โอบาฮีโร่-เลโน่มีเหวอ! อาร์เซน่อลรัว4นาทีสอยราปิดเปิดยูโรปาลีก

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล หวิดสิ้นชื่อเกมนี้ เมื่อ แบรนด์ เลโน่ ทำพลาด ก่อนเป็น ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ลงตัวสำรองมากระหน่ำประตูชัยบุกเชือด ราปิด เวียนนา 2-1 คว้าสามแต้มประเดิมบอลยุโรปใบนี้ ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี นัดแรก คืนวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ สตาดิโอน

ศึกฟุตบอลยูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี นัดแรก คืนวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ฟอร์มในลีกล่าสุดแพ้ แมนซิตี้ มิเกล อาร์เตต้า กุนซือใส่ชื่อ "ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง" เป็นสำรอง แดนกลางใช้ "โธมัส ปาร์เตย์" ประเดิมบอลยุโรปนัดแรกกับทีม บุกบ้าน ราปิด เวียนนา รองจ่าฝูงลีกออสเตรีย ของเทรนเนอร์ ดีทมาร์ คูห์เบาเออร์ จัดผู้เล่นฟูลทัพนำโดยดาวยิงตัวทีเด็ดอย่าง "ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส" พร้อมซัดตาข่ายนำชัย

ปืนใหญ่เกือบนำนาทีที่ 15 เซดริก โซอาเรส เปิดลูกฟรีคิกทางขวาของสนามระยะเกือบ 25 หลา บอลลอยมาในเขตโทษเยื้องมาทางซ้าย ดาวิด ลุยซ์ โถมหัวโขกบอลกระดอนพื้นถูกนายทวารเจ้าบ้านทุบทิ้งออกมาได้

เจ้าบ้านหวิดทำได้นาทีที่ 19 ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส โยกมาทางริมสนามด้านขวาตามดีดคืนให้ เคลวิน อราเซ่ รับบอลจ่ายเรียดเข้ากลางเขตโทษ มาร์เชล ริตซ์ไมเออร์ หัวหอกปรี่มายิงไขว้หลังไปแฉลบตัว กาเบรียล มากัลเญส ลอยเกือบข้ามตัว แบรนด์ เลโน่ ยังดีที่นายด่านทีมเยือนปัดไว้ทัน

ผ่านมานาทีที่ 31 นิโคลัส เปเป้ ลากบอลลุยมาคนเดียวทางขวาหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนโชว์ลีลาสับขาโยกหลอกผู้เล่นเจ้าถิ่นตัดเข้าเหลี่ยมปั่นด้วยเท้าซ้าย บอลโค้งไม่พอออกข้างเสาสองไปไกลพอควร

ราปิดสร้างโอกาสนาทีที่ 36 ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส ลงต่ำมารับบอล เลี้ยงกินระยะมาถึงกลางสนาม 25 หลา ตัดสินใจส่องไกล บอลทิศทางติดไซต์โป้งเล็กน้อย แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับ แบรนด์ เลโน่ มือกาวปืนโตรับสบาย

เจ้าบ้านบุกอีกนาทีที่ 43 มาร์เชล ริตซ์ไมเออร์ ครอสบอลจากริมเส้นทางซ้าย บอลโค้งมาที่ เออร์คาน คาร่า หันหลังแตะบอลหนี ดาวิด ลุยซ์ พลิกมายิงบอลแต่เลี้ยวมากไปผ่านหน้าปากประตูออกไป จบ 45 นาทีแรกเสมอกันอยู่ 0-0

ราปิดได้เฮนาทีที่ 51 ดาวิด ลุยซ์ จ่ายบอลเล่นสั้นหน้าเขตโทษ ส่งคืนไปที่ แบรนด์ เลโน่ แปะบอลเบาไปติดตัว เออร์คาน คาร่า ที่ปรี่มาดักบอลเข้าทาง ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส ยิงสวนเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย

ปืนใหญ่เกือบแย่หนักนาทีที่ 59 โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ไหลคืนหลังมาที่ แบรนด์ เลโน่ ถูก เออร์คาน คาร่า ตามมากดดัน จนนายทวารปืนใหญ่เตะออกมาไม่ดีเข้าทาง ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส เก็บบอลกระชากมาตรงเส้นเขตโทษ ก่อนซัดบอลติดเซฟมือกาวชาวเยอรมันแก้ตัวได้ดี

ทีมเยือนตีเจ๊านาทีที่ 70 นิโคลัส เปเป้ ทิ้งลูกฟรีคิกทางสนามฝั่งขวาระยะเกือบ 30 หลา บอลโด่งมากลางเขตโทษ ดาวิด ลุยซ์ วิ่งมาโหม่งสวนตัว ริชาร์ด สเตรบิงเกอร์ มือกาวเจ้าบ้านที่ออกมาไม่เจอบอลตุงตาข่ายไป

และแล้วนาทีที่ 74 โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ แทงบอลกลางสนามทะลุช่องมาให้ เอ็คตอร์ เบเยริน สอดหลุดมาในเขตโทษทางขวาปาดมาหน้าปากประตูไปที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แปเข้าตุงประตูง่ายดาย จบเกม อาร์เซน่อล บุกไล่แซง ราปิด เวียนนา 2-1 คว้าสามแต้มเปิดหัวยูโรปาลีก

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ราปิด เวียนนา (3-4-3): ริชาร์ด สเตรบิงเกอร์,ฟิลิป สตอยโควิช,มักซิมิเลียน โฮฟมันน์,มาเตโอ บารัช,เคลวิน อราเซ่ (ธอร์สเท่น ชิค น.79),เดยัน ลูบิซิช,เซอร์ดาน กราโฮวัช,มักซิมิเลียน อูลล์มันน์,เออร์คาน คาร่า (โคยะ คิตางาวะ น.76),มาร์เชล ริตซ์ไมเออร์ (คริสโตเฟอร์ คลัสมุนเนอร์ น.88),ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส

อาร์เซน่อล (4-4-2): แบรนด์ เลโน่,เซดริก โซอาเรส (เอ็คตอร์ เบเยริน น.61),ดาวิด ลุยซ์,กาเบรียล มากัลเญส,เซอัด โคลาซินัช,นิโคลัส เปเป้,โธมัส ปาร์เตย์,โมฮาเหม็ด เอลเนนี่,บูกาโย ซาก้า (คีแรน เทียร์นี่ย์ น.84),เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง น.61),อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (โจ วิลล็อค น.84)

ก็ได้อยู่! “คล็อปป์” โอเคลิเวอร์พูลเล่นดีพอคว้าชัย

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ชี้ลูกทีมเล่นได้ดีพอกับการเป็นฝ่ายชนะ หลังบุกเชือด อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 พร้อมตำหนิสภาพสนามที่ทำทั้งสองทีมเล่นกันยาก
               เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล เชื่อว่า ทีมตนสามารถทำผลงานได้ดีกว่านี้ แต่อย่างน้อยก็ยังดีพอกับการเป็นฝ่ายชนะ หลัง "หงส์แดง" บุกเชือด อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี นัดแรก เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา

               เป็นเกมที่ทั้งสองทีมต่างเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน และสุดท้ายเป็น ลิเวอร์พูล ที่เก็บ 3 แต้มกลับบ้าน จากประตูชัยในนาทีที่ 35 ซึ่งมาจากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นแนวรับเจ้าถิ่นอย่าง นิโกลัส ตายาฟิโก้

             "ถือเป็นฟอร์มที่ดีพอในการคว้าชัยชนะ นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องการ แน่นอน ผมคิดว่า ทั้งสองทีมสามารถเล่นได้ดีกว่านี้ แต่สภาพพื้นสนามมันก็ดูแปลกๆ นะ ทั้งลึกและเต็มไปด้วยโคลน มันทำให้นักเตะเหนื่อยกันเร็ว" คล็อปป์ เปิดใจหลังเกม

ลิเวอร์พูลเก่งกับดัตช์-มาดริดยับ3นัด! เปิดสถิติน่ารู้ศึก ชปล. คืนวันพุธ

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คืนวันพุธที่ผ่านมา มีการลงแข่งขันหลายสนามทีเดียว ไฮไลท์สำคัญคงอยู่ที่เกมระหว่าง อาแจ็กซ์ พบ ลิเวอร์พุล ที่สุดท้าย "หงส์แดง" บุกคว้าสามแต้มได้สำเร็จ ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งทีมจากอังกฤษอย่าง "เรือใบสีฟ้า" ก็เก็บชัยชนะได้เช่นกัน แต่ผลการแข่งขันที่ช็อกที่สุดคงเป็นเกมปราชัยคาบ้านของ เรอัล มาดริด เรามาเก็บตกสถิติน่าสนใจแต่ละคู่ที่ลงสนามในคืนวันพุธนี้กัน
เรอัล มาดริด 2-3 ชัคตาร์ โดเนตส์ค

1 – ชัคตาร์ เป็นทีมจากยูเครนทีมแรกที่เอาชนะ เรอัล มาดริด ใน ชปล. นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 1999 ที่ ไดนาโม เคียฟ เอาชนะไปได้ 2-0

3 – ราฟาเอล วาราน เป็นนักเตะเรอัล มาดริด คนที่สามที่ยิงเข้าประตูตัวเอง 2 ลูกใน ชปล. ต่อจาก อิบัน เอลเกร่า และ เซร์คิโอ รามอส

3 – เรอัล มาดริด พ่ายแพ้ในฟุตบอลยุโรป 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986

3 – เรอัล มาดริด เสียประตูถึง 3 ลูกในครึ่งแรกในศึก ชปล. เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2005 ในเกมพบ โอลิมปิก ลียง และยังเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในบ้านในรายการนี้นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 ในเกมพบ บาเยิร์น มิวนิค

15 – วินิซิอุส จูเนียร์ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีลงสนามมาก็ยิงประตูได้เลย โดยนับตั้งแต่เว็บไซต์ optajoe เก็บสถิติมาตั้งแต่ฤดูกาล 2006-07 นี่เป็นประตูที่ยิงไวที่สุดในฐานะตัวสำรอง

35 – ลูก้า โมดริช เป็นนักเตะวัยตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเพียงคนที่ 4 ที่ยิงประตูให้กับ เรอัล มาดริด ในฟุตบอลยุโรป ต่อจาก อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, เฟเรนซ์ ปุสกัส และปาโก้ เกนโต้

แมนฯ ซิตี้ 3-1 ปอร์โต้

5 – เปเป้ กองหลังตัวเก๋าของ ปอร์โต้ ทำเสียจุดโทษถึง 5 ครั้งใน ชปล. มากกว่านักเตะทุกคนตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04

6 – ฟิล โฟเด้น มีส่วนร่วมกับประตูถึง 6 ลูกจาก 7 เกมหลังสุดของเขาใน ชปล. (3 ประตูกับ 3 แอสซิสต์) ทั้งที่ลงสนามในฐานะตัวสำรองถึง 4 เกมด้วยกัน

6 – นับตั้งแต่เริ่มฤดูกาล 2019-20 แมนฯ ซิตี้ ยิงประตูจากลูกฟรีคิกถึง 6 ลูก (ดาบิด ซิลบา 2, มาห์เรซ 2, เดอ บรอยน์ 2 และ กุนโดกัน 1)

20 – ราฮีม สเตอร์ลิง เรียกจุดโทษถึง 20 ครั้งให้กับ แมนฯ ซิตี้ นับตั้งแต่ เป๊ป เข้ามาคุมทีมเดือนสิงหาคมปี 2016

76 – นี่เป็นชัยชนะนัดที่ 76 ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใน ชปล. นับตั้งแต่คุมทีมในฐานะกุนซือเต็มตัวเกมแรกเมื่อเดือนกันยายนปี 2008

231 – เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงประตูแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่เขายิงในเกมพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หรือเมื่อ 231 วันที่แล้ว ซึ่งช่วงระยะห่างนี้เองเป็นระยะที่ยาวที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขากับสโมสรและทีมชาติ

บาเยิร์น มิวนิค 4-0 แอตเลติโก มาดริด

20 – นี่เป็นครั้งที่ 20 ที่ บาเยิร์น มิวนิค ภายใต้การคุมทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ยิงประตูตั้งแต่ 4 ลูกขึ้นไป ถือว่ามากกว่าทุกทีมในยุโรปนับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมเดือนพฤศจิกายนปี 2019

อาแจ็กซ์ 0-1 ลิเวอร์พูล

1 – อาแจ็กซ์ ชนะเพียงแค่ครั้งเดียวจาก 7 ครั้งที่เจอกับทีมจากอังกฤษในฟุตบอลยุโรป (เสมอ 2 แพ้ 4)

2 – ลิเวอร์พูล เพิ่งจะเก็บคลีนชีทได้เป็นครั้งที่ 2 ใน ชปล. นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลที่แล้ว โดยอีกหนึ่งเกมเกิดขึ้นในแมตช์พบ ซัลซ์บวร์ก

5 – เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ พร้อมกันสามคนในเกมเดียวเป็นครั้งที่ 5

7 – ลิเวอร์พูล ไร้พ่ายในการเยือนทีมจากดัตช์ 7 ครั้งหลังสุด ยังเก็บคลีนชีทถึง 5 นัด (ชนะ 4 เสมอ 3)

34 – เจมส์ มิลเนอร์ ในวัย 34 ปี 291 วัน กลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลที่อายุมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ที่ลงเล่นในฟุตบอลยุโรป ต่อจาก แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ (37 ปี 84 วัน), เอียน คัลลาแกน (35 ปี 353 วัน)

5 – ในทางกลับกัน เคอร์ติส โจนส์ กลายเป็นนักเตะเอ๊าฟิลด์ของลิเวอร์พูลที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ที่ออกสตาร์ทตัวจริงใน ชปล. (19 วัน 265 วัน)

2010 – นิโกลัส ตายาฟิโก้ เป็นผู้เล่นอาแจ็กซ์คนแรกที่ยิงประตูตัวเองใน ชปล. นับตั้งแต่ เวอร์นอน อนิต้า เคยยิงประตูตัวเองในเกมพบ เรอัล มาดริด เมื่อเดือนกันยายนปี 2010

แมนยูไร้แม็กไกวร์-คาวานี่! ประเดิม “เตลลิส”, ปารีสฯมี “เนย์มาร์” นำซัดศึกชปล.

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดว่าจะส่ง อเล็กซ์ เตลลิส ลงประเดิมตัวจริง ขณะที่ เอดิสัน คาวานี่ และแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไร้ชื่อเดินทางไปเยือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่มี เนย์มาร์ และคีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เป็นทีเด็ด ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช) วันอังคารที่ 20 ต.ค. ศกนี้ เวลา : 02.00 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 
(รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช)
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)   –   แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)


สนาม : ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง :

     โธมัส ทูเคิ่ล เทรนเนอร์ชาวเยอรมัน วัย 47 ปี ของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง นำสโมสรรั้งรองจ่าฝูงลีก เอิง ฝรั่งเศส เวลานี้ โดยเก็บไปแล้ว 15 คะแนน จากผลงานชนะ 5 แพ้ 2 นัด ยิง 16 เสีย 3 ประตู ตามหลัง ลีลล์ ทีมจ่าฝูง 2 คะแนน 

 ผลงานล่าสุด เปแอสเชบุกไปต้อน นีมส์ โอลิมปิก 4-0 ที่ สต๊าด เดส์ กอสติแยร์ ในลีก เอิง นัดที่ 7 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ซึ่งทีมชนะ 5 นัดซ้อน ในลีก เอิง ทว่านัดนี้ทีมเสีย เลอันโดร ปาเรเดส กองกลางทีมชาติอาร์เจนตินา บาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาขวา ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 11 และ อันเดร์ เอร์เรร่า มิดฟิลด์สเปนได้ลงเล่นแทน นอกจากนี้ทีมยังไม่มี ฆวน เบอร์นาต แบ็กซ้ายทีมชาติสเปน ที่บาดเจ็บเอ็นหัวเข่าซ้าย เข้ารับการผ่าตัดไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเช้าวันอังคารที่ 29 กันยายน ที่โรงพยาบาลปิติเย่ ซัลเปตริแยร์ และจะพักรักษาตัวนานหลายเดือน

     ขณะที่ มาร์โก แวร์รัตติ กองกลางทีมชาติอิตาลี บาดเจ็บ, ธีโล เคห์เรอร์ กองหลังทีมชาติเยอรมัน บาดเจ็บโคนขาหนีบ ในรายของ มาร์กินญอส เซนเตอร์แบ็กทีมชาติบราซิล กัปตันทีม พ้นโทษแบน 1 นัด ในลีก เอิง และเขาหายเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาซ้าย กลับมาฝึกซ้อมได้แล้ว 

    ส่วน อังเคล ดิ มาเรีย ปีกชาวอาร์เจนไตน์ กับ เลย์วิน กูร์กซาว่า แบ็กซ้ายทีมชาติฝรั่งเศส ต่างพ้นโทษแบนในลีก เอิง กลับมา และ เนย์มาร์ ดาวยิงทีมชาติบราซิล กลับมาฝึกซ้อมที่ก็องป์ เดส์ ลอชส์ ศูนย์ฝึกซ้อมของสโมสร ซึ่งเขาพร้อมที่จะลงสนาม หลังจากไม่ได้เล่นในนัดชนะนีมส์

    ทางด้าน ดานิโล่ เปเรยร่า กองกลางตัวรับทีมชาติโปรตุเกส วัย 29 ปี สมาชิกใหม่ของปารีส ที่ย้ายมาจากเอฟซี ปอร์โต้ ทีมชั้นนำของโปรตุเกส ในการเซ็นสัญญา ยืมตัว 1 ปี พร้อมมีออปชั่นที่จะซื้อขาด ล่าสุดกลับมาฝึกซ้อมเรียบร้อยแล้ว 

    สำหรับ ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมัน, เมาโร อีการ์ดี้ ดาวยิงอาร์เจนไตน์ หายเจ็บ กลับมาฝึกซ้อมได้แล้ว  


แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

     แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาคืนฟอร์มเก่งอีกครั้งหลังบุกไปพลิกแซงนิวคาสเซิ่ล 4-1 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม

     ความพร้อมของปีศาจแดงคาดว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ ยังไม่เสี่ยงใช้งาน เอดินสัน คาวานี่ หลังดาวยิงทีมชาติอุรุกวัย ไม่ได้ลงสนามในเกมที่เป็นทางการเลยนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาและเพิ่งผ่านพ้นจากการกักตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 มาฝึกซ้อมกับทีมได้เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ตำแหน่งกองหน้าตัวความหวังเป็นโอกาสของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ไม่มีส่วนร่วมกับทีมในเกมกับ สาลิกาดง เนื่องจากติดโทษแบน 

     ส่วนในตำแหน่งริมเส้นฝั่งขวาเป็นหน้าที่ของ ฆวน มาต้า ที่จะได้ลงสนามแทนที่ของ เมสัน กรีนวู้ด ที่มีปัญหาความฟิตจนไม่ได้ลงสนามในเกมที่แล้ว โดยจะประสานงานกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่ยืนอยู่หลังกองหน้า และ มาร์คัส แรซฟอร์ด ฝั่งซ้าย 

     ทั้งนี้ อดีตนายใหญ่ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ คงจะใช้งาน ดาบิด เด เคอา ลงเฝ้าเสาต่อไป  โดยมี ดีน เฮนเดอร์สัน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ขณะที่ อเล็กซ์ เตลลิส แบ็กซ้ายตัวใหม่ ก็จะได้รับโอกาสประเดิมสนามในเกมนี้แทนที่ของ ลุค ชอว์ ที่เพิ่งทำเข้าประตูตัวเอง เช่นเดียวกันกับ พอล ป็อกบา ที่ถูกดร็อปในเกมเมื่อวันเสาร์ก็จะออกสตาร์ตเป็นตัวจริงอีกครั้ง

    และข่าวล่าสุด  แฮร์รี แม็กไกวร์ ไม่ได้เดินทางไปกับทีมคาดว่ามีปัญหาบาดเจ็บจากเกมชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ขณะที่ เอริค ไบยี่ ก็เช่นกันทำให้ อั๊กเซล ตวนเซเบ้ คือตัวเลือกที่น่าจะถูกใช้งานนัดนี้


รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

     ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เกย์ลอร์ นาวาส – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, มาร์กินญอส, เพรสแนล คิมเพมเบ้, มิทเชล บัคเคอร์ – อันเดร์ เอร์เรร่า, อิดริสซ่า กาน่า เกย, ราฟินญ่า – อังเคล ดิ มาเรีย, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, เนย์มาร์
     ผู้จัดการทีม : โธมัส ทูเคิ่ล

     แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา (ดีน เฮนเดอร์สัน) – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ,  อั๊กเซล ตวนเซเบ้​, อเล็กซ์ เตลลิส – เนมานย่า มาติช, พอล ป็อกบา – ฆวน มาต้า, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
     ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

 

คล็อปป์เป่าปาก! อาแจ็กซ์ยิงตัวเอง-ลิเวอร์พูลบุกเฉือนหวิว เปิดหัวชปล.

"หงส์แดง" ฟอร์มเหนียวแน่นทั้งที่มีปัญหาแนวรับ แต่ยังบุกไปคว้าชัยเหนือ อาแจ็กซ์ หวุดหวิด 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ นิโกลัส ตายาฟิโก้ ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ประเดิมสามแต้มแรก ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม :  โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า

    เอริค เทน ฮาก เกมนี้ไม่มีปัญหาเท่าไหร่จัดตัวเก่งทั้ง ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส และดูซาน ทาดิช ส่วนทางฝั่ง "หงส์แดง" มาในสภาพทีมไม่สมบูรณ์หลังแนวรับมีปัญหาลงไม่ได้ทั้ง เฟอร์กิล ฟานไดค์ และโฌแอล มาติป ทำให้ ฟาบินโญ่ ต้องยืนเซ็นเตอร์แบ็กคู่กับ โจ โกเมซ แทนส่วนแนวรุกยังเป็น 3 ประสานทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่

    ครึ่งแรกเริ่มมาได้แค่ 9 นาที เจ้าบ้าน อาแจ็กซ์ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง โมฮัมเหม็ด คูดาส เล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง ควินซี่ โพรเมส ลงมาเล่นแทน

    นาที 15 อาเดรียน นายด่านของ "หงส์แดง" เกือบทำพลาดหลังออกบอลด้วยเท้าหน้าประตูตัวเองไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่น แต่ดีที่บอลกระเด้งไปตรงกรอบ

    ก่อนเจ้าถิ่นจะได้เตะมุมในนาทีถัดมา บอลต่อเนื่องจาก ดูซาน ทาดิช เปิดยาวไปเสาไกลให้ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เซ็นเตอร์แบ็กเทกตัวขึ้นโขกแต่บอลยังไปตรงตัว อาเดรียน

    "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง นาที 19 เจมส์ มิลเนอร์ ซัดนอกกรอบแต่บอลก็ไม่ได้ลุ้น อีกนาทีถัดมา เคอร์ติส โจนส์ ยิงด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลก็เบาไปเข้ามือ โอนาน่า อีก

    นาที 32 อาแจ็กซ์ พลาดโอกาสลุ้นขึ้นนำ หลัง ดาวิด เนเรส  เปิดบอลให้  ควินซี่ โพรเมส หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงติดเซฟของ อาเดรียน

    นาที 35 ประตูแรกของเกมเป็นทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่บุกมานำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ มิลเนอร์ ทุ่มบอลเข้ามาให้ ซาดิโอ มาเน่ พลิกบอลหลบเข้าปในกรอบก่อนหวดด้วยขวา บอลพุ่งไปโดนขา นิโกลัส ตายาฟิโก้ กลายเป็นเปลี่ยนทางเสียบเสาสองเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 40 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน สปีดพาบอลจากแดนตัวเองขึ้นมาถึงหน้ากรอบก่อนไหลออกขวาให้ ซาลาห์ เลี้ยงตัดเข้าซ้ายข้างถนัดแต่จังหวะสุดท้ายดันยิงไปติดบล็อคอย่างน่าเสียดาย

    นาที 44 "หงส์แดง" เกือบพลาดเสียประตู หลัง ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน กำลังจะเข้าประตูไปแล้ว แต่ ฟาบินโญ่ ยังวิ่งตามไปสกัดบอลบนเส้นอย่างหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา โรเบิร์ตสัน กระชากบอลก่อนเปิดไปให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โขกแต่บอลยังไปติดเซฟของ อ็องเดร โอนาน่า

    จบครึ่งแรก อาแจ็กซ์ ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1

    ครึ่งหลังกลับมาบู๊กันแค่ นาที 46 เจ้าบ้านเกือบได้ลูกตีเสมอหลัง ดาวี่ คลาสเซ่น ซัดบอลนอกกรอบผ่านมือ อาเดรียน ไปแล้วแต่ยังไปแม่นเสาอย่างน่าเสียดาย

     เกมแลกกันสนุก นาที 57 ทัพหงส์ได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดมาเข้าหัว ฟาบินโญ่ โหม่งเน้นๆแต่บอลไปติดผู้เล่นเจ้าถิ่นออกหลังหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่วันนี้โดดเด่นสุดๆ ครอสบอลไปหน้ากรอบให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไป

    ทว่าหงส์บุกเพลินๆ เกือบโดน อาแจ็กซ์ ตีเสมอ นาที 58 บอลสวนกลับของ นูส์แซร์ มาซราอูย แบ็กขวาครอสมาให้ ควินซี่ โพรเมส ยิงเน้นๆแต่ยังไปติดเซฟของ อาเดรียน ปัดออกหลัง

    นาที 60 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนรวดเดียว 3 คน ถอดสามแนวรุกทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ออกแล้วส่ง เซอร์ดาน ชากิรี่, ทาคูมิ มินามิโนะ และดีโอโก้ โชต้า ลงไปเล่นแทน

    อีก 10 นาทีถัดมา ทาคูมิ มินามิโนะ เกือบใส่สกอร์ที่สองให้ลิเวอร์พูล หลังรับลูกจาก ชากิรี่ ก่อนตั้งป้อมตะบันไกลเต็มแรงบอลพุ่งจน อ็องเดร โอนาน่า ต้องปัดออกไป

    ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นไม่สามารถทวงประตูคืนได้ จบเกม อาแจ็กซ์ พ่ายคาบ้านให้ ลิเวอร์พูล 0-1

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

         อาแจ็กซ์ (4-3-3) : อ็องเดร โอนาน่า – นูส์แซร์ มาซราอูย, แปร์ ชูร์ส์,  ลิซานโดร มาร์ติเนซ, นิโกลัส ตายาฟิโก้ –  ไรอัน กราเวนเบิร์ค, ดาเล่ย์ บลินด์, ดาวี่ คลาสเซ่น – ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส (ควินซี่ โพรเมส น.9), ดูซาน ทาดิช

         ผู้จัดการทีม : เอริค เทน ฮาก

         ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – เคอร์ติส โจนส์, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
 
       ผู้จัดการทีม :  เจอร์เก้น คล็อปป์

         ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

เล่นดีขนาดนี้!โซลชาโวแมนยูสมควรโค่นเปแอสเช

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลั่น "ปีศาจแดง" คู่ควรกับชัยชนะ หลังบุกสอย ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ถึงบ้าน 2-1 พร้อมชูสองแข้งที่ฟอร์มแจ่มมากๆ ในเกมนี้
     โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่า ทีมตนเล่นได้ดีมากๆ และสมควรเป็นฝ่ายได้ชัยชนะแล้ว หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" บุกไปพิชิต ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอดทีมเมืองน้ำหอม 2-1 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช นัดแรก เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา

     แม้ก่อนเกมถูกมองเป็นรอง แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถทำประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส (ยิงพลาดครั้งแรก แต่ผู้ตัดสินให้ยิงรอบสอง เพราะ เกย์ลอร์ นาวาส นายทวาร เปแอสเช กระโดดออกมานอกเส้นก่อน)

     อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 55 เปแอสเช ตามตีเสมอได้จากการโหม่งเข้าประตูตัวเองของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ซึ่งเกมทำท่าจะจบลงด้วยการแบ่งคะแนนกันไป แต่นาทีที่ 87 "ปีศาจแดง" มาได้ประตูชัย 2-1 จากการยิงสุดเฉียบของ มาร์คัส แรชฟอร์ด

     "มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งก่อนที่เรามาคว้าชัยชนะที่นี่ (แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกสอง เมื่อซีซั่น 2018/19) เพราะเกมนี้คือเกมนัดแรกของรองแบ่งกลุ่ม แต่เราก็ยังสามารถเอาชนะทีมที่ยอดเยี่ยมมากๆ ได้"

     "ครั้งก่อนเป็นเกมรอบน็อกเอาต์ และมันเป็นชัยชนะที่สะใจมาก ส่วนครั้งนี้จืดๆ ไปหน่อย เพราะไม่มีแฟนบอล แต่มันก็ยังเป็นชัยชนะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเราก็คู่ควรแล้วกับชัยชนะครั้งนี้ เมื่อคุณออกมาเจอกับทีมที่มีนักเตะอย่าง เนย์มาร์ และ (คีลิยัน) เอ็มบัปเป้ คุณจำเป็นต้องเล่นเกมรับให้ดี และผู้รักษาประตูของคุณก็ต้องเซฟเยอะด้วย"

     "อักเซล ตวนเซเบ้ เป็นกองหลังที่เก่งมากๆ และนี่คือการลงเล่นครั้งแรกของเขาในรอบ 10 เดือน ซึ่งถือเป็นการทดสอบคุณภาพของเขาได้เป็นอย่างดี ส่วน บรูโน่ ยิงจุดโทษพลาดมาสองเกมติด (รวมถึงเกมลีกที่บุกต้อน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา) แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นที่จะรับหน้าที่เป็นคนยิงต่อ ซึ่งมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงสมาธิและแคแรคเตอร์ที่สุดยอดของเขา" โซลชา เปิดใจหลังเกม

“อิมโมบิเล่” นำทัพลาซิโอรับมือดอร์ทมุนด์ที่มี “ฮาแลนด์” ตะบัน ศึกชปล.

 "อินทรีฟ้า-ขาว" ลาซิโอ แม้ผลงานในลีกจะไม่ดีเท่าไหร่นักแต่เกมแรกในการคัมแบ็กเวที แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ยอมแน่แม้จะเจอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สามแต้มประเดิมสนามจะเป็นของฝั่งไหน ติดตามได้ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอฟ นัดแรก คืนวันอังคารนี้

ปรีวิวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม เอฟ
ลาซิโอ (อิตาลี) – ดอร์ทมุนด์ (เยอรมัน)
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม  2563  เวลา : 02.00 น.
สนาม : โอลิมปิโก 

สภาพทีมโดยทั่วไป 

    ลาซิโอ

    ซิโมเน่ อินซากี้ เทรนเนอร์ลาซิโอ พาทีมแพ้ซามพ์โดเรียยับ 0-3 ในเกมลีกล่าสุด ทำให้ไม่ชนะมา 3 เกมแล้ว 

    ความพร้อมเกมนี้ อินซากี้ จะไม่มีทั้ง เซนัด ลูลิช, อันเดรียส เปเรยร่า, ซิลวิโอ โปรโต้ และ สเตฟาน ราดู ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนทั้งหมด 

    ส่วน บาสโตส, ลุยซ์ เฟลิเป้ และ มานูเอล ลาซซารี่ ที่ไม่สมบูรณ์ ยังต้องรอทดสอบความฟิต แต่ข่าวดีคือจะได้ ชิโร่ อิมโมบิเล่ ดาวยิงกัปตันทีมคนสำคัญ พ้นโทษแบนในลีกกลับมา 

    ขณะที่แกนหลักรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟรานเชสโก้ อแชร์บี้, เวสลี่ย์ ฮูดท์, เซอร์เกจ์ มิลินโควิช-ซาวิช, ลูคัส เลวา, หลุยส์ อัลเบร์โต้ และ ฮัวกิน กอร์เรอา ต่างพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม 

    ดอร์ทมุนด์   

    ลูเซียง ฟาฟร์ เทรนเนอร์ดอร์ทมุนด์ พาทีมชนะฮอฟเฟ่นไฮม์ 1-0 ในเกมลีกล่าสุด เป็นการคว้าชัย 2 นัดติด 

    สภาพทีมล่าสุด ฟาฟร์ ยังไม่มี มาร์เซล ชเมลเซอร์, นิโก้ ชูลซ์ และ ดาน-อักเซล ซากาดู ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้วทั้งหมด

    ส่วน ลูคัสซ์ พิซเซ็ค ที่เดี้ยงเพิ่มมาจากเกมล่าสุด ต้องรอทดสอบความฟิต เช่นเดียวกับ ธอร์กกาน อาซาร์ ที่มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อรบกวน 

    บรรดาแกนหลักหลายรายที่ได้พักเมื่อสุดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นโรมัน บือร์กี้, มานูเอล อคานจี, จู๊ด เบลลิงแฮม, ราฟาแอล เกร์เรยโร่ และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ก็พร้อมคัมแบ็กทั้งหมด

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม    

    ลาซิโอ (3-5-2) : โธมัส สตราโคช่า – ปาตริก, ฟรานเชสโก้ อแชร์บี้, เวสลี่ย์ ฮูดท์ – มาร์โก ปาโรโล่, เซอร์เกจ์ มิลินโควิช-ซาวิช, ลูคัส เลวา, หลุยส์ อัลเบร์โต้, อดัม มูราซิช – ชิโร่ อิมโมบิเล่, ฮัวกิน กอร์เรอา

    เทรนเนอร์ : ซิโมเน่ อิซากี้ 

    ดอร์ทมุนด์ (3-4-2-1) : โรมัน บือร์กี้ – เอ็มเร่ ชาน, มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์, มานูเอล อคานจี – โธมัส เมอนิเย่ร์, จู๊ด เบลลิงแฮม, อักเซล วิตเซล, ราฟาแอล เกร์เรยโร่ – เจดอน ซานโช่, โจวานนี่ เรย์น่า – เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์

    เทรนเนอร์ : ลูเซียง ฟาฟร์     

    ผู้ตัดสิน : กเลมงต์ ตูร์กแป็ง (ฝรั่งเศส) 

ผลการพบกันที่ผ่านมา 
วันเดือน/ปี รายการ ผลการแข่งขัน

12/08/18    กระชับมิตร (สนามกลาง)     ดอร์ทมุนด์ 1-0 ลาซิโอ 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลาซิโอ

17/10/20 แพ้ ซามพ์โดเรีย 0-3 (เยือน) เซเรีย อา 
04/10/20 เสมอ อินเตอร์ มิลาน 1-1 (เหย้า) เซเรีย อา
01/10/20 แพ้ อตาลันต้า 1-4 (เหย้า) เซเรีย อา
26/09/20 ชนะ กายารี่ 2-0 (เยือน) เซเรีย อา
19/09/20 เสมอ เบเนเวนโต้ 0-0 (เหย้า) กระชับมิตร


    ดอร์ทมุนด์
17/10/20 ชนะ ฮอฟเฟ่นไฮม์ 1-0 (เยือน) บุนเดสลีกา
03/10/20    ชนะ ไฟร์บวร์ก 4-0 (เหย้า) บุนเดสลีกา
01/10/20    แพ้ บาเยิร์น 2-3 (เยือน) ซูเปอร์ คัพ
26/09/20    แพ้ เอาก์สบวร์ก 0-2 (เยือน) บุนเดสลีกา
19/09/20    ชนะ มึนเช่นกลัดบัค 3-0 (เหย้า) บุนเดสลีกา

เรอัลมาดริดช็อกโดน0-3ครึ่งแรก! VARริบทดเจ็บ-ไล่ไม่ทันพ่ายชัคตาห์คารัง

"ราชันชุดขาว" แชมป์ 13 สมัยรายการนี้ประเดิมพ่ายตั้งแต่นัดแรกคาถิ่นตัวเอง หลังเล่นผิดฟอร์มตามหลัง ชัคตาร์ โดเนตส์ค ในช่วง 45 นาทีแรกถึง 0-3 แม้ครึ่งหลัง ลูก้า โมดริช และวินิซิอุส จูเนียร์ จะยิงไล่มาแต่ไม่ทันจบเกมพ่ายให้ทีมดังจากยูเครน 2-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันพุธที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

    เรอัล มาดริด อดีตแชมป์รายการนี้ 13 สมัย ประเดิมนัดแรกในรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการรับมือ ชัคตาร์ โดเนตส์ค ทีมแกร่งจากยูเครน

     ซีเนดีน ซีดาน เกมนี้ไร้ตัวหลักทั้ง เซร์คิโอ้ รามอส, ดานี่ การ์บาฆาล, เอแด็น อาซาร์ ขณะที่คาริม เบนเซม่า และโทนี่ โครส ออกสตาร์ทเป็นแค่สำรอง แนวรุกเกมนี้ใช้ ลูก้า โยวิช ล่าตาข่ายร่วมกับ โรดรีโก้ และมาร์โก อาเซนซิโอ ส่วนทางฝั่ง ชัคตาร์ โด
เนตส์ค ทิ้ง เดนตินโญ่ หัวหอกบราซิเลี่ยนเป็นหน้าเป้า โดยมีตัวสนับสนุนอย่าง เตเต้, มาร์ลอส และ มาร์กอส อันโตนิโอ

    เริ่มเกมมาแค่ 4 นาที เจ้าถิ่นชุดขาวได้ทักทายก่อนหลัง มาร์โก อาเซนซิโอ ซัดไปติดบล็อคแนวรับชัคตาร์ฯ ก่อนจะหวดด้วยซ้ายมุมแคบอีกทีแต่ก็ยังไม่ผ่านมือ อนาโตลี ทรูบิน

    นาที 14 ชัคตาร์ โดเนตส์ค ทิ้งโอกาสทองขึ้นนำหลัง มาร์ลอส กระชากบอลหลุดเดี่ยวไปดวลกับ ติโบต์ กูร์กตัวส์ แต่ดันยิงไม่ดีไปติดมือของนายด่านชาวเบลเยียม

    กระนั้นทีมดังจาก ยูเครน มาพังตาข่ายขึ้นนำ 1-0 จนได้ในนาที 29 จากความยอดเยี่ยมของ วิคตอร์ คอร์นิเลนโก้ แบ็กซ้ายที่ตะลุยเดี่ยวตัดเข้ากลางแหวกแนวรับ "ชุดขาว" ก่อนจะจิ้มบอลในเขตโทษให้ เตเต้ วิ่งมาซัดเลียดหนีมือ กูร์กตัวส์ เสียบมุมเข้าไป

    อีก 4 นาทีถัดมา แนวรับของเจ้าบ้านมาพลาดอีก หลังโดนเม็ดที่สอง จากจังหวะที่ ติเต้ ลากตัดเข้าหน้ากรอบแล้วตะบันด้วยซ้ายเต็มข้อบอลพุ่งแรงจน ติโบต์ กูร์กตัวส์ ต้องทุบบอล ทว่า ราฟาแอล วาราน พยายามพุ่งไปสกัดบอลออกหลัง ดันจิ้มผิดเหลี่ยมกลายเป็นทำเข้าประตูตัวเองไป ส่งให้ ชัคตาร์ โดเนตส์ค บุกมานำ 2-0

    นาที 36 เป็นโอกาสของเจ้าบ้านบ้าง ลูก้า โมดริช ตักบอลยาวมาในกรอบให้ ลูก้า โยวิช ขึ้นโขกแต่ดาวยิงชาวเซอร์เบียดันโหม่งไปชนแขนตัวเองก่อนไปเข้ามือของ ทรูบิน

    นาที 41 แนวรับเจ้าบ้านมาพลาดอย่างเหลือเชื่อ เมื่อมาเสียประตูที่สามให้ ชัคตาร์ฯ บุกไปนำโด่ง 3-0 จาก ติเต้ คนเดิมที่มีส่วนร่วมกับประตูอีกแล้ว คราวนี้ปีกตัวเก่งกระชากเข้ามาก่อนจะดีดตอกส้นให้ เมเนอร์ โซโลม่อน หลุดเข้าไปซัดบริเวณจุดโทษก่อนยิงผ่านตัว กูร์กตัวส์ เข้าไปไม่พลาด

    จบครึ่งแรก เรอัล มาดริด ตามหลัง ชัคตาร์ โดเนตส์ค 0-3 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี นับแต่ปี 2005 ที่พบกับ ลียง ในเกมชปล. ที่เสียสามประตูในครึ่งแรก และเป็นหนแรกในฐานะบ้านตัวเอง (เกมนี้ไม่ได้เล่นที่ เบร์นาเบว)* ที่เสียถึงสามเม็ดนับแต่ปี 2000 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่พบกับ บาเยิร์น มิวนิค

    ครึ่งหลัง ซีดาน เปลี่ยนเอา คาริม เบนเซม่า ลงมาเล่นแทน โรดรี้โก้ และนาที 54 เรอัล มาดริด มาได้ประตูไล่มา 1-3 จากจังหวะที่ มาร์เชโล่ จ่ายเข้ากลางให้ ลูก้า โมดริช แตะบอลหลบแข้งชัคตาห์ฯ 2 รายก่อนตะบันด้วยขวากว่า 30 หลา กลางประตูบอลพุ่งแรงติดไซด์ก้อยเสียบมุมตาข่ายชนิดงามหยดย้อย

    นาที 59 บอสใหญ่ราชัน เปลี่ยนตัวคนที่สองถอดเอา ลูก้า โยวิช ออกแล้วส่ง วินิซิอุส จูเนียร์ ลงไปเล่นแทน และแค่ไม่กี่วินาที วินิซิอุส ก็แผลงฤทธิ์หลังสัมพัสบอลแรกไปแย่งจากเท้าแนวรับทีมเยือนก่อนลากเข้าไปซัลโวผ่านมือ อนาโตลี ทรูบิน เรอัลมาดริด ไล่มาเป็น 2-3

    กระนั้นแนวรุกของ ชัคตาห์ ก็เกือบได้ลุ้นเม็ดที่ 4 เช่นกัน หลัง นาที 64 เตเต้ ที่เล่นได้โดดเด่นหลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่ยังดีไปติดตัวของ ติโบต์ กูร์กตัวส์

    นาที 80 ทีมเยือนพลาดโอกาสได้ประตูที่ 4 หลัง เตเต้ ส่งบอลเข้าก้นตาข่ายไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+2 เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ส่งบอลเข้าก้นตาข่ายไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินหลังเช็กกับ VAR ริบสกอร์ไม่ให้ประตูตีเสมอกับเจ้าถิ่น หลัง วินิซิอุส จูเนียร์ ที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปมีส่วนร่วมกับประตู ทำให้สกอร์ยังเป็น 2-3 เหมือนเดิม

    ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าจบเกม  เรอัล มาดริด แพ้คาบ้านให้ ชัคตาร์ โดเนตส์ค 2-3 ส่งผลให้ประเดิมพ่ายเกมแรก แชมเปี้ยนส์ ลีก และกลายเป็นแพ้คารังสองเกมติดต่อกัน หลังเพิ่งจะแพ้ให้น้องใหม่ลาลีกา อย่าง กาดิซ ในลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        เรอัล มาดริด (4-3-3) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – แฟร์กล็องด์ เมนดี้, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, มาร์เชโล่ – เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้, คาเซมีโร่, ลูก้า โมดริช – มาร์โก อาเซนซิโอ, ลูก้า โยวิช, โรดรีโก้

    ผู้จัดการทีม : ซีเนดีน ซีดาน

        ชัคตาร์ โดเนตส์ค (4-1-4-1) : อนาโตลี ทรูบิน – โดโด้, ดาวิต โคโชลาว่า, วาเลอรี่ บอนดาร์, วิคตอร์ คอร์นิเลนโก้ – มายค่อน – อลัน พาทริค – มาเตอุส เตเต้, มาร์ลอส, มาร์กอส อันโตนิโอ, เมเนอร์ โซโลม่อน –  เดนตินโญ่

    ผู้จัดการทีม : ลูอีส คาสโตร

    ผู้ตัดสิน : เซอร์ดาน โยวาโนวิช (เซอร์เบีย)

แลมพ์สไม่ปลื้ม! เชลซีเหงาเปิดรังเจ๊าเซบีย่าไร้สกอร์ประเดิม ชปล.

แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ "สิงโตน้ำเงินคราม" ยังต้องเรียกความมั่นใจคืนสู่ทีมหลังเปิดบ้านเจ๊า เซบีย่า 0-0 เก็บได้เพียง 1 คะแนนประเดิมถ้วยยุโรปทำให้ 5 เกมที่ผ่านมาคว้าชัยได้เพียง 1 นัด ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี) คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ "สิงโตน้ำเงินคราม" เพิ่งเปิดบ้านเสมอกับเซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมทำให้ 4 นัดที่ผ่านมา สิงห์บลูส์คว้าชัยได้เพียงแค่เกมเดียว

    ทางด้าน จูเลน โลเปเตกี พึ่งพาเซบีย่าบุกไปพ่ายให้กับกรานาด้า 0-1 ในเกมลีกนัดที่ผ่านมา ทำให้ทีมเยือนไม่ชนะใครมา 2 นัดติดต่อกันแล้ว
   
    5 นาทีผ่านเป็น เชลซี ทักทายก่อนจากบอลทางขวาของ  รีซ เจมส์ สอดขึ้นมาครอสเข้าในเกือบเข้าทาง ไค ฮาแวร์ทซ์ แต่ยังไปติดบล็อคแนวรับ เซบีย่า ทิ้งตัวสกัดเอาไว้ได้นิดเดียว

    นาทีที่ 14 เจ้าถิ่น มาเสียใบเหลืองแบบไม่น่าเสียเป็น จอร์จินโญ่ จ่ายบอลไม่ดีโดน ลูคัส โอคัมโปส ดักบอลได้เกือบโดนสวนกลับต้องยอมตัดเกมโดนใบเหลืองไป

    4 นาทีต่อมา เซบีย่า เกือบทะยานขึ้นนำเป็นฟรีคิกของ ซูโซ่ วางลึกไปเสาไกลเข้าหัว เนมานย่า กูเดลจ์ โขกบอลแฉลบ คูร์ท ซูม่า เปลี่ยนทางเกือบเข้าประตูติดมือ เอดูอาร์ เมนดี้ ควักออกมาได้ทัน

    30 นาทีผ่าน เจ้าถิ่น ได้เสียวอีกครั้ง เมสัน เมาน์ท แทงช่องสุดงามให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะหลบ ยัสซีน บูนู แต่บอลแรงหลุดออกหลังไปและมีธงล้ำหน้าขึ้นมาก่อนแล้วด้วย

    นาทีต่อมาจากบอลทางขวาของ รีซ เจมส์ ตั้งป้อมครอสเข้าในไปติด เซร์จี้ โกเมซ เลยมาถึง ติโม แวร์เนอร์ แต่งหาช่องซัดด้วยขวาบอลไปแฉลบย้อยเข้ามือ ยัสซีน บูนู รับไว้ไม่พลาด

    ท้ายครึ่งแรก ทีมเยือน มาเสียวส่งท้ายจากความสามารถเฉพาะตัวของ มาร์กอส อากุนญ่า หมุนเอาชนะ คริสเตียน พูลิซิช ตักไปเสาไกลให้ ซูโซ่ ขึ้นเอาชนะ เบน ชิลเวลล์ โขกบอลหลุดออกไปได้ลุ้น

    ช่วงทดเจ็บ "สิงโตน้ำเงินคราม" หวิดงานเข้า คูร์ท ซูม่า สกัดบอลผิดเหลี่ยมมาเข้าทาง ลูคัส โอคัมโปส ในกรอบเขตโทษแต่งเข้าขวาปั่นโค้งไปเข้ามือ เอดูอาร์ เมนดี้ ล้มตัวรับไว้ได้

    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 0  เซบีย่า 0

    ครึ่งหลังเริ่มได้เพียง 2 นาที เชลซี โหมบุกทันทีมาได้ลุ้นจากลูกเตะมุมทางซ้ายของ เบน ชิลเวลล์ โยนมาเข้าหัว คูร์ท ซูม่า โขกคนเดียวโล่งๆไปตรงตัว ยัสซีน บูนู อย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 55 ติโม แวร์เนอร์ ถอยมาเก็บบอลหน้าหัวกะโหลกก่อนปั่นด้วยขวาบอลโค้งข้ามผู้เล่น เซบีย่า แต่ยังไม่ดีพอผ่านมือ ยัสซีน บูนู ล้มตัวตะปปไว้ไม่พลาด

    3 นาทีต่อมา "สิงโตน้ำเงินคราม"  เร่งเครื่องต่อ ไค ฮาแวร์ทซ์ ป้ายบอลออกขวาให้   รีซ เจมส์ สอดมาตักลึกมาให้ เบน ชิลเวลล์ ขึ้นเอาชนะแนวรับ เซบีย่า แต่ก็ยังโขกไปตรงตัว ยัสซีน บูนู

    นาทีที่ 68 เซบีย่า แลกหมัดบ้างจากลูกเตะมุมทางซ้ายของ อิวาน ราคิติช วางบอลเข้าเขตโทษย้อนให้ โจน จอร์ดาน ตวัดตามน้ำด้วยขวาตูมเดียวเฉี่ยวคานออกไปเหมือนเดิม

    หลังจากนั้นรูปเกมค่อนข้างอึดอัด ไม่กล้าเปิดแลกด้วยกันทั้งคู่ เซบีย่า มาได้ลุ้นในช่วงทดเจ็บจากบอลทางฝั่งซ้ายโยนลึกเข้ากรอบเขตโทษเลยไปถึง เอดูอาร์ เมนดี้

    จบเกม เชลซี 0  เซบีย่า 0 ลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ยังเร่งไม่ขึ้นเก็บ 1 คะแนนประเดิมถ้วย ชปล. แถมคว้าชัยได้เพียง 1 เกมในรอบ 5 นัดที่ลงสนามรวมทุกรายการ

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

    เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ – เมสัน เมาน์ท, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช – ติโม แวร์เนอร์

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, เซร์จี้ โกเมซ, ดีเอโก้ คาร์ลอส, มาร์กอส อากุนญ่า – อิวาน ราคิติช, แฟร์นานโด, เนมานย่า กูเดลจ์ – ลูคัส โอคัมโปส, ลุค เดอ ยอง, ซูโซ่

ผู้จัดกาารทีม : จูเลน โลเปเตกี

ผู้ตัดสิน : เดวิด แมสซา

ลิเวอร์พูลไร้ “ฟานไดค์-ติอาโก้”!มี “ซาลาห์” นำ3หน้าซัดถิ่นอาแจ็กซ์ศึก ชปล.

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จะไม่มี เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า สองตัวจักรสำคัญที่มีอาการบาดเจ็บ ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังคงเป็นแกนหลักนำ 3 แผงหน้าล่าสกอร์เช่นเคย เกมบุกถิ่น อาแจ็กซ์ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี) วันพุธที่ 21 ต.ค. ศกนี้ เวลา : 02.00 น.
ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
(รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี)
วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
อาแจ็กซ์   –   ลิเวอร์พูล

สนาม :  โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า

 อาแจ็กซ์ :
     อาแจ็กซ์ เปิดบ้านถล่มเอาชนะ ฮีเรนวีน 5-1 ในเกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมทำให้เจ้าบ้านคว้าชัยได้ถึง 4 จาก 5 นัดล่าสุด

     เอริค เทน ฮาก กุนซือของทีม ไม่มีปัญหานักเตะได้รับบาดเจ็บและจะได้ตัว ควินซี่ โปรเมส และ แอนโธนี่ สองนักเตะในแดนหน้ากลับมาสู่ทีมตัวจริงอีกครั้งหลังทั้งคู่ได้พักในเกมที่แล้ว

     โดยมี ดูซาน ทาดิช ดาวเตะทีมชาติเซอร์เบีย ยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า หลังจากที่ อดีตแข้ง เซาธ์แฮมป์ตัน ลงสนามในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแล้ว 18 เกม ยิงได้ 13 ประตูซึ่งเป็นสถิติที่มากที่สุดในบรรดาผู้เล่นของเจ้าถิ่น ส่วนในตำแหน่งผู้รักษาประตูเป็นหน้าที่ของ อ็องเดร โอนาน่า นายทวารฝีมือดีชาวแคเมอรูน

     ขณะที่แกนหลักรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ดาเล่ย์ บลินด์, นิโกลัส ตายาฟิโก้, ดาวี่ คลาสเซ่น และ ดาวิด เนเรส พร้อมลงสนาม

 ลิเวอร์พูล :
     ลิเวอร์พูล บุกไปเสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 2-2 ในศึก "เมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้แมตช์" ทำให้ หงส์แดง ไม่ชนะใครมา 3 นัดแล้วรวมทุกรายการ

     สภาพทีมในเกมนี้ แน่นอนว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน จะไม่สามารถใช้งาน เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ที่ต้องขึ้นเขียงผ่าเอ็นหัวเข่า หลังเซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์  มีปัญหาอาการบาดเจ็บอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาดจากเกมที่แล้ว จนเล่นต่อไม่ไหวและต้องเปลี่ยนให้ โจ โกเมซ ลงสนามมาแทน

     เช่นเดียวกันกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ก็คงจะพลาดการลงสนามช่วยทีมด้วยเช่นกันหลังโดนโรคเดี้ยงบริเวณหัวเข่าเล่นงานจากจังหวะที่ปะทะกับ ริชาร์ลิซอน จนผู้ตัดสินต้องควักใบแดงไล่ดาวยิงเลือดแซมบ้า ออกจากสนาม

     นอกจากนี้ โฌแอล มาติป ต้องเข้ารับการสแกนอาการบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อ ถึงแม้ว่า กองหลังทีมชาติแคเมอรูน จะไม่ได้รับบาดเจ็บหนักอะไรมากมาย แต่ก็ต้องลุ้นว่า อดีตแข้ง ชาลเก้ 04 จะฟิตทันลงสนามในเกมนี้หรือไม่ หากไม่ทัน นายใหญ่เลือดเบียร์ อาจจะถอย ฟาบินโญ่ ลงมายืนในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กแทน

     ทั้งนี้ อลีสซง เบ็คเกอร์ และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยังคงต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ถึงแม้ว่าในรายแรกจะกลับมาเฝ้าเสาได้ก่อนสิ้นเดือนนี้ แต่ในรายหลังยังคงต้องพักอีกนาน แต่มีข่าวดี คือ นาบี เกอิต้า กลับมาฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมแล้วหลังผลการเชื้อโควิด-19 รอบสองนั้นเป็นลบ

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

     อาแจ็กซ์ (4-3-3) : อ็องเดร โอนาน่า – นูส์แซร์ มาซราอูย, แปร์ ชูร์ส์,  ดาเล่ย์ บลินด์, นิโกลัส ตายาฟิโก้ –  ดาวี่ คลาสเซ่น, โมฮัมเหม็ด คูดาส, ควินซี่ โปรเมส – ดาวิด เนเรส, ดูซาน ทาดิช, แอนโธนี่
     ผู้จัดการทีม : เอริค เทน ฮาก

     ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – นาบี เกอิต้า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
     ผู้จัดการทีม :  เจอร์เก้น คล็อปป์

     ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)