จบที่3น่ะครับ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู ชนะ เลสเตอร์ ซิตี้

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้แฟนบอลได้มีความสุขในวันสุดท้ายของเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อพวกเขาบุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ถึงถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ทีมทำแต้มขึ้นไปอยู่ในอันดับ 3 และคว้าโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ
    นอกจากจะได้ตํ๋วกลับไปโม่เกือกในถ้วยใบโตยุโรปแล้ว สาวก "เร้ด อาร์มี่" ยังต้องดีใจจนน้ำตาหลั่งรินกับการที่พวกเขาได้เห็น เจสซี่ ลินการ์ด ซัดประตูแรกในลีกได้ซะทีหลังจากทำไม่ได้มานาน ในขณะเดียวกัน "ผีแดง" ยังสร้างสถิติที่น่าสนใจก็คือการเป็นแชมป์จุดโทษ เมื่อได้จุดโทษถึง 14 ครั้งในซีซั่นนี้

    หลังจบฤดูกาลนี้แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีโปรแกรมลุยยูฟ่า ยูโรปา ลีก แต่กระนั้นการบ้านที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องขบคิดก็คือการเสริมทัพ เพราะแมตช์นี้แสดงให้เห็นแล้วว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องหาผู้เล่นที่มีศักยภาพสูงมาช่วยทีม ไม่งั้นอาจไม่สามารถยืนระยะในการฟาดฟันกับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

1.  บรูโน่ เล่นไม่ออกบอกไม่ถูก
    เพลย์เมกเกอร์ชาวโปรตุกีส เป็นหนึ่งในนักเตะของแมนเชสเตอร์ ไนเต็ด ที่โชว์ฟอร์มได้ย่ำแย่สุดๆ ในแมตช์นี้ ทั้งๆ ที่นักเตะทำผลงานได้อย่างสุดยอดมาตลอดนับตั้งแต่ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาสวมเสื้อ "ปีศาจแดง" เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 


 

    สำหรับในแมตช์นี้ต้องยอมรับว่า แฟร์นันด์ส มีอาการเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญนักเตะจ่ายผิดพลาดให้เห็นบ่อยครั้ง แทบไม่สามารถสร้างสรรค์เกมได้เลย และไม่มีจังหวะทีเด็ดในการผ่านบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้าย ทำให้เกมบุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำอะไรเกมรับ เลสเตอร์ ไม่ได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม แฟร์นันด์ส ยังมีลายเสือเพราะนักเตะเป็นคนจ่ายให้ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล หลุดเข้าไปในเขตโทษก่อนจะโดนทำฟาวล์ และก็เป็น จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ที่ขันอาสาสังหารจังหวะนี้ไม่เหลือซาก ต้องบอกว่านี่คือประตูจุดประกายสู่โควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างแท้จริง
 

2. สามประสานเงียบเหลือเกิน
    ก่อนหน้านี้หากแนวรับคู่แข่งได้ยินชื่อ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และเมสัน กรีนวู้ด คงได้ขยาดเพราะความเร็วของพวกเขา สามารถฉีกกองหลังได้เป็นชิ้นๆ แต่สำหรับแมตช์นี้ ไม่ได้เป็นอย่างที่สาวก "เร้ด อาร์มี่" คาดหวังเอาไว้ เพราะพวกเขาเล่นไม่ออกจริงๆ

 


 

    แรชฟอร์ด มีโอกาสเปิดบอลงามๆ ให้ กรีนวู้ด หลุดเข้าไปโหม่งในเขตโทษแต่ข้ามคาน ขณะเดียวกันในช่วงท้ายครึ่งแรกนักเตะได้บอลในเขตโทษพยายามแปเล่นทางไปเสาไกลแต่บอลออกไปแบบไม่ได้ลุ้น ส่วน "ไม้เขียว" บทบาทเกมรุกน้อย จนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก

    ในขณะที่ มาร์กซิยาล ไม่ค่อยได้โชว์ฟอร์มอะไรมากนัก แต่ก็สามารถกดดันแนวรับของ "เดอะ ฟ็อกซ์" ได้ทุกครั้งที่ได้ครองบอลโดยช่วงท้ายครึ่งแรกมีโอกาสยิงแฉลบเกือบเข้าประตู ส่วนครึ่งหลังความแข็งแกร่งและความเร็วของเขานำไปสู่การได้จุดโทษ

 

3. ผมชื่อลินการ์ด จำเอาไว้ !!!
    เชื่อว่าแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด หลายคนต้องถอนหายใจเมื่อเห็น เจสซี่ ลินการ์ด ลงสนาม กรีนวู้ด ในนาทีที่ 77 เพราะตลอดทั้งฤดูกาลนี้นักเตะไม่ได้ทำผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน แถมจะโดดเด่นในเรื่องการโชว์ลีลาในสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า

    แม้นักเตะจะถูกค่อนขอดมาตลอดก็ตาม แต่เขาแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่ง และไม่เคยหวาดหวั่นที่จะต้องเผชิญหน้ากับเสียงวิจารณ์ จนในที่สุด โซลชา ยังคงให้โอกาสเขาสำหรับแมตช์สุดท้ายในฤดูกาลนี้ และ ดาวเตะชาวอังกฤษ วัย 27 ปีไม่ปล่อยโอกาสทองครั้งนี้หลุดลอย เมื่อซัดประตูตอกฝาโลงให้ทีมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 


 

    จะว่าไปแล้วต้องยอมรับว่า ลินการ์ด มีดวงเหมือนกัน เพราะในจังหวะนั้นหลายคนคงอยากจะถาม แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผู้รักษาประตูชาวเดนมาร์ก ว่าคิดอะไรอยู่ถึงกล้าหาญในการพยายามเลี้ยงบอลหลบ ลินการ์ด จนสุดท้ายโดนฉกบอลเข้าไปยิงประตู

    สำหรับประตูทองของ ลินการ์ด ถือเป็นการสิ้นสุดการยิงประตูในลีกไม่ได้มานาน 583 วันซะที ที่สำคัญประตูนี้ยังทำให้นักเสี่ยงโชคบางคนต้องชวดเงินกินขนม เพราะดันทะลึ่งแทง ลินการ์ด ไม่สามารถยิงประตูหรือแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้
 

4. เจ้าพ่อจุดโทษ !!!
    ต้องยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีเกมบุกรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ด้วยการที่พวกเขามีผู้เล่นเกมรุกที่เต็มไปด้วยสปีดเร็วกว่านรก ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาสามารถเรียกจุดโทษจากคู่แข่งได้มากมายขนาดนี้

    ในแมตช์ล่าสุดที่เยือนถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เป็นอีกเกมที่ลูกทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการฉกฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของคู่แข่ง และใช้ความเร็วเข้าไปกดดันแนวรับเลสเตอร์ จนต้องเสียท่าให้กับ มาร์กซิยาล

 

   
    สำหรับจุดโทษในเกมนี้กลายเป็นจุดโทษครั้งที่ 14 ในเกมลีกฤดูกาล 2019/2020 และทำให้พวกเขากลายเป็นสโมสรที่ได้จุดโทษมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก กระนั้นในจำนวน 14 จุดโทษทัพ "ปีศาจแดง" ซัดเข้าไป 10 ประตู พลาด 4 ลูก

    อย่างไรก็ตามหากมองแบบเป็นกลางการได้จุดโทษเยอะ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเล่นเกมรุกที่น่ากลัวของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะการเจาะเข้าไปทำประตูในกรอบเขตโทษ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นจุดที่อันตรายของพวกเขาในการก้าวขึ้นมาท้าทาย ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

5. แมนฯ ยูฯ คืนสู่แชมเปี้ยส์ ลีก
    หากมีใครบอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะติดท็อปโฟร์ หรือถึงขนาดจบฤดูกาลในอันดับ 3 ช่วงประมาณต้นปี 2020 คงต้องโดนหัวเราะเยาะแน่นอน เพราะฟอร์มการเล่นของ "เร้ด เดวิลส์" ในเวลานั้นบอกแบบตรงๆ ว่าไร้อนาคตสิ้นดี และ สามารถแพ้ได้ทุกทีม

    จะว่าไปแล้วการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาเติมเต็มแผนการเล่นของ โซลชา ให้สมบูรณ์แบบ กอปรกับช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จำเป็นต้องล็อกดาวน์ ทำให้นักเตะสำคัญอย่าง แรชฟอร์ด และ ปอล ป็อกบา ได้มีเวลาพักรักษาตัวจนกระทั่งร่างกายฟิตสมบูรณ์ และนำไปสู่ฟอร์มการเล่นที่ดุดันหลังจากเกมลีกรีสตาร์ท

 

    อย่างไรก็ตาม "น้าลูกอม" มีการบ้านเยอะมากหลังจากนี้ เพราะเขาต้องเสริมทัพเป็นการด่วน เนื่องจากขุมกำลังสำรองที่จะลงมาแทนนักเตะตัวหลัก ยังมีศักยภาพไม่ถึง ยิ่งในซีซั่นหน้าทีมมีโปรแกรมหนักทั้งฟุตบอลในประเทศ และแชมเปี้ยนส์ ลีก หากยังใช้นักเตะชุดนี้คงยากจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

    กระนั้นในตอนนี้สาวก "เร้ด อาร์มี่" ควรมีความสุขกับการได้เห็นทีมรักกลับไปโม่เกือกในโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" อีกครั้ง

ซาลาห์ลาหงส์,เมสซี่ลุยกัลโช่?อัพเดตล่าสุดข่าวเด่นตลาดนักเตะลีกยุโรป

ทำเอาเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" ใจหายเลยทีเดียว เพราะล่าสุดมีข่าวว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ อาจจะไม่อยู่กับ ลิเวอร์พูล ต่อหลังจบซีซั่นนี้ ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี่ ก็อาจเลือกชิ่ง บาร์เซโลน่า ช่วงซัมเมอร์ปีหน้า ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนนี้แอบมีลุ้นขึ้นมาเล็กๆ ที่จะได้ตัว ยาน โอบลัค ยอดนายทวาร แอตเลติโก มาดริด แต่จะเพราะสาเหตุใดนั้น เรามาหาคำตอบกัน

 – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงตัวเก่ง ลิเวอร์พูล ไม่ปิดโอกาสที่จะอำลาถิ่น แอนฟิลด์ หลังจบซีซั่นนี้ แม้เพิ่งคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองร่วมกับต้นสังกัด (La FM Colombia)

 – อดัม ลัลลานา กองกลางจอมเทคนิคเลือดผู้ดี ที่กำลังจะหมดสัญญากับ ลิเวอร์พูล เตรียมโยกซบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน แบบฟรีๆ หลังจบซีซั่นนี้ หลังจากที่ตกลงสัญญา 3 ปี กับทาง "เดอะ ซีกัลล์ส" ได้เรียบร้อย (The Athletic)

 

 – อินเตอร์ มิลาน มีแผนการใหญ่ที่จะออกล่าตัว ลิโอเนล เมสซี่ ยอดกองหน้ากัปตันทีม บาร์เซโลน่า มาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่ เมสซี่ หมดสัญญากับ บาร์ซ่า เรียบร้อย (Gazzetta dello Sport)

 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล็ง คิงส์เลย์ โกมัน ปีกความเร็วสูงของ บาเยิร์น มิวนิค เป็นอีกหนึ่งทางเลือก หากวืดเป้าหมายหลักอย่าง เจดอน ซานโช ปีกดาวดัง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (Athletic)

 – นอกจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงจับตาดูสถานการณ์ของ ยาน โอบลัค ผู้รักษาประตูจอมหนึบของ แอตเลติโก มาดริด อย่างใกล้ชิด เนื่องจาก "ตราหมี" อาจจะยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าค่าฉีกสัญญา 120 ล้านยูโร (ประมาณ 4,320 ล้านบาท) หลังจากที่วงการลูกหนังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส "โควิด-19" (The Sun)


 
 – ขณะที่ เซร์คิโอ โรเมโร่ ผู้รักษาประตูมือสองของ "ปีศาจแดง" กำลังตกเป็นเป้าหมายเสริมทัพของ เอฟเวอร์ตัน รวมถึงทีมน้องใหม่แต่หน้าเก่าในศึก พรีเมียร์ลีก อย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด (ESPN)

 – เชลซี กำลังพิจารณาที่จะคว้าตัว จอห์น สโตนส์ เซนเตอร์แบ็กเลือดผู้ดีของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาร่วมทัพ เนื่องจากกุนซือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแนวรับ ขณะที่ สโตนส์ ก็ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นเท่าที่ควรในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม (Football Insider)

 

 – อาร์เซน่อล กาหัว ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าเลือดจังโก้ของ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เป็นเป้าหมายหลัก หาก ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมยอง ดาวยิงกัปตันทีม เลือกอำลาถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ซัมเมอร์นี้ (Le 10 Sport)

 – นอกจากนี้ "ไอ้ปืนใหญ่" ยังเล็งยืม ซามูแอล อุมติตี้ เซนเตอร์แบ็กดีกรีแชมป์โลกของ บาร์เซโลน่า มาใช้งาน แต่อาจจะต้องแย่งชิงกับ เอฟเวอร์ตัน, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, โอลิมปิก มาร์กเซย และ โอลิมปิก ลียง ที่ต่างกำลังมอง ดาวเตะวัย 26 ปี อยู่เช่นกัน (Mundo Deportivo)

 – ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นทีมเต็งที่จะได้ตัว คัลลั่ม วิลสัน หัวหอก บอร์นมัธ มาร่วมทัพในราคาเพียง 10 ล้านปอนด์ (ประมาณ 400 ล้านบาท) ถ้าหาก "เดอะ เชอร์รีส์" ตกชั้น (The Sun)

 

 – คริสตัล พาเลซ พร้อมพิจารณาขาย วิลฟรีด ซาฮา ปีกจอมพลิ้วชาวไอวอรี่โคสต์ หลังจบซีซั่นนี้ หากได้รับข้อเสนอที่น่าพอใจ ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ที่ราว 40 ล้านปอนด์ (ประมาร 1,600 ล้านบาท) (The Times)

 – ดาบิด ราย่า ผู้รักษาประตูฝีมือดีชาวสแปนิชของ เบรนท์ฟอร์ด กำลังตกเป็นเป้าหมายเสริมทัพของสองสโมสรยักษ์ใหญ่ พรีเมียร์ลีก อย่าง อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (90min)

 – ยูเวนตุส ยังคงมีความสนใจที่จะคว้าตัว จอร์จินโญ่ ห้องเครื่อง เชลซี โดยกำลังรอดูสถานการณ์ว่า "สิงห์บลูส์" จะคว้าโควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าได้หรือไม่ (Tuttosport)

 

 – อาแอส โรม่า มีแผนที่จะเซ็นสัญญากับ วิคเตอร์ โมเสส วิงแบ็ก เชลซี ที่ตอนนี้กำลังเล่นให้กับ อินเตอร์ มิลาน ภายใต้สัญญายืมตัว (Calciomercato)

 – เรอัล มาดริด หวังโกยเงินเข้าสโมสรให้ได้ราว 180 ล้านยูโร (ประมาณ 6,480 ล้านบาท) จากการขายนักเตะทิ้งช่วงซัมเมอร์นี้ โดย แกเร็ธ เบล, ฮาเมส โรดริเกซ และ ลูก้า โยวิช เป็นสามแข้งดังที่ส่อแววถูกโละ (Marca)

‘อิบรา’คนแรกกดถึง50ลูกทั้งงูใหญ่-มิลาน

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำสถิติเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงได้ถึง 50 ประตูในกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ให้กับสองทีมยักษ์แห่งเมืองมิลานทั้ง อินเตอร์ และ เอซี มิลาน

 ดาวยิงวัย 39 ปีซัดอีก 2 ประตูให้ "ปีศาจแดง-ดำ" ถล่ม ซามพ์โดเรีย 4-1 รวมสอยตาข่ายให้ทีมไปแล้ว 10 ลูกในซีซั่นนี้ และช่วยให้ทีมไม่แพ้มาแล้ว 12 เกมรวมทุกรายการ

 นอกจากนี้เจ้าตัวยังกลายเป็นแข้งคนแรกที่ยิงเกิน 50 ลูกให้กับทั้งสองทีมดังเมืองมิลาน พร้อมทั้งประกาศกร้าวว่ายิ่งแก่ยิ่งหนุ่มเหมือนกัน เบนจามิน บัตตัน ภาพยนต์เรื่องดัง

 "ผมเหมือนนกับ เบนจามิน บัตตัน" ซลาตัน กล่าวกับมิลานทีวี "ผมหนุ่มแน่นอยู่เสมอ ไม่เคยแก่"

 นอกจากนี้ อิบราฮิโมวิช ยังแสดงความยินดีกับ ปิโอลี่ ที่ได้สัญญาใหม่ด้วยว่า "ผมสามารถพูดได้แต่ในแง่ดีเท่านั้น, ผมแฮปปี้กับเขา เพราะเขาทำงานได้อย่างดีเยี่ยม"

 "เขาทำงานภายใต้ความกดดันโดยที่ไม่รู้อนาคต เขาทำได้เป็นอย่างดีและสมควรได้สัญญา เมื่อคุณทำงานหนัก คุณจะได้สิ่งตอบแทนเสมอ"

 "ผมมีความสุขกับเขา เขาสมควรได้มัน มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ง่ายเลย ทีมเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างมากและให้ผมก็เคารพเขา"

โอบาเบิ้ล! อาร์เซน่อลเจ๋งแซงดับเชลซี10คน ผงาดเอฟเอ คัพ สมัยที่14

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กัปตันทีมของ "ปืนใหญ่" เหมาคนเดียวสองประตูพาทีมแซงเอาชนะ เชลซี ที่เหลือแค่ 10 คน 2-1 ส่งผล มิเกล อาร์เตต้า คว้าโทรฟี่แรกของตัวเองในฐานะกุนซือ และพา อาร์เซน่อล ผงาดคว้าแชมป์รายการนี้สูงสุดเป็นสมัยที่ 14 คว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาลหน้าสำเร็จ ในศึกเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม (สนามกลาง)

    ศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ประจำฤดูกาล 2019-20 เป็นการดวลกันของสองทีมจากลอนดอนระหว่าง อาร์เซน่อล แชมป์สูงสุด 13 สมัย ที่รอบตัดเชือกเอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" 2-0 เข้ามาชิงดำพบกับ "สิงห์บลูส์" แชมปรายการนี้ 8 สมัย ซึ่งปราบ "ปีศาจแดง" มาในรอบรองชนะเลิศ 3-1

    เกมนี้ มิเกล อาร์เตต้า วาง อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ เป็นหน้าเป้าและให้ นิโกล่าส์ เปเป้ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กัปตันทีมทำเกมรุกริมเส้น เช่นเดียวกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของสิงห์บลูส์วางสามประสานแนวรุกเป็น เมสัน เมาน์ท, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ คริสเตียน พูลิซิช

    สตาร์ทเกมครึ่งแรก มาแค่ 3 นาที อาร์เซน่อล ได้ทักทายก่อนหลัง เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ครอสบอลมาเสาแรกให้  โอบาเมย็อง สะบัดโขกเสาแรกแต่บอลหลุดกรอบออกไป

    อีกนาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" เกือบได้ชิงขึ้นนำก่อนหลัง กรานิต ชาคา เสียบอลโดน เมสัน เมาน์ท แย่งบอลก่อนลากเข้าไปซัดนอกกรอบกว่า 20 หลาบอลพุ่งจะเสียบเสาแรกอยู่แล้วแต่ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ โชว์ซูเปอร์เซฟบินปัดออกไปได้

    กระนั้น แค่นาทีที่ 5 เชลซี มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้บอลจาก คริสเตียน พูลิซิช ออกซ้ายให้ เมสัน เมาน์ท ปาดเข้ากลางไปแฉลบแข้งไอ้ปืนใหญ่ก่อนมาถึง ชิรูด์ ดีดคืนหลังให้ พูลิซิช ที่ตามมาซัดด้วยขวาผ่านตัว มาร์ติเนซ เข้าไป

      นาที 17 ดานี่ เซบายอส เรียกฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษของเชลซีได้ ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาปั่นด้วยขวาข้ามกำแพงเฉียดคานไปแบบได้เสียว

     นาที 25 นิโกล่าส์ เปเป้ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายเข้าเสียบมุมตาข่ายอย่างงามหยดไปแล้ว ทว่าผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ล้ำหน้าไปก่อน

    กระนั้น อีกนาทีถัดมา "ปืนใหญ่" มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ไปดึง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ในกรอบเขตโทษ แอนโธนี่ เทย์เลอร์ เป่าให้จุดโทษพร้อมรอสัญญาณจาก VAR ก่อนจะยืนยันให้อาร์เซน่อลได้และเป็น โอบาเมย็อง ที่ยิงเสียบมุมเข้าไปให้ อาร์เซน่อล ไล่ตีเสมอ เชลซี 1-1 ในนาทีที่ 28

    นาที 35 แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง  อัซปิลิกวยต้า กัปตันทีมเชลซีมีอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    นาที 36 "สิงห์บลูส์" โต้กลับขึ้นมาอีกครั้ง อลอนโซ่ แทงบอลลึกให้ เมสัน เมาน์ท จ่ายคืนหลังมาให้ จอร์จินโญ่ วิ่งมาอัดด้วยขวาบอลเหินคานออกไปไกล

    นาที 45 นิโกล่าส์ เปเป้ เรียกฟรีคิกให้ปืนใหญ่ได้บอลเส้น 18 หลา ก่อนที่ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ จะลองซัดด้วยขวาไปเสาไกลบอลผ่านกำแพงติดไซด์ก้อยออกไป

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล เสมอกับ เชลซี 1-1

    กลับมาบู๊ต่อในครึ่งหลัง แค่นาทีที่ 46 สิงห์บลูส์เกือบแซงขึ้นนำหลัง คริสเตียน พูลิซิช ควบพาบอลจากครึ่งสนามเข้าไปซัดด้วยขวาแต่บอลหลุดกรอบออกไป และจากจังหวะนี้ทำให้เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังต้นขาจนเล่นต่อไม่ไหว ก่อนที่นาทีต่อมา แลมพาร์ด จะเปลี่ยนคนที่สองส่ง เปโดร ลงมาเล่นแทน

    นาที 62 เปโดร ควบบอลเข้ามาหน้ากรอบเขตโทษไอ้ปืนใหญ่ก่อนจะดึงจังหวะแล้วจ่ายออกขวาให้ รีซ เจมส์ เติมขึ้นมาซัดเต็มแรงบอลเหินคานออกไปไกล

    นาที 67 กลายเป็น อาร์เซน่อล แซงขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ เอคตอร์ เบเยริน กระชากบอลโซโล่เดี่ยวขึ้นมาก่อนที่บอลจะทะลักไปเข้าทาง เปเป้ แล้วจ่ายขวางมาให้ โอบาเมย็อง ล็อคขวาหนี คูร์ท ซูม่า ก่อนจะชิพด้วยซ้ายผ่านตัว วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไปอย่างเหนือชั้นเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

    นาที 73 สถานการณ์ของ เชลซี ต้องแย่ลงไปอีกหลังต้องมาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เมื่อ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจากจังหวะไปย่ำเท้าใส่ กรานิต ชาคา จนเป็นใบแดงถูกไล่ออกจากสนาม

    ท้ายเกม นาที 88 อาร์เซน่อล ต้องเปลี่ยนเอา ดาวิด ลุยซ์ ออกหลังมีอาการเจ็บก่อนจะส่ง โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส ลงไปคุมหลังแทน

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม อาร์เซน่อล แซงเอาชนะ เชลซี ที่เหลือ10คน 2-1 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 14 อีกทั้งยังคว้าสิทธิ์ไปเล่นถ้วยยูโรปาลีกในฤดูกาลหน้าสำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์ (โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส น.88), คีแรน เทียร์นี่ย์ (เซอัด โคลาซินัช น.90+13) – เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส – นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ น.82)

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า    

        เชลซี (3-4-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า (อันเดรียส คริสเตนเซ่น น.35), อันโตนิโอ รือดิเกอร์ (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.78), คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่ – เมสัน เมาน์ท (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.79), โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อบราฮัม น.78), คริสเตียน พูลิซิช (เปโดร น.49) 

        ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

        ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

“ฟาบินโญ่” เซ็งเป็ดโดนปล้นบ้านช่วงฉลองแชมป์ลีก

ลิเวอร์พูลเอคโค่ สื่อดังประจำท้องถิ่น รายงาน ฟาบินโญ่ มิดฟิลด์ตัวเก่งลิเวอร์พูล โดนตีนแมวบุกเข้าปล้นในช่วงระหว่างที่เขากับภรรยาอยู่ร่วมเหตุการณ์ฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยงานนี้เครื่องเพชร อัญมณี หายไปเพียบ ส่วนรถยนตร์ได้กลับคืนมาแล้ว

               ฟาบินโญ่ กองกลางชาวบราซิเลียนของ ลิเวอร์พูล สุดเซ็งหลังบ้านพักโดนโจรบุกเข้าไปขโมยทรัพย์สินมากมาย ในช่วงระหว่างที่เขาอยู่กับเพื่อนร่วมทัพ "หงส์แดง" ในการเฉลิมฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา

              หลังจบเกมที่เปิดรังแอนฟิลด์ ถล่ม "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 5-3 ได้มีการทำพิธีมอบเหรียญแชมป์ และโทรฟี่พรีเมียร์ลีกให้กับทัพ "เดอะ เร้ดส์" โดยงานนี้ครอบครัวของนักเตะ ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เข้ามาร่วมอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สโมสรในบ็อกซ์พิเศษที่สนาม

              อย่างไรก็ตามหลังจากที่เสร็จสิ้นช่วงเวลาแห่งความสุข ฟาบินโญ่กับ รีเบก้า ทาวาเรส  ภรรยาเดินทางกลับมาที่บ้านพักในฟอร์มบี้ และพบว่าเคหสถานของตัวเองโดนปล้น โดยงานนี้มีทรัพย์สินมีค่ามากมายถูกขโมยหายไปรวมไปถึงเครื่องประดับ อัญมณี เพชรนิลจินดา และรถยนต์หรูยี่ห้ออาวดี้ อาร์เอส 6 สีเทา แต่รถถูกพบอยู่ที่เมืองวีแกน

                  จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าช่วงเวลาที่โจรก่อเหตุอาจจะประมาณ 15.00 น.ของวันพุธไปจนถึง 04.00 น.ของวันพฤหัสบดี และเจ้าของบ้านมาพบว่าบ้านถูกปล้นหลังจากเดินทางกลับมาถึงที่พัก โดยโฆษกตำรวจเมอร์ซี่ย์ไซด์ กล่าวว่า "เจ้าหน้าที่สืบสวนในเซฟตัน ได้รับแจ้งว่ามีการโจรกรรมที่ฟอร์มบี้ มีการแจ้งตำรวจให้ไปยังที่เกิดเหตุช่วงก่อนเช้าตรู่ (วันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค.) ตอนที่เจ้าของบ้านเข้าไปในบ้านของพวกเขาแล้วพบว่าบ้านถูกปล้น"

                "ไม่มีใครอยู่ภายในบ้านช่วงเวลาที่เกิดเหตุ แต่คาดว่าการโจรกรรมคงเกิดขึ้นในช่วงเวลา 15.00 น.ของวันพุธที่ 22 กรกฎาคม และ 04.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม มีเครื่องเพชรและเครื่องประดับหลายชิ้นทุกขโมยไป รวมทั้งรถยนต์อาวดี้ อาร์เอส 6 สีเทา ซึ่งจากนั้นมีการคบรถอยู่บริเวณเมืองวีแกน"

                "บ้านและรถมีการตรวจสอบอย่างละเอียดจากเจ้าหน้าที่สืบสวนในสถานที่เกิดเหตุ และกล้องซีซีทีวีอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ขอให้ทุกๆ คนแจ้งข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยเฉพาะใครก็ตามที่อยู่ในพื้นที่นี้ และอาจจะภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งแสดงให้เห็นว่ารถยนต์อาวดี้ อาร์เอส 6 สีเทาขับผ่านไป ให้ติดต่อกลับมาที่เจ้าหน้าที่ด้วย" โฆษก ระบุ

พูดไม่ออก! “มาร์ติเนซ” ถึงกับหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายหลังได้แชมป์เอฟเอคัพ

เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ นายทวารเลือด "ฟ้า-ขาว" ของ อาร์เซน่อล เปิดใจพร้อมน้ำตา หลังช่วยทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ พร้อมพูดถึงฮีโร่ของทีมอย่าง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ด้วย

     เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูชาวอาร์เจนไตน์ของ อาร์เซน่อล เปิดใจทั้งน้ำตาด้วยความปลื้มปิติ หลังช่วยทีมพิชิต เชลซี 2-1 คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ประจำฤดูกาล 2019/20 มาครอง เมื่อวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

         มาร์ติเนซ เข้ามาอยู่กับ อาร์เซน่อล ตั้งแต่อายุ 17 ปี และนับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อปี 2012 เจ้าตัวแทบไม่มีบทบาทกับทีม และระหว่างนั้นก็ถูกปล่อยตัวให้สโมสรอื่นยืมใช้งานถึง 6 ครั้ง (อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด, เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์, ร็อตเตอร์แฮม ยูไนเต็ด, วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส, เคตาเฟ่ และ เร้ดดิ้ง) ก่อนที่จะมีบทบาทสำคัญในช่วงท้ายฤดูกาลนี้ หลังจากที่ แบร์นด์ เลโน่ นายทวารมือหนึ่งของทีม ได้รับบาดเจ็บ

     ทั้งนี้ ครอบครัวของ มาร์ติเนซ ที่ประเทศอาร์เจนตินา มีปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก ตอนที่เจ้าตัวต้องจำใจทิ้งบ้านเกิดมาตามความฝันของตัวเองที่ อังกฤษ เมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ มาร์ติเนซ ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อนักข่าวขอให้พูดถึงคนในครอบครัวที่ชมเกมนี้ด้วย 

         "ตอนนี้ผมพูดไม่ได้จริงๆ" นายประตูวัย 27 ปี กล่าวกับ บีบีซี โดยที่มี ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ฮีโร่ผู้ทำคนเดียวสองประตู เข้ามาปลอบใจ "คือผมพูดกับเขา (โอบาเมยอง) ตั้งแต่ก่อนเกมแล้วว่า เขาจะพาทีมเราคว้าชัยชนะ เพราะเขาคือกัปตันทีมของเรา และเขาก็ทำได้จริงๆ ส่วนเรื่องครอบครัวของผม ผมไม่สามารถพูดได้จริงๆ ขอโทษด้วยครับ"

7 แข้งเตรียมตบเท้าตาม อเล็กซิส ซานเชซ อำลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาโม่เกือกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง และแน่นอนว่าพวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการถ่ายเลือดใหม่ เพื่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งในพรีเมียร์ลีก และโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" ฉะนั้นการขายและการเสริมทัพเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชาย นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการสร้างความแข็งแกร่งในเชิงลึกให้กับขุมกำลังของทีม และต้องการที่จะนำทีมกลับมาอยู่ในระดับท็อปของวงการฟุตบอลสโมสรยุโรป ดังนั้น "ปีศาจแดง" จำเป็นต้องพร้อมในทุกๆ ตำแหน่ง

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาพร้อมที่จะทุ่มเงินในช่วงซัมเมอร์นี้เพื่อหากผู้เล่นคุณภาพดีมาร่วมทีม และการทำแบบนั้นหมายความว่านักเตะบางคนที่อยู่ในทีมจำเป็นต้องถูกขายทิ้งไป อย่างในกรณีของ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ทำผลงานได้ดีในการเล่นแบบยืมตัวกับ อินเตอร์ มิลาน และมีแววจะได้ย้ายไปอยู่กับทัพ "งูใหญ่" ถาวร

    นอกจาก หัวหอกทีมชาติชิลี ที่เตรียมเก็บข้าวของออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แล้ว ยังมีแข้ง "ผีแดง" อีกอย่างน้อย 7 รายที่พร้อมออกไปหาโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง

คริส สมอลลิ่ง

กรณีของ คริส สมอลลิ่ง ก็เหมือนกับ ซานเชซ เพราะนักเตะถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวที่ประเทศอิตาลี และเขาก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการคุมแนวรับให้กับ "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า ทำให้ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เขาอาจจะเลือกอยู่หม่ำพิซซ่าที่ดินแดนรองเท้าบูทแบบถาวร

    ผลงานของ สมอลลิ่ง ต้องบอกว่าดีเกินคาด เพราะช่วยทำให้เกมรับของ "จัลโล่รอสซี่" เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น และด้วยเหตุนี้ทำให้ โรม่า แสดงความต้องการที่จะเก็บเขาเอาไว้กับทีมแบบถาวร อย่างไรก็ตามการจะได้ เซนเตอร์แบ็กชาวอังกฤษ รายนี้มาร่วมทัพคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

    เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวังที่จะได้ค่าตัวของนักเตะให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสโมสรไม่ต้องการ สมอลลิ่ง อีกแล้ว เนื่องจากตอนนี้คู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำผลงานได้อย่างสุดยอด ขณะเดียวกัน อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ก็มีอนาคตกับทีม

    ฉะนั้นคงยากที่จะเห็น สมอลลิ่ง กลับมาทวงตำแหน่งคืนได้ และการย้ายทีมแบบถาวรน่าจะสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสโมสรกับนักเตะ

อันเดรียส เปเรยร่า

ต้องยอมรับว่าตอนนี้ อันเดรียส เปเรยร่า แทบจะหมดอนาคตใน "โรงละครแห่งความฝัน" หลังจากการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับทัพ "ปีศาจแดง" นับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    แฟร์นันด์ส สร้างผลงานดีมีคุณภาพกับทัพ "เร้ด เดวิลส์" เพราะการมาของเขาช่วยยกระดับฟอร์มการเล่นของทีมอย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่าหนึ่งในการที่ทีมติดอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มาจากความสุดยอดของดาวเตะเลือดฝอยทอง

    ที่สำคัญ แฟร์นันด์ส ยังเล่นเข้าขากับ ปอล ป็อกบา ซึ่งหายเจ็บกลับมาช่วยทีมในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นนี้ ทำให้ตอนนี้ทั้งสองคนถือเป็นผู้เล่นแห่งอนาคตในการปั้นเกมบุกให้กับ "ปีศาจแดง" ฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากที่ เปเรยร่า จะสอดแทรกระหว่างสองคนนี้

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องโอกาสลงสนาม นั่นทำให้ เปเรยร่า จำเป็นต้องที่จะต้องมองหาโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องกับสโมสรอื่นดีกว่าที่จะถูกจับดองในซุ้มม้านั่งสำรอง

มาร์กอส โรโฮ

ซานเชซ กับ สมอลลิ่ง ไม่ใช่สองนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้นที่ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัว โดย มาร์กอส โรโฮ กองหลังชาวอาร์เจนไตน์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกส่งไปเล่นกับ เอสตูเดียนเตส สโมสรในลีกบ้านเกิด และดูเหมือนนักเตะจะอยู่โยงกับที่นั่นซะด้วย

    หากมองจากความเป็นจริง กองหลังเลือดฟ้าขาว แทบไม่เหลืออนาคตใน "เธียเตอร์ ออฟ ดรีม" แล้ว เพราะนักเตะไม่ได้มีชื่ออยู่ในแผนการทำทีมของ โซลชา ที่สำคัญกรณีของเขาก็เหมือนกับ สมอลลิ่ง เพราะที่ว่างในแผงหลังของ "ผีแดง" ไม่มีให้เขาอีกต่อไป

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โรโฮ ไม่ใช่นักเตะแห่งอนาคตของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะทีมไม่สนใจที่จะขยายสัญญากับเขา ฉะนั้นนี่คงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า "เร้ด เดวิลส์" ไม่ต้องการให้เขาอยู่กับสโมสรอีกต่อไป

ดีโอโก้ ดาโลต์

 สำหรับ ดีโอโก้ ดาโลต์ ถือเป็นนักเตะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด ชื่นชอบมากๆ และเป็นคนที่ดึงนักเตะมาเสริมแกร่ง อย่างไรก็ตามเจ้าตัวแทบไม่ค่อยได้ลงสนามเพราะดันมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บบ่อยๆ ทำให้เขาต้องพลาดโอกาสในการพัฒนาฝีเท้า

    ที่สำคัญในยุค "น้าลูกอม" กุมบังเหียน ดาโลต์ แทบไม่ได้โผล่ลงสนามด้วยซ้ำ เพราะกุนซือเบบี้เฟซ ชื่นชอบ  ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ กองหลังดาวรุ่ง และมักจะให้โอกาสได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงท้ายซีซั่น ทำให้ ดาโลต์ ได้แต่มองตาปริบๆ

    ที่สำคัญยังมีรายงานออกมาอย่างต่อเนื่องว่า โซลชา ตั้งเป้าที่จะเสริมทัพในตำแหน่งฟลูแบ็กซะด้วย นั่นยิ่งเป็นเรื่องยากลำบากที่ ดาโลต์ จะสอดแทรกเข้ามาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของสโมสร ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดของนักเตะก็คือการออกไปหาโอกาสใหม่กับทีมอื่น ขณะเดียวกันการขายเขาออกไปยังช่วยให้ทีมมีเงินทุนในการซื้อแข้งใหม่ด้วย

ฟิล โจนส์

สำหรับฟิล โจนส์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่อยู่รับใช้สโมสรมายาวนานที่สุดในชุดปัจจุบัน แต่ด้วยผลงานของเขาในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเวลาของเขากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใกล้จะถึงวันหมดอายุซะแล้ว เพราะผลงานในช่วงที่ผ่านมา ไม่ถูกจริตสาวก "เร้ด อาร์มี่" และ โซลชา ด้วย

    กองหลังชาวอังกฤษ แทบไม่ได้ลงสนามในฤดูกาลนี้ และตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าหากอยากจะมีอนาคตในการเล่นฟุตบอล คงจำเป็นต้องออกไปหาโอกาสกับทีมอื่นๆ เพราะตอนนี้นักเตะแทบจะโดนเมินจาก โซลชา ที่สำคัญหากสโมสรซื้อเซนเตอร์แบ็กคนใหม่เข้ามาร่วมทีม งานนี้ โจนส์ รู้ทันทีว่าคงไม่มีที่ว่างสำหรับเขาอีกแล้ว

    หากในกรณีที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาย โจนส์ ไปจริงๆ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลย เนื่องจากพวกเขามี อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ที่สามารถทำหน้าที่กองหลังแทน โจนส์ ได้สบายๆ ฉะนั้นสถานการณ์ของเขาในเวลานี้ก็คือการอำลาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังอยู่กับทีมมานาน 9 ปี     

เซร์คิโอ โรเมโร่

ทุกๆ สายตากำลังจับจ้องตำแหน่งผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะสถานการณ์ของ ดาบิด เด เคอา ในเวลานี้ไม่ค่อยโสภาสถาพร เนื่องจากความผิดพลาดของเขาทำให้มือ 1 ที่เคยครอบครองเอาไว้เป็นการถาวร เริ่มค่อยๆ สั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ

    ในช่วงซัมเมอร์นี้ ดีน เฮนเดอร์สัน โกลฟอร์มหนึบ กลับมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นเขาคือผู้ท้าชิงอันดับ 1 ในการแย่งเบอร์ 1 จาก เด เคอา ส่วน เซร์คิโอ โรเมโร่ ที่มักจะโดนมองข้ามเป็นประจำ คงถึงเวลาที่จะต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ของตัวเองได้แล้ว

    โรเมโร่ ถูกยกย่องว่าเป็นยางอะไหล่ชั้นดี และมักจะได้ลงเล่นตัวจริงในเกมฟุตบอลถ้วย แต่แมตช์ล่าสุด โซลชา เลือกดร็อปเขาและให้โอกาส เด เคอา ทำหน้าที่สำคัญ ซึ่ง โกลชาวสแปนิช ก็ดันเล่นผิดพลาดส่งผลให้ทีมต้องร่วงตกรอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ

    แม้ว่ามีหลายเสียงเรียกร้องให้โอกาสโรเมโร่ ได้ลงเล่นตัวจริง แต่สุดท้าย "น้าลูกอม" ยังเชื่อใจ เด เคอา เหมือนเดิม ขณะเดียวกันการที่ เฮนเดอร์สัน กลับมาสู่ต้นสังกัดแม่แล้ว งานนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะเห็น โรเมโร่ ได้ผุดได้เกิด ฉะนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เขาต้องอำลาทีม

เจสซี่ ลินการ์ด

แม้ว่า เจสซี่ ลินการ์ด จะยิงประตูในเกมสุดท้ายของศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ก็ตาม และหลายคนมองว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เขาได้อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อไป แต่มีรายงานออกมาเป็นระลอกว่าสโมสรอาจจะต้องขายเขา เพื่อระดมทุนในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้

    "ปีศาจแดง" จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินค่อนข้างสูงในการเสริมทัพ เพราะนักเตะที่พวกเขาเล็งเอาไว้อย่าง เจดอน ซานโช ปีกจอมพลิ้ว "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ แจ็ค กรีลิช กองกลางกัปตันทีม "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า มีค่าตัวไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

    ฉะนั้นทีมจำเป็นต้องขายนักเตะออกไป ที่สำคัญหากสโมสรได้ผู้เล่นทั้งสองคนมาร่วมทีมจริงๆ แน่นอนว่าโอกาสของ ลินการ์ด ที่จะได้ลงสนามยิ่งแทบไม่มี ด้วยเหตุนี้การย้ายทีมน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญด้วยสถานการณ์ทั้งในและนอกสนามของเขาไม่ค่อยดีนัก การเปลี่ยนบรรยากาศชีวิตอาจจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

 

แมนยูระวังแห้ว!สื่อแฉซานโช่อาจสนใจย้ายซบลิเวอร์พูล

คิกเกอร์ สื่อวงการฟุตบอลของเยอรมนี ตีข่าว เจดอน ซานโช่ ดาวเตะ ดอร์ทมุนด์ อาจจะเปลี่ยนใจสนไปซบ ลิเวอร์พูล มากกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะมองว่าจะทำให้ตัวเองมีโอกาสได้แชมป์ลีกมากกว่า

    เจดอน ซานโช่ ปีกคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอดสโมสรแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน อาจจะสนใจย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล มากกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตามการเปิดเผยของ คิกเกอร์ สื่อลูกหนังชื่อดังของเมืองเบียร์

    แมนฯ ยูไนเต็ด คือทีมที่มีข่าวกับ ซานโช่ หนักที่สุดตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่พวกเขาต้องการทำให้เกมรุกริมเส้นฝั่งขวามีความอันตรายมากกว่านี้ โดยที่ผ่านมา "ปีศาจแดง" ติดปัญหาแค่เรื่องค่าตัวเท่านั้น หลังจาก ดอร์ทมุนด์ ต้องการเงิน 110 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,400 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการขายแข้งวัย 20 ปี

    อย่างไรก็ตาม คิกเกอร์ เผยว่าตอนนี้ ซานโช่ อาจจะสนใจไปเล่นให้ ลิเวอร์พูล แทนแล้ว เนื่องจากมองว่าเขาจะมีโอกาสได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก มากกว่าหากไปอยู่กับทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ หลังจากตอนนี้ "หงส์แดง" กำลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากๆ โดยในฤดูกาล 2019-20 ลิเวอร์พูล ก็ซิวไปแชมป์ไปเชยชมได้โดยที่มีคะแนนมากกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 33 คะแนนด้วย

 

20 แอสซิสต์! ‘เดอ บรอยน์’ทาบสถิติตลอดกาลอองรี

จอมทัพเรือใบสีฟ้าทาบสถิติแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกที่ทำไว้โดย เธียร์รี อองรี หลังจ่ายให้เพื่อนทำอีกประตูในเกมลีกนัดส่งท้ายฤดูกาล
เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ของแมนฯ ซิตี้ ทาบสถิติแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกใน 1 ซีซัน ซึ่งทำไว้โดย เธียร์รี อองรี ตำนานดาวยิงอาร์เซนอล

กองกลางเบลเยียมทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเกมลีกนัดส่งท้าย เมื่อทำ 2 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ ช่วยเรือใบสีฟ้าเปิดบ้านไล่ถล่ม นอริช ซิตี้ ที่ตกชั้นไปแล้ว 5-0

นั่นทำให้ดาวเตะวัย 29 ทำแอสซิสต์ในลีกฤดูกาลนี้ไปแล้ว 20 ครั้ง เทียบเท่าสถิติสูงสุดตลอดที่อดีตกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสเคยทำไว้ในฤดูกาล 2002-03 ทันที

แลมพาร์ดหัวเสียทำไมไม่ใช้วีเออาร์?!

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี ตั้งคำถามถึงการใช้ วีเออาร์ หลังจากที่เจ้าตัวมองว่าจังหวะที่ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจนถูกไล่ออกนั้น ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมคนหนุ่มของ เชลซี ไม่พอใจที่ วีเออาร์ ไม่ถูกนำมาใช้ตัดสินในจังหวะที่ควรจะต้องใช้ ซึ่งทำให้เกิดจุดเปลี่ยนต่อทีมของตัวเอง

    "สิงห์บลูส์" เริ่มต้นได้ดี ด้วยการได้ประตูขี้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จากการยิงของ คริสเตียน พูลิซิช ทว่านาทีที่ 28 อาร์เซน่อล ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปอย่างเฉียบขาดของ ปิแอร์-เอเมอริคโอบาเมย็อง

    จากนั้นช่วงครึ่งหลัง ในนาทีที่ 67 กลายเป็น "ไอ้ปืนใหญ่" ที่ได้ประตูพลิกขึ้นนำจาก โอบาเมย็อง คนเดิมที่ยิงอย่างเหนือชั้น และสถานการณ์ของ เชลซี ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะในนาทีที่ 73 พวกเขาต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน หลัง มาเตโอ โควาซิช โดนไล่ออก จากการได้รับใบเหลืองที่สอง และสุดท้ายจบเกมด้วยการเป็นฝ่ายปราชัย

    แลมพาร์ด ให้สัมภาษณ์กับ บีอิน สปอร์ต และตำหนิไปยังเรื่องการใช้ วีเออาร์ โดยเฉพาะจังหวะที่ โควาซิช ถูกใบเหลืองที่สอง เนื่องจากตนมองว่า จังหวะที่เข้าปะทะกับ กรานิต ชาคา นั้น ไม่ได้รุนแรงเท่าไหร่

    "นี่มันกฎอะไรกัน? มันเกิดขึ้นแบบนี้ตลอดที่คุณไม่สามารถเรียกร้องใบเหลืองที่สองได้ บางคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นยืนยันความคิดของตัวเอง"

    "ถ้าเรามี วีเออาร์ มันคงเป็นเรื่องดีเลยล่ะ ที่จะนำมาใช้ให้มากที่สุดที่จะทำได้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง มันไม่ได้ใกล้เคียงเลย และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนของเกม"

    "ช่วงท้ายเกมเรากดดันพวกเขาได้บ้าง ผมไม่สามารถมองว่าเป็นความผิดพลาดของลูกทีม แต่จังหวะนั้นไม่สมควรเป็นใบแดง พูดอีกครั้งนะ ผมพยายามกลับมามองที่เราเสมอ และเราก็ทำได้ไม่ดีพอที่จะคว้าชัยในนัดชิงฯ"