ 2. เซดริก โซอาเรส (เข้า)
    คนที่ 3. โมฮาเหม็ด เอลเนนี (ไม่เข้า)
    คนที่ 4. เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส (เข้า)
    คนที่ 5. นิโกล่าส์ เปเป้ (เข้า)
    คนที่ 6. โจ วิลล็อค (เข้า)

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก้ วิลเลี่ยมส์, รีส วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (โจ โกเมซ น.61), เจมส์ มิลเนอร์ – มาร์โก กรูยิช, เคอร์ติส โจนส์, แฮร์รี่ วิลสัน – ดีโอโก้ โชต้า (จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม น.76), ทาคูมิ มินามิโนะ, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ดิว็อค โอริกี้ น.61)
    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    อาร์เซน่อล (4-2-3-1) : แบร์นด์ เลโน่,  เซดริก โซอาเรส, ร็อบ โฮลดิ้ง, กาเบรียล มากัลเญส , เซอัด โคลาซินัช – กรานิต ชาคา, โจ วิลล็อค –  บูคาโย่ ซาก้า (เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส น.86), ดานี่ เซบายอส (โมฮาเหม็ด เอลเนนี น.68), นิโกล่าส์ เปเป้ – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ น.82)
    เทรนเนอร์ : มิเกล อาร์เตต้า

    ผู้ตัดสิน : เควิน เฟรนด์

ประเดิมโชต้า! “โจนส์-มินามิโนะ” เบิ้ลลิเวอร์พูลยำลินคอล์นลิ่วชนปืนใหญ่

เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" หน้าบานเต็มที่หลังขุนพลทัพสำรอง "หงส์แดง" โชว์ฟอร์มร้อนแรงบุกถล่ม ลินคอล์น ซิตี้ 7-2 จากผลงานสุดฮอตของ "โจนส์-มินามิโนะ" เหมาคนละ 2 ประตูแถม ดีโอโก้ โชต้า ลงประเดิมสนามพาทีมผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป ในศึกฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบ 3 คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
สนาม : แอลเอ็นอีอาร์ สเตเดี้ยม

    ”ดิ อิมพ์ส” ลินคอล์น ซิตี้ รองจ่าฝูง ลีก วัน ของกุนซือ ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน ฟอร์มร้อนแรงชนะมา 5 เกมติดรวมทุกรายการส่วนถ้วยนี้ผ่านเข้ารอบมาด้วยการบุกถล่ม แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ 5-0

    ทางด้าน "หงส์แดง" นายใหญ่ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยชนะมา 3 ติดต่อกันรวมทุกรายการ โดยหลังจากที่พลาดท่าแพ้จุดโทษอาร์เซน่อลใน คอมมิวนิตี้ ชิลด์ หงส์แดง ก็คืนฟอร์มเก่ง ถล่มแบล็คพูล 7-2, ก่อนที่จะเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 และชนะ เชลซี 2-0

  5 นาทีผ่านเป็น ลิเวอร์พูล ครองบอลบุกตามคาดได้ลุ้นทำประตูจากจังหวะซัดของ เคอร์ติส โจนส์ และลูกเปิดทางซ้ายของ คอสคาส ซิมิกาส แต่ยังไม่ดีพอผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์

    ต่อมานาทีที่ 9 "หงส์แดง" ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากความผิดพลาดของ แม็กซ์ เมลเบิร์น ไปเสียเหลี่ยมหวด เคอร์ติส โจนส์ เสียฟรีคิกระยะอันตรายหน้าหัวกะโหลกฝั่งขวา เชอร์ดาน ชากิรี่ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งเสียบใต้คานตุงตาข่ายงามหยด

 นาทีที่ 17 ทีมเยือน หวิดบวกสกอร์เพิ่มเป็นจังหวะทำชิ่งทางฝั่งซ้าย มาร์โก กรูยิช ดีดคืนให้ คอสคาส ซิมิกาส ครอสบอลเข้าในมาตกใส่ เคอร์ติส โจนส์ แต่งได้ช่องตะบันด้วยซ้ายหลุดออกหลังไป

    ไม่ต้องรอนานนาทีต่อมา "หงส์แดง" ทิ้งห่างออกไปจากจังหวะแจกโชคของ ลูอิส มอนส์ม่า จ่ายบอลประมาทไปติดขา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ก่อนเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ เก็บส้มหล่นปั่นตามน้ำด้วยขวาโค้งผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ เสียบเสาไกลสุดสวย

    โอกาสลุ้นครั้งแรกของทัพ ”ดิ อิมพ์ส” เป็นลูกฉาบฉวยแนวรับ ลิเวอร์พูล เหม่อโดนเล่นฟรีคิกเร็ว เจมส์ โจนส์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายก่อนตวัดเข้าในไปติดปลายมือ อาเดรียน ผวาปัดทิ้งออกหลัง

    27 นาทีผ่าน จ้าถิ่น เริ่มขยับเกมรุกมากขึ้นเป็น จอร์ช กรานท์ วิ่งสอดหลุดกับดักล้ำหน้าก่อนป้ายเข้าถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ซัดไม่ดีบอลเลยมาถึง คอสคาส ซิมิกาส ตามสกัดออกหลังไปได้ทัน

แต่แล้วนาทีที่ 32 กลายเป็น "หงส์แดง" บวกสกอร์เพิ่มจากบอลยาวของ รีห์ส วิลเลียมส์ วางแทยงเข้าเขตโทษตกใส่หัว ดิว็อค โอริกี้ โขกตั้งให้ เคอร์ติส โจนส์ ดึงเข้าขวาปั่นโค้งผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ซุกก้นตาข่าย

    3 นาทีต่อมา ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ขอลุ้นเองบ้างลองซัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลพุ่งเรียดเกือบเบียดเสาแรกแต่ อเล็กซ์ พาลเมอร์ พุ่งไปปัดทิ้งออกหลังหวุดหวิด

    ยังไม่หนำใจนาทีต่อมา ลิเวอร์พูล ยำใหญ่คราวนี้ ลูอิส มอนส์ม่า โหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ แทงเร็วให้ เคอร์ติส โจนส์ ชิงเหลี่ยมหมุนตัวเทิร์นบอลก่อนปั่นด้วยขวาแฉลบ ทิโมธี อีโยม่า เข้าไปไม่มีเหลือ

    ท้ายครึ่งแรก ลินคอล์น ซิตี้ พยายามฮึดสู้ ทิโมธี อีโยม่า แอบมาเก็บบอลทางริมเส้นฝั่งขวาหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปหยอดให้ เจมส์ โจนส์ โฉบมาโขกคนเดียวเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ช่วงทดเจ็บ ทาโย อีดัน ปีกตัวความหวังของ ”ดิ อิมพ์ส” หลุดเข้ามาถึงในกรอบเขตโทษโชว์ลีลาหลอก รีห์ส วิลเลียมส์ ได้ลองยัดมุมแคบด้วยซ้ายก็ยังไม่ผ่านมือ อาเดรียน ตะปปทิ้งเหมือนเดิม

    หมดครึ่งเวลาแรก ลินคอล์น ซิตี้ 0 ลิเวอร์พูล 4

    ครึ่งหลังเริ่มได้ไม่ถึงนาที ทีมเยือน ยังคงไร้ปราณีหนีออกไปอีกจากการใช้  เพรสซิ่ง แย่งบอลมาได้สุดท้ายเป็น เคอร์ติส โจนส์ แทงช่องให้ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ หลุดเดี่ยวเข้าไปทิ่มติดเซฟ อเล็กซ์ พาลเมอร์ โชคดีเด้งมาเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ สลับขาแปร์เข้าไปไม่พลาด

    นาทีที่ 48 อาเดรียน ไม่น้อยหน้าขอโชว์บ้างออกมาตัดลูกหลุดเดี่ยวของ แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน ก่อนกลับไปยืนตำแหน่งปัดบอลออกจากเท้า ทาโย อีดัน

 มีพลาดเหมือนกันนาทีที่ 53 ทาโย อีดัน ตักบอลเข้ากรอบเขตโทษ รีห์ส วิลเลียมส์ โดดสกัดไม่ดีเลยมาถึง แอนโทนี่ สคัลลี่ ตามเก็บตกแปร์ไปติดขา อาเดรียน บล็อคช่วยทีมเอาไว้ได้

    นาทีที่ 61 เจ้าถิ่นมาได้ประตูปลุกใจเป็น เนโก วิลเลี่ยมส์ เล่นยากโดนฉกกลางสนามโดน จอร์ช กรานท์ พาบอลย้อนทางขึ้นมาจ่ายเข้าในให้ ทาโย อีดัน ดึงเข้าขวาทิ้งตัวแปร์เรียดผ่าน อาเดรียน เข้าไป

    เกมเปิดแลกสุดมันส์ 4 นาทีต่อมา ลิเวอร์พูล มาได้ประตูครบครึ่งโหลเป็น ลูอิส มอนส์ม่า คนเดิมเคลียร์บอลไม่ขาดมาตกใส่เท้า มาร์โก กรูยิช ก้มหน้ากดหน้าเขตโทษติดปลายนิ้ว เล็กซ์ พาลเมอร์ ไหลเข้าประตู

    นาทีต่อมา ลินคอล์น ซิตี้ แลกหมัดทันควัน จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายโยนลึกไปเสาไกลให้ ลูอิส มอนส์ม่า แก้ตัววิ่งสลัดตัวประกบขึ้นตัดหน้า เนโก วิลเลี่ยมส์ โขกบอลชนใต้คานเด้งเข้าประตูไป

    70 นาทีผ่าน ทิโมธี อีโยม่า ไปเข้าพรวดกระแทก ทาคูมิ มินามิโนะ ร่วงรงไปแทบจะบนเส้น 18 หลา ฟาบินโญ่ รับหน้าที่ปั่นด้วยขวาบอลเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกไปได้ลุ้น

    15 นาทีสุดท้าย ดีโอโก้ โชต้า เกือบเบิกสกอร์แรกในนัดประเดิมสนามรับบอลจาก นาบี เกอิต้า แต่งหาช่องหักข้อด้วยขวาบอลผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไปชนเสาเด้งออกมา

    2 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เริ่มมองเห็นจุดอ่อนในแนวรับ ลิเวอร์พูล แอนโทนี่ สคัลลี่ ถอยมาเก็บบอลทางซ้าย หยอดเข้าในให้ ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ เอาชนะ เนโก วิลเลี่ยมส์ เสียดายโขกไปตรงตัว อาเดรียน

    ท้ายเกม "หงส์แดง" มาปิดกล่องจากจังหวะสวนกลับ ทาคูมิ มินามิโนะ พาบอลลากลุยจากครึ่งสนามก่อนแทงออกขวาให้ ดิว็อค โอริกี้ วิ่งมาแปร์ตามน้ำผ่านมือ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ไม่พลาด

  จบเกม ลินคอล์น ซิตี้ 2 ลิเวอร์พูล 7 ลูกทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้ตามเป้าผ่านเข้าไปฟัด อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป
 
รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ลินคอล์น ซิตี้ (4-3-3) : อเล็กซ์ พาลเมอร์ – อเล็กซ์ แบรดลีย์, ทิโมธี อีโยม่า, ลูอิส มอนส์ม่า, แม็กซ์ เมลเบิร์น – ทาโย อีดัน, เลียม บริดคัตต์ (ทอม ฮอปเปอร์ น.60), เจมส์ โจนส์ (คอเนอร์ แม็คเกรนเลส น.60) – แฮร์รี่ แอนเดอร์สัน (ทีโอดอร์ อาคิบัลด์ น.67), แอนโทนี่ สคัลลี่, จอร์ช กรานท์

เทรนเนอร์ : ไมเคิ่ล แอ็พเพิลตัน

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (ฟาบินโญ่ น.46), รีห์ส วิลเลียมส์, คอสคาส ซิมิกาส, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ (ดีโอโก้ โชต้า น.57), เคอร์ติส โจนส์, มาร์โก กรูยิช  – เชอร์ดาน ชากิรี่ (นาบี เกอิต้า น.75), ดิว็อค โอริกี้, ทาคูมิ มินามิโนะ

เทรนเนอร์ : เจอร์เกน คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : โทนี่ แฮร์ริงตัน

เชลซีจัด “ซิลวา” ตัวจริงคุมหลัง “แทมมี่” หน้าซัดบาร์นสลี่ย์ ศึกคาราบาวคัพ

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี คาดว่าจะส่ง ติอาโก้ ซิลวา กองหลังป้ายแดงลงตัวจริงคุมแดนหลังโดยมี แทมมี่ อบราฮัม ยืนศูนย์หน้าล่าตาข่าย เกมรับการมาเยือนของ บาร์นสลี่ย์  ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3 วันพุธที่ 23 ก.ย. ศกนี้  (เวลา : 01.45 น.)
ปรีวิวฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3
วันพุธที่ 23 กันยายน 2563 (เวลา : 01.45 น.)
เชลซี   –   บาร์นสลี่ย์

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี พลาดท่าแพ้ ลิเวอร์พูล 0-2 ในลีกนัดล่าสุดคารัง

    นัดนี้กุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ตั้งใจจะให้ วิลลี่ กาบาเยโร่ นายประตูมือเก๋าลงเฝ้าเสาแทน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า อยู่แล้ว

    ขณะที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น เจอใบแดงนัดล่าสุดติดแบน โดยแนวรับ พร้อมส่ง ติอาโก้ ซิลวา ปราการหลังจอมแกร่งป้ายแดงลงสนามและอาจมี  ฟิคาโย่ โทโมรี่ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก โดยจะลงช่วยเกมรับพร้อม อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เช่นเดียวกับ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ตรงริมเส้น แนวรุกเป็น แทมมี่ อบราฮัม

    ทว่าสามสมาชิกใหม่ เบน ชิลเวลล์, ฮาคิม ซิเย็ค ยังไม่ฟิตพอสำหรับการลงสนาม

    ฟาก บาร์นสลี่ย์ ผ่านฟอเรสต์ และมิดเดิ้ลสโบรช์ ในรอบก่อนหน้านี้ กำลังเจอปัญหาใหญ่ในเกมรับ เมื่อ แมดส์ อันเดอร์เซ่น กับ มิคาล เฮลิค สองเซนเตอร์โดนไล่ออกในเกมเจอเร้ดดิ้ง

    ขณะที่ แบมโบ้ ดิยาบี้ ยังติดแบบ นอกนั้นกุนซือ แกร์ฮาร์ด สตรูเบอร์ มีตัวเลือกครบในการเยือนลอนดอน หลังเปิดฤดูกาลในลีกแชมเปี้ยนชิพ ด้วยการแพ้รวดต่อ ลูตัน ทาวน์ และ เร้ดดิ้ง แถมยิงไม่ได้สักประตู

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนามตัวจริง

    เชลซี : วิลลี่ กาบาเยโร่, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์,  ติอาโก้ ซิลวา (ฟิคาโย่ โทโมรี่), เอเมอร์สัน, จอร์จินโย่, รอสส์ บาร์คลี่ย์, รูเบน ลอฟตัส-ชีค, ไค ฮาแวร์ทซ์, แทมมี่ อบราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

    บาร์นสลี่ย์ : แจ็ค วอลตัน, มิชาเอล โซลเบาเออร์, อาโป ฮัลเม่, อาลี โอมาร์, คิเลียน ลูเดวิค, มาร์แซล ริตซ์ไมเออร์, อเล็กซ์ โมวัตต์, จอร์แดน วิลเลี่ยมส์, ลุค โธมัส, พาทริค ชมิดท์, โดมินิก เฟรเซอร์

    ผู้ตัดสิน : ดาร์เรน บอนด์

ดวลแข้งสำรอง!อาร์เซน่อลบุกถิ่นเลสเตอร์ “อิเฮียนาโช่” วัด “ซาก้า” ศึกคาราบาวคัพ

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เตรียมส่ง บูคาโย่ ซาก้า ลงล่าตาข่ายเกมบุกถิ่น "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จะใช้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ นำปิดสกอร์ ซึ่งคาดว่าทั้งสองทีมจะพักแข้งหลักแล้วเปิดทางให้ตัวสำรองลงวาดลายคมแข้ง ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3 วันพุธที่ 23 ก.ย. ศกนี้  (เวลา : 01.45 น.)
ปรีวิวฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3
วันพุธที่ 23 กันยายน 2563 (เวลา : 01.45 น.)
เลสเตอร์ ซิตี้   –   อาร์เซน่อล

   
สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ เปิดฤดูกาลใหม่ด้วยการชนะรวด 2 นัด ล่าสุดอัดเบิร์นลี่ย์ 4-2 ในลีก แต่นัดนี้แม้เจอกับทีมในพรีเมียร์ลีกด้วยกัน

     เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พร้อมปรับทีมใหม่ให้ตัวหลักได้พักตามฟอร์ม ทั้ง แดนนี่ วอร์ด นายทวารเวลส์ จะเฝ้าเสาแทน แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แนวรับมี เวส มอร์แกน จอมเก๋าที่หายเจ็บลงสนาม เนื่องจาก จอนนี่ อีแวนส์ ยังไม่พ้นโทษแบน

    แดนกลางเป็นโอกาสที่ เจมส์ แมดดิสัน จะกลับมาเรียกความฟิตหลังหายเจ็บสะโพก ส่วนแนวรุกนำโดย เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ แทน เจมี่ วาร์ดี้ ด้วยสถิติที่โดดเด่นในบอลถ้วยนี้

    "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ฟอร์มดีเช่นกันในลีก โดย มิเกล อาร์เตต้า เชือดเวสต์แฮม 2-1 ในลีกนัดล่าสุด

    พร้อมปรับทัพใหม่ในบอลถ้วยให้ ดาวิด ลุยซ์ กลับมาช่วยแนวรับกับ วิลเลี่ยม ซาลิบา แดนกลางและหน้ามี โจ วิลล็อค, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, นิโกล่าส์ เปเป้ และ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ได้ลงตัวจริงทั้งหมด

    แต่กุนซือชาวสเปนอาจจะให้หัวหอกตัวเก่งอย่าง ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมย็อง และ อเล็กซ์ ลากาแซตต์ นั่งสำรองไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนามตัวจริง

    เลสเตอร์ : แดนนี่ วอร์ด, เจมส์ จัสติน, เวส มอร์แกน, คักลาร์ โซยุนชู, ลุค โธมัส, ฮัมซ่า เชาด์รี่, น็อมปาลิส เมนดี้, เดมาไร เกรย์, เจมส์ แมดดิสัน, มาร์ค อัลไบรท์ตัน, เคเลชี่ อิเฮียนาโช่
   
    อาร์เซน่อล : แม็ตต์ เมซี่ย์, เซดริก โซอาเรส, วิลเลี่ยม ซาลิบา, ดาวิด ลุยซ์, ร็อบ โฮลดิ้ง, เซอัด โคลาซินัช, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, มัตเตโอ เก็นดูซี่, นิโกล่าส์ เปเป้, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, บูคาโย่ ซาก้า

    ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ แบงค์ส

ฮาแวร์ทซ์แฮตทริก-ซิลวาเปิดตัว! เชลซียิงมันส์เท้าฉลุยศึกคาราบาวคัพ

"สิงห์บลูส์" เชลซี เกมนี้ส่งแนวรับคนใหม่ ติอาโก้ ซิลวา เล่นตัวจริงนัดแรก ส่วนอีก ไค ฮาแวร์ทซ์ ระเบิดแฮตทริกแรกให้ทีม-ของตนเองในชีวิตค้าแข้ง ถล่ม บาร์นสลี่ย์ ราบคาบ 6-0 ฉลุยเข้ารอบต่อไป รอดวล เลย์ตัน โอเรียน กับ สเปอร์ส ที่เลื่อนแข่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในการแข่งขันศึกฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบสาม คืนวันพุธที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

     ศึกฟุตบอลคาราบาว คัพ รอบสาม คืนวันพุธที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา "สิงห์บลูส์" เชลซี ล่าสุดปราชัยเกมบิ๊กแมตช์ในลีก แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเจ้าถิ่นปรับผู้เล่นหลายตำแหน่ง ส่งกองหลังตัวใหม่ "ติอาโก้ ซิลวา" ยืนเกมรับ แนวรุกยังใช้ "ไค ฮาแวร์ทซ์" บัญชาแดนกลาง รอดวลทีมเยือน บาร์นสลี่ย์ ทีมระดับแชมเปี้ยนชิพ ลูกทีมของ เกอร์ฮาร์ด สตรูเบอร์ ฟอร์มที่ผ่านมาในลีกแพ้มาสองแมตช์ติด ส่วนถ้วยนี้เขี่ย มิดเดิ้ลสโบรช์ เพื่อนร่วมลีกมาได้ มีตัวอันตราย "โดมินิก เฟรเซอร์" หวังซัดช่วยทีมลิ่วรอบต่อไป

     เพียงแค่นาทีแรก เอเมอร์สัน วางบอลโด่งขนานเส้นข้างด้านซ้าย ทิ้งมาให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ จับบอลหนีตัวแนวรับทีมเยือน ไหลบอลต่อไปที่ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย แตะเข้าเขตโทษด้านขวาแล้วซัดแต่ติดเซฟ แบรดลีย์ คอลลินส์ นายทวารบาร์นสลี่ย์ ออกมาบล็อกทัน

     ทีมเยือนสวนกลับนาทีที่ 14 คอลลีย์ วูดโรว์ ได้บอลจากเพื่อนลองปั่นบอลกลางสนามเยื้องมาทางซ้ายระยะ 25 หลา บอลโค้งจะมุดกรอบประตูแต่ วิลลี่ กาบาเยโร่ นายทวารเจ้าบ้านโดดปัดพ้นอันตรายหวุดหวิด

     ยังเป็นผู้มาเยือนบุกนาทีที่ 17 คิเลียน ลูเดวิค เปิดบอลริมสนามด้านขวา บอลกระดอนมาในเขตโทษ เกมรับสิงห์บลูส์กะจังหวะไม่ดีปล่อยให้ อาโป ฮัลเม่ กองหลังบาร์นสลี่ย์ สอดโหม่งบอลแต่ยังเบาเข้ามือนายด่านเจ้าถิ่น

     ค่อมานาทีที่ 18 แทมมี่ อบราฮัม ถอยต่ำลงไปล้วงบอล ก่อนจ่ายให้ เมสัน เมาน์ท แปะบอลเข้าเขตโทษ ไค ฮาแวร์ทซ์ ตามมาเก็บบอลเข้าไปกระหน่ำในเขตโทษ แต่ยังไม่ดีน้ำหนักเกบาไป แบรดลีย์ คอลลินส์ นายทวารผู้มาเยือนรับสบาย

     สิงห์บลูส์ออกนำนาทีที่ 19 คัลลัม สไตลส์ ส่งบอลคืนหลังให้ อาโป ฮัลเม่ กองหลังเพื่อนร่วมทีม ทว่า แทมมี่ อบราฮัม แอบมาเบียดจากข้างหลังฉกบอลเข้าไปยิงผ่านมือนายทวารทีมเยือนตุงตาข่าย

     เชลซีพลาดนำอีกนาทีที่ 25 ไค ฮาแวร์ทซ์ โชว์สกิลลากบอลจากริมสนามทางขวามาถึงหน้ากรอบเขตโทษ ไหลบอลป้ายไปที่ เมสัน เมาน์ท ที่วิ่งสอดมาทางซ้ายหลุดเข้าเขตโทษไปซัดแต่บอลไม่ตรงกรอบออกข้างเสาด้านซ้ายไปแบบได้ลุ้น

     และแล้วนาทีที่ 29 เมสัน เมาน์ท แทงบอลริมสนามทางซ้าย บอลกลิ้งมาหน้ากรอบเขตโทษ แทมมี่ อบราฮัม กระโดดหลอกผู้เล่นบาร์นสลี่ย์ ปล่อยบอลลอดขาให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ ดอดมารับบอลแล้วหวดเข้าไปซุกก้นตาข่าย

     ทีมเยือนชวดสกอร์นาทีที่ 33 คิเลียน ลูเดวิค ฟูลแบ็กทีมเยือน แอบเติมสูงมาจ่ายบอลเรียดเข้าเขตโทษฝั่งขวาให้ พาทริค ชมิดท์ จับบอลแล้วยิงแต่ยังถูกนายทวารสิงห์บลูส์พุ่งปัดพ้นเขตประตูสำเร็จ จบ 45 นาทีแรก เชลซี นำ 2-0

     เชลซีเริ่มสวยนาทีที่ 49 อเล็กซ์ โมวัตต์ กองกลางทีมเยือนถอยมารับบอลจากนายทวาร แต่ถูก ไค ฮาแวร์ทซ์ สไลด์บอลดัก เข้าทาง รอสส์ บาร์คลี่ย์ แตะบอลเข้ากลางเขตโทษไปแปบอลเรียดส่งเข้าสู่ก้นตาข่ายอีกเม็ด

     ไม่กี่อึดใจนาทีที่ 53 จอร์แดน วิลเลี่ยมส์ แบ็กขวาบาร์นสลี่ย์ ครองบอลพลาดถูก มาเตโอ โควาซิซ ฉกบอลก่อนเปิดจากริมเขตโทษด้านซ้ายให้ แทมมี่ อบราฮัม แตะตอกส้นบอลให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ วิ่งเข้ามาพังสกอรืลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้

     สิงห์บลูส์ทิ้งไกลนาทีที่ 65 เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า แทงบอลริมสนามด้านขวาเข้ากลางสนาม แทมมี่ อบราฮัม ลงมาต่ำตวัดบอลจังหวะเดียวทิ้งให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ วิ่งหลุดเดี่ยวแตะบอลเข้าไปแตะหลบดวลนายทวารทีมเยือนหนึ่งครั้ง เข้าไปซัดแบบโล่งโจ้ง ระเบิดแฮตทริกแรกให้ทีมสำเร็จ

     เจ้าถิ่นยังไม่พอนาทีที่ 83 เบน ชิลเวลล์ โยนบอลจากริมเส้นทางซ้าย บอลกระดอนมาในเขตโทษ ก่อนเป็น โอลิวิเย่ร์ ชิรูด ที่ลงมาเป็นตัวสำรองย่อตัวเอาหัวโหม่งสะบัดเข้าประตูไป จบเกม เชลซี ชนะ บาร์นสลี่ย์ 6-0 ลิ่วรอบสี่ รอผู้ชนะคู่ เลย์ตัน โอเรียน กับ สเปอร์ส ที่เลื่อนแข่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เชลซี (4-3-3): วิลลี่ กาบาเยโร่,เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า,ฟิคาโย่ โทโมรี่,ติอาโก้ ซิลวา (เคิร์ต ซูม่า น.61),เอเมอร์สัน,รอสส์ บาร์คลี่ย์,มาเตโอ โควาซิซ,เมสัน เมาน์ท,ไค ฮาแวร์ทซ์ (เบน ชิลเวลล์ น.66),แทมมี่ อบราฮัม (โอลิวิเย่ร์ ชิรูด น.72),คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

บาร์นสลี่ย์ (4-3-3): แบรดลีย์ คอลลินส์,คิเลียน ลูเดวิค,มิชาเอล โซลเบาเออร์,อาโป ฮัลเม่,จอร์แดน วิลเลี่ยมส์,มาร์แซล ริตซ์ไมเออร์ (คล๊าร์ค โอดออร์ น.57),อเล็กซ์ โมวัตต์,คัลลัม สไตลส์,โดมินิก เฟรเซอร์ (คอเนอร์ แชปลิน น.58),พาทริค ชมิดท์,คอลลีย์ วูดโรว์ (ลุค โธมัส น.46)